مشاركة

บทที่ 2.2

last update تاريخ النشر: 2025-12-16 22:37:02

ภายในห้องประชุมบรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดเป็นพิเศษ เมื่อจินดา เรียกสมาชิกของออบส์ ให้มาประชุมด่วน โดยไม่บอกเหตุผลล่วงหน้า แถมตอนที่เธอเดินเข้ามายังทำหน้าตึงสุดๆ

โรส จินไตย อัยกร และพิร์วรัล เหลือบมองกันอย่างกังวล นาน ๆ ทีพวกเขาจะเห็นอดีตหัวหน้าทีมเคร่งขรึมแบบนี้ และทุกครั้ง… มักตามมาด้วยเรื่องร้ายแรงเสมอ

“เกิดอะไรขึ้นครับผอ. ดูท่าทาง...ไม่ค่อยดี” จินไตยรวบรวมความกล้าถามขึ้น

“ฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ… พวกเธอคงรู้กันแล้วใช่ไหม ว่าหัวหน้าคนใหม่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งเร็วๆ นี้” จินดากวาดตามอง

“ทราบค่ะ แต่ยังไม่มีกำหนดรายงานตัวไม่ใช่เหรอคะ?” โรสถามด้วยความสงสัย

แม้สีหน้าจินดาจะเรียบเฉย แต่กลับปิดความกังวลไว้ไม่มิด “เมื่อสักครู่ฉันเพิ่งได้รับแจ้งว่าหัวหน้าใหม่ของพวกเธอจะเข้ามารายงานตัววันนี้”

โรสฉงน “ทำไมกะทันหันจัง?”

จินดายักไหล่เป็นคำตอบว่าไม่รู้เช่นกัน

“ไม่มีหนังสือแจ้งล่วงหน้าเลยเหรอคะ ปกติต้องมีนะ?”

“ก็ไม่มีนะสิ ฉันถึงกังวลแทนอยู่นี่ไง” เธอยกมือขึ้นนวดขมับ

สมาชิกในทีมแลกเปลี่ยนสายตากันเงียบๆ พยายามระงับอารมณ์หวั่นใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ คล้ายกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะฉุดรั้งชีวิตการทำงานของพวกเขาให้กลับไปเป็นเหมือนก่อนที่จะได้เข้าร่วมทีม

ย้อนนึกถึงจุดเริ่มต้นของทีมออบส์ ทีมที่รวบรวมเอา “ตัวปัญหา” ของทุกแผนกในหน่วยพิสูจน์หลักฐานไว้ด้วยกัน

ในอดีต หน่วยพิสูจน์หลักฐานแบ่งการทำงานออกเป็นหลายแผนก แต่กว่าหลักฐานจะส่งจากแผนกหนึ่งไปอีกแผนกหนึ่งก็เสียเวลาไปมาก ทำให้หลายคดีเดินหน้าอย่างติดขัด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะรั่วไหล

เพื่อแก้ปัญหานี้ ผู้อำนวยการคนก่อนกับ จินดา จึงตัดสินใจก่อตั้งทีมพิเศษขึ้นมา ในชื่อ “ออบซิเดียน” หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า “ทีมออบส์” ทีมที่จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกแผนกไว้ด้วยกัน รวมถึงแพทย์นิติเวช เพื่อตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และควบคุมข้อมูลให้หมุนเวียนอยู่ภายในวงจำกัด ก่อนส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีนั้น ๆ

การคัดเลือกสมาชิกทีมออบซิเดียนไม่ซับซ้อน เพียงให้หัวหน้าแต่ละแผนกส่งรายชื่อที่ตัวเองเห็นสมควร

แน่นอนหลายคนมองว่านี่คือโอกาสทองในการกำจัดคนที่เป็นปัญหาออกจากทีมของตัวเอง แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ทีมที่เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของ “ตัวปัญหา” กลับกลายเป็นทีมที่ทำผลงานยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย จนได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมที่เก่งและแกร่งที่สุดในหน่วยฯ

สมาชิกในทีมประกอบด้วย “โรส” เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากทีมภาคสนาม ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นใจเกินร้อย การแต่งตัวที่ไม่เคยตรงตามระเบียบ จนหัวหน้าเก่าปวดหัวเป็นประจำเวลาออกพื้นที่ แต่ความเก่งของเธอก็เป็นที่ยอมรับ

คนต่อมา “อัยกร” เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากแผนกวิเคราะห์หลักฐาน ชายหนุ่มที่รักการอยู่คนเดียว เขาชอบอยู่ในห้องแล็บกับเครื่องมือและสารเคมีมากกว่าพบปะผู้คน นั่นเพราะความหลังบางอย่างทำให้เขาหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

คนที่สาม “จินไตย” นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากแผนกตรวจสอบพิสูจน์พิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตรวจสอบหลักฐานดิจิทัล เขาสามารถไล่ล่าข้อมูลได้เร็วราวกับเงา แต่ข้อเสียคือไม่ถนัดเรื่องการปรับตัวเข้ากับคนรอบข้าง ขาดความมั่นใจ จึงมีระยะห่างกับเพื่อนร่วมงานเสมอ

คนที่สี่ “พิร์วรัล” แพทย์นิติเวชสาว เธอแค่ตัดสินขอตามมาเป็นผู้ช่วย “ลูกพี่” ที่เธอนับถือ เพราะเชื่อว่าการทำงานเคียงข้างเขาจะทำให้เธอเก่งขึ้น

คนสุดท้าย “กันต์ธีร์” แพทย์นิติเวชจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จินดาเลือกมาเองกับมือ ไม่ใช่เพียงเพราะฝีมือการชันสูตรเท่านั้น จินดาเคยร่วมงานกับเขาหลายครั้ง และเห็นถึงความสามารถในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลักฐานที่เจอ การอ่านสถานการณ์เฉียบขาด รู้จักใช้คำพูดให้ถูกจังหวะ มีภาวะผู้นำที่ไม่ต้องพึ่งอำนาจกดขี่ก็ทำให้คนรอบตัวเต็มใจทำงานให้

ในสายตาของเธอ เขาเป็นคนเดียวที่สามารถรับมือกับเหล่า “คนหัวแข็ง” ในทีมออบซิเดียนได้ ทั้งคอยลดแรงเสียดทานและดึงศักยภาพของทุกคนออกมาอย่างเต็มที่ เป็นจริงตามคาด ตั้งแต่วันที่กันต์ธีร์ก้าวเข้ามา ทีมที่เต็มไปด้วยตัวปัญหากลับทำงานได้อย่างราบรื่น

ส่วนที่มาของชื่อนั้น จินดาเป็นผู้ตั้งเองกับมือ เธอเลือกคำว่า “ออบซิเดียน” เพราะหลงใหลคุณสมบัติของหินภูเขาไฟสีดำมันวาว ที่แข็งแกร่งผิดธรรมชาติ ทั้งคมและแกร่งมากเสียจนในอดีตถูกนำมาทำเป็นอาวุธและเครื่องมือล่า เธอบอกว่า ทีมนี้ก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน แข็งแกร่งพอจะต้านแรงกดดัน คมพอจะตัดทะลุอุปสรรค และพร้อมเปิดโปงความจริงเพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ แม้ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม

“นี่! พวกแกจะเหม่ออีกนานไหม” เสียงจินดาดึงสติพวกเขากลับมาจากความคิดล่องลอย สู่ความจริงตรงหน้า

โรสรวบรวมความมั่นใจ “ผอ.อย่ากังวลแทนพวกเราไปเลยค่ะ!” พร้อมชูสามนิ้วขึ้นในท่าปฏิญาณ “พวกเราจะไม่ดื้อ ไม่ซน และไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาแน่นอนค่ะ!”

คำพูดนั้นทำเอาจินดาถึงกับกลอกตา บ่นพึมพำเบา ๆ “ขอให้จริงอย่างที่พูดเถอะ...”

“เอาล่ะ ฉันไม่อยากพูดอะไรมาก...” เธอแสร้งสูดหายใจลึก แสดงท่าทีคิดหนัก “พวกแกคงต้องเตรียมตัวกันให้ดี ฉันพูดได้แค่นี้”

ประโยคสั้น ๆ ทำให้สภาพภายในห้องกดดันขึ้นอีกครั้ง จินดารอบสังเกตปฏิกิริยาพวกเขาด้วยแววตาเป็นประกาย…

เสียงเคาะประตูห้องประชุมดังแทรกผ่านความเงียบ ทำให้ทุกคนหลุดจากภวังค์

โรสที่นั่งใกล้ประตูที่สุดลุกขึ้น พลางบ่นอุบ “ใครเนี่ย…ไม่รู้รึไงว่ากำลังประชุมกันอยู่”

เธอเอื้อมไปหมุนลูกบิด และเมื่อประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นคนที่ยืนอยู่ด้านนอก โรสถึงกลับนิ่งค้างเหมือนโดนมนต์สะกด ความคิดสับสนแล่นวูบ จนเผลอปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ

มือคว้าลูกบิดไว้แน่นเพื่อตั้งสติ ก่อนค่อย ๆ เปิดมันออก ครั้งนี้เธอยืนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ประหนึ่งกำลังสแกนใบหน้าให้มั่นใจว่าใช่คนที่คิดอยู่หรือเปล่า และปิดมันลงอีกรอบ คราวนี้แน่นหนากว่าเดิม

เธอพึมพำอย่างระแวง “หรือว่าตาฝาด ไม่นะ ก็เพิ่งไปตรวจสายตามาเอง ค่ามันก็ปกตินี่หว่า”

อัยกรยกคิ้วมอง “มึงเป็นอะไร เปิด ๆ ปิด ๆ ประตูอยู่นั่น?”

จินไตยพยักหน้าสมทบ “นั่นดิ แถมทำหน้าเหมือนเห็นผี”

โรส “กูว่ากูเห็น…”

ประโยคยังไม่ทันหลุดออกมาทั้งหมด คนด้านนอกก็กระชากประตูอย่างแรง จนโรสเสียหลัก ตัวเซไปข้างหน้า หัวโขกกับบานประตูเข้าเต็มแรงดัง ปึก!

“โอ๊ยย… เชี้ย… ตาไม่ฝาดแล้ว” เธอร้องพลางลูบหน้าผากป้อย ๆ น้ำตาซึม

“เป็นอะไรเปิด ปิดประตูใส่หน้าอยู่ได้” กันต์ธีร์ถามกึ่งเหนื่อยใจกึ่งขำ เลิกคิ้วมองน้องในทีม

“เฮีย!!”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 12

    หลังวางสาย กันต์ธีร์สั่งการให้อัยกรรีบส่งผลตรวจทั้งหมดไปให้ไกรวิทย์ทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยืนขอหมายจับจากศาล เมื่อจัดการเรื่องทางแล็บเรียบร้อย เขาเละจินไตยจึงเดินออกจากแล็บ ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่สวนกับโรสที่เดินดูดกาแฟมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งไปรายงานผลตรวจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน โรส “เสร็จแล้วเหรอคะ?” “อืม เหลือแค่ส่งต่อหลักฐาน แล้วนี้จะกลับไปแล็บหรือกลับสำนักงานพร้อมพวกฉัน?” กันต์ธีร์ถาม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กลับสำนักดีกว่าที่เหลือไอ้กรมันทำต่อได้” จินไตยเหล่มองแก้วในมือของเพื่อนสาว “ที่มาช้านี่แวะซื้อกาแฟ?” “ช่ายจ้า~” โรสตอบพร้อมยกแก้วขึ้นดูดโชว์ จินไตย “สั่งเมนูอะไร อเมซิ่งดีเลย์เหรอ ถึงได้เพิ่งมาเอาตอนนี้” โรส “เยส อเมซิ่งดีเลย์ เพิ่มช็อต ‘พักเหนื่อย’ กับท็อปปิ้ง ‘โดนเพื่อนทิ้ง’ ด้วย” จินไตยหลุดหัวเราะ “งอนอะไรครับคุณ” “ไม่ได้ง้อน” โรสทำเป็นพูดเสียงสูงก่อนจะปรับลงมาให้ปกติ “ก็แค่กูวิ่งหน้าตั้งมารายงานผล ขนาดว่าถ้าสะดุดล้มก็พร้อมไถตัวมาบอกมึง แต่ผลเป็นไง! พอพูดจบ มึงก็วิ่งหายปั๊บ ทิ้งกูยืนหอบเป็นหมาวิ่งไล่รถ” “แหม~ วิ่งแค่นี้เอง” “ง

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 11

    จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 10

    กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 9

    โต๊ะอาหารสำหรับสี่คนควรจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเบาๆ แต่โต๊ะนี้กลับเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน และบทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจันอับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไขว้ขาอย่างไม่แยแส ปลายนิ้วพลิกเมนูไปมาเหมือนกำลังตั้งใจเลือก ทว่าทุกครั้งที่สายตาเผลอหลุดจากตัวอักษร มันจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนฝั่งตรงข้าม...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ...คนที่ถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรอย่างกันต์ธีร์ก็ไม่ลดราวาศอก เขายังคงยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบมองตอบกลับไปอย่างจงใจ— เหมือนกำลังท้าทายกันตรง ๆรณพักตร์ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อนส่วนไกรวิทย์ในฐานะเจ้าภาพ... เลือกจะทำเป็นไม่เห็นอะไรตั้งแต่แรกเขาพูดพร้อมกวาดสายตารอบโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับดึงสายตากลับมา เลิกสนใจคนกวนประสาทฝั่งตรง เขาเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนถามอย่างกระตือรือร้น“ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ”“น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี”เมนูในมือถูกส่งให้อีกคนได้ดูด้วย หัวทั้งสองคนแทบชนกัน ช่วยกันเลือกอย่างจริงจังภาพนั้นทำให้กันต

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 8

    ก๊อก ก๊อก ก๊อก …เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจของคนในห้องให้หันไปมองไกรวิทย์ “คงมาแล้ว”ยังไม่ทันขาดคำ เสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้น“ท่านครับ จันอับมาแล้วครับกันต์ธีร์คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาชื่อนั้นเขานึกออกอยู่คนเดียว‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ไกรวิทย์ “ให้เข้ามาเลย”แม้คนที่เปิดประตูจะเป็นรณพักตร์ แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ เห็นแล้วว่านอกจากเจ้าของห้องยังมีอีกคนนั่งหันหลังอยู่อย่างที่รณพักตร์บอกจันอับ “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ขอแนะนำตัวอีกที ผมจันอับยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”ไกรวิทย์ “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับคุณจันอับ” ก่อนมองไปทางลูกน้องตัวเอง “พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วย คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”รณพักตร์ที่ได้ยินคำสั่งนั้น กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ครับ!”จันอับเดินมาหยุดหลังเก้าอี้ตัวที่ว่างอย่างอยู่ เขาคิดในใจว่า ทำไมคนที่นั่งอยู่อีกคนนั้นถึงได้คุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก็ทำเอามุมปากของจันอับกระตุกไกรวิทย์ไม่รู้

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 7

    หลังเสร็จสิ้นการชันสูตร กันต์ธีร์ได้มอบหมายงานที่เหลือให้กับลูกน้องทั้งสอง ก่อนออกจากห้องตรงไปยังตึกที่ทำงานของไกรวิทย์เพื่อรายงานผลทันที ระหว่างทางทุกย่างก้าว ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์นั้น แม้เขาจะพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างรอยบนศพกับตัวเองเท่าไหร ทว่า…ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยหัวหน้าทีมออบส์เดินใจลอยจนมาถึงหน้าห้องทำงานของไกรวิทย์ เขาผลักประตูเข้าไปข้างในเห็นผู้ช่วยอย่างรณพักต์ที่กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะ จนไม่สังเกตการมาถึงของเขา เลยส่งเสียงทักทาย“ไงพักตร์ งานยุ่งเหรอ?”รณพักตร์เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงส่งยิ้มให้ “อ้าวคุณกันต์ สวัสดีครับ งานเยอะนิดหน่อย แฮะ แฮะ” เขาหัวเราะเก้อ ๆ“คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ?”“ใช่ มันอยู่ไหม”“อยู่ครับ เดี๋ยวผมไปเรียนท่านก่อน คุณรอสักครู่นะครับ”กันต์ธีร์ “พักตร์ เรียกพี่ว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะ เรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”“ได้ครับพี่ ถ้าเช่นนั้น พี่กันต์รอสักครู่นะครับ”“อือ”รณพักตร์เคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ”เสียงจากในห้องดังขึ้น “ให้เข้ามา”รณพักตร์ถือโอกาสผลักประตูเพื่อเปิดให้กันต์ธีร์

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 5

    หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 4

    ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหาย

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 3.3

    คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคน

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 3.2

    จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมื

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status