LOGINภายในห้องประชุมบรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดเป็นพิเศษ เมื่อจินดา เรียกสมาชิกของออบส์ ให้มาประชุมด่วน โดยไม่บอกเหตุผลล่วงหน้า แถมตอนที่เธอเดินเข้ามายังทำหน้าตึงสุดๆ
โรส จินไตย อัยกร และพิร์วรัล เหลือบมองกันอย่างกังวล นาน ๆ ทีพวกเขาจะเห็นอดีตหัวหน้าทีมเคร่งขรึมแบบนี้ และทุกครั้ง… มักตามมาด้วยเรื่องร้ายแรงเสมอ “เกิดอะไรขึ้นครับผอ. ดูท่าทาง...ไม่ค่อยดี” จินไตยรวบรวมความกล้าถามขึ้น “ฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ… พวกเธอคงรู้กันแล้วใช่ไหม ว่าหัวหน้าคนใหม่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งเร็วๆ นี้” จินดากวาดตามอง “ทราบค่ะ แต่ยังไม่มีกำหนดรายงานตัวไม่ใช่เหรอคะ?” โรสถามด้วยความสงสัย แม้สีหน้าจินดาจะเรียบเฉย แต่กลับปิดความกังวลไว้ไม่มิด “เมื่อสักครู่ฉันเพิ่งได้รับแจ้งว่าหัวหน้าใหม่ของพวกเธอจะเข้ามารายงานตัววันนี้” โรสฉงน “ทำไมกะทันหันจัง?” จินดายักไหล่เป็นคำตอบว่าไม่รู้เช่นกัน “ไม่มีหนังสือแจ้งล่วงหน้าเลยเหรอคะ ปกติต้องมีนะ?” “ก็ไม่มีนะสิ ฉันถึงกังวลแทนอยู่นี่ไง” เธอยกมือขึ้นนวดขมับ สมาชิกในทีมแลกเปลี่ยนสายตากันเงียบๆ พยายามระงับอารมณ์หวั่นใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ คล้ายกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะฉุดรั้งชีวิตการทำงานของพวกเขาให้กลับไปเป็นเหมือนก่อนที่จะได้เข้าร่วมทีม ย้อนนึกถึงจุดเริ่มต้นของทีมออบส์ ทีมที่รวบรวมเอา “ตัวปัญหา” ของทุกแผนกในหน่วยพิสูจน์หลักฐานไว้ด้วยกัน ในอดีต หน่วยพิสูจน์หลักฐานแบ่งการทำงานออกเป็นหลายแผนก แต่กว่าหลักฐานจะส่งจากแผนกหนึ่งไปอีกแผนกหนึ่งก็เสียเวลาไปมาก ทำให้หลายคดีเดินหน้าอย่างติดขัด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะรั่วไหล เพื่อแก้ปัญหานี้ ผู้อำนวยการคนก่อนกับ จินดา จึงตัดสินใจก่อตั้งทีมพิเศษขึ้นมา ในชื่อ “ออบซิเดียน” หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า “ทีมออบส์” ทีมที่จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกแผนกไว้ด้วยกัน รวมถึงแพทย์นิติเวช เพื่อตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และควบคุมข้อมูลให้หมุนเวียนอยู่ภายในวงจำกัด ก่อนส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีนั้น ๆ การคัดเลือกสมาชิกทีมออบซิเดียนไม่ซับซ้อน เพียงให้หัวหน้าแต่ละแผนกส่งรายชื่อที่ตัวเองเห็นสมควร แน่นอนหลายคนมองว่านี่คือโอกาสทองในการกำจัดคนที่เป็นปัญหาออกจากทีมของตัวเอง แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ทีมที่เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของ “ตัวปัญหา” กลับกลายเป็นทีมที่ทำผลงานยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย จนได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมที่เก่งและแกร่งที่สุดในหน่วยฯ สมาชิกในทีมประกอบด้วย “โรส” เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากทีมภาคสนาม ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นใจเกินร้อย การแต่งตัวที่ไม่เคยตรงตามระเบียบ จนหัวหน้าเก่าปวดหัวเป็นประจำเวลาออกพื้นที่ แต่ความเก่งของเธอก็เป็นที่ยอมรับ คนต่อมา “อัยกร” เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากแผนกวิเคราะห์หลักฐาน ชายหนุ่มที่รักการอยู่คนเดียว เขาชอบอยู่ในห้องแล็บกับเครื่องมือและสารเคมีมากกว่าพบปะผู้คน นั่นเพราะความหลังบางอย่างทำให้เขาหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม คนที่สาม “จินไตย” นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากแผนกตรวจสอบพิสูจน์พิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตรวจสอบหลักฐานดิจิทัล เขาสามารถไล่ล่าข้อมูลได้เร็วราวกับเงา แต่ข้อเสียคือไม่ถนัดเรื่องการปรับตัวเข้ากับคนรอบข้าง ขาดความมั่นใจ จึงมีระยะห่างกับเพื่อนร่วมงานเสมอ คนที่สี่ “พิร์วรัล” แพทย์นิติเวชสาว เธอแค่ตัดสินขอตามมาเป็นผู้ช่วย “ลูกพี่” ที่เธอนับถือ เพราะเชื่อว่าการทำงานเคียงข้างเขาจะทำให้เธอเก่งขึ้น คนสุดท้าย “กันต์ธีร์” แพทย์นิติเวชจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จินดาเลือกมาเองกับมือ ไม่ใช่เพียงเพราะฝีมือการชันสูตรเท่านั้น จินดาเคยร่วมงานกับเขาหลายครั้ง และเห็นถึงความสามารถในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลักฐานที่เจอ การอ่านสถานการณ์เฉียบขาด รู้จักใช้คำพูดให้ถูกจังหวะ มีภาวะผู้นำที่ไม่ต้องพึ่งอำนาจกดขี่ก็ทำให้คนรอบตัวเต็มใจทำงานให้ ในสายตาของเธอ เขาเป็นคนเดียวที่สามารถรับมือกับเหล่า “คนหัวแข็ง” ในทีมออบซิเดียนได้ ทั้งคอยลดแรงเสียดทานและดึงศักยภาพของทุกคนออกมาอย่างเต็มที่ เป็นจริงตามคาด ตั้งแต่วันที่กันต์ธีร์ก้าวเข้ามา ทีมที่เต็มไปด้วยตัวปัญหากลับทำงานได้อย่างราบรื่น ส่วนที่มาของชื่อนั้น จินดาเป็นผู้ตั้งเองกับมือ เธอเลือกคำว่า “ออบซิเดียน” เพราะหลงใหลคุณสมบัติของหินภูเขาไฟสีดำมันวาว ที่แข็งแกร่งผิดธรรมชาติ ทั้งคมและแกร่งมากเสียจนในอดีตถูกนำมาทำเป็นอาวุธและเครื่องมือล่า เธอบอกว่า ทีมนี้ก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน แข็งแกร่งพอจะต้านแรงกดดัน คมพอจะตัดทะลุอุปสรรค และพร้อมเปิดโปงความจริงเพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ แม้ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม “นี่! พวกแกจะเหม่ออีกนานไหม” เสียงจินดาดึงสติพวกเขากลับมาจากความคิดล่องลอย สู่ความจริงตรงหน้า โรสรวบรวมความมั่นใจ “ผอ.อย่ากังวลแทนพวกเราไปเลยค่ะ!” พร้อมชูสามนิ้วขึ้นในท่าปฏิญาณ “พวกเราจะไม่ดื้อ ไม่ซน และไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาแน่นอนค่ะ!” คำพูดนั้นทำเอาจินดาถึงกับกลอกตา บ่นพึมพำเบา ๆ “ขอให้จริงอย่างที่พูดเถอะ...” “เอาล่ะ ฉันไม่อยากพูดอะไรมาก...” เธอแสร้งสูดหายใจลึก แสดงท่าทีคิดหนัก “พวกแกคงต้องเตรียมตัวกันให้ดี ฉันพูดได้แค่นี้” ประโยคสั้น ๆ ทำให้สภาพภายในห้องกดดันขึ้นอีกครั้ง จินดารอบสังเกตปฏิกิริยาพวกเขาด้วยแววตาเป็นประกาย… เสียงเคาะประตูห้องประชุมดังแทรกผ่านความเงียบ ทำให้ทุกคนหลุดจากภวังค์ โรสที่นั่งใกล้ประตูที่สุดลุกขึ้น พลางบ่นอุบ “ใครเนี่ย…ไม่รู้รึไงว่ากำลังประชุมกันอยู่” เธอเอื้อมไปหมุนลูกบิด และเมื่อประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นคนที่ยืนอยู่ด้านนอก โรสถึงกลับนิ่งค้างเหมือนโดนมนต์สะกด ความคิดสับสนแล่นวูบ จนเผลอปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ มือคว้าลูกบิดไว้แน่นเพื่อตั้งสติ ก่อนค่อย ๆ เปิดมันออก ครั้งนี้เธอยืนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ประหนึ่งกำลังสแกนใบหน้าให้มั่นใจว่าใช่คนที่คิดอยู่หรือเปล่า และปิดมันลงอีกรอบ คราวนี้แน่นหนากว่าเดิม เธอพึมพำอย่างระแวง “หรือว่าตาฝาด ไม่นะ ก็เพิ่งไปตรวจสายตามาเอง ค่ามันก็ปกตินี่หว่า” อัยกรยกคิ้วมอง “มึงเป็นอะไร เปิด ๆ ปิด ๆ ประตูอยู่นั่น?” จินไตยพยักหน้าสมทบ “นั่นดิ แถมทำหน้าเหมือนเห็นผี” โรส “กูว่ากูเห็น…” ประโยคยังไม่ทันหลุดออกมาทั้งหมด คนด้านนอกก็กระชากประตูอย่างแรง จนโรสเสียหลัก ตัวเซไปข้างหน้า หัวโขกกับบานประตูเข้าเต็มแรงดัง ปึก! “โอ๊ยย… เชี้ย… ตาไม่ฝาดแล้ว” เธอร้องพลางลูบหน้าผากป้อย ๆ น้ำตาซึม “เป็นอะไรเปิด ปิดประตูใส่หน้าอยู่ได้” กันต์ธีร์ถามกึ่งเหนื่อยใจกึ่งขำ เลิกคิ้วมองน้องในทีม “เฮีย!!”หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร แฟ้มรายงานถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น กลับไปยังห้องทำงาน กันต์ธีร์ออกจากลิฟต์ เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้อง มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ที่เขาสั่งให้ไปเอามาจากทีมบีมไว้แน่น กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!” กันต์ธีร์ก้าวไปหยิบแฟ้มบางส่วนออกจากมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะตกลงสู้พื้น “อ้าว เฮีย มาแล้วเหรอครับ” จินไตยยิ้มแหย ๆ พลางถอนหายใจโล่งอก “นี่แฟ้มที่ฉันให้ไปเอามาใช้ไหม” “ครับ” เขาพัยกหน้า ทั้งสองเข้ามาข้างใน จินไตยมองไปที่โรส เปิดปากบ่นด้วย
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำ รอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกตรงกับตำแหน่งหัวใจ กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือก รู้สึกได้ถึงเลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บที่แล่นปราดมันจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ “มึงจงจำไว้ คำสาปของมึงเริ่มทำงานแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!—” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อเย็นผุดเต็มขมับ คำพูดในฝันยังคงดังก้องสะท้อนไม่จางหาย จนเขาเผลอยกมือกุมอกด้านที่
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคนใหม่ของออบส์… กันต์ นี่จันอับกับแอนนี่ นักข่าวสายอาชญากรรม ต่อไปพวกแกจะได้ทำงานร่วมกันบ่อย ๆ” เมื่อได้ยินจินดาแนะนำ จันอับที่กำลังคุยเล่นและหัวเราะกับเพื่อนสาวทั้งสองเพลิน ๆ จึงเอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะกล่าวคำทักทายกับคนมาใหม่ แต่ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับคนข้างตัว เขาและกันต์ธีร์ต่างเบิกตากว้าง ความตกใจแล่นวูบเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว มือของทั้งสองยกขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายแทบจะในจังหวะเดียว “นี่นาย/นี่คุณ!!” แอนนี่ได้แต่กุมขมับที่ปวดตุบ ๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า ส่วนคนอื่น ๆ มองกันไปมาอย่างงง ๆ โรสเขยิบตัวเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเบา “นี่พวกมึง…เคยเจอกันมาก่อนเหรอ? ทำไมบรรยากาศดูตึง ๆ แปลก ๆ วะ” หญิงสาวถอนหายใจน้อย ๆ กระซิบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างจันอับกับกันต์ธีร์ ให้คนที่อยู่ใกล้ระยะได้ยินฟ
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมือนกัน” แอนนี่ตอบรับก่อนหันไปถามนักข่าวคนอื่น ๆ แต่ได้รับคำปฏิเสธ เพราะแต่ละคนมีงานต่อ ทั้งหมดจึงแยกทางกัน “งั้นไปร้านประจำกัน” จันอับเอ่ยบอกจุดหมายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอาหารจานโปรด “เจ้าค่ะ คุณหนูจันอับ” เธอเอ่ยเย้า “คุณหนูอะไร ต้องคุณชายสิวะ กูเป็นผู้ชายนะ” “เป็นผู้ชายประสาอะไรหน้าสวยกว่ากูอีกค่ะ! มึงมาเป็นแฟนกูจริงๆเอามะ ถ้าเป็นมึงกูจะรีบเซย์เยสเลย” แอนนี่ยิ้มกวน จันอับทำท่าขนลุก “อิ้ววว อย่าเลย ให้กูหลับสบายแบบนี้ทุกคืนน่ะดีแล้ว” “หมายความว่าไง?” แอนนี่ย่นคิ้ว “นี่มึงไม่รู้ตัวเลยเหรอ ผู้หญิงอะไรทั้งกรน ทั้งนอนดิ้น กินเสร็จก็เรอ แล้วยัง…” “พอ ๆ พูดซะหมดสวยแล้วเนี่ย” แอนนี่รีบห้าม หน้าแดงวูบ คิดในใจ ‘ไอ้เพื่อนเหี้ย’ จันอับหัวเราะเสียงบ่น ก่อนจะเร่งเพื่อน “เดิ
นักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน เพียงการปรากฏตัวของชายในเครื่องแบบก็ทำให้เสียงพูดคุยเงียบลง เปลี่ยนเป็นเสียงชัตเตอร์ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังคนที่ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง นักข่าวหนุ่มถ่ายภาพต่ออีกสองสามภาพ และเมื่อคนบนโพเดียมเริ่มพูด เขาจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างแอนนี่ที่กำลังพิมพ์ข้อมูลลงในโน๊ตบุ๊ค ตำรวจนายนั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทาย “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ครับ” หลังแนะนำตัว รองผู้กำกับคนใหม่ก็ตรงเข้าประเด็น “ผลการสอบสวนเบื้องต้น ยืนยัน
“เฮีย!” จินไตยลุกจากเก้าอี้วิ่งมากระโดดกอดเป็นคนแรก เหมือนได้เจอเทวดามาโปรด อัยกรลุกตามมาสมทบ ยื่นมือมาชนกำปั้นแบบที่เคยทำกัน ส่วนพิร์วรัลยิ้มจนตาหยี “เฮียกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลยค่ะ” “ไม่คิดจะให้ใครไปรับเลยเหรอครับ?” อัยกรเสริม “แล้วคราวนี้อยู่ยาวเลยหรือเปล่า หรือว่าต้องกลับไปเรียนต่ออีก?” จินไตยยิงคำถามต่อทันที โรสที่ยืนลูบหน้าผาก มองเพื่อน ๆ ตาเขียว ที่ไม่มีใครสนใจเธอสักคน และสิ่งที่เธอบ่นกลับสร้างเสียงหัวเราะแทนเสียงปลอบใจ “พวกมึงสนใจกูหน่อยได้ไหม? หัวกูชนประตูนะ!” “ฮา ฮา ฮา!” จากนั้นคำถามยังคงพรั่งพรูไม่หยุด จนกันต์ธีร์แทบไม่มีโอกาสตอบ จินดาอมยิ้ม “เอาล่ะ ๆ ใจเย็นกันหน่อยเถอะ จะดีใจอะไรขนาดนั้น” เธอชะงักเมื่อเห็นหน้าจินไตยที่มีคราบน้ำตา “ไอ้แดนแกถึงกับร้องไห้เลยเหรอ?” “ที่จริง…พวกเรากังวลเรื่องหัวหน้าคนใหม่กันมาก ๆ เลยนะครับ แต่พอเฮียกลับมาความหนักในใจก็เหมือนถูกวางลงทันที” จินไตยหลุดสะอื้นเบา ๆ “โอเค ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ฉันกลับมาแล้วนี่ไง” กันต์ธีร์ยิ้มอบอุ่น ยกมือขยี้หัวคนที่เช็ดน้ำตาเหมือนเด็ก ๆ ก่อนจะเอียงคอถามด้วยความสงสัย “แล้







