LOGINจันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง
“มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมือนกัน” แอนนี่ตอบรับก่อนหันไปถามนักข่าวคนอื่น ๆ แต่ได้รับคำปฏิเสธ เพราะแต่ละคนมีงานต่อ ทั้งหมดจึงแยกทางกัน “งั้นไปร้านประจำกัน” จันอับเอ่ยบอกจุดหมายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอาหารจานโปรด “เจ้าค่ะ คุณหนูจันอับ” เธอเอ่ยเย้า “คุณหนูอะไร ต้องคุณชายสิวะ กูเป็นผู้ชายนะ” “เป็นผู้ชายประสาอะไรหน้าสวยกว่ากูอีกค่ะ! มึงมาเป็นแฟนกูจริงๆเอามะ ถ้าเป็นมึงกูจะรีบเซย์เยสเลย” แอนนี่ยิ้มกวน จันอับทำท่าขนลุก “อิ้ววว อย่าเลย ให้กูหลับสบายแบบนี้ทุกคืนน่ะดีแล้ว” “หมายความว่าไง?” แอนนี่ย่นคิ้ว “นี่มึงไม่รู้ตัวเลยเหรอ ผู้หญิงอะไรทั้งกรน ทั้งนอนดิ้น กินเสร็จก็เรอ แล้วยัง…” “พอ ๆ พูดซะหมดสวยแล้วเนี่ย” แอนนี่รีบห้าม หน้าแดงวูบ คิดในใจ ‘ไอ้เพื่อนเหี้ย’ จันอับหัวเราะเสียงบ่น ก่อนจะเร่งเพื่อน “เดินเร็ว ๆ เข้าร้อนนะเนี่ย” ร้านประจำของพวกเขา เดินออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพียงห้าร้อยเมตรก็ถึง พอเปิดประตูเข้าไปความเย็นจากแอร์ก็ช่วยคลายร้อนจากแดดระอุระหว่างเดินมาได้ดี จันอับถึงกับถอนหายใจยาวเหมือนจะสลายไปกับความชุ่มฉ่ำ ขณะที่แอนนี่มองหาโต๊ะนั่ง และสะดุดเข้ากับคนคุ้นเคยที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของร้าน เธอจึงสะกิดเพื่อนให้ดู ทั้งคู่หันมองหน้าอย่างรู้กันก่อนจะเดินเข้าไปหาพร้อมทักทายอย่างสนิทสนม “สวัสดีครับ/ค่ะพี่จิน” “อ้าว ไอ้จัน ไอ้แอน มากินข้าวหรือ?” จินดาเงยหน้าจากเมนูอาหารตามเสียง “เปล่าครับ มานั่งตากแอร์“ “อย่าให้ฉันเห็นแกสั่งอาหารนะ” “ฮะ ฮา ๆ ๆ ผมหยอกครับ ตอนนี้ผมหิวมาก ๆ เลย” จันอับส่งเสียงออดอ้อนเล็ก ๆ ให้ผู้ใหญ่ใจดีอย่างจินดา ที่มักใจอ่อนเลี้ยงข้าวพวกเขาเสมอ “มันหิวจนจะกินหนูเข้าไปแล้ว พี่จิน” แอนนี่รีบฟ้อง “เดินบ่นมาตลอดทางเลย” “พวกแกอ้อนขนาดนี้ ถ้าพี่ไม่เลี้ยงก็คงไม่ได้แล้วล่ะสิ” จินดายิ้มอย่างเอ็นดู “นั่ง ๆ วันนี้พี่จะเลี้ยงต้อนรับหัวหน้าคนใหม่ของทีมออบส์อยู่แล้ว ดีเลยจะได้รู้จักกันไว้” ทั้งสองแทรกตัวนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของจินดา “ออบส์ได้หัวหน้าคนใหม่แล้วเหรอคะเนี่ย?” แอนนี่ถามด้วยความสนใจ “ใช่ เพิ่งมาวันนี้เอง” จินดายิ้มเล็กน้อย “ที่จริงเขาเคยทำงานกับทีมพี่มาก่อน แต่ลาไปเรียนต่อ ตอนเขาไปพวกเธอสองคนถึงได้เริ่มมาทำข่าวที่นี่” “ใช่พี่ที่ชื่อกันต์ธีร์หรือเปล่าครับ ไอ้โรสเล่าถึงบ่อย ๆ เห็นบอกว่าเก่ง” ที่จริงแล้วโรส จับอับและแอนนี่เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่มหาวิทยาลัย แต่หลังเรียนจบโรสเลือกที่จะเข้าทำงานที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ส่วนจันอับที่จบจากคณะอาชญาวิทยาเหมือนกันกลับเลือกที่จะชวนแอนนี่ที่จบคณะนิเทศฯ มาเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม “ใช่ คนนั้นแหละ” จินดาตอบ จันอับพยักหน้าเข้าใจ “ผอ. พวกเรามาแล้ววว” เสียงทุ้มเจือความมั่นใจดังเข้าหูของทั้งสาม โรสเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาสวยเฉี่ยวที่สะดุดตา แต่ผมสีม่วงอมเทาสะท้อนกับแสงไฟยิ่งขับให้เธอดูโดดเด่น เสื้อยืดขาวเข้ารูปคู่กับกางเกงสกินนี่ยีนส์สีเข้ม รองเท้าบูทสั้นเสริมส้นเล็กน้อย บวกกับแจ็กเกตหนังพาดบ่า ทุกอย่างบอกชัดว่าเธอไม่ใช่ข้าราชการ หากแต่ดูเหมือนนางแบบเสียมากกว่า จนใครหลายคนในร้านเผลอหันมอง “ไอ้จัน ไอ้แอน! มาไงเนี่ย ทำงานหรือคิดถึงกู?” เมื่อเธอเห็นว่าใครนั่งอยู่ด้วยก็รีบกระโดดโลดเต้นมาหาเพื่อนทั้งสอง ก่อนจะกอดจันอับ หมับ! ฟอด! พร้อมหอมแก้ม และทำแบบเดียวกันกับแอนนี่ “ใครมาหามึง ไม่ได้พิศวาสขนาดนั้น” จันอับตอบกวน ๆ พลางหันไปยักคิ้วให้โรส “ไอ้นี่จำไว้เลยนะ” โรสค้อนขวับก่อนจะทรุดนั่งข้างแอนนี่ “พวกกูมางานแถลงข่าวไง ไม่น่าเชื่อว่ามึงไม่รู้ เห็นรู้ทุกเรื่องนิ่” จันอับยักคิ้วกวน ๆ ใส “แอน~~ ดูมันสิ ดูมันทำกับกูสิ” โรสแกล้งอ้อนเพื่อน “โอ๋ ๆ นะไอ้หมาน้อยของแม่” แอนนี่หัวเราะ ทำทีเป็นเอ็นดู พลางลูบหัวเพื่อนเหมือนปลอบเด็ก จินไตยเดินมาหยุดข้างโรส ถามขึ้นว่า “แถลงข่าวเรื่องฆาตกรรมต่อเนื่องใช่ปะ?” “ใช่” จันอับตอบ แต่แล้วก็ต้องมองบน เมื่อเห็นว่าไอ้คนถามไม่ได้สนใจคำตอบเขาเลย เพราะเอาแต่หันไปพูดเสียงนุ่มเพื่อนของเขา “ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน ของนั่งด้วยได้ไหมครับแอน” ก่อนใช้มือสะกิดไหล่อีกคน “ไอ้โรสเขยิบไปอีกตัวดิ” โรสหันขวับไปหาเพื่อนร่วมทีม “ที่มีเป็นสิบ มึงไปนั่งที่อื่นค่ะ ตรงนี้กูจอง” “โห ไอ้ขี้งก” จินไตยบ่นอุบ แต่ก็ยอมไปนั่งถัดจากโรส แอนนี่ได้แต่หัวเราะ “สมน้ำหน้า” อัยกรแซว ขณะทิ้งตัวลงข้าง ๆ จินไตยติดกับจินดา ส่วนพิร์วรัลเลือกนั่งติดกับจินดาอีกข้าง โดยเว้นเก้าอี้ที่ติดกับจันอับเอาไว้ พอทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย จินดาจึงส่งเมนูให้เด็ก ๆ เลือก “สั่งอาหารกันตามสบาย” หลังสิ้นสุดการสั่งอาหาร บทสนทนาเรื่องต่าง ๆ ก็ดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาม จนกระทั่งดาวเด่นของการเลี้ยงอาหารมื้อนี้ปรากฏตัว…หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร แฟ้มรายงานถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น กลับไปยังห้องทำงาน กันต์ธีร์ออกจากลิฟต์ เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้อง มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ที่เขาสั่งให้ไปเอามาจากทีมบีมไว้แน่น กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!” กันต์ธีร์ก้าวไปหยิบแฟ้มบางส่วนออกจากมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะตกลงสู้พื้น “อ้าว เฮีย มาแล้วเหรอครับ” จินไตยยิ้มแหย ๆ พลางถอนหายใจโล่งอก “นี่แฟ้มที่ฉันให้ไปเอามาใช้ไหม” “ครับ” เขาพัยกหน้า ทั้งสองเข้ามาข้างใน จินไตยมองไปที่โรส เปิดปากบ่นด้วย
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำ รอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกตรงกับตำแหน่งหัวใจ กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือก รู้สึกได้ถึงเลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บที่แล่นปราดมันจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ “มึงจงจำไว้ คำสาปของมึงเริ่มทำงานแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!—” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อเย็นผุดเต็มขมับ คำพูดในฝันยังคงดังก้องสะท้อนไม่จางหาย จนเขาเผลอยกมือกุมอกด้านที่
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคนใหม่ของออบส์… กันต์ นี่จันอับกับแอนนี่ นักข่าวสายอาชญากรรม ต่อไปพวกแกจะได้ทำงานร่วมกันบ่อย ๆ” เมื่อได้ยินจินดาแนะนำ จันอับที่กำลังคุยเล่นและหัวเราะกับเพื่อนสาวทั้งสองเพลิน ๆ จึงเอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะกล่าวคำทักทายกับคนมาใหม่ แต่ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับคนข้างตัว เขาและกันต์ธีร์ต่างเบิกตากว้าง ความตกใจแล่นวูบเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว มือของทั้งสองยกขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายแทบจะในจังหวะเดียว “นี่นาย/นี่คุณ!!” แอนนี่ได้แต่กุมขมับที่ปวดตุบ ๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า ส่วนคนอื่น ๆ มองกันไปมาอย่างงง ๆ โรสเขยิบตัวเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเบา “นี่พวกมึง…เคยเจอกันมาก่อนเหรอ? ทำไมบรรยากาศดูตึง ๆ แปลก ๆ วะ” หญิงสาวถอนหายใจน้อย ๆ กระซิบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างจันอับกับกันต์ธีร์ ให้คนที่อยู่ใกล้ระยะได้ยินฟ
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมือนกัน” แอนนี่ตอบรับก่อนหันไปถามนักข่าวคนอื่น ๆ แต่ได้รับคำปฏิเสธ เพราะแต่ละคนมีงานต่อ ทั้งหมดจึงแยกทางกัน “งั้นไปร้านประจำกัน” จันอับเอ่ยบอกจุดหมายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอาหารจานโปรด “เจ้าค่ะ คุณหนูจันอับ” เธอเอ่ยเย้า “คุณหนูอะไร ต้องคุณชายสิวะ กูเป็นผู้ชายนะ” “เป็นผู้ชายประสาอะไรหน้าสวยกว่ากูอีกค่ะ! มึงมาเป็นแฟนกูจริงๆเอามะ ถ้าเป็นมึงกูจะรีบเซย์เยสเลย” แอนนี่ยิ้มกวน จันอับทำท่าขนลุก “อิ้ววว อย่าเลย ให้กูหลับสบายแบบนี้ทุกคืนน่ะดีแล้ว” “หมายความว่าไง?” แอนนี่ย่นคิ้ว “นี่มึงไม่รู้ตัวเลยเหรอ ผู้หญิงอะไรทั้งกรน ทั้งนอนดิ้น กินเสร็จก็เรอ แล้วยัง…” “พอ ๆ พูดซะหมดสวยแล้วเนี่ย” แอนนี่รีบห้าม หน้าแดงวูบ คิดในใจ ‘ไอ้เพื่อนเหี้ย’ จันอับหัวเราะเสียงบ่น ก่อนจะเร่งเพื่อน “เดิ
นักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน เพียงการปรากฏตัวของชายในเครื่องแบบก็ทำให้เสียงพูดคุยเงียบลง เปลี่ยนเป็นเสียงชัตเตอร์ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังคนที่ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง นักข่าวหนุ่มถ่ายภาพต่ออีกสองสามภาพ และเมื่อคนบนโพเดียมเริ่มพูด เขาจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างแอนนี่ที่กำลังพิมพ์ข้อมูลลงในโน๊ตบุ๊ค ตำรวจนายนั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทาย “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ครับ” หลังแนะนำตัว รองผู้กำกับคนใหม่ก็ตรงเข้าประเด็น “ผลการสอบสวนเบื้องต้น ยืนยัน
“เฮีย!” จินไตยลุกจากเก้าอี้วิ่งมากระโดดกอดเป็นคนแรก เหมือนได้เจอเทวดามาโปรด อัยกรลุกตามมาสมทบ ยื่นมือมาชนกำปั้นแบบที่เคยทำกัน ส่วนพิร์วรัลยิ้มจนตาหยี “เฮียกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลยค่ะ” “ไม่คิดจะให้ใครไปรับเลยเหรอครับ?” อัยกรเสริม “แล้วคราวนี้อยู่ยาวเลยหรือเปล่า หรือว่าต้องกลับไปเรียนต่ออีก?” จินไตยยิงคำถามต่อทันที โรสที่ยืนลูบหน้าผาก มองเพื่อน ๆ ตาเขียว ที่ไม่มีใครสนใจเธอสักคน และสิ่งที่เธอบ่นกลับสร้างเสียงหัวเราะแทนเสียงปลอบใจ “พวกมึงสนใจกูหน่อยได้ไหม? หัวกูชนประตูนะ!” “ฮา ฮา ฮา!” จากนั้นคำถามยังคงพรั่งพรูไม่หยุด จนกันต์ธีร์แทบไม่มีโอกาสตอบ จินดาอมยิ้ม “เอาล่ะ ๆ ใจเย็นกันหน่อยเถอะ จะดีใจอะไรขนาดนั้น” เธอชะงักเมื่อเห็นหน้าจินไตยที่มีคราบน้ำตา “ไอ้แดนแกถึงกับร้องไห้เลยเหรอ?” “ที่จริง…พวกเรากังวลเรื่องหัวหน้าคนใหม่กันมาก ๆ เลยนะครับ แต่พอเฮียกลับมาความหนักในใจก็เหมือนถูกวางลงทันที” จินไตยหลุดสะอื้นเบา ๆ “โอเค ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ฉันกลับมาแล้วนี่ไง” กันต์ธีร์ยิ้มอบอุ่น ยกมือขยี้หัวคนที่เช็ดน้ำตาเหมือนเด็ก ๆ ก่อนจะเอียงคอถามด้วยความสงสัย “แล้







