LOGINเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กันต์ธีร์จึงเลือกเดินไปรายงานผลการชันสูตรกับ
ไกรวิทย์ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์ที่เพิ่งพบ เขาพยายามหาความเชื่อมโยงกันระหว่างรอยทั้งสอง ทว่า…ยิ่งคิดกลับยิ่งไม่เห็นความเป็นไปได้ หัวหน้าทีมออบส์ผลักประตูห้องทำงานของรองผู้กำกับเข้าไป และเห็น รณพักตร์กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะจนไม่สังเกตการมาถึงของเขา “สวัสดีพักตร์งานยุ่งเหรอ” รณพักตร์เงยหน้ามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มและตอบกลับ “สวัสดีครับคุณกันต์ งานเยอะนิดหน่อยครับ คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ ท่านอยู่ในห้อง” “พักตร์เรียกว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะเรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”เขาบอก “แล้วนี่พี่เข้าไปได้เลยไหม” กันต์ธีร์ผยักเผยิดหน้าไปทางห้องทำงานของไกรวิทย์ “ได้ครับพี่ แต่ผมขอรายงานท่านก่อนนะครับ” รณพักตร์ลุกเดินไปเคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ” เสียงจากในห้องดังขึ้น แฝงความเร่งเร้า “เข้ามา ๆ” ไกรวิทย์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตื่นต้ว ถามกันต์ธีร์ทันทีที่โผล่หน้าเข้ามา “ได้อะไรมา” “มึงไม่คิดจะให้กูนั่งพักสักแป๊ปเลยหรือไง” “เออ ๆ หายเหนื่อยยังอะ” “จ่ะ!! รายงานจ่ะ รายงาน สาเหตุการตายและรูปแบบการฆ่าตรงกับสี่คดีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ฝีมือมันดีขึ้น รอยแทงไม่มีความลังเล แนวแผลลึกตรง ไม่มีรอยเบน อาวุธเพียงปักลงครั้งเดียว — ตัดขั่วหัวใจ” “ในที่เกิดเหตุ ทีมได้ทั้งเส้นผมและรอยนิ้วมือที่ฆาตกรทิ้งไว้เป็นลายเซ็น ข่าวดีอีกข่าวคือ มีวิธีตรวจสอบรอยพวกนั้นแล้ว ตอนนี้ไอ้กรกำลังจัดการ” “ส่วนข่าวร้ายมีสองเรื่อง เรื่องแรกไม่เจออาวุธฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ เรื่องที่สองเหยื่อรายที่สี่และห้าเราตรวจพบรอยเข็มขนาดใหญ่ที่ต้นขากับต้นแขนของทั้งสองศพ เลือดในร่างถูกดูดออกไปจนแทบหมด แต่ปริมาณเลือดในที่เกิดเหตุกลับไม่สอดคล้องกันเลย” ไกรวิทย์มีสีหน้าเข้มขึ้นหลังฟังรายงาน “หมายความว่า…” “หมายความว่าเลือดหายไป” กันต์ธีร์ขยายความ “นอกจากนั้นยังมีนี่ —” เขาหยิบมือถือขึ้นมาเปิดรูป “สัญลักษณ์นี้มีแค่เหยื่อรายนี้เท่านั้น” ไกรวิทย์คิ้วขมวดจ้องภาพถ่ายอย่างเคร่งเครียด “สัญลักษณ์คืออะไร หรือว่าฆาตกรไม่ใช่..” “กูยืนยันว่าฆาตกรเป็นรายเดียวกันแน่นอน แต่ทำไมมันถึงทำสัญลักษณ์นี้ไว้… เรื่องนี้กูไม่แน่ใจ คงต้องถามตอนจับมันได้” แม้น้ำเสียงจะนิ่ง แต่ในใจกลับวูบไหว ชายหนุ่มเลือกที่จะกลืนความจริงบางอย่างเอาไว้ ความจริงที่ว่า บนร่างกายเขาเองก็มีรอยเดียวกันนี้ “เรื่องอื่นล่ะ มึงคิดว่าไง?” ไกรวิทย์ไม่เห็นถึงความกังวลของเพื่อน ถามความเห็น “เรื่องสถานที่เกิดเหตุใช่ไหม ในคดีนี้กับคดีก่อนหน้า…ต่างกันราวฟ้ากับเหวนั้น” เขาเว้นจังหวะ “กูว่ามึงคงคิดเหมือนกัน” “อืม” ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบพักใหญ่ จนรองผู้กำกับระบายลมหายใจหนักๆ มองไปยังนาฬิกาที่กำลังเดิน “จริงสิมึงมีธุระอื่นหรือเปล่า ถ้าไม่ อยู่เจอคน คนหนึ่งกับกูก่อน” ไกรวิทย์เล่าเสริม “เขาฝากผู้ช่วยมาบอก ว่ามีเรื่องอยากคุยด้วยเกี่ยวกับคดี ได้ข่าวว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่งเลย นี่ก็ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ” “ได้ดิ กูไม่ได้รีบไปไหน ถ้าเป็นคนที่มีมุมมองน่าสนใจ กูก็อยากฟังเหมือนกัน บางทีอาจช่วยให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ” จันอับมาถึงที่นัดหมายก่อนเวลาเล็กน้อย ตามสไตล์ที่ไม่ชอบให้ใครต้องรอ แม้วันนี้จะเป็นการนัดพบส่วนตัว และไม่เป็นทางการก็ตาม ก่อนหน้านี้ นักข่าวหนุ่มได้รับสายจากรณพักตร์ เจ้าหน้าที่ทีมสามที่เขาสนิทสนมจากการได้ร่วมงานหลายครั้ง ซึ่งโทรมาเล่าข่าวดี ว่าตนได้ย้ายมาทำหน้าที่ผู้ช่วยคนใหม่ของท่านรองฯ รณพักตร์เล่าว่า หลังการแถลงข่าวจบลง รองผู้กำกับได้เรียกหัวหน้าทีมหนึ่งและสมาชิกบางคนไปคุยเป็นการส่วนตัวอยู่นานหลายชั่วโมง ก่อนจะมีคำสั่งด่วนย้ายหัวหน้าทีมไปแผนกจราจร เลขาไปฝ่ายธุรการ ส่วนสมาชิกอีกสองรายก็ถูกโอนย้ายเช่นกัน ในหนังสือเวียนประกาศชัดเจนว่าเป็นเพราะกระทำผิดวินัยร้ายแรง ปกปิดข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา คดีทั้งหมดของทีมหนึ่งจึงถูกโอนมาอยู่ภายใต้การดูแลของท่านรองฯ จนกว่าจะหาคนมารับตำแหน่งหัวหน้าแทน จันอับจึงได้บอกรณพักตร์ ว่าตนมีข้อสันนิษฐานในคดีนี้ จึงอยากขอเข้าพบเจ้านายคนใหม่ของรณพักตร์ และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เขายืนอยู่ตรงนี้ในเวลานี้ จันอับเคาะประตูส่งสัญญาณให้คนในห้อง ก่อนผลักเข้าไป รณพักตร์สบตากับเขาพอดี ตำรวจหนุ่มยิ้มบาง “มาแล้วเหรอกำลังรอเลย” “ยังที่ยื่นอยู่นี้คือ ด็อปเพิลแกงเกอร์ แฮ!” จันอับเย้า “กินยาลืมเข่ยาขวด?” “อะไรวะ ไม่ตบมุขเลย นี่ขนมเอามาฝาก” “ของชอบซะด้วย” รณพักตร์รับมาเปิดดู ยิ้มจนเห็นลักยิ้ม “หึ รอยยิ้มของลูกหมา นัยน์ตาจิ้งจอกชัดๆ” “ศีลเสมอกันคบกันได้” “เออๆ ไม่เถียงกับมึงแล้ว” จันอับเว้นจังหวะ “ เจ้านายมึงรออยู่ใช่ปะ เข้าไปได้เลยมั้ย” “รออยู่ แต่มีคนอื่นอยู่ด้วยนะ” รณพักต์ร์ลุกเดินนำจันอับ “ใครวะ” “เพื่อนของท่านรองฯ” ก๊อก ก๊อก ก๊อก … “ท่านครับจันอับมาแล้วครับ” ภายในห้อง กันต์ธีร์คิ้วกระตุกเมื่อได้ยินชื่อจันอับ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันแน่ ๆ ‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ “ให้เข้ามาเลยครับ” รณพักตร์ผลักประตู แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ จึงเห็นว่านอกจากเจ้าของห้องแล้วยังมีอีกคนนั่งอยู่ตามที่รณพักตร์บอก เมื่อคนนั้นหันมาจึงรู้ว่าเป็นคนที่เขาไม่อยากเจอ จันอับจึงแสร้งทำทีให้อีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุไปซะ ไกรวิทย์เห็นว่าผู้ช่วยไม่เข้ามาด้วย จึงเอ่ยปาก ”พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วยกัน คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบ” “ครับ!” รณพักตร์กระตือรือร้นอย่างเห็นชัด ไกรวิทย์กลับมามองจันอับ ที่หยุดยืนเบื่องหน้า “สวัสดีครับคุณจันอับ เราเจอกันอีกแล้วนะครับ ขอแนะนำตัวอีกครั้งผม ไกรวิทย์ครับ” “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับ ดีใจที่ท่านจำผมได้” จันอับยกมือไหว้ ใบหน้าหวานประดับรอยยิ้มบาง ดูเป็นมิตร “ฮะ ๆ ๆ ใครจะจำคนที่ตอนจนต้องจนมุมไม่ได้กันล่ะครับ” “หวังว่าท่านรองฯ คงไม่โกรธ — ใช่ไหมครับ?” “ไม่หรอกน่า ดีซะอีก ผมได้รู้อะไรดีๆ เยอะเลย แล้วก็… ไม่ต้องเรียกผมว่าท่านรองฯ หรอก เรียกพี่วิทย์ก็ได้ ฟังดูเป็นกันเองกว่า” “ถ้าเช่นนั้น พี่วิทย์ก็ควรเรียกผมว่าจันเฉย ๆ เหมือนกันนะครับ” “งั้นก็ตกลงตามนี้ ‘น้องจัน’” ภาพของทั้งคู่ที่ยืนคุยกันอย่างเป็นกันเองอยู่ในครรลองสายตา ของกันต์ธีร์ — ความสนิทสนมเล็ก ๆ นั้นกลับสะกิดใจหัวหน้าทีมออบส์อย่างประหลาด เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนปกติ “จะยืนคุยกันอยู่อีกนานไหม” ไกรวิทย์เหลือบตาไปยังเพื่อนรัก แววตาคมเหมือนกำลังชั่งใจ เพราะเขาสัมผัสได้ถึงความแข็งกระด้างและความเย็นชาเล็ก ๆ ในน้ำเสียงนั้น แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบบางทีเขาอาจคิดมากไปเอง “ขอโทษด้วยนะน้องจัน คุยเพลินไปหน่อย เชิญนั่งครับ” “ไม่เป็นอะไรครับ” จันอับนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ว่างอยู่ โดยเลือกที่จะไม่ใส่ใจคนนั่งข้าง ๆ “ก่อนอื่นขอแนะนำให้รู้จัก นี่เพื่อนพี่ —” แต่ยังไม่ทันได้แนะนำ จันอับแทรกขึ้น “ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมไม่ค่อยอยากรู้จักเขาสักเท่าไร” ไกรวิทย์อึกอักหันมองเพื่อนอย่างขอคำอธิบาย “เราเคยเจอกันแล้วไม่ต้องแนะนำหรอก อีกอย่างเขาก็บอกแล้วนี่ว่าไม่อยากรู้จัก” กันต์ธีร์ไม่ใส่ใจ ‘คิดผิดคิดถูกวะเนี่ยที่ให้เจอกัน’ ไกรวิทย์คิดลอบระบายลมหายใจเพื่อลดความอึดอัด “ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ ผมตามคดีฆาตกรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก สงสัยว่าคดีนี้ท่านรองฯ น่าจะมีส่วนรู้เห็นด้วย” จันอับจับจ้องไกรวิทย์ไม่วางตา “ท่านรองฯ ไกรวิทย์ อะนะ! ” รณพักตร์ที่นั่งอยู่ด้านหลัง ถามงง ๆ ไกรวิทย์ และกันต์ธีร์ มีสีหน้าฉงนเช่นกัน “ไม่ใช่สิวะ หมายถึงท่านรองฯ คนเก่า” จันอับขมวดคิ้วเอี้ยวคอไปตอบเพื่อน “ออ...” ทั้งสามร้องตอบพร้อมกัน “ก็พูดไม่เคลียร์” รณพักตร์ตอบ “มีหลักฐานหรือเปล่า ถ้าเรื่องที่พูดไม่ใช่เรื่องจริง คุณถูกจับได้เลยนะ” กันต์ธีร์เลิกคิ้ว “....” จันอับทำเป็นไม่ได้ยินเสียอย่างนั้น เป็นไกรวิทย์ที่ถามขึ้นอีกครั้ง เขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนพูด “นั่นสิทำไมน้องจันถึงคิดว่าเขามีส่วนรู้เห็น” “หลักฐานผมยังไม่มี แต่ผมมีขอสันนิษฐาน สนใจจะฟังไหมครับ” จันอับหยุดเพื่อรอให้ทั้งสามตอบรับ และเมื่อเห็นสัญญาณ จึงพูดต่อ “เท่าที่ผมรู้จักท่านรองฯ คนเก่า ข้อแรก ถึงแม้ว่ารองฯคนนั้นจะไม่ค่อยให้ความเชื่อถือกับวิธีการหรือรายงานของทีมพิสูจน์หลักฐานนัก แต่สุดท้ายก็ยังยอมรับข้อมูลที่ส่งมา โดยไม่ปฏิเสธหรือเพิกเฉยกับหลักฐานสำคัญ” “ข้อสอง ในทางปฏิบัติ คดีนี้อดีตรองฯมักสั่งการให้ทีมหนึ่งของแผนกอาชญากรรมร้ายแรงกันไม่ให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าพื้นที่ทันที ต้องรอจนกว่าตัวเขาจะมาถึงและอนุญาตก่อน จึงจะเริ่มงานได้ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับคดีอื่น” “ข้อสาม...” จันอับหยุดเล็กน้อย สายตาหลบต่ำเหมือนชั่งใจ ก่อนพูดต่อ “ผมเคยแอบเข้าไปสำรวจสถานที่เกิดเหตุ แต่ผมเข้าไปหลังทีมพิสูจน์เก็บหลักฐานไปหมดแล้ว” “ตอนนั้นเหลือแต่เจ้าหน้าที่เฝ้าสถานที่ ผมสำรวจอย่างละเอียด มีหลายจุดที่รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง มันเรียบร้อยเกินไป ไม่สอดคล้องกับสภาพศพที่ดู...” เขาเว้นไว้ ไม่พูดต่อในส่วนที่ทุกคนคงเข้าใจดี “ครั้งนี้หลังได้รับอนุญาตจากพี่วิทย์ให้เข้าไปดูที่เกิดเหตุ ยิ่งมั่นใจว่าคดีที่ผ่านมา มีคนจงใจจัดการกับสถานที่เกิดเหตุ” ตอนที่ได้รับแจ้งว่ามีเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องอีกครั้ง จันอับรีบโทรหารณพักตร์เพื่อให้ช่วยประสานขออนุญาตจากท่านรองฯ เป็นกรณีพิเศษ เขาต้องการเข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อยืนยันขอสันนิษฐานของตน ในที่สุดก็ได้รับอนุญาตแต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเข้าไปหลังจากที่ทุกคนออกจากพื้นที่แล้ว เพื่อป้องกันปัญหา และห้ามทำข่าวก่อนได้รับอนุญาต ซึ่งจันอับก็ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด กันต์ธีร์ไม่ได้สนใจว่าชายหนุ่มหน้าหวานจะเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุได้ยังไง สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือข้อสันนิษฐานของจันอับมากกว่า “คุณมั่นใจได้ยังไงว่ามีคนจัดการกับที่เกิดเหตุก่อนจะเก็บหลักฐาน?” กันต์ธีร์ถามหยั่งเชิง “ไม่คิดบ้างเหรอว่า หลังจากทีมเก็บหลักฐานเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่อาจทำให้สถานที่เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงไป?” เงียบ…ไร้ซึ่งคำตอบ ไกรวิทย์เริ่มรู้ว่าต้องเป็นคนกลางในการพูดคุยระหว่างคนสองคนจึงจำใจถามอีกครั้ง “คำถามเดียวกับไอ้กันต์ครับ” เขาทำหน้าเหนื่อยใจ ‘มันไปทำอะไรให้เขาเกลียดวะเนี่ย’ จันอับปรายตามองคนข้าง ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม “คนที่ถามน่าจะรู้ดีที่สุดนะครับว่าทีมพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบสถานที่ จะไม่มีวันทำให้สถานที่เกิดเหตุเสียหายเด็ดขาด...หรือว่าเรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้?” ไกรวิทย์กับรณพักตร์ส่งสายตาให้กัน อยากรู้ว่าสองคนนี้มีปัญหาอะไรกันแน่ “หึ หึ หึ” กันต์ธีร์หลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ผมคงลืมไป เชิญคุณพูดต่อ” แววตาเขาดูอ่อนโยนลง คล้ายจะมองว่าท่าทางของคนอายุน้อยกว่าน่าเอ็นดู มากกว่าชวนโมโห จันอับสูดลมหายใจระงับความหงุดหงิดก่อนพูดต่อ “ทางตำรวจเองก็ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าพื้นที่จนกว่าคดีจะจบอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ” กันต์ธีร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ท่าทางชวนกวนประสาทอย่างจงใจ “ข้อมูลพวกนี้ยังเป็นความลับ หวังว่าคุณจะไม่เอามันไปเผยแผ่ก่อนเวลานะครับ” “ผมมีจรรยาบรรณพอ ถ้าผมเขียนข่าวโดยใช้ข้อมูลพวกนี้ก่อนคดีจะปิด คุณจับผมเข้าคุกได้เลย” จันอับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่หัวของเขาเริ่มอุ่นร้อนขึ้นเล็กน้อยจากโทษที่พยายามระงับไว้ “อืม... งั้นผมควรเริ่มเตรียมเอกสารฟ้องไว้เลยดีไหมครับ?” กันต์ธีร์พูดพลางยกยิ้มมุมปากเป็นการหยอกล้อ จันอับหันขวับไปมองหน้าเขาทันที เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนได้เผชิญหน้ากันตรง ๆ ดวงตาของพวกเขาประสานกันราวกับกำลังเล่นเกม ‘ใครกะพริบตาก่อนแพ้’ ไม่มีใครยอมใคร ผลสรุปเป็นกันต์ธีร์เองที่ต้องหลบตาก่อน แต่ไม่ใช่เพราะเขินอาย หากเพราะจู่ ๆ หัวใจของเขาเกิดเจ็บแปลบขึ้นมา เหมือนมีเข็มที่มองไม่เห็นทิ่มแทงจนเขายกมือกดบริเวณหน้าอกโดยไม่รู้ตัว การกระทำเล็ก ๆ นี้ไม่มีใครสังเกตเห็น แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจ “ผมพูดจบแล้ว นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของผมเท่านั้น ที่เหลือขึ้นอยู่กับพวกคุณจะตัดสินใจ” จันอับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนหันมาล่ำลาเจ้าของห้อง “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” เขาขยับตัวเตรียมจะลุกออกจากห้อง แต่ยังไม่ทันที่จะยืดตัวตรง เสียงของไกรวิทย์ก็ดังขึ้นมาอย่างเป็นมิตร “เดี๋ยวสิน้องจัน ไปกินข้าวด้วยกันก่อนสิ นี่ก็เที่ยงแล้ว” ไกรวิทย์มองนาฬิกาข้อมือ “ถือเป็นการขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ” จันอับมีท่าทางอึกอักจนสังเกตได้ ดวงตาของเขาเหล่มองกันต์ธีร์ที่ยังคงนั่งอยู่ด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่รู้สึกกวนอารมณ์ของชายหนุ่มเหลือเกิน “ผมไม่รบกวนดีกว่าครับ กลัวจะกินข้าวไม่ลง” รณพักตร์ “ไปเถอะ ไอ้จัน ท่านรองฯ จะเลี้ยงขอบคุณ อย่าปฏิเสธเลย” ไกรวิทย์ “ใช่ครับ พักตร์เองก็จะไปด้วย” จันอับรู้ดีว่าปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว เขาจึงไม่ได้พูดต่อ เพียงแค่พยักหน้ารับช้า ๆ แม้ว่าในใจจะไม่ค่อยเต็มใจก็ตามวันนี้เป็นอีกวันที่เรียบง่ายสำหรับหัวหน้าทีมพิสูจน์หลักฐาน กันต์ธีร์นั่งอยู่หลังโต๊ะท่ามกลางแฟ้มคดีและเอกสารที่วางเรียงราย เขาก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ ปลายปากกาขยับจรดลงบนสมุดเป็นระยะ ความคิดค่อย ๆ ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นประโยคทีละบรรทัด แต่แล้วช่วงเวลานี้กลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเสียงตะโกนดังลั่นจากทางเดิน พร้อมร่างของเจ้าของเสียงที่พุ่งเข้ามาในห้อง โรสโผล่เข้ามาพร้อมหน้าตาตื่น ดวงตาลุกวาว เหมือนเพิ่งวิ่งสุดแรงจนยังตั้งลมหายใจไม่ทัน “เฮีย—เฮีย…! ฮึ่ก—ผล… ผลออกแล้ว!” กันต์ธีร์เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย สมองยังไม่ประมวล “ผลอะไร?” “ผล DNA จากเส้นผมที่เราพบในที่เกิดเหตุรายที่ห้า... และรอยนิ้วมือไง คิดว่าผลสลากกินแบ่งหรือไงล่ะ?” กันต์ธีร์และจินไตยลุกพรวดจากเก้าอี้แทบจะพร้อมกัน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งคู่เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางห้องแล็บ โดยไม่สนใจคนที่ส่งข่าวอีก “อ้าว รอด้วยดิเฮ้ย!” โรสตะโกนไล่หลัง “หูยย มีน้ำใจรอคนเหนื่อยกันจริง ๆ” โรสบ่นพึมพำด้วยความน้อยอกน้อยใจ หญิงสาวได้แต่นั่งแปะลงกับเก้าอี้เพื่อพักให้หายเหนื่อย ก่อนจะเดินตามไป ประตูห้องแล็บถูกผลักเปิด แสงจากหลอ
ณ ร้านอาหาร คนทั้งสี่นั่งร่วมโต๊ะ บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับอึมครึม เมื่อสองในสี่กำลังทำสงครามประสาทเงียบ ๆ จันอับนั่งไขว้ขา พลิกเมนูอาหารไปมาเหมือนอ่านอย่างตั้งใจ แต่บ่อยครั้งที่ลอบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ‘ไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ’กันต์ธีร์ก็ไม่แพ้กันยังคงกวนประสาทคนอายุน้อยกว่า เขานั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ มองคนอีกฝ่ายไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากนั้นคล้ายจะท้าทายคู่กรณีอย่างชัดเจนรณพักตร์อยู่ข้างจันอับลอบสังเกตสถานการณ์นั้นด้วยความเพลิดเพลิน จนหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นการกระแอมไอแทน ขณะที่ไกรวิทย์ทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างเต็มที่ เขาตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของทั้งสองคนตั้งแต่ออกจากห้องทำงานไกรวิทย์ “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับกล่าวขอบคุณ ตัดสินใจเลิกสนใจคนกวนประสาทนั้นซะ ชายหนุ่มเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนด้วยความกระตือรือร้น “ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ” รณพักตร์ดูเมนูที่ถูกส่งมาตรงหน้า จนหัวทั้งสองแทบชนกัน ช่วยกันเลือกเมนู “น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี” ท่าทางเหมือนเห็นเด็กน้อยที่กำลังหิวได้เจออาหารที่ถูกใจแต่ตัดสินใจไ
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กันต์ธีร์จึงเลือกเดินไปรายงานผลการชันสูตรกับ ไกรวิทย์ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์ที่เพิ่งพบ เขาพยายามหาความเชื่อมโยงกันระหว่างรอยทั้งสอง ทว่า…ยิ่งคิดกลับยิ่งไม่เห็นความเป็นไปได้ หัวหน้าทีมออบส์ผลักประตูห้องทำงานของรองผู้กำกับเข้าไป และเห็น รณพักตร์กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะจนไม่สังเกตการมาถึงของเขา “สวัสดีพักตร์งานยุ่งเหรอ” รณพักตร์เงยหน้ามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มและตอบกลับ “สวัสดีครับคุณกันต์ งานเยอะนิดหน่อยครับ คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ ท่านอยู่ในห้อง” “พักตร์เรียกว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะเรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”เขาบอก “แล้วนี่พี่เข้าไปได้เลยไหม” กันต์ธีร์ผยักเผยิดหน้าไปทางห้องทำงานของไกรวิทย์ “ได้ครับพี่ แต่ผมขอรายงานท่านก่อนนะครับ” รณพักตร์ลุกเดินไปเคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ” เสียงจากในห้องดังขึ้น แฝงความเร่งเร้า “เข้ามา ๆ” ไกรวิทย์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตื่นต้ว ถามกันต์ธีร์ทันทีที่โผล่หน้าเข้ามา “ได้อะไรมา” “มึงไม่คิดจะให้กูนั่งพักสักแป๊ปเลยหรือไง” “เออ ๆ หายเหน
บรรยากาศภายในห้องเก็บศพเย็นเยียบ มีเพียงเสียงเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ กันต์ธีร์สวมถุงมือทางการแพทย์ ก่อนออกแรงเปิดประตูเหล็กหนักของตู้เก็บศพ เขาดึงลิ้นชักออกมาอย่างมั่นคง ร่างของเหยื่อรายล่าสุดปรากฏตรงหน้า ความขาวซีดของผิวหนังนั้นแทบไม่ต่างจากผ้าคลุมที่ห่อร่างไว้เลย แฟ้มรายงานการชันสูตรถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น เขาสูดบิดร่างกาย เพื่อคลายความเมื่อยล้าที่กดทับจากการจดจ่อกับงานเกือบสองชั่วโมง เสียงท้องร้อง ทำให้ต้องยกข้อมือขึ้นดูเวลา “บ่ายแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำหมุนตัวมุ่งหน้าไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรลงท้อง ระหว่างทางยังไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความสั่งงานไปด้วย จบมื้ออาหาร กันต์ธีร์กลับมายังห้องทำงาน เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ไว้แน่น พยายามอย่างยิ่งในการประคองแฟ้มทั้งหมดไม่ให้หล่น พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!”
“ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำพร้อมรอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกด้านซ้าย กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือกรู้สึกได้ถึง เลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บแล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลังเหมือนมีไฟเผา ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ แต่กลับหนีไปไหนไม่ได้… ความเจ็บนั้นจริงเกินกว่าจะหลอกตัวเองได้ว่าเป็นเพียงฝันร้าย “มึงจงจำไว้ คำสาปได้เริ่มขึ้นแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ความกลัวแล่นวาบผ่านจิตใจ เหงื่
ห้องแถลงข่าวของหน่วยปราบปรามอาชญากรรมเต็มไปด้วยนักข่าวจากแทบทุกสำนัก เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจองแน่น เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ไม่นาน ประตูด้านข้างถูกเปิดออก ชายในเครื่องแบบก้าวเข้ามา เพียงการปรากฏตัวก็ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงชัตเตอร์ที่ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง ด้านหลังสุด จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังชายผู้ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้” เขากวาดสายตามองกลุ่มผู้สื่อข่าวที่นั่งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า “จากการตรวจสอบเบื้องต้น แม้เหยื่อแต่ละครั้งจะมีพื้นเพและลักษณะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกัน คือรูปแบบการลงมือที่เหมือนกันทุกครั้ง ผู้ก่อเหตุจะมัดตรึงเหยื่อ จากน







