LOGINจันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง
“มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมือนกัน” แอนนี่ตอบรับก่อนหันไปถามนักข่าวคนอื่น ๆ แต่ได้รับคำปฏิเสธ เพราะแต่ละคนมีงานต่อ ทั้งหมดจึงแยกทางกัน “งั้นไปร้านประจำกัน” จันอับเอ่ยบอกจุดหมายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอาหารจานโปรด “เจ้าค่ะ คุณหนูจันอับ” เธอเอ่ยเย้า “คุณหนูอะไร ต้องคุณชายสิวะ กูเป็นผู้ชายนะ” “เป็นผู้ชายประสาอะไรหน้าสวยกว่ากูอีกค่ะ! มึงมาเป็นแฟนกูจริงๆเอามะ ถ้าเป็นมึงกูจะรีบเซย์เยสเลย” แอนนี่ยิ้มกวน จันอับทำท่าขนลุก “อิ้ววว อย่าเลย ให้กูหลับสบายแบบนี้ทุกคืนน่ะดีแล้ว” “หมายความว่าไง?” แอนนี่ย่นคิ้ว “นี่มึงไม่รู้ตัวเลยเหรอ ผู้หญิงอะไรทั้งกรน ทั้งนอนดิ้น กินเสร็จก็เรอ แล้วยัง…” “พอ ๆ พูดซะหมดสวยแล้วเนี่ย” แอนนี่รีบห้าม หน้าแดงวูบ คิดในใจ ‘ไอ้เพื่อนเหี้ย’ จันอับหัวเราะเสียงบ่น ก่อนจะเร่งเพื่อน “เดินเร็ว ๆ เข้าร้อนนะเนี่ย” ร้านประจำของพวกเขา เดินออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพียงห้าร้อยเมตรก็ถึง พอเปิดประตูเข้าไปความเย็นจากแอร์ก็ช่วยคลายร้อนจากแดดระอุระหว่างเดินมาได้ดี จันอับถึงกับถอนหายใจยาวเหมือนจะสลายไปกับความชุ่มฉ่ำ ขณะที่แอนนี่มองหาโต๊ะนั่ง และสะดุดเข้ากับคนคุ้นเคยที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของร้าน เธอจึงสะกิดเพื่อนให้ดู ทั้งคู่หันมองหน้าอย่างรู้กันก่อนจะเดินเข้าไปหาพร้อมทักทายอย่างสนิทสนม “สวัสดีครับ/ค่ะพี่จิน” “อ้าว ไอ้จัน ไอ้แอน มากินข้าวหรือ?” จินดาเงยหน้าจากเมนูอาหารตามเสียง “เปล่าครับ มานั่งตากแอร์“ “อย่าให้ฉันเห็นแกสั่งอาหารนะ” “ฮะ ฮา ๆ ๆ ผมหยอกครับ ตอนนี้ผมหิวมาก ๆ เลย” จันอับส่งเสียงออดอ้อนเล็ก ๆ ให้ผู้ใหญ่ใจดีอย่างจินดา ที่มักใจอ่อนเลี้ยงข้าวพวกเขาเสมอ “มันหิวจนจะกินหนูเข้าไปแล้ว พี่จิน” แอนนี่รีบฟ้อง “เดินบ่นมาตลอดทางเลย” “พวกแกอ้อนขนาดนี้ ถ้าพี่ไม่เลี้ยงก็คงไม่ได้แล้วล่ะสิ” จินดายิ้มอย่างเอ็นดู “นั่ง ๆ วันนี้พี่จะเลี้ยงต้อนรับหัวหน้าคนใหม่ของทีมออบส์อยู่แล้ว ดีเลยจะได้รู้จักกันไว้” ทั้งสองแทรกตัวนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของจินดา “ออบส์ได้หัวหน้าคนใหม่แล้วเหรอคะเนี่ย?” แอนนี่ถามด้วยความสนใจ “ใช่ เพิ่งมาวันนี้เอง” จินดายิ้มเล็กน้อย “ที่จริงเขาเคยทำงานกับทีมพี่มาก่อน แต่ลาไปเรียนต่อ ตอนเขาไปพวกเธอสองคนถึงได้เริ่มมาทำข่าวที่นี่” “ใช่พี่ที่ชื่อกันต์ธีร์หรือเปล่าครับ ไอ้โรสเล่าถึงบ่อย ๆ เห็นบอกว่าเก่ง” ที่จริงแล้วโรส จับอับและแอนนี่เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่มหาวิทยาลัย แต่หลังเรียนจบโรสเลือกที่จะเข้าทำงานที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ส่วนจันอับที่จบจากคณะอาชญาวิทยาเหมือนกันกลับเลือกที่จะชวนแอนนี่ที่จบคณะนิเทศฯ มาเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม “ใช่ คนนั้นแหละ” จินดาตอบ จันอับพยักหน้าเข้าใจ “ผอ. พวกเรามาแล้ววว” เสียงทุ้มเจือความมั่นใจดังเข้าหูของทั้งสาม โรสเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาสวยเฉี่ยวที่สะดุดตา แต่ผมสีม่วงอมเทาสะท้อนกับแสงไฟยิ่งขับให้เธอดูโดดเด่น เสื้อยืดขาวเข้ารูปคู่กับกางเกงสกินนี่ยีนส์สีเข้ม รองเท้าบูทสั้นเสริมส้นเล็กน้อย บวกกับแจ็กเกตหนังพาดบ่า ทุกอย่างบอกชัดว่าเธอไม่ใช่ข้าราชการ หากแต่ดูเหมือนนางแบบเสียมากกว่า จนใครหลายคนในร้านเผลอหันมอง “ไอ้จัน ไอ้แอน! มาไงเนี่ย ทำงานหรือคิดถึงกู?” เมื่อเธอเห็นว่าใครนั่งอยู่ด้วยก็รีบกระโดดโลดเต้นมาหาเพื่อนทั้งสอง ก่อนจะกอดจันอับ หมับ! ฟอด! พร้อมหอมแก้ม และทำแบบเดียวกันกับแอนนี่ “ใครมาหามึง ไม่ได้พิศวาสขนาดนั้น” จันอับตอบกวน ๆ พลางหันไปยักคิ้วให้โรส “ไอ้นี่จำไว้เลยนะ” โรสค้อนขวับก่อนจะทรุดนั่งข้างแอนนี่ “พวกกูมางานแถลงข่าวไง ไม่น่าเชื่อว่ามึงไม่รู้ เห็นรู้ทุกเรื่องนิ่” จันอับยักคิ้วกวน ๆ ใส “แอน~~ ดูมันสิ ดูมันทำกับกูสิ” โรสแกล้งอ้อนเพื่อน “โอ๋ ๆ นะไอ้หมาน้อยของแม่” แอนนี่หัวเราะ ทำทีเป็นเอ็นดู พลางลูบหัวเพื่อนเหมือนปลอบเด็ก จินไตยเดินมาหยุดข้างโรส ถามขึ้นว่า “แถลงข่าวเรื่องฆาตกรรมต่อเนื่องใช่ปะ?” “ใช่” จันอับตอบ แต่แล้วก็ต้องมองบน เมื่อเห็นว่าไอ้คนถามไม่ได้สนใจคำตอบเขาเลย เพราะเอาแต่หันไปพูดเสียงนุ่มเพื่อนของเขา “ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน ของนั่งด้วยได้ไหมครับแอน” ก่อนใช้มือสะกิดไหล่อีกคน “ไอ้โรสเขยิบไปอีกตัวดิ” โรสหันขวับไปหาเพื่อนร่วมทีม “ที่มีเป็นสิบ มึงไปนั่งที่อื่นค่ะ ตรงนี้กูจอง” “โห ไอ้ขี้งก” จินไตยบ่นอุบ แต่ก็ยอมไปนั่งถัดจากโรส แอนนี่ได้แต่หัวเราะ “สมน้ำหน้า” อัยกรแซว ขณะทิ้งตัวลงข้าง ๆ จินไตยติดกับจินดา ส่วนพิร์วรัลเลือกนั่งติดกับจินดาอีกข้าง โดยเว้นเก้าอี้ที่ติดกับจันอับเอาไว้ พอทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย จินดาจึงส่งเมนูให้เด็ก ๆ เลือก “สั่งอาหารกันตามสบาย” หลังสิ้นสุดการสั่งอาหาร บทสนทนาเรื่องต่าง ๆ ก็ดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาม จนกระทั่งดาวเด่นของการเลี้ยงอาหารมื้อนี้ปรากฏตัว…“เป็นอะไรวะ!” ไกรวิทย์เห็นท่าทีผิดปกติของเพื่อนก็รีบเข้าไปประคองกันต์ธีร์ฝืนยืนตัวตรง ปรับลมหายใจเข้าออกช้า ๆ หวังว่าความเจ็บจะหายไปโดยเร็วเหมือนตอนเช้า ทว่าครั้งนี้กลับไม่เป็นอย่างที่คิด มันไม่ได้มาแล้วหายไป แต่ยังคงเจ็บต่อเนื่อง“มะ... ไม่เป็นไร เจ็บหน้าอกนิดหน่อย คงพักผ่อนน้อยน่ะ” ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงเมื่อเขากลืนน้ำลาย “กูขอไปนั่งพักที่รถสักหน่อยแล้วกัน”กันต์ธีร์หันไปทางพิร์วรัล “ไอ้รัล ฝากทางนี้ด้วย”“ได้ค่ะ แต่พี่ไม่ไปโรงพยาบาลจะดีเหรอ รัลเรียกรถพยาบาลให้ดีกว่าไหม?”“ไม่ต้อง พักสักครู่ก็น่าจะดีขึ้น”“หรือให้กูพาไปเอง?” ไกรวิทย์เสนอ“ไม่เป็นไรจริง ๆ มึงไปจัดการธุระเถอะ ไม่ใช่ว่าอยากขอร่วมทำคดีเหรอ กูแค่นั่งพักเดี๋ยวเดียวก็น่าจะดีขึ้น”ไกรวิทย์เม้มปากเล็กน้อย ก่อนยอมพยักหน้า “งั้นตามใจ แต่ถ้าไม่ไหวให้เจ้าหน้าที่แถวนั้นรีบมาเรียกพวกกูนะ”“รับทราบครับผม” กันต์ธีร์ตอบพร้อมยกมือขึ้นรับคำ ก่อนหมุนตัวออกจากพื้นที่ไปยังจุดที่จอดรถไว้กันต์ธีร์เดินตามทางกลับไปยังจุดจอดรถช้า ๆ ใบหน้าซีดเซียวกว่าตอนที่เดินเข้าไป ท่าทางผิดปกตินั้นสะดุดความสนใจของใครบางคนที่ยังยืนอยู่หลังแนวรั้วสื่อมวลชนเม
รถทีมออบส์เคลื่อนตัวมาตามถนนสายรอง ห่างจากถนนหลักราวสองกิโลเมตร ปลายทางคือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีทะเลสาบอยู่ใจกลาง เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มักแวะมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ทว่าภายในสวนอันกว้างขวางกลับมีมุมอับและแนวป่ารกชัฏหลายจุด หนึ่งในนั้นคือ ‘จุดเกิดเหตุ’ ในวันนี้ รถของทีมออบส์จอดห่างจากแนวกั้นไม่ไกลนัก ทันทีที่ก้าวลงจากรถ บรรยากาศรอบพื้นที่ก็เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ถัดจากแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ออกมาไม่ไกล กลุ่มสื่อมวลชนยืนรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ กล้องหลายตัวหันเข้าไปด้านใน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยกันไม่ให้ใครล้ำเข้าไป ทีมออบส์เดินผ่านบริเวณนั้นเพื่อเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุ ระหว่างทางกันต์ธีร์คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนคนนั้นเร็วขนาดนี้ สายตาของเขาหยุดนิ่งที่ร่างคุ้นตาหลังแนวรั้วสื่อมวลชน ‘จันอับ’ จังหวะที่อีกฝ่ายมองมา สายตาของทั้งคู่ก็สบกันพอดี คำพูดของมารดาเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว ‘ถ้าลูกอยากเข้าใกล้เขามากขึ้น ก็ต้องค่อย ๆ ทำให้กำแพงนั้นลดลง...’ กันต์ธีร์เกือบจะเอ่ยทัก แต่เมื่อนึกถึงประโยคที่ตัวเองพูดแทรกจันอับใน
ใจกลางห้องใต้ดินอันเงียบสงัด เส้นสีเข้มคดโค้งพาดทับกันบนพื้น ก่อเป็นลวดลายดอกไม้ขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นแปดกลีบซ้อนกันอย่างประณีต แท่นบูชาตั้งอยู่ใจกลางลวดลาย เครื่องบูชาหลากชนิดเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ทั้งเทียนขาว ธูปหอม ข้าวตอกดอกไม้ และที่เด่นที่สุดคงจะเป็นภาชนะขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุของเหลวสีแดงคล้ำเอาไว้ กลิ่นธูปและกลิ่นคาวจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศเย็นชื้นของห้องเบื้องหน้าแท่นบูชา ร่างในชุดสีเข้มนั่งขัดสมาธิอยู่กลางวง เส้นผมดำขลับเกล้ามวยสูง ดวงตาหลับนิ่งจมอยู่ในสมาธิ ทว่าความน่าเกรงขามยังคงแผ่ออกมาจากร่างนั้น“อาจารย์แม่ ไอ้ภัคพงศ์ถูกตำรวจจับแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อครับ?” เสียงของชายคนหนึ่งทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่“หึ... พวกโง่ก็มักจะทำอะไรโง่ ๆ” เธอเอ่ยทั้งที่ยังคงปิดตาสนิท แต่ในน้ำเสียงมีแววเย้ยหยัน “ไม่ต้องห่วง ข้าจัดการเอง ออกไปเถอะ แล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวนตอนข้าทำพิธี”ชายที่ถามโค้งศีรษะต่ำแสดงความเคารพ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป ประตูไม้บานทึบปิดลงอย่างเงียบเฉียบ ทิ้งไว้เพียงเสียงบทสวดคาถาที่ฟังไม่ออก กระแสพลังเริ่มก่อตัวขึ้น
กรรณิกานั่งอ่านหนังสือและจิบชาอยู่ภายในศาลาพักผ่อนซึ่งตั้งอยู่กลางสวนกว้างด้านหน้าบ้าน จากจุดที่นั่งสามารถมองเห็นแนวทางเข้าตั้งแต่ประตูรั้วทอดยาวไปจนถึงตัวบ้านที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล รอบศาลารายล้อมด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ลอยมากับสายลมเป็นระยะนายหญิงของบ้านพลิกหน้ากระดาษอย่างใจเย็น ดื่มด่ำกับทุกตัวอักษรจนแทบลืมเลือนเวลากระทั่งแสงสะท้อนจากกระจกหน้ารถวาบเข้าตา กรรณิกาจึงเงยหน้าขึ้น และเห็นรถคันสีดำคุ้นตาของลูกชายเลี้ยวผ่านประตูรั้วเข้ามา ก่อนจะจอดลงบริเวณลานหน้าบ้าน‘เวลานี้ตากันต์ควรจะอยู่ที่ทำงานหนิ ทำไมถึงกลับมาก่อนเวลาล่ะ’เมื่อลูกชายก้าวลงจากรถ ไหล่กว้างที่ปกติจะตั้งตรงกลับดูตกลงเล็กน้อย ฝีเท้าก็เชื่องช้ากว่าทุกครั้ง สีหน้าสงบนิ่งก็จริง ทว่ามีแววหม่นบาง ๆ ปรากฏอยู่ ราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่ยังทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ“ตากันต์”ขณะที่กันต์ธีร์เพิ่งปิดประตูรถ เสียงเรียกของมารดาก็ดังมาจากทางด้านหลัง เขาจึงหันไปมอง และเห็นกรรณิกานั่งอยู่ภายในศาลาพักผ่อนกลางสวน กันต์ธีร์จึงเดินตรงเข้าไปหาเมื่อเขาเข้ามาใกล้ กรรณิกาก็เอ่ยชวนด้วยรอยยิ้
หลังวางสาย กันต์ธีร์สั่งการให้อัยกรรีบส่งผลตรวจทั้งหมดไปให้ไกรวิทย์ทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยืนขอหมายจับจากศาล เมื่อจัดการเรื่องทางแล็บเรียบร้อย เขาเละจินไตยจึงเดินออกจากแล็บ ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่สวนกับโรสที่เดินดูดกาแฟมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งไปรายงานผลตรวจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน โรส “เสร็จแล้วเหรอคะ?” “อืม เหลือแค่ส่งต่อหลักฐาน แล้วนี้จะกลับไปแล็บหรือกลับสำนักงานพร้อมพวกฉัน?” กันต์ธีร์ถาม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กลับสำนักดีกว่าที่เหลือไอ้กรมันทำต่อได้” จินไตยเหล่มองแก้วในมือของเพื่อนสาว “ที่มาช้านี่แวะซื้อกาแฟ?” “ช่ายจ้า~” โรสตอบพร้อมยกแก้วขึ้นดูดโชว์ จินไตย “สั่งเมนูอะไร อเมซิ่งดีเลย์เหรอ ถึงได้เพิ่งมาเอาตอนนี้” โรส “เยส อเมซิ่งดีเลย์ เพิ่มช็อต ‘พักเหนื่อย’ กับท็อปปิ้ง ‘โดนเพื่อนทิ้ง’ ด้วย” จินไตยหลุดหัวเราะ “งอนอะไรครับคุณ” “ไม่ได้ง้อน” โรสทำเป็นพูดเสียงสูงก่อนจะปรับลงมาให้ปกติ “ก็แค่กูวิ่งหน้าตั้งมารายงานผล ขนาดว่าถ้าสะดุดล้มก็พร้อมไถตัวมาบอกมึง แต่ผลเป็นไง! พอพูดจบ มึงก็วิ่งหายปั๊บ ทิ้งกูยืนหอบเป็นหมาวิ่งไล่รถ” “แหม~ วิ่งแค่นี้เอง” “ง
จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล
นักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร
หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหาย
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคน







