LOGIN“เฮีย!” จินไตยลุกจากเก้าอี้วิ่งมากระโดดกอดเป็นคนแรก เหมือนได้เจอเทวดามาโปรด อัยกรลุกตามมาสมทบ ยื่นมือมาชนกำปั้นแบบที่เคยทำกัน ส่วนพิร์วรัลยิ้มจนตาหยี
“เฮียกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลยค่ะ” “ไม่คิดจะให้ใครไปรับเลยเหรอครับ?” อัยกรเสริม “แล้วคราวนี้อยู่ยาวเลยหรือเปล่า หรือว่าต้องกลับไปเรียนต่ออีก?” จินไตยยิงคำถามต่อทันที โรสที่ยืนลูบหน้าผาก มองเพื่อน ๆ ตาเขียว ที่ไม่มีใครสนใจเธอสักคน และสิ่งที่เธอบ่นกลับสร้างเสียงหัวเราะแทนเสียงปลอบใจ “พวกมึงสนใจกูหน่อยได้ไหม? หัวกูชนประตูนะ!” “ฮา ฮา ฮา!” จากนั้นคำถามยังคงพรั่งพรูไม่หยุด จนกันต์ธีร์แทบไม่มีโอกาสตอบ จินดาอมยิ้ม “เอาล่ะ ๆ ใจเย็นกันหน่อยเถอะ จะดีใจอะไรขนาดนั้น” เธอชะงักเมื่อเห็นหน้าจินไตยที่มีคราบน้ำตา “ไอ้แดนแกถึงกับร้องไห้เลยเหรอ?” “ที่จริง…พวกเรากังวลเรื่องหัวหน้าคนใหม่กันมาก ๆ เลยนะครับ แต่พอเฮียกลับมาความหนักในใจก็เหมือนถูกวางลงทันที” จินไตยหลุดสะอื้นเบา ๆ “โอเค ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ฉันกลับมาแล้วนี่ไง” กันต์ธีร์ยิ้มอบอุ่น ยกมือขยี้หัวคนที่เช็ดน้ำตาเหมือนเด็ก ๆ ก่อนจะเอียงคอถามด้วยความสงสัย “แล้วเรื่องหัวหน้าใหม่คือ?” “เห็น ผอ. บอกว่าจะมาวันนี้” จินไตยตอบเสียงอ่อย กันต์ธีร์หรี่ตามองจินดา คราวนี้บนใบหน้าเธอปรากฏรอยยิ้มตรงมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์เป็นประกาย เหมือนกำลังชมเรื่องสนุก “อ๋อ...แบบนี้นี่เอง” กันต์ธีร์ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด “หรือว่าเฮียรู้…ว่าใครเป็นหัวหน้าคนใหม่?” อัยกรถาม กันต์ธีร์ยิ้มอย่างมีเลศนัย “พวกนายเดาดูสิ” “รู้ก็บอกเลยเถอะเฮีย เหนื่อยจะลุ้นแล้ว” โรสบ่นกระปอดกระแปด แต่ก่อนที่กันต์ธีร์จะเฉลย อัยกรก็พูดขึ้นเหมือนคิดอะไรได้ “หรือว่า…” เขามองหน้ากันต์ธีร์สลับกับจินดา ก่อนใช้ฝ่ามือตบไปที่หลังของจินไตยแรง ๆ อุทานออกมาว่า “ถึงว่า…” “ถึงว่าอะไรของมึง—แล้วตบหลังกูเพื่อ?!” “พวกมึงไม่สงสัยบ้างเหรอว่าทำไมจินดาเห็นเฮียแล้วไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลย” ทุกคนมองไปทางจินดาที่ยืนยิ้มกริ่มอย่างพร้อมเพียง “นั้นแปลว่าหัวหน้าใหม่พวกเราคือ” หนึ่งในสี่พูดขึ้น ทั้งหมดพลางหันไปมองกันต์ธีร์เป็นสายตาเดียว กันต์ธีร์ มุมปากยกขึ้น “ฉันเอง” “เซอร์ไพรส์ปะล่ะ” จินดายกไหล่เหมือนไม่เห็นว่านี่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เสียงบ่นหลายเสียงดังขึ้นพร้อมกันจนจับใจความไม่ถูก แต่แล้วโรสจึงพูดขึ้นเสียงดังหยุดเสียงของเหล่าเด็ก ๆ ลงได้ “ช่างเถอะทวงของฝากดีกว่า เฮีย~ ของฝากล่ะ” กันต์ธีร์ยกคิ้วสูง “ยอมแพ้แล้ว?” พิร์วรัล “บ่นไปก็เท่านั้น ของฝากค่ะ” เธอแบมืออีกคน “เฮ้อ ของอยู่ในรถ” กันต์ธีร์ทำหน้าเหนื่อยใจ ทว่าเมื่อรู้ตำแหน่งของที่ต้องการ อัยกรก็พุ่งเข้าไปค้นตัวหัวหน้าคนใหม่จนเจอกุญแจรถ ก่อนจะคว้ามันไปอย่างรวดเร็ว “เฮ้ย! ไอ้กร จะทำอะไร?” อัยกรไม่ตอบ แค่ส่งสัญญาณให้เพื่อน ๆ ก่อนที่ทุกคนจะกรูออกจากห้องไปพร้อมกัน “นี่! รู้เหรอว่ารถจอดตรงไหน?” กันต์ธีร์ตะโกนถามตามหลังด้วยความฉงน ศีรษะหนึ่งก็โผล่กลับเข้ามา “อยู่ตรงไหนครับ แฮ~” กันต์ธีร์ได้แต่สายหน้าก่อนบอกตำแหน่งรถ จินไตยรีบวิ่งกลับไปบอกเพื่อนทันที “พี่จิน… ไม่เหนื่อยกับพวกมันบ้างเหรอ?” กันต์ธีร์ถามแต่ยังคงทิ้งสายตาไว้ที่เงาที่เพิ่งหายไป จินดาหัวเราะ พลางส่งสายตาเจ้าเล่ห์กลับมา “เหนื่อยสิ แต่หลุดพ้นแล้ว ให้แกมารับกรรมแทนไง” “ได้เหรอ?” “ฉันว่าได้ก็คือได้” “ครับ~” ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนกันต์ธีร์จะนึกขึ้นได้ “จริงสิพี่จิน วันนี้มีงานแถลงข่าวอะไรครับ” “ออ—แถลงข่าวคดีฆาตกรรมต่อเนื่องน่ะ สนใจจะไปฟังไหม?” “ก็อยากไปฟังอยู่หรอก แต่ไม่มีอารมณ์ เมื่อกี้เจอนักข่าวปากดี ตัวเองผิดแท้ๆ ทำให้ผมกลายเป็นคนผิดซะงั้น กลับดำเป็นขาวเก่งมาก แถมด่าผมเป็นชุด” กันต์ธีร์ถือโอกาสระบายความอัดอั้นใส่จินดา “นักข่าวสำนักไหนวะ” เธอหัวเราะลั่นหลังได้ฟัง “ซี.ไอ.นิวส์ครับ” “เจ้าจันกับเจ้าแอนน่ะเหรอ? เด็กสองคนนั้นน่ารักจะตาย แกไปทำอะไรเขาหรือเปล่า?” กันต์ธีร์จ้องหน้า “พี่คิดว่าผมเป็นคนยังไงกัน…” “อย่าให้ฉันพูดเลยเดี๋ยวเสียความรู้สึก” จินดาตอบหน้าตาเฉย ยักไหล่หนึ่งทีแล้วเดินออกจากห้องประชุม “อ้าวพี่จิน ทำไมพูดกับน้องรักตัวเองแบบนี้ล่ะ? พี่จิน… พี่จิน!” เสียงหัวเราะของจินดาลอยเข้าหู กันต์ธีร์ได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ แล้วภาพบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว ใบหน้าของเด็กจอมปากดีที่เพิ่งปะทะคารมกัน ถึงแม้คำพูดจะทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย แต่เอาเข้าจริง…เขาก็โกรธไม่ลง คิดดี ๆ เจ้าเด็กคนนั้นเหมือนแมวซน ๆ ที่ชอบป่วนเจ้าของ ยั่วโมโหจนแทบอยากคว้าตีทั้งน่าหมั่นไส้และน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน “น่าจับมาตีซะให้เข็ด” กันต์ธีร์พึมพำ แต่แล้วรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่ทันรู้ตัวบทที่ 17รถทีมออบส์เคลื่อนตัวมาตามถนนสายรอง ห่างจากถนนหลักราวสองกิโลเมตร ปลายทางคือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีทะเลสาบอยู่ใจกลาง เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มักแวะมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ทว่าภายในสวนอันกว้างขวางกลับมีมุมอับและแนวป่ารกชัฏหลายจุด หนึ่งในนั้นคือ ‘จุดเกิดเหตุ’ ในวันนี้รถของทีมออบส์จอดห่างจากแนวกั้นไม่ไกลนัก ทันทีที่ก้าวลงจากรถ บรรยากาศรอบพื้นที่ก็เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ถัดจากแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ออกมาไม่ไกล กลุ่มสื่อมวลชนยืนรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ กล้องหลายตัวหันเข้าไปด้านใน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยกันไม่ให้ใครล้ำเข้าไปทีมออบส์เดินผ่านบริเวณนั้นเพื่อเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุ ระหว่างทางกันต์ธีร์คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนคนนั้นเร็วขนาดนี้ สายตาของเขาหยุดนิ่งที่ร่างคุ้นตาหลังแนวรั้วสื่อมวลชน‘จันอับ’จังหวะที่อีกฝ่ายมองมา สายตาของทั้งคู่ก็สบกันพอดี คำพูดของมารดาเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว‘ถ้าลูกอยากเข้าใกล้เขามากขึ้น ก็ต้องค่อย ๆ ทำให้กำแพงนั้นลดลง...’กันต์ธีร์เกือบจะเอ่ยทัก แต่เมื่อนึกถึงประโยคที่ตัวเองพูดแทรกจันอับใ
ใจกลางห้องใต้ดินอันเงียบสงัด เส้นสีเข้มคดโค้งพาดทับกันบนพื้น ก่อเป็นลวดลายดอกไม้ขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นแปดกลีบซ้อนกันอย่างประณีต แท่นบูชาตั้งอยู่ใจกลางลวดลาย เครื่องบูชาหลากชนิดเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ทั้งเทียนขาว ธูปหอม ข้าวตอกดอกไม้ และที่เด่นที่สุดคงจะเป็นภาชนะขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุของเหลวสีแดงคล้ำเอาไว้ กลิ่นธูปและกลิ่นคาวจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศเย็นชื้นของห้องเบื้องหน้าแท่นบูชา ร่างในชุดสีเข้มนั่งขัดสมาธิอยู่กลางวง เส้นผมดำขลับเกล้ามวยสูง ดวงตาหลับนิ่งจมอยู่ในสมาธิ ทว่าความน่าเกรงขามยังคงแผ่ออกมาจากร่างนั้น“อาจารย์แม่ ไอ้ภัคพงศ์ถูกตำรวจจับแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อครับ?” เสียงของชายคนหนึ่งทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่“หึ... พวกโง่ก็มักจะทำอะไรโง่ ๆ” เธอเอ่ยทั้งที่ยังคงปิดตาสนิท แต่ในน้ำเสียงมีแววเย้ยหยัน “ไม่ต้องห่วง ข้าจัดการเอง ออกไปเถอะ แล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวนตอนข้าทำพิธี”ชายที่ถามโค้งศีรษะต่ำแสดงความเคารพ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป ประตูไม้บานทึบปิดลงอย่างเงียบเฉียบ ทิ้งไว้เพียงเสียงบทสวดคาถาที่ฟังไม่ออก กระแสพลังเริ่มก่อตัวขึ้น
กรรณิกานั่งอ่านหนังสือและจิบชาอยู่ภายในศาลาพักผ่อนซึ่งตั้งอยู่กลางสวนกว้างด้านหน้าบ้าน จากจุดที่นั่งสามารถมองเห็นแนวทางเข้าตั้งแต่ประตูรั้วทอดยาวไปจนถึงตัวบ้านที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล รอบศาลารายล้อมด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ลอยมากับสายลมเป็นระยะนายหญิงของบ้านพลิกหน้ากระดาษอย่างใจเย็น ดื่มด่ำกับทุกตัวอักษรจนแทบลืมเลือนเวลากระทั่งแสงสะท้อนจากกระจกหน้ารถวาบเข้าตา กรรณิกาจึงเงยหน้าขึ้น และเห็นรถคันสีดำคุ้นตาของลูกชายเลี้ยวผ่านประตูรั้วเข้ามา ก่อนจะจอดลงบริเวณลานหน้าบ้าน‘เวลานี้ตากันต์ควรจะอยู่ที่ทำงานหนิ ทำไมถึงกลับมาก่อนเวลาล่ะ’เมื่อลูกชายก้าวลงจากรถ ไหล่กว้างที่ปกติจะตั้งตรงกลับดูตกลงเล็กน้อย ฝีเท้าก็เชื่องช้ากว่าทุกครั้ง สีหน้าสงบนิ่งก็จริง ทว่ามีแววหม่นบาง ๆ ปรากฏอยู่ ราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่ยังทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ“ตากันต์”ขณะที่กันต์ธีร์เพิ่งปิดประตูรถ เสียงเรียกของมารดาก็ดังมาจากทางด้านหลัง เขาจึงหันไปมอง และเห็นกรรณิกานั่งอยู่ภายในศาลาพักผ่อนกลางสวน กันต์ธีร์จึงเดินตรงเข้าไปหาเมื่อเขาเข้ามาใกล้ กรรณิกาก็เอ่ยชวนด้วยรอยยิ้
หลังวางสาย กันต์ธีร์สั่งการให้อัยกรรีบส่งผลตรวจทั้งหมดไปให้ไกรวิทย์ทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยืนขอหมายจับจากศาล เมื่อจัดการเรื่องทางแล็บเรียบร้อย เขาเละจินไตยจึงเดินออกจากแล็บ ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่สวนกับโรสที่เดินดูดกาแฟมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งไปรายงานผลตรวจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน โรส “เสร็จแล้วเหรอคะ?” “อืม เหลือแค่ส่งต่อหลักฐาน แล้วนี้จะกลับไปแล็บหรือกลับสำนักงานพร้อมพวกฉัน?” กันต์ธีร์ถาม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กลับสำนักดีกว่าที่เหลือไอ้กรมันทำต่อได้” จินไตยเหล่มองแก้วในมือของเพื่อนสาว “ที่มาช้านี่แวะซื้อกาแฟ?” “ช่ายจ้า~” โรสตอบพร้อมยกแก้วขึ้นดูดโชว์ จินไตย “สั่งเมนูอะไร อเมซิ่งดีเลย์เหรอ ถึงได้เพิ่งมาเอาตอนนี้” โรส “เยส อเมซิ่งดีเลย์ เพิ่มช็อต ‘พักเหนื่อย’ กับท็อปปิ้ง ‘โดนเพื่อนทิ้ง’ ด้วย” จินไตยหลุดหัวเราะ “งอนอะไรครับคุณ” “ไม่ได้ง้อน” โรสทำเป็นพูดเสียงสูงก่อนจะปรับลงมาให้ปกติ “ก็แค่กูวิ่งหน้าตั้งมารายงานผล ขนาดว่าถ้าสะดุดล้มก็พร้อมไถตัวมาบอกมึง แต่ผลเป็นไง! พอพูดจบ มึงก็วิ่งหายปั๊บ ทิ้งกูยืนหอบเป็นหมาวิ่งไล่รถ” “แหม~ วิ่งแค่นี้เอง” “ง
จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล
กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด
นักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร
ภายในห้องประชุมบรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดเป็นพิเศษ เมื่อจินดา เรียกสมาชิกของออบส์ ให้มาประชุมด่วน โดยไม่บอกเหตุผลล่วงหน้า แถมตอนที่เธอเดินเข้ามายังทำหน้าตึงสุดๆ โรส จินไตย อัยกร และพิร์วรัล เหลือบมองกันอย่างกังวล นาน ๆ ทีพวกเขาจะเห็นอดีตหัวหน้าทีมเคร่งขรึมแบบนี้ และทุกครั้ง… มักตามมาด้วยเรื่องร้ายแ
เวลานี้กันต์ธีร์กำลังเลี้ยวรถเข้าสู่เขตสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พื้นที่ซึ่งรวมหน่วยสำคัญเอาไว้ครบ ทั้งหน่วยปราบปรามอาชญากรรม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปจนถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานที่เขาสังกัด ตึกสูงสลับกับอาคารเก่าเรียงราย เหมือนคอยบอกเล่าประวัติขององค์กรนี้ เสียงไซเรนแว่วมาเป็น
ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ อากาศที่เย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศโอบล้อมไปทั่วห้องนอน ผ้าม่านสีทึบช่วยปิดกั้นแสงรบกวน เตียงหลังใหญ่กลางห้องดูน่านอนจนชวนให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและจมดิ่งสู่การพักผ่อนอันยาวนาน แต่ไม่ใช่กับชายหนุ่มที่กำลังนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงหลังนั้น คิ้วเข้มได้รูปเหมือนถูกเขียนด้วย







