เข้าสู่ระบบ“ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!”
“มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำพร้อมรอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกด้านซ้าย กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือกรู้สึกได้ถึง เลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บแล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลังเหมือนมีไฟเผา ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ แต่กลับหนีไปไหนไม่ได้… ความเจ็บนั้นจริงเกินกว่าจะหลอกตัวเองได้ว่าเป็นเพียงฝันร้าย “มึงจงจำไว้ คำสาปได้เริ่มขึ้นแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ความกลัวแล่นวาบผ่านจิตใจ เหงื่อเย็นผุดเต็มขมับ คำพูดในฝันยังคงดังก้องสะท้อนไม่จางหาย จนเผลอยกมือกุมอกด้านที่ถูกคมเล็บกรีดในฝัน “ซี๊ด!” ความแสบแล่นวูบจนต้องขบกรามแน่น ชายหนุ่มรีบพาตัวเองไปยืนหน้ากระจก มือที่กำลังถอดเสื้อสั่นไม่หยุด…พอเนื้อผ้าเปิดออก ภาพตรงหน้าทำให้เขานิ่งค้างไป เพราะตอนนี้บนหน้าอกนอกจากเลือดที่ไหลซึมไม่หยุด ยังปรากฏรอยลึกที่ซ้อนกันเป็นลวดลายดอกไม้ แบ่งเป็นสี่กลีบบนและล่าง ประกอบกันราวกับบานสะพรั่งอยู่บนผิวหนัง และที่กลีบบนสุดยังมีอักขระบางอย่างสลักอยู่อย่างชัดเจน หากนั่นเป็นเพียงฝัน ไอ้รอยนี้มันจะโผล่มาได้ยังไง? แต่ถ้าไม่ใช่… แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันหมายความว่าอย่างไร? “มันเรื่องอะไรวะเนี่ย?” ชายหนุ่มได้แต่สลบกับตัวเอง ก่อนข่มใจเดินไปหยิบกล่องยาเพื่อจัดการกับแผล แต่ความงุนงงก็ยังเกาะกุมไม่ปล่อย เหตุการณ์ยามรุ่งสางทำให้กันต์ธีร์ไม่อาจข่มตาหลับต่อได้ เขาจึงตัดสินใจออกมาทำงานก่อนเวลา เลยกลายเป็นคนแรกที่มาถึงห้องทำงานของทีมออบส์ เขาเปิดไฟล์รายงานชันสูตรเบื้องต้นของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ทีมบีส่งมาให้ เพื่อเขียนรายงานสรุปให้รองผู้กำกับคนใหม่ และนึกถึงเรื่องที่จินดาเรียกไปคุยเป็นการส่วนตัว ตอนนั้น จินดาเลื่อนกระดาษแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเขา และเล่าให้ฟังว่า… “จริง ๆ แล้วคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเป็นความรับผิดชอบของทีมบี แต่หลังจากคดีล่าสุด พวกนั้นก็ขอถอนตัว เพราะทนไม่ไหวกับการทำงานของรองฯ คนเก่า ไม่นานเอกสารนี่ก็ปลิวว่อนไปทั่วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” กันต์ธีร์หยิบขึ้นมาอ่าน พบว่าเป็นจดหมายร้องเรียน กล่าวหาความไม่โปร่งใสในการทำคดีนี้ของรองผู้กำกับฯ “อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือของคนในทีมบี?” จินดาพยักหน้าเนิบ ๆ “คิดว่าใช่… จากนั้นก็มีคำสั่งตรวจสอบ แล้วให้รองฯ คนนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที เท่าที่ฉันได้รับรายงานจากทีมบี ปัญหามันก็มีจริง ๆ เวลาพบศพ กว่าพวกเราจะได้เข้าเก็บหลักฐาน ทีมหนึ่งก็มักจะถ่วงเวลา พอเข้าไป ที่เกิดเหตุกลับเหมือนถูกจัดการไปก่อนแล้ว ถึงทางนั้นจะอ้างว่าไม่เคยแตะต้องอะไร แต่ก็นั่นแหละ… การหาตัวคนร้ายย่อมยากขึ้น และตอนนี้มันก็จะตกเป็นภาระของพวกนาย ทีมออบส์ต้องเข้ามารับไม้ต่อ พยายามหาหลักฐานและช่วยปิดคดีนี้ให้ได้เข้าใจไหม” “ครับ” กันต์ธีร์รับคำสั่งนั้นสั้น ๆ เขาเข้าใจในสิ่งที่จินดากังวล นั่นเพราะนอกจากคดีนี้จะเป็นคดีใหญ่ มันยังเป็นคดีแรกที่จินดาในฐานะผอ.รับผิดชอบ จังหวะกดคีย์บอร์ดและคลิกเมาส์ คือสิ่งเดียวที่แทรกอยู่ในความเงียบของห้อง จนกระทั่งเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ โรสก้าวเข้ามาอย่างมั่นใจ ท่วงท่าคล่องแคล่ว เสื้อผ้าทันสมัยกับสีผมเฉพาะตัวทำให้ดูสะดุดตา เธอส่งยิ้มขี้เล่นพร้อมยกมือไหว้ทักทายคนที่เงยหน้าขึ้นจากจอคอม “สวัสดีเฮีย มาเช้าเชียว นี่ตั้งใจมาเปิดห้องให้พวกน้องหรือเปล่านะ?” “อืม ถ้าสำนึกบุญคุณก็ไปซื้อน้ำมาให้หน่อย” กันต์ธีร์วางน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ประกายตาบอกชัดว่ากำลังหยอกล้อคนมาใหม่ โรสหัวเราะคิก ก่อนหยิบปากกากับกระดาษจากโต๊ะใกล้มือ ทำท่าจดเหมือนพนักงานร้านกาแฟ “ได้ค่ะคุณลูกค้า จะรับอะไรดีเอ่ย?” สิ่งนี้ทำให้กันต์ธีร์หลุดยิ้มกว้างกว่าที่ตั้งใจไว้ เขาส่ายหน้าเบา ๆ แต่ก็เล่นตาม“เอานมคาราเมล หวานร้อย” “เหมือนเดิมเลยนะเฮีย กินหวานขนาดนี้ไม่เบื่อบ้างเหรอ? ลองกาแฟขม ๆ บ้างมั้ยคะ” โรสแกล้งแหย่พร้อมยกคิ้วล้อเลียน “ไม่รู้จริงดิว่าพี่แกคนนี้แพ้กาแฟ?” กันต์ธีร์ทำเป็นตกใจ “ ไม่น่าเชื่อเลย ปกติเหมือนจะรู้ทุกเรื่องของเพื่อนในกลุ่ม จิ๊ ๆ” กันต์ธีร์ส่ายหัว ก่อนส่งรอยยิ้มกวนกลับไป “อีกอย่าง… นมคาราเมลมันอร่อยและเหมาะกับคนหล่อเหลาแบบฉัน ส่วนเธออยากกินอะไรก็สั่ง ฉันเลี้ยงเอง” โรสกลอกตามองบน “แหมเฮีย น้องก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่องมะ ไม่งั้นจะโดนพี่จินหลอกเรื่องหัวหน้าได้ไงล่ะ อีกอย่างนะ…เฮียขิงตัวเองไม่เบื่อรึไง” เธอแกล้งทำหน้าเหม็นเบื่อ “ไอ้นี่หนิ เดี๋ยวก็ไม่เลี้ยงซะเลย” กันต์ธีร์ทำเสียงดุ แต่มุมปากยังแอบยกยิ้ม โรสทำท่ากุลีกุจอจดออเดอร์ “ค่ะ ๆ นมคาราเมล หวานร้อยสุดพิเศษสำหรับคนหล่อขั้นเทพ” แต่แทนที่จะลุกไปซื้อเครื่องดื่ม เธอกลับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดทำเอากันต์ธีร์เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง ทว่าไม่ทันได้ถาม เสียงของโรสก็ดังอย่างออดอ้อนผิดวิสัยผ่านสายโทรศัพท์ “กรรรร~ อยู่ไหนน่ะ” ทำเอากันต์ธีร์ส่ายหัวกับความแพรวพราวของลูกน้อง “เฮียฝากซื้อนมคาราเมล ส่วนฉันเอาเพรียวมัทฉะ นะ” ไม่รู้ปลายสายตอบว่าอย่างไร แต่โรสกลับตัดบทรวบรัด “ตามนี้นะ ขอบคุณ” ก่อนกดวางสายอย่างรวดเร็ว กันต์ธีร์หัวเราะในลำคอ พลางส่ายหัว ‘หึ ปั่นป่วนแต่เช้าเลยทีมกู’ ยี่สิบนาทีต่อมา อัยกร พิร์วรัล และจินไตยเดินเข้ามาในสำนักงานพร้อมถุงใส่แก้วเครื่องดื่มหลายแก้ว ดูจากจำนวนแล้วก็พอสำหรับทั้งทีม โรสเลิกคิ้ว มองถุงในมือพวกนั้นอย่างงงๆ “ทำไมซื้อมาซะเยอะ ฉันสั่งไปแค่สองแก้วเองนะ” อัยกรทำเสียงหยันใส่ “อ๋อ น้ำใจมันคนละชั้น เฮียเขาเลี้ยงทั้งทีม ไม่เหมือนบางคน ใช้ให้ซื้อของไม่ถามสักคำว่า เอาอะไรไหม คำขอบคุณก็ไม่มี ไม่พอ! ยังตัดสายใส่ กูนี่เหลือจะเชื่อ” โรสยิ้มแห้ง หัวเราะแผ่ว “แหม ก็กูมันคนจน จะเลี้ยงใครได้ล่ะ” “จน!” อัยกรแสร่งทำหน้าตกใจเกินจริง มือกุมอกเหมือนจะช็อกตาย ก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้ากระตุกยิ้ม “เฮอะ! อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ บนหน้าน่ะจิ้มไปกี่เข็มแล้วบอกว่าจน ใครเชื่อก็บ้าแล้ว!” เสียงหัวเราะจากเพื่อน ๆ ดังลั่นห้อง คงไม่มีใครคาดคิดว่า คนที่กำลังเล่นใหญ่เรียกเสียงขำในตอนนี้ คือคนเดียวกับอัยกรในวันวานที่เงียบขรึม ไม่สุงสิงกับใคร และไม่เคยไว้ใจใครง่าย ๆ สาเหตุนั้นมาจากรอยแผลในอดีต ตอนเด็กเขาเคยถูกคนในครอบครัวทำร้ายร่างกายอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้กลายเป็นคนเก็บตัว ปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่เมื่อได้มาอยู่ทีมออบส์ อะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนไปทีละน้อย เสียงหัวเราะที่รายล้อม และความไว้ใจที่ค่อย ๆ ก่อตัว ทำให้ชายหนุ่มที่เคยปิดตาย กลายมาเป็นคนที่กล้าเล่น กล้าพูด และยอมปล่อยตัวเองให้เป็น “ตัวกวน” ของทีมโดยไม่ต้องกลัวอะไรอีก บรรยากาศเฮฮายังอบอวลรอบโต๊ะ ก่อนที่พิร์วรัลจะพยายามกลั้นขำแล้วโพล่งขึ้นมา “แต่กูเชื่อนะว่าไอ้โรสมันจนจริง ๆ” จินไตยปาดน้ำตาจากการหัวเราะ ถามอย่างสงสัย “เชื่อไปได้ไงวะ ไอ้พิ?” พิร์วรัลกลอกตาแรง “ฉันชื่อรัล ไม่ใช่พิ! เรียกให้ดี ๆ หน่อย” เธอตอบน้ำเสียงติดสะบัดนิด ๆ ก่อนพูดต่อ “ที่กูเชื่อก็เพราะมันเอาเงินไปทำสวยหมดแล้วไง เลยไม่มีเหลือ” ทุกคนต่างพากันหัวเราะอีกครั้ง โรสเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สวนกลับอย่างมั่นใจ “ความสวยมันต้องลงทุนป่ะจ๊ะ หรือแกไม่เคยลงทุนย่ะ” พิร์วรัลไหวไหล่ไม่ใส่ใจ ตอบกลับหน้าตาย “เคยดิ แต่ไม่บ่อยขนาดมึงค่ะ วันไหนไม่ได้ทำแล้วจะลงแดง อีกอย่างนะ… กู ชื่อ รัล” เธอย้ำเน้นทีละคำ “เรียก ‘พิ’ อยู่นั่น กูไม่ใช่นกพิราบนะเว้ย! ต่อไปใครเรียกกูพิ กูจะเก็บค่าปรับคนละพัน” พวกเด็ก ๆ หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและมีสีสันให้ห้องทำงาน กันต์ธีร์มองภาพนั้นแล้วยิ้ม เขาชอบทีมนี้ที่สุด เพราะสำหรับเขาแล้ว คนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อนร่วมงาน แต่มันคือครอบครัว กันต์ธีร์เดินมาหยุดอยู่หน้าลิฟต์ภายในอาคารที่ใหม่ที่สุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่นี่คือที่ตั้งของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม ครอบคลุมตั้งแต่ชั้นหกถึงชั้นสิบ แบ่งการทำงานออกตามลักษณะคดีสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมไฟเบอร์และเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ คดีก่อการร้าย และอาชญากรรมร้ายแรง ขณะที่เขายกมือขึ้นกดปุ่มลิฟต์ กลับมีอีกมือหนึ่งยื่นมากดในเวลาเดียวกัน ทำให้ปลายนิ้วทั้งสองชนกันโดยไม่ตั้งใจ “ขอโทษครับ” ชายในเครื่องแบบกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพก่อนจะถอยออกเล็กน้อย “ไม่เป็น- ไอ้วิทย์!!” กันต์ธีร์ที่กำลังจะตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ กลับชะงักเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายเต็มตา ความตื่นเต้นแทรกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว อีกฝ่ายก็เช่นกัน “ไอ้กันต์!! มึงกลับมาเมื่อไรวะ ไม่เห็นบอกเลย ไอ้เวรนี้!” ไกรวิทย์ที่ปกติมักมีใบหน้าที่นิ่งเคร่งขรึม ยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ปิดบังความดีใจ ก่อนจะตบหลังเพื่อนเต็มแรงเสียงดัง ปัก! จนร่างของกันต์ธีร์ไหวไปข้างหน้าตามแรงตบ “อัก! มือหรือตีนครับ หนักฉิบหาย” กันต์ธีร์โวยลั่น “กูเพิ่งกลับมาไม่นานนี่แหละ ไง ไม่เจอกันสองปี กล้ามหายไปเยอะนะ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายรึไง” เขายื่นมือบีบต้นแขนเพื่อนแรง ๆ เป็นการเอาคืน แต่อีกฝ่ายดูไม่สะทกสะท้าน จนเขาหงุดหงิด “เออดิ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา” ไกรวิทย์หัวเราะในลำคอ ก่อนถามกลับ “แล้วนี่มึงจะไปไหน?” “กูจะไปรายงานตัวกับรองผู้กำกับคนใหม่ที่ดูแลแผนกอาชญากรรมร้ายแรงน่ะ แล้วมึงล่ะ?” “ถ้ามึงมารายงานตัวกับรองคนใหม่ งั้นกูก็รอให้มึงมารายงานตัวนี่แหละ” ไกรวิทย์ยักคิ้วยิ้มมุมปาก “เอาจริงดิ?” “เออสิวะ เพื่อนมึงเก่งขนาดนี้ จะไม่ให้ก้าวหน้าได้ยังไง” กันต์ธีร์ทำหน้าหมั่นไส้เพียงครู่ ก่อนจะยิ้มอย่างใจชื้น “เป็นมึงก็ดี กูจะได้ทำงานง่ายขึ้นหน่อย วันนี้กูมารายงานตัวในฐานะหัวหน้าทีมออบส์ และเอาสรุปผลรายงานการชันสูตรมาให้” “มึงก็ได้เลื่อนขั้นเหรอว่ะเนี่ย แต่มึงก็เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าทีมออบส์แล้วล่ะ ถ้าไม่ใช่มึงกูก็มองไม่ออกว่าควรเป็นใจดีใจด้วยนะเว้ย” “เออ ขอบใจ จริงสิ กูได้ข่าวว่าเมื่อวานมึงโดนเล่นงานเหรอว่ะ” ไกรวิทย์ลอบถอนหายใจ “อืม เราไปคุยกันที่ห้องทำงานดีกว่า ตรงนี้ไม่ค่อยเหมาะ” กันต์ธีร์พยักหน้าเห็นด้วย “ก็ดี… ” เขาเอ่ยเรียบ ๆ ก่อนปรายตายิ้มให้เพื่อน “ไป ไปเดี๋ยวกูสั่งกาแฟมาเลี้ยง ถือว่าเลี้ยงฉลองการพบหน้าในรอบสองปี” “โหไม่เจอกันสองปี เลี้ยงแค่กาแฟเนี่ยนะ?” “เอาน่าเดี๋ยวหาเวลาอีกที” “เอางั้นก็ได้ แต่ขออย่างเดียวอย่าเป็นนมคาราเมลแบบที่มึงชอบละกัน หวานเกิ๊น” ไกรวิทย์กลั้วหัวเราะ ทั้งสองก้าวเข้าไปในลิฟต์พร้อมคนอื่น ๆ บทสนทนาเปลี่ยนเป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาเพื่อนสนิท กระทั่งลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นที่ต้องการ ภายในห้องทำงานของรองผู้กำกับนั้นถูกแบ่งเป็นสามส่วน ด้านหน้าสุดมีโต๊ะทำงานอยู่สองตัว จัดไว้สำหรับเลขาและผู้ช่วย ตอนที่กันต์ธีร์เดินเข้ามา เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะแรก กำลังจัดของให้เข้าที่เข้าทาง ถัดไปด้านข้างคือห้องเล็กที่ถูกปรับเป็นครัว และสุดท้ายคือประตูบานทึบที่นำเข้าสู่ห้องทำงานหลักของไกรวิทย์ ทันทีที่เห็นเจ้านายเข้ามา ชายหนุ่มคนนั้นรีบลุกเอ่ยเสียงสุภาพ “ท่านรองฯ” พอสายตาเหลือบเห็นกันต์ธีร์ ก็ยิ้มให้เล็กน้อยเป็นการทักทาย “พักตร์ นี่กันต์ธีร์ หัวหน้าทีมออบส์ ต่อไปคงได้ร่วมงานกันบ่อย ๆ” ก่อนจะเสริม “ส่วนนี่รณพักตร์เป็นผู้ช่วยและเลขากู ฝากด้วยนะ” ไกรวิทย์แนะนำอย่างเป็นทางการ รณพักตร์ยกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณกันต์ ยินดีที่ได้ร่วมงานครับ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เลยนะครับ” กันต์ธีร์ยิ้มรับทักทายอย่างเป็นกันเอง “เช่นกันครับ” “แนะนำตัวกันเรียบร้อย พวกเราเข้าไปคุยข้างในดีกว่า” ไกรวิทย์บอกเพื่อน กันต์ธีร์เดินตามเจ้าของห้องได้ไม่กี่ก้าว ก็นึกขึ้นได้ว่าสัญญาจะเลี้ยงกาแฟ จึงหันไปบอกไกรวิทย์ “เฮ้ย กูขอใช้ผู้ช่วยมึงหน่อยนะ จะสั่งกาแฟ” “ตามสบาย” ไกรวิทย์ตอบ กันต์ธีร์หันไปทางผู้ช่วยหนุ่ม “พักตร์ครับ ฝากสั่งกาแฟผ่านแอปให้หน่อยสิ ผมไม่ค่อยรู้ว่าร้านไหนอร่อย” “ได้ครับ” “งั้นผมขอนมคาราเมลหวานร้อย ถ้าไม่มีเอาอะไรก็ได้ครับที่ไม่ใช่กาแฟ แล้วก็ขนมสักสามสี่ชิ้น ไอ้วิทย์มึงเอาอะไร” เขาหันไปมองเพื่อน “อเมริกาโน่ ไม่หวาน” รณพักตร์ตอบรับคำสั่ง “ครับ” “พักตร์อยากกินก็สั่งเลยนะครับ ผมเลี้ยงเอง” เขาพูดพลางยื่นธนบัตรให้อีกฝ่าย “ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ—” “ไม่ได้ ผมเลี้ยง คุณห้ามปฏิเสธ” กันต์ธีร์สวนทันควัน ไกรวิทย์ช่วยเสริม “ผู้ใหญ่เลี้ยง ไม่ควรปฏิเสธนะ” รณพักตร์รับธนบัตรมา พลางเอ่ยขอบคุณ “แล้วอย่าลืมสั่งให้ตัวเองนะ เดี๋ยวจะผมเช็ก ถ้าไม่มีของคุณผมโกรธจริง ๆ นะ” กันต์ธีร์ย้ำพร้อมส่งยิ้ม เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ขี้เกรงใจ ถ้าไม่ขู่ก็คงไม่สั่งแน่นอน ฝากเรื่องของกินเสร็จ เขากับไกรวิทย์ก็เดินเข้าไปในห้องทำงานหลัก กันต์ธีร์กวาดตามองรอบห้องเพียงครู่ ก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แล้วโพล่งถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เด็กคนนี้ มึงเป็นคนเลือกมาใช่ไหม?” ไกรวิทย์เลิกคิ้ว “ทำไมมึงถึงคิดงั้น? เขาอาจจะเป็นเลขาของคนเก่าก็ได้” กันต์ธีร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “คนเก่าขึ้นชื่อว่าเรื่องมาก เลขาส่วนใหญ่ก็เป็นลูกน้องที่ตามมา ถ้าดูจากอายุของพักตร์แล้วไม่เข้าเค้าเลยสักนิด” เขาหยุดพูดเหมือนใช้ความคิด ก่อนทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มกวน “อีกอย่าง โต๊ะทำงานยังจัดไม่เสร็จด้วยซ้ำ” ไกรวิทย์หัวเราะพรืด ส่ายหน้าอย่างระอา “ร่ายซะยาว สุดท้ายก็แค่เห็นว่าโต๊ะยังจัดไม่เสร็จ” เขาเว้นจังหวะ เสียงหัวเราะจางหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงสายตาเย็นชา “อืม… กูสั่งย้ายเลขาคนเก่าไปฝ่ายธุรการแล้ว แม่งดันรวมหัวกับหัวหน้าทีมหนึ่งเล่นงานกู เลยจัดการทีเดียวยกทีม” กันต์ธีร์ถามต่ออย่างอยากรู้อยากเห็น “สรุป…เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นว่ะ” ไกรวิทย์ถอนหายใจยาว ก่อนตอบเสียงขรึม “เมื่อวานตอนกูขึ้นแถลงข่าว เจอนักข่าวคนหนึ่งไล่จี้ถามกูหลายเรื่อง ยอมรับเลยว่าโคตรเสียหน้าที่กูตอบคำถามไม่ได้ แต่ก็เพราะนักข่าวคนนั้นอีกนั่นแหละ ที่ทำให้กูสังเกตเห็นความผิดปกติ พอกูกลับไปอ่านรายงานละเอียดอีกรอบ ถึงเห็นว่าพวกมันตัดรายงานส่วนของทีมพิสูจน์หลักฐานออกไป ยิ่งทำให้กูมั่นใจว่าพวกทีมหนึ่งกำลังปกปิดอะไรบางอย่างอยู่ กูสอบกดดันอยู่นานก็ไม่มีใครยอมปริปาก สุดท้ายได้แต่สั่งย้ายหัวหน้าและคนที่เข้าข่ายทั้งหมด รวมถึงเลขาไปที่อื่น ในข้อหาปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริงในรายงานคดีต่อผู้บังคับบัญชา อิทธิพลของรองฯ คนเก่านี่ใช่เล่นเลยนะ มันหยั่งรากลึกในหน่วยปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะทีมหนึ่งของแผนกอาชญากรรมร้ายแรง แต่กูจะค่อย ๆ จัดการไปทีละแผนก ตอนนี้เรื่องสำคัญคือต้องจับตัวคนร้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องให้ได้” กันต์ธีร์พยักหน้า “กูเห็นด้วย… จริงสิ มึงได้ข่าวเรื่องจดหมายร้องเรียนความไม่โปร่งใส่ในการทำคดีนี้ไหม? ได้ยินว่าร่อนไปทั่วสำนักงานตำรวจฯ จนกลายเป็นประเด็นใหญ่ แล้วทำให้เกิดการตรวจสอบ” กันต์ธีร์บอก “กูก็ได้ยินมาเหมือนกัน” แต่ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะ “เครื่องดื่มและขนมมาแล้วครับ” คนด้านนอกร้องบอก “เข้ามา” ไกรวิทย์ขานรับสั้น ๆ รณพักตร์เดินเข้ามาวางแก้วกาแฟและจานขนมลงบนโต๊ะ ก่อนโค้งศีรษะเล็กน้อยแล้วถอยออกไป สายตาของเจ้าของห้องยังมองตามเด็กหนุ่มไปจนลับตา ทำให้กันต์ธีร์เอ่ยแหย่ด้วยรอยยิ้มกวน ๆ “มองจนเขาพรุนแล้วมั้ง” “ไร้สาระน่า เข้าเรื่องเถอะ” ไกรวิทย์ตัดบท เก็บสีหน้ากลับมาเป็นจริงจัง กันต์ธีร์ “เท่าที่กูรู้ รองฯ คนเก่าค่อนข้างหัวโบราณ ไม่ค่อยยอมรับวิธีทำงานของทีมพิสูจน์หลักฐาน แต่ก็ไม่เคยสั่งให้ทีมไหนขัดขวาง… ยกเว้นคดีนี้ ที่เขาเหมือนตั้งใจสั่งให้ทีมหนึ่งถ่วงเวลาทีมพิสูจน์หลักฐานในการเข้าไปเก็บหลักฐาน แถมพอได้เข้าไปในที่เกิดเหตุ ก็เหมือนถูกจัดฉาก ทีมบีเลยไม่อยากเสี่ยง ขอถอนตัวออกจากคดี” กันต์ธีร์ขมวดคิ้ว พึมพำถามต่อ “มึงว่าเขาทำไปเพื่ออะไร ขัดแข้งขัดขาหน่วยกูไปก็ไม่ได้อะไรนี่หว่า” “คงอยากดิสเครดิตให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานดูไร้น้ำหนักมั้ง แต่เอาเถอะตอนนี้กูมาแล้ว ทีมมึงจัดการคดีนี้ได้เต็มที่” เขายิ้มกริ่ม “ไม่ต้องห่วง” กันต์ธีร์เลื่อนเอกสารที่เตรียมมาไปตรงหน้าไกรวิทย์ “นี่คือรายงานการชันสูตรเบื้องต้นจากสามคดี กูสรุปมาให้แล้ว มึงอ่านไปก่อนแล้วกัน ส่วนคดีล่าสุด กูจะชันสูตรอีกครั้งถึงจะส่งรายงานให้” “ขอบใจมาก ที่เหลือฝากมึงด้วย ถ้ามีความคืบหน้ารีบรายงานเลยนะ เรื่องนี้ผู้ใหญ่จับตามองอยู่” “ได้ครับท่าน!” กันต์ธีร์ทำเสียงล้อเลียนพลางยกมือทำท่าตะเบ๊ะ ก่อนหันไปยิ้มยียวน “งั้นกูไปก่อนนะ…อ้อ ผู้ช่วยมึงนี่ สเปคมึงเลยนี่หว่า” “ไอ้สัสกันต์!” ไกรวิทย์เงื้อมือจะเขวี้ยงปากกาใส่ แต่เจ้าตัวดีชิ่งผลุบออกจากห้องทันควัน ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะกวน ๆ ที่ลอดกลับเข้ามา พร้อมคำลาผู้ช่วยดังแจ๋ว “ไปก่อนนะครับ ฝากดูแลเจ้านายด้วยนะพักตร์!”วันนี้เป็นอีกวันที่เรียบง่ายสำหรับหัวหน้าทีมพิสูจน์หลักฐาน กันต์ธีร์นั่งอยู่หลังโต๊ะท่ามกลางแฟ้มคดีและเอกสารที่วางเรียงราย เขาก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ ปลายปากกาขยับจรดลงบนสมุดเป็นระยะ ความคิดค่อย ๆ ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นประโยคทีละบรรทัด แต่แล้วช่วงเวลานี้กลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเสียงตะโกนดังลั่นจากทางเดิน พร้อมร่างของเจ้าของเสียงที่พุ่งเข้ามาในห้อง โรสโผล่เข้ามาพร้อมหน้าตาตื่น ดวงตาลุกวาว เหมือนเพิ่งวิ่งสุดแรงจนยังตั้งลมหายใจไม่ทัน “เฮีย—เฮีย…! ฮึ่ก—ผล… ผลออกแล้ว!” กันต์ธีร์เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย สมองยังไม่ประมวล “ผลอะไร?” “ผล DNA จากเส้นผมที่เราพบในที่เกิดเหตุรายที่ห้า... และรอยนิ้วมือไง คิดว่าผลสลากกินแบ่งหรือไงล่ะ?” กันต์ธีร์และจินไตยลุกพรวดจากเก้าอี้แทบจะพร้อมกัน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งคู่เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางห้องแล็บ โดยไม่สนใจคนที่ส่งข่าวอีก “อ้าว รอด้วยดิเฮ้ย!” โรสตะโกนไล่หลัง “หูยย มีน้ำใจรอคนเหนื่อยกันจริง ๆ” โรสบ่นพึมพำด้วยความน้อยอกน้อยใจ หญิงสาวได้แต่นั่งแปะลงกับเก้าอี้เพื่อพักให้หายเหนื่อย ก่อนจะเดินตามไป ประตูห้องแล็บถูกผลักเปิด แสงจากหลอ
ณ ร้านอาหาร คนทั้งสี่นั่งร่วมโต๊ะ บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับอึมครึม เมื่อสองในสี่กำลังทำสงครามประสาทเงียบ ๆ จันอับนั่งไขว้ขา พลิกเมนูอาหารไปมาเหมือนอ่านอย่างตั้งใจ แต่บ่อยครั้งที่ลอบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ‘ไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ’กันต์ธีร์ก็ไม่แพ้กันยังคงกวนประสาทคนอายุน้อยกว่า เขานั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ มองคนอีกฝ่ายไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากนั้นคล้ายจะท้าทายคู่กรณีอย่างชัดเจนรณพักตร์อยู่ข้างจันอับลอบสังเกตสถานการณ์นั้นด้วยความเพลิดเพลิน จนหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นการกระแอมไอแทน ขณะที่ไกรวิทย์ทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างเต็มที่ เขาตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของทั้งสองคนตั้งแต่ออกจากห้องทำงานไกรวิทย์ “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับกล่าวขอบคุณ ตัดสินใจเลิกสนใจคนกวนประสาทนั้นซะ ชายหนุ่มเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนด้วยความกระตือรือร้น “ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ” รณพักตร์ดูเมนูที่ถูกส่งมาตรงหน้า จนหัวทั้งสองแทบชนกัน ช่วยกันเลือกเมนู “น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี” ท่าทางเหมือนเห็นเด็กน้อยที่กำลังหิวได้เจออาหารที่ถูกใจแต่ตัดสินใจไ
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กันต์ธีร์จึงเลือกเดินไปรายงานผลการชันสูตรกับ ไกรวิทย์ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์ที่เพิ่งพบ เขาพยายามหาความเชื่อมโยงกันระหว่างรอยทั้งสอง ทว่า…ยิ่งคิดกลับยิ่งไม่เห็นความเป็นไปได้ หัวหน้าทีมออบส์ผลักประตูห้องทำงานของรองผู้กำกับเข้าไป และเห็น รณพักตร์กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะจนไม่สังเกตการมาถึงของเขา “สวัสดีพักตร์งานยุ่งเหรอ” รณพักตร์เงยหน้ามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มและตอบกลับ “สวัสดีครับคุณกันต์ งานเยอะนิดหน่อยครับ คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ ท่านอยู่ในห้อง” “พักตร์เรียกว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะเรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”เขาบอก “แล้วนี่พี่เข้าไปได้เลยไหม” กันต์ธีร์ผยักเผยิดหน้าไปทางห้องทำงานของไกรวิทย์ “ได้ครับพี่ แต่ผมขอรายงานท่านก่อนนะครับ” รณพักตร์ลุกเดินไปเคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ” เสียงจากในห้องดังขึ้น แฝงความเร่งเร้า “เข้ามา ๆ” ไกรวิทย์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตื่นต้ว ถามกันต์ธีร์ทันทีที่โผล่หน้าเข้ามา “ได้อะไรมา” “มึงไม่คิดจะให้กูนั่งพักสักแป๊ปเลยหรือไง” “เออ ๆ หายเหน
บรรยากาศภายในห้องเก็บศพเย็นเยียบ มีเพียงเสียงเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ กันต์ธีร์สวมถุงมือทางการแพทย์ ก่อนออกแรงเปิดประตูเหล็กหนักของตู้เก็บศพ เขาดึงลิ้นชักออกมาอย่างมั่นคง ร่างของเหยื่อรายล่าสุดปรากฏตรงหน้า ความขาวซีดของผิวหนังนั้นแทบไม่ต่างจากผ้าคลุมที่ห่อร่างไว้เลย แฟ้มรายงานการชันสูตรถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น เขาสูดบิดร่างกาย เพื่อคลายความเมื่อยล้าที่กดทับจากการจดจ่อกับงานเกือบสองชั่วโมง เสียงท้องร้อง ทำให้ต้องยกข้อมือขึ้นดูเวลา “บ่ายแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำหมุนตัวมุ่งหน้าไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรลงท้อง ระหว่างทางยังไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความสั่งงานไปด้วย จบมื้ออาหาร กันต์ธีร์กลับมายังห้องทำงาน เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ไว้แน่น พยายามอย่างยิ่งในการประคองแฟ้มทั้งหมดไม่ให้หล่น พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!”
“ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำพร้อมรอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกด้านซ้าย กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือกรู้สึกได้ถึง เลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บแล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลังเหมือนมีไฟเผา ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ แต่กลับหนีไปไหนไม่ได้… ความเจ็บนั้นจริงเกินกว่าจะหลอกตัวเองได้ว่าเป็นเพียงฝันร้าย “มึงจงจำไว้ คำสาปได้เริ่มขึ้นแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ความกลัวแล่นวาบผ่านจิตใจ เหงื่
ห้องแถลงข่าวของหน่วยปราบปรามอาชญากรรมเต็มไปด้วยนักข่าวจากแทบทุกสำนัก เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจองแน่น เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ไม่นาน ประตูด้านข้างถูกเปิดออก ชายในเครื่องแบบก้าวเข้ามา เพียงการปรากฏตัวก็ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงชัตเตอร์ที่ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง ด้านหลังสุด จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังชายผู้ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้” เขากวาดสายตามองกลุ่มผู้สื่อข่าวที่นั่งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า “จากการตรวจสอบเบื้องต้น แม้เหยื่อแต่ละครั้งจะมีพื้นเพและลักษณะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกัน คือรูปแบบการลงมือที่เหมือนกันทุกครั้ง ผู้ก่อเหตุจะมัดตรึงเหยื่อ จากน







