เข้าสู่ระบบณ ร้านอาหาร คนทั้งสี่นั่งร่วมโต๊ะ บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับอึมครึม เมื่อสองในสี่กำลังทำสงครามประสาทเงียบ ๆ จันอับนั่งไขว้ขา พลิกเมนูอาหารไปมาเหมือนอ่านอย่างตั้งใจ แต่บ่อยครั้งที่ลอบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ‘ไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ’
กันต์ธีร์ก็ไม่แพ้กันยังคงกวนประสาทคนอายุน้อยกว่า เขานั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ มองคนอีกฝ่ายไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากนั้นคล้ายจะท้าทายคู่กรณีอย่างชัดเจน รณพักตร์อยู่ข้างจันอับลอบสังเกตสถานการณ์นั้นด้วยความเพลิดเพลิน จนหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นการกระแอมไอแทน ขณะที่ไกรวิทย์ทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างเต็มที่ เขาตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของทั้งสองคนตั้งแต่ออกจากห้องทำงาน ไกรวิทย์ “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง” จันอับกล่าวขอบคุณ ตัดสินใจเลิกสนใจคนกวนประสาทนั้นซะ ชายหนุ่มเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนด้วยความกระตือรือร้น “ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ” รณพักตร์ดูเมนูที่ถูกส่งมาตรงหน้า จนหัวทั้งสองแทบชนกัน ช่วยกันเลือกเมนู “น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี” ท่าทางเหมือนเห็นเด็กน้อยที่กำลังหิวได้เจออาหารที่ถูกใจแต่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกินอะไรดี ความเป็นธรรมชาติของคู่กัด เรียกรอยยิ้มของกันต์ธีร์ให้ปรากฏอย่างอดเอ็นดูไม่ได้ “ยิ้มอะไร” ไกรวิทย์กระซิบจากด้านข้าง คนถูกถามหันไปตอบด้วยท่าทางสบาย ๆ “เสือกครับ —” ระหว่างรออาหาร เพื่อรักษาบรรยากาศที่กำลังดีขึ้น ไกรวิทย์จึงเอ่ยปากชวนคุย “น้องจันเป็นนักข่าวมานานแล้วเหรอ?” “ตั้งแต่จบเลยครับ” คนถูกถามเผยรอยยิ้มละมุน ถ้อยคำเต็มไปด้วยความภูมิใจ “ผมชอบการเป็นนักข่าวครับ ได้เจอเรื่องท้าทายทุกวัน แถมยังได้ตีแผ่เรื่องราวต่าง ๆ ให้คนอื่นได้รับรู้” “ดีจังนะที่ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก… การเป็นนักข่าวไม่ใช่แค่การรายงานข่าว แต่คือการวิ่งหาความจริงเพื่อบอกเล่าสู่สังคม งานที่ต้องอาศัยทั้งความอดทน ความแกร่ง และความไว พี่มองว่านี่เป็นอีกอาชีพที่น่าภูมิใจ” “งานนี้มันทั้งเหนื่อยทั้งสนุก แต่พอได้ทำอะไรที่ชอบแล้วออกมาดี มันก็รู้สึกคุ้มค่าน่ะครับ” ไกรวิทย์ และคนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นด้วย “จริงสิ… พี่เห็นนามสกุลของน้องจัน เหมือนหัวหน้าเก่าพี่ เลยลองหาข้อมูลดู ปรากฏว่าโลกกลมจริง ๆ ตอนพี่เพิ่งบรรจุเข้าประจำการใหม่ ๆ คุณแม่ของจันเป็นคนสอนงานให้พี่ด้วยตัวเองเลย เป็นผู้หญิงที่ทั้งเก่ง ทั้งน่านับถือ” เขาหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือเกาศีรษะอย่างเก้อ ๆ “ทุกวันนี้พี่ยังโทรไปรบกวนท่านอยู่บ่อย ๆ เลยครับ จนบางทีรู้สึกเหมือนเป็นลูกน้องที่ยังขอคำปรึกษาไม่จบสักที” จันอับยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่อบอวลไปด้วยความสุข เมื่อได้ยินคนเอ่ยชมมารดา “แม่เป็นตำรวจที่เก่งมากครับ ผมเองก็อยากเป็นแบบท่าน แต่รู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานราชการ เลยเลือกเดินอีกทาง ถึงจะต่างกัน แต่ผมก็ยังได้ทำสิ่งที่คล้ายกันอยู่ดี คือพยายามทำให้ความจริงถูกมองเห็น” กันต์ธีร์กระซิบข้างหูเพื่อน “แม่ของคุณนักข่าวคือใครวะ?” “มึงก็รู้จักนะ ท่านรอง ผบ.ตร. กีรติ เอกอนุสิทธิ์ ไง” “อ้อ ท่านรองฯ ผบ. นี่เอง เก่ง และน่าเคารพมากจริง ๆ” “ขอบคุณ” จันอับตอบรับคำชมด้วยน้ำเสียงสุภาพ เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยชมมารดาของตนเองด้วยความจริงใจ เขาก็ตอบรับด้วยความจริงใจเช่นกัน เมื่อบทสนทนาที่ไกรวิทย์พยายามประคองไว้สุดชีวิตจบลง สภาพบนโต๊ะอาหารกำลังจะกลับมาอึมครึมอีกครั้ง รณพักตร์เห็นท่าไม่ดีจึงเป็นฝ่ายต่อบทสนทนาแทน “ผมได้ยินเรื่องของพี่กันต์จากพวกไอ้แดนบ่อยเลยครับ พวกมันเล่าว่าพี่ใจดี ค่อยช่วยเหลือพวกมัน แถมยังพูดอีกว่า… ถ้าไม่ได้ย้ายมาอยู่ทีมออบส์ พวกมันคงเหี่ยวเฉาตายอยู่ทีมเดิม หรือไม่คงลาออกไปนานแล้ว” “ฮา ๆ ๆ เล่าหรือนินทาที่กันแน่?” กันต์ธีร์หัวเราะเบา ๆ พลางถามกลับด้วยท่าทางสบาย ๆ “โห! พวกมันไม่กล้านินทาพี่หรอก” รณพักตร์ตอบปัด ๆ ทั้งที่ในหัวเต็มไปด้วยสารพัดเรื่องเล่าขำ ๆ ของคนตรงหน้า ‘เมื่อวานฉันเห็นเฮียแอบหลับน้ำลายย้อยเปื้อนเอกสารด้วย...’ ‘เฮียแม่งจะดูดน้ำเว้ย แต่แทนที่หลอดจะเข้าปาก เสือกทิ่มเข้าจมูกแทน’ นี่เป็นเพียงสองเรื่องในอีกสารพัดเรื่องที่รณพักตร์จำได้ แค่คิดก็ไหล่กระตุกแล้ว “แต่พี่ดูจากท่าทางแล้ว พวกมันน่าจะเผาพี่ไว้เยอะเหมือนกันนะ สงสัยต้องงดขนม และสั่งให้คัดรายงานสำนึกผิดด้วยมือสักหน่อย” กันต์ธีร์ยกยิ้ม รณพักตร์หัวเราะแห้งๆ หน้าเจื่อนลง “พี่กันต์ไม่ทำจริง ๆ ใช่ไหมครับไม่อย่างนั้นพวกมันรุมกระทืบผมแน่” “พี่เอาจริง” สีหน้าของรณพักตร์พลันแข็งทื่อ ลอบกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ กันต์ธีร์เห็นสีหน้านั้นก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ สุดท้ายเผลอหลุดขำออกมา “ฮะ ฮะฮะ พี่ล้อเล่น” เป็นอันว่ารณพักตร์กับกันต์ธีร์ คุยกันถูกคอ เสียงหัวเราะกับบทสนทนาเบา ๆ ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่อึดอัดเหมือนตอนแรก กระทั่งจันอับกับไกรวิทย์ยังพลอยถูกดึงเข้ามาร่วมวงด้วยตลอดเวลา ระหว่างที่คุยกันเพลิน ๆ และทานอาหารไปด้วย กันต์ธีร์สังเกตเห็นว่ามีคราบเลอะอยู่มุมปากของรณพักตร์ “นี่ พักตร์ มีซอสติดตรงนี้” พร้อมหยิบทิชชูส่งให้ “ตรงนี้เหรอครับ” รณพักตร์ขอบคุณ ก่อนรับกระดาษมาเช็ด “ไม่ใช่ ตรงนี้” กันต์ธีร์ชี้ไปที่มุมปากตัวเอง “หมดรึยังครับ” รณพักตร์ถามพลางรีบเช็ดตามคำบอก แต่ดูเหมือนจะไม่ถูกจุดสักที “ยัง” กันต์ธีร์ชี้ซ้ำอีกครั้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเช็ดเท่าไรก็ไม่ถูกสักที เขาจึงเอื้อมมือไปเช็ดให้โดยอัตโนมัติ “เอ้า เรียบร้อยแล้ว “ขอบคุณมากครับ” รณพักตร์ยิ้มจนลักยิ้มบุ๋ม ชายหนุ่มไม่ได้ถือสากับการกระทำของกันต์ธีร์ จนกระทั่ง… “ได้เวลาต้องกลับไปทำงานแล้ว” ไกรวิทย์พูดพร้อมลุกจากเก้าอี้ แม้ท่าทางยังคงสุภาพเป็นมิตรเหมือนเดิม แต่ดวงตากลับดูเรียบเฉย และมีแววขุ่นใจ “พี่ไปก่อนนะน้องจันแล้วเจอกันครับ” “กูไปก่อนนะ” เขาหันไปพูดทิ้งท้ายกับคนที่นั่งข้างกัน “ถ้ามีอะไรคืบหน้าก็บอกด้วย” ยังไม่ทันที่แขกทั้งสองจะเอ่ยลา เจ้ามือกลับเดินลิ่วไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินเสียแล้ว ทำให้รณพักตร์ที่กำลังกินขนมหวานอยู่จำต้องวางช้อนลง “ผมไปก่อนนะครับพี่กันต์ ไอ้จันวันหลังนัดเจอกันใหม่นะ” เขาบอกลาจันอับและกันต์ธีร์ด้วยความเกรงใจ แล้วเหลือบมองขนมในจานอย่างเสียดายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนลุกขึ้นวิ่งตามเจ้านายไป พอเหลือกันอยู่เพียงสองคน จันอับเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร ก็ลุกขึ้นเตรียมจะออกไปเช่นกัน แต่จู่ ๆ กลับถูกคว้าแขนเอาไว้ จันอับหันไปมองเจ้าของมือด้วยสีหน้าที่ไม่อาจเดาความคิด ก่อนจะดึงแขนตัวเองออก “คุณนี่ชอบฉวยโอกาสจังนะ” “ห๊ะ? ฉวยโอกาสอะไร” กันต์ธีร์งุนงง “เหอะ! มีอะไรก็พูดมา” จันอับบอกเสียงแข็ง ไม่ปิดบังความหงุดหงิด “คุณรีบกลับมั้ย?” กันต์ธีร์ไม่ได้รับคำตอบ แต่ได้รับสายตาระแวงกลับมาแทน ชายหนุ่มเร่งอธิบาย “คือ... ผมคิดว่าคุณน่าจะสนใจผลการชันสูตรของเหยื่อรายที่ห้า และยังมีหลักฐานใหม่ที่เราเพิ่งรวบรวมได้” คำว่า ‘มีหลักฐานใหม่’ ทำให้จันอับสนใจดังคาด “งั้นก็รีบพาไปสิ” น้ำเสียงฟังดูราบเรียบคล้ายจะไม่ยี่หระ ทว่าแววตากลับฉายประกายอยากรู้อยากเห็น อย่างห้ามไม่อยู่ กันต์ธีร์เดินนำออกจากร้าน มือที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเผลอกำแน่นชั่วขณะ ก่อนจะค่อย ๆ คลายออกเหมือนพยายามข่มไม่ให้หัวใจเต้นแรงเกินไป เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยกข้ออ้างขึ้นมา ทั้งที่ความจริง…ไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันสักเท่าไร แต่สุดท้ายก็แค่อยากอยู่กับคนคนนี้ให้นานขึ้นอีกนิด ความเย็นเฉียบของห้องเก็บศพแผ่ซ่านไปทั่ว พวกเขาหยุดยืนหน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ที่ตั้งชิดมุมห้อง ผิวโลหะสะท้อนแสงไฟสีขาวนวลสร้างบรรยากาศที่เยียบเย็นและเงียบงัน ลิ้นชักหลายช่องเรียงกันเป็นระเบียบ มีป้ายกำกับตัวอักษรหนา ระบุหมายเลขเหยื่อจากรายที่หนึ่งถึงรายที่ห้า พร้อมคำว่า "คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง" ติดไว้ด้านบนสุดเพื่อบ่งบอกว่าเป็นคดีเดียวกัน ลิ้นชักของเหยื่อรายที่สี่และห้าถูกขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีแดงเล็ก ๆ คล้ายเน้นความสำคัญในการสืบสวน กันต์ธีร์จับมือจับของลิ้นชักก่อนดึงออก เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นเบา ๆ ในความเงียบ ถาดเหล็กเย็นเฉียบเลื่อนออกมา เผยให้เห็นร่างไร้ชีวิตนอนนิ่งใต้ผ้าขาวสะอาดที่คลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “เริ่มเลยไหม” กันต์ธีร์ถามชายหนุ่มอีกคน จันอับพยักหน้าแทนคำตอบ ผ้าคลุมถูกเปิดออก กันต์ธีร์ถอยออกไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้นักข่าวหนุ่มได้ใช้เวลาเต็มที่ จันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้า สายตาไล่ดูรายละเอียดเพียงครู่เดียว อุทานเงยหน้ามองกันต์ธีร์ “เลือดของศพนี้...” กันต์ธีร์มองด้วยความพึงพอใจในไหวพริบของคนอายุน้อยกว่า “ใช่แล้ว คุณช่างสังเกตมาก ในศพของเหยื่อรายที่สี่และห้า เป็นเพียงสองศพที่พบว่าเลือดในร่างกายหายไป ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าฆาตกรเอาเลือดของเหยื่อทำอะไร” จันอับพยักหน้าแสดงความเข้าใจ ก่อนก้มลงสำรวจต่อ สายตาไล่เก็บทุกรายละเอียดอย่างตั้งใจ จนกระทั่งมั่นใจว่าดูครบแล้วจึงเลื่อนผ้าคลุมกลับไปปิดร่างของเหยื่อทั้งสองอย่างเรียบร้อย “ดูเสร็จแล้ว?” “อืม ผมดูครบแล้ว” “ได้อะไรบ้างล่ะ?” “ผมเจอรอยเข็มที่ต้นขาของศพที่สี่ และบริเวณต้นแขนของศพที่ห้า” จันอับพูดพลางยกมือขึ้นแตะคางเหมือนกำลังครุ่นคิด “และยังเจอสัญลักษณ์ประหลาดด้วย มันคืออะไรครับ” “เรื่องนี้เราเองก็ยังตรวจสอบอยู่” กันต์ธีร์ตอบ “นี่คุณ... ผมขอดูรายงานการเก็บหลักฐานกับผลชันสูตรหน่อย จะได้หรือเปล่า” จันอับถามด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม “ไหนคุณบอกว่าเคยเห็นแล้ว?” กันต์ธีร์ตอบกลับพร้อมยกยิ้มยียวน “ผมบอกว่าเห็นแค่ส่วนที่เปิดเผยได้ อีกอย่าง…ผมก็เห็นเพียงเหยื่อรายที่สองกับสามเท่านั้น” คิ้วของจันอับเริ่มขมวดเข้าหากัน แววตาแฝงความหงุดหงิด “ไม่ได้หรอก ถ้าเป็นคนนอก..” กันต์ธีร์ยังคงตอบด้วยน้ำเสียงกวนประสาท “แล้วคุณจะลากผมมาดูศพโดยไม่ให้รายละเอียดอะไรเลยเพื่ออะไร!?” จันอับสวนกลับ ความไม่พอใจพุ่งขึ้นบนสีหน้า “ใจเย็นสิคุณ ไม่รอให้พูดจบเลย” กันต์ธีร์ยกมือขึ้นเป็นเชิงปราม “ผมจะบอกว่าคุณเป็นกรณีพิเศษ เดี๋ยวผมจะเอารายงานให้ดู” “ก็พูดแต่แรกสิ จะกวนโมโหผมไปถึงไหน!” จันอับขึ้นเสียง “คุณนี่มันโรคจิตชัด ๆ ชอบทำให้ผมอารมณ์เสีย บอกให้ไปหาหมอตรวจบ้างไปรึยัง? คงยังสินะ อีกเรื่องผมจะบอกให้ คุณน่ะไม่เหมาะกับใบหน้าจริงจังหรอก ใบหน้าแบบนั้นให้คนปกติเขาทำเถอะ คนประสาท ๆ แบบคุณทำไปมันก็ไม่ได้ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาหรอก!” พูดจบ นักข่าวหนุ่มสะบัดหน้าแล้วเดินย่ำเท้าออกจากห้องเก็บศพ “....” กันต์ธีร์ถึงกับอึ้ง แต่พอได้สติก็หัวเราะออกมาคนเดียว ไม่ได้นึกโกรธ “ฮะ ฮา ฮา ฮา ปากจัดจริง ๆ” ‘ก็อย่างว่าล่ะ คนไม่ชอบขี้หน้ากัน พูดอะไรนิดหน่อยก็ทำให้โมโหได้’ ชายหนุ่มคิดในใจ พร้อมเตินตามคนอายุน้อยกว่าออกไป จันอับเดินเข้าห้องทำงานของทีมออบส์ด้วยท่าทีคุ้นเคย เมื่อถึงที่หมาย เขาทักทายโรสกับจินไตยที่กำลังง่วนอยู่กับเอกสาร อัยกรเองก็เพิ่งเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพ์มาพยักหน้าให้ ส่วนพิร์วรัลแค่โบกมือเบา ๆ โดยไม่ละสายตาจากรายงานในมือ “วันนี้ดูยุ่งกันจังเลยวะ” “ยุ่งจากคดีล่าสุดไง” พิร์วรัลตอบ “งั้นเหรอ แล้วได้อะไรบ้างล่ะ” “มึงนี่มาแอบหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ มึงไปขอหัวหน้ากูไป เมื่อก่อนเป็นพี่จิน แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เฮียจะให้รึเปล่าก็ไม่รู้” โรสบ่นไม่เงยหน้ามอง ไม่นานนัก กันต์ธีร์ก็เดินเข้ามา เขาหยิบแฟ้มรายงานมาวางลงตรงหน้าจันอับ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม “นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เรารวบรวมได้ ตั้งแต่เหยื่อรายแรกจนถึงรายล่าสุด ส่วนหลักฐานอื่น ก็ขอพวกโรสดูได้” แกร๊ก…. ตุบ…. โรสถึงกับทำปากกาในมือหล่นเสียงดังแกร๊ก ส่วนพิร์วรัลถึงกับทำรายงานในมือตกพื้นดังตุบ คนทั้งสี่เงยหน้ามองกันเลิ่กลัก กันต์ธร์ขมวดคิ้วมองไปยังลูกน้อง “เป็นอะไรกัน ไม่มีงานทำเหรอ” คำพูดนั้นดึงสติของคนทั้งหมดกลับมา “เปล่าครับ เปล่าเอาทำงาน ๆ” จินไตยรีบพูด และก้มทำงานต่อไป จันอับเปิดแฟ้ม จับจ้องข้อความและภาพถ่ายอย่างตั้งใจ เสียงกระดาษที่พลิกดังเป็นจังหวะ โดยไม่ใส่สิ่งรอบข้าง “ดูเหมือนคุณจะสนใจคดีนี้เป็นพิเศษ” จันอับตอบโดยไม่ละสายตาจากเอกสาร “เพราะผมเป็นนักข่าวมั้งครับ” กันต์ธีร์เหลือบมองคนตรงหน้าแล้วอดคิดไม่ได้ว่า ไอ้เด็กปากเก่งนี่… วิเคราะห์ได้ลื่นไหล เชื่อมข้อมูลก็แม่น ข้อสันนิษฐานทั้งหมดยังตรงกับสิ่งที่เขาและไกรวิทย์คิดไว้แทบเป๊ะ ที่สำคัญกว่านั้น… แววตาเวลาทำงานมันจริงจังจนเขาต้องยอมรับ—เด็กนี่รักงานของตัวเองจริง ๆ น่าชื่นชมชะมัดวันนี้เป็นอีกวันที่เรียบง่ายสำหรับหัวหน้าทีมพิสูจน์หลักฐาน กันต์ธีร์นั่งอยู่หลังโต๊ะท่ามกลางแฟ้มคดีและเอกสารที่วางเรียงราย เขาก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ ปลายปากกาขยับจรดลงบนสมุดเป็นระยะ ความคิดค่อย ๆ ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นประโยคทีละบรรทัด แต่แล้วช่วงเวลานี้กลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเสียงตะโกนดังลั่นจากทางเดิน พร้อมร่างของเจ้าของเสียงที่พุ่งเข้ามาในห้อง โรสโผล่เข้ามาพร้อมหน้าตาตื่น ดวงตาลุกวาว เหมือนเพิ่งวิ่งสุดแรงจนยังตั้งลมหายใจไม่ทัน “เฮีย—เฮีย…! ฮึ่ก—ผล… ผลออกแล้ว!” กันต์ธีร์เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย สมองยังไม่ประมวล “ผลอะไร?” “ผล DNA จากเส้นผมที่เราพบในที่เกิดเหตุรายที่ห้า... และรอยนิ้วมือไง คิดว่าผลสลากกินแบ่งหรือไงล่ะ?” กันต์ธีร์และจินไตยลุกพรวดจากเก้าอี้แทบจะพร้อมกัน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งคู่เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางห้องแล็บ โดยไม่สนใจคนที่ส่งข่าวอีก “อ้าว รอด้วยดิเฮ้ย!” โรสตะโกนไล่หลัง “หูยย มีน้ำใจรอคนเหนื่อยกันจริง ๆ” โรสบ่นพึมพำด้วยความน้อยอกน้อยใจ หญิงสาวได้แต่นั่งแปะลงกับเก้าอี้เพื่อพักให้หายเหนื่อย ก่อนจะเดินตามไป ประตูห้องแล็บถูกผลักเปิด แสงจากหลอ
ณ ร้านอาหาร คนทั้งสี่นั่งร่วมโต๊ะ บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับอึมครึม เมื่อสองในสี่กำลังทำสงครามประสาทเงียบ ๆ จันอับนั่งไขว้ขา พลิกเมนูอาหารไปมาเหมือนอ่านอย่างตั้งใจ แต่บ่อยครั้งที่ลอบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ‘ไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ’กันต์ธีร์ก็ไม่แพ้กันยังคงกวนประสาทคนอายุน้อยกว่า เขานั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ มองคนอีกฝ่ายไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากนั้นคล้ายจะท้าทายคู่กรณีอย่างชัดเจนรณพักตร์อยู่ข้างจันอับลอบสังเกตสถานการณ์นั้นด้วยความเพลิดเพลิน จนหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นการกระแอมไอแทน ขณะที่ไกรวิทย์ทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างเต็มที่ เขาตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของทั้งสองคนตั้งแต่ออกจากห้องทำงานไกรวิทย์ “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับกล่าวขอบคุณ ตัดสินใจเลิกสนใจคนกวนประสาทนั้นซะ ชายหนุ่มเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนด้วยความกระตือรือร้น “ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ” รณพักตร์ดูเมนูที่ถูกส่งมาตรงหน้า จนหัวทั้งสองแทบชนกัน ช่วยกันเลือกเมนู “น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี” ท่าทางเหมือนเห็นเด็กน้อยที่กำลังหิวได้เจออาหารที่ถูกใจแต่ตัดสินใจไ
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กันต์ธีร์จึงเลือกเดินไปรายงานผลการชันสูตรกับ ไกรวิทย์ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์ที่เพิ่งพบ เขาพยายามหาความเชื่อมโยงกันระหว่างรอยทั้งสอง ทว่า…ยิ่งคิดกลับยิ่งไม่เห็นความเป็นไปได้ หัวหน้าทีมออบส์ผลักประตูห้องทำงานของรองผู้กำกับเข้าไป และเห็น รณพักตร์กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะจนไม่สังเกตการมาถึงของเขา “สวัสดีพักตร์งานยุ่งเหรอ” รณพักตร์เงยหน้ามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มและตอบกลับ “สวัสดีครับคุณกันต์ งานเยอะนิดหน่อยครับ คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ ท่านอยู่ในห้อง” “พักตร์เรียกว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะเรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”เขาบอก “แล้วนี่พี่เข้าไปได้เลยไหม” กันต์ธีร์ผยักเผยิดหน้าไปทางห้องทำงานของไกรวิทย์ “ได้ครับพี่ แต่ผมขอรายงานท่านก่อนนะครับ” รณพักตร์ลุกเดินไปเคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ” เสียงจากในห้องดังขึ้น แฝงความเร่งเร้า “เข้ามา ๆ” ไกรวิทย์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตื่นต้ว ถามกันต์ธีร์ทันทีที่โผล่หน้าเข้ามา “ได้อะไรมา” “มึงไม่คิดจะให้กูนั่งพักสักแป๊ปเลยหรือไง” “เออ ๆ หายเหน
บรรยากาศภายในห้องเก็บศพเย็นเยียบ มีเพียงเสียงเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ กันต์ธีร์สวมถุงมือทางการแพทย์ ก่อนออกแรงเปิดประตูเหล็กหนักของตู้เก็บศพ เขาดึงลิ้นชักออกมาอย่างมั่นคง ร่างของเหยื่อรายล่าสุดปรากฏตรงหน้า ความขาวซีดของผิวหนังนั้นแทบไม่ต่างจากผ้าคลุมที่ห่อร่างไว้เลย แฟ้มรายงานการชันสูตรถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น เขาสูดบิดร่างกาย เพื่อคลายความเมื่อยล้าที่กดทับจากการจดจ่อกับงานเกือบสองชั่วโมง เสียงท้องร้อง ทำให้ต้องยกข้อมือขึ้นดูเวลา “บ่ายแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำหมุนตัวมุ่งหน้าไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรลงท้อง ระหว่างทางยังไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความสั่งงานไปด้วย จบมื้ออาหาร กันต์ธีร์กลับมายังห้องทำงาน เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ไว้แน่น พยายามอย่างยิ่งในการประคองแฟ้มทั้งหมดไม่ให้หล่น พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!”
“ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำพร้อมรอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกด้านซ้าย กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือกรู้สึกได้ถึง เลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บแล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลังเหมือนมีไฟเผา ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ แต่กลับหนีไปไหนไม่ได้… ความเจ็บนั้นจริงเกินกว่าจะหลอกตัวเองได้ว่าเป็นเพียงฝันร้าย “มึงจงจำไว้ คำสาปได้เริ่มขึ้นแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ความกลัวแล่นวาบผ่านจิตใจ เหงื่
ห้องแถลงข่าวของหน่วยปราบปรามอาชญากรรมเต็มไปด้วยนักข่าวจากแทบทุกสำนัก เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจองแน่น เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ไม่นาน ประตูด้านข้างถูกเปิดออก ชายในเครื่องแบบก้าวเข้ามา เพียงการปรากฏตัวก็ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงชัตเตอร์ที่ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง ด้านหลังสุด จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังชายผู้ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้” เขากวาดสายตามองกลุ่มผู้สื่อข่าวที่นั่งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า “จากการตรวจสอบเบื้องต้น แม้เหยื่อแต่ละครั้งจะมีพื้นเพและลักษณะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกัน คือรูปแบบการลงมือที่เหมือนกันทุกครั้ง ผู้ก่อเหตุจะมัดตรึงเหยื่อ จากน




![รรร...ก็แค่ตกกระไดพลอยโจน [mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


