Masukคนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย
จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคนใหม่ของออบส์… กันต์ นี่จันอับกับแอนนี่ นักข่าวสายอาชญากรรม ต่อไปพวกแกจะได้ทำงานร่วมกันบ่อย ๆ” เมื่อได้ยินจินดาแนะนำ จันอับที่กำลังคุยเล่นและหัวเราะกับเพื่อนสาวทั้งสองเพลิน ๆ จึงเอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะกล่าวคำทักทายกับคนมาใหม่ แต่ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับคนข้างตัว เขาและกันต์ธีร์ต่างเบิกตากว้าง ความตกใจแล่นวูบเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว มือของทั้งสองยกขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายแทบจะในจังหวะเดียว “นี่นาย/นี่คุณ!!” แอนนี่ได้แต่กุมขมับที่ปวดตุบ ๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า ส่วนคนอื่น ๆ มองกันไปมาอย่างงง ๆ โรสเขยิบตัวเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเบา “นี่พวกมึง…เคยเจอกันมาก่อนเหรอ? ทำไมบรรยากาศดูตึง ๆ แปลก ๆ วะ” หญิงสาวถอนหายใจน้อย ๆ กระซิบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างจันอับกับกันต์ธีร์ ให้คนที่อยู่ใกล้ระยะได้ยินฟัง และเมื่อเล่าจบ โรสกับจินไตยถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เช่นเดียวกับจินดาที่รู้อยู่แล้วก็แอบหัวเราะคิกคัก ดูท่าเธอจะเพลิดเพลินกับปฏิกิริยาของทั้งสองไม่น้อย เสียง “ชิ” หลุดจากริมฝีปากบาง ก่อนที่จันอับจะสะบัดหน้าไปอีกทาง แต่ไม่ถึงอึดใจ หางตาก็เผลอเหลือบกลับมามองคนข้างตัวอย่างลืมตัว กันต์ธีร์สังเกตเห็นปฏิกิริยานั้น เขายกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน มุมปากยกยิ้มน้อย ๆ เจือความกวนราวกับตั้งใจยั่วโมโห นั่นทำเอาจันอับยิ่งหงุดหงิดจนแทบจะอยากสะบัดหน้าแรงกว่าเดิม สถานการณ์รอบโต๊ะเหมือนจะกลับมาเป็นปกติ ยกเว้นพื้นที่เล็กๆ ระหว่างคนสองคนที่ราวกับมีประกายไฟวิ่งชนกันไปมาอยู่ตลอดเวลา จินดาที่เฝ้ามองกันต์ธีร์กับจันอับอยู่ก็นึกถึงเรื่องแถลงข่าวเช้านี้ จึงถามขึ้นว่า “จริงสิไอ้จัน เมื่อเช้ารองผู้กำกับฯคนใหม่แถลงเป็นอย่างไรบ้าง?” จันอับหันกลับมา แต่เมื่อเห็นหน้าอีกคนก็ส่งเสียง จิ๊ ก่อนเบนสายตาไปที่จินดาแล้วตอบว่า “ผมคิดว่าท่านรองฯ คนใหม่ถูกลูบคมแล้วล่ะพี่” ทั้งโต๊ะต่างตั้งใจฟังประเด็นที่จันอับเปิด จินดาเลิกคิ้ว “คงเป็นหัวหน้าทีมหนึ่งล่ะสินะ มันทำอะไรอีกล่ะ?” จันอับพยักหน้า “คิดว่าเขาน่าจะได้ข้อมูลไม่ครบ คงไม่ได้รายงานของทีมพิสูจน์หลักฐานนั่นแหละครับ พวกนั้นต้องตั้งใจจะให้ท่านรองฯ เสียหน้าในการแถลงครั้งแรกแน่ ๆ” แอนนี่แทรกขึ้น “คนที่ทำให้เขาเสียหน้าก็มึงนั่นแหละค่ะ ถามแต่ละอย่าง…” จันอับมองค้อน “แต่ก็เพราะงั้นแหละ เขาถึงรู้ตัวว่ากำลังถูกหมายหัวอยู่ไง” จินดาหัวเราะ ก่อนถามต่อ “แล้วท่านรองฯ เขาว่าไงต่อ” “เขาแมนดีนะพี่ รับตรง ๆ ว่าไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียดก่อน แล้วก็บอกว่าจะขอความร่วมมือกับทางทีมพิสูจน์หลักฐานเพิ่มเติมโดยตรง ผมว่าท่านรองฯ ตั้งใจจะตรวจสอบใหม่ทั้งหมดเลยล่ะครับ” จันอับตอบ จินดายิ้มบาง ๆ เมื่อได้ยิน “ถ้าเป็นอย่างที่แกว่าได้จริงก็ดี ฆาตกรจะได้ถูกจับสักที” เธอหันไปหากันต์ธีร์ “นี่ แกไปพบท่านรองฯ หน่อยนะ ถือเป็นการรายงานตัว และจะได้ดูลาดเลาเรื่องนี้ด้วย” “ได้ครับ” กันต์ธีร์ตอบสั้นๆ ในที่สุดอาหารมื้อนี้ก็จบลง แอนนี่ลูบท้องที่เริ่มตึง พร้อมกล่าวขอบคุณเสียงใส “โอ๊ย อิ่มจังเลย ขอบคุณนะคะพี่จิน” จันอับยิ้มแป้น พูดเสริมทัพ “วันหลังพวกเรามาให้พี่จินเป็นเจ้ามืออีกนะครับ” จินดายิ้มกว้าง พยักหน้าตอบรับเต็มเสียง “ได้เลย” “งั้นพวกเราต้องขอตัวก่อนนะคะพี่จิน ไปก่อนนะพวกแก”แอนนี่บอกลาทุกคน ก่อนที่เธอจะรวบรวมความกล้า เอ่ยกับกันต์ธีร์ด้วยท่าทีเกร็งเล็กน้อย “เอ่อ...ไปก่อนนะคะ คุณกันต์ธีร์” กันต์ธีร์ยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร เอ่ยด้วยเสียงนุ่ม “เรียกผมว่าพี่ก็ได้ แล้วเจอกันครับ” จันอับแค่นเสียงเบา ๆ “จิ๊! อย่าได้เจอกันอีกดีกว่า” คำพูดเหมือนบ่นลอย ๆ แต่จงใจเอ่ยให้เจ้าตัวได้ยินเต็มสองหู จากนั่นก็สะบัดหน้า เดินออกไปอย่างไม่ไยดี จินดาหัวเราะขำ “ฉันว่านะ จันมันต้องไม่ชอบแกเอามาก ๆ เลยว่ามั้ย?” โรสพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่เลยค่ะพี่จิน หนูว่าเฮียต้องไปทำอะไรให้เพื่อนหนูไม่ชอบเอามาก ๆ เลยล่ะ ไอ้จันไม่ค่อยเป็นแบบนี้กับใครง่าย ๆ นะ” ทั้งกลุ่มหันมามองกันต์ธีร์เป็นตาเดียว ชายหนุ่มยักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเยาะ ๆ “แล้วไง ฉันก็ไม่ได้ชอบเจ้าเด็กนั้นสักหน่อย คนอะไรประชดประชันก็เก่ง ปากก็เสีย เหอะ!” “ฮัดชิ่ว! ฮัดชิ่ว!” จันอับจามติดต่อกัน จนทำให้แอนนี่หันมองด้วยความเป็นห่วง “มึงเป็นหวัดหรือเปล่าเนี่ย จามหลายรอบแล้วนะหลังออกจากร้าน” จันอับส่ายหน้า “เปล่า แค่คันจมูกเฉย ๆ” แอนนี่หัวเราะเบา ๆ พลางแซว “หรือไม่ก็มีคนกำลังนินทาแกอยู่แน่ ๆ” จันอับหัวเราะหึ “ถ้ามีคนจะนินทากู คงไม่พ้นนายขันทีนั่นชัวร์” “พี่เขาชื่อกันต์ธีร์ มึงก็ไปเรียกเขาขันที ถ้าเขาได้ยินเข้าล่ะก็” “ได้ยินก็ดี ฮึ!” แอนนี่ขมวดคิ้วมองเพื่อนด้วยความสงสัย “ถามจริงเหอะไอ้จัน ทำไมดูมึงไม่ชอบพี่กันต์เอามาก ๆ เลยวะ?” จันอับนิ่งคิด “ก็คงเพราะเรื่องเมื่อเช้ามั้ง เลยรู้สึกไม่ถูกชะตา” แอนนี่ส่ายหัวอย่างปลง ๆ “แกนี่ก็จริง ๆ เลย” จันอับรีบสะบัดมือ “ไป ๆ อย่าพูดมาก ร้อนอีกแล้วเนี่ย รีบเดิน ๆ จะได้รีบกลับไปส่งข่าวด้วย” “จ้า จ้า จ้า” แอนนี่รับคำ ส่ายหน้าอย่างระอา แต่ใครจะรู้ว่าในหัวของจันอับ ยังวนเวียนอยู่กับรอยยิ้มกวน ๆ ของคนที่ตนเพิ่งบอกไปว่า “ไม่ถูกชะตา” ในขณะเดียวกัน กันต์ธีร์ที่ยังนั่งอยู่ในร้าน ก็กำลังนึกถึงแววตาดื้อรั้นของเด็กเมื่อครู่ มุมปากเขาเผลอยกยิ้มบาง ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ “คนอะไรไม่รู้เหมือนแมวจริง ๆ ขู่เก่ง” “บ่นอะไรของแก” จินดาที่เห็นกันต์ธีร์นั่งทำปากขมุบขมิบก็อดสงสัยไม่ได้ “เปล่าครับ แค่นึกถึงแมว…”หลังวางสาย กันต์ธีร์สั่งการให้อัยกรรีบส่งผลตรวจทั้งหมดไปให้ไกรวิทย์ทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยืนขอหมายจับจากศาล เมื่อจัดการเรื่องทางแล็บเรียบร้อย เขาเละจินไตยจึงเดินออกจากแล็บ ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่สวนกับโรสที่เดินดูดกาแฟมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งไปรายงานผลตรวจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน โรส “เสร็จแล้วเหรอคะ?” “อืม เหลือแค่ส่งต่อหลักฐาน แล้วนี้จะกลับไปแล็บหรือกลับสำนักงานพร้อมพวกฉัน?” กันต์ธีร์ถาม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กลับสำนักดีกว่าที่เหลือไอ้กรมันทำต่อได้” จินไตยเหล่มองแก้วในมือของเพื่อนสาว “ที่มาช้านี่แวะซื้อกาแฟ?” “ช่ายจ้า~” โรสตอบพร้อมยกแก้วขึ้นดูดโชว์ จินไตย “สั่งเมนูอะไร อเมซิ่งดีเลย์เหรอ ถึงได้เพิ่งมาเอาตอนนี้” โรส “เยส อเมซิ่งดีเลย์ เพิ่มช็อต ‘พักเหนื่อย’ กับท็อปปิ้ง ‘โดนเพื่อนทิ้ง’ ด้วย” จินไตยหลุดหัวเราะ “งอนอะไรครับคุณ” “ไม่ได้ง้อน” โรสทำเป็นพูดเสียงสูงก่อนจะปรับลงมาให้ปกติ “ก็แค่กูวิ่งหน้าตั้งมารายงานผล ขนาดว่าถ้าสะดุดล้มก็พร้อมไถตัวมาบอกมึง แต่ผลเป็นไง! พอพูดจบ มึงก็วิ่งหายปั๊บ ทิ้งกูยืนหอบเป็นหมาวิ่งไล่รถ” “แหม~ วิ่งแค่นี้เอง” “ง
จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล
กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด
โต๊ะอาหารสำหรับสี่คนควรจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเบาๆ แต่โต๊ะนี้กลับเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน และบทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจันอับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไขว้ขาอย่างไม่แยแส ปลายนิ้วพลิกเมนูไปมาเหมือนกำลังตั้งใจเลือก ทว่าทุกครั้งที่สายตาเผลอหลุดจากตัวอักษร มันจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนฝั่งตรงข้าม...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ...คนที่ถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรอย่างกันต์ธีร์ก็ไม่ลดราวาศอก เขายังคงยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบมองตอบกลับไปอย่างจงใจ— เหมือนกำลังท้าทายกันตรง ๆรณพักตร์ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อนส่วนไกรวิทย์ในฐานะเจ้าภาพ... เลือกจะทำเป็นไม่เห็นอะไรตั้งแต่แรกเขาพูดพร้อมกวาดสายตารอบโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับดึงสายตากลับมา เลิกสนใจคนกวนประสาทฝั่งตรง เขาเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนถามอย่างกระตือรือร้น“ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ”“น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี”เมนูในมือถูกส่งให้อีกคนได้ดูด้วย หัวทั้งสองคนแทบชนกัน ช่วยกันเลือกอย่างจริงจังภาพนั้นทำให้กันต
ก๊อก ก๊อก ก๊อก …เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจของคนในห้องให้หันไปมองไกรวิทย์ “คงมาแล้ว”ยังไม่ทันขาดคำ เสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้น“ท่านครับ จันอับมาแล้วครับกันต์ธีร์คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาชื่อนั้นเขานึกออกอยู่คนเดียว‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ไกรวิทย์ “ให้เข้ามาเลย”แม้คนที่เปิดประตูจะเป็นรณพักตร์ แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ เห็นแล้วว่านอกจากเจ้าของห้องยังมีอีกคนนั่งหันหลังอยู่อย่างที่รณพักตร์บอกจันอับ “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ขอแนะนำตัวอีกที ผมจันอับยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”ไกรวิทย์ “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับคุณจันอับ” ก่อนมองไปทางลูกน้องตัวเอง “พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วย คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”รณพักตร์ที่ได้ยินคำสั่งนั้น กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ครับ!”จันอับเดินมาหยุดหลังเก้าอี้ตัวที่ว่างอย่างอยู่ เขาคิดในใจว่า ทำไมคนที่นั่งอยู่อีกคนนั้นถึงได้คุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก็ทำเอามุมปากของจันอับกระตุกไกรวิทย์ไม่รู้
หลังเสร็จสิ้นการชันสูตร กันต์ธีร์ได้มอบหมายงานที่เหลือให้กับลูกน้องทั้งสอง ก่อนออกจากห้องตรงไปยังตึกที่ทำงานของไกรวิทย์เพื่อรายงานผลทันที ระหว่างทางทุกย่างก้าว ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์นั้น แม้เขาจะพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างรอยบนศพกับตัวเองเท่าไหร ทว่า…ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยหัวหน้าทีมออบส์เดินใจลอยจนมาถึงหน้าห้องทำงานของไกรวิทย์ เขาผลักประตูเข้าไปข้างในเห็นผู้ช่วยอย่างรณพักต์ที่กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะ จนไม่สังเกตการมาถึงของเขา เลยส่งเสียงทักทาย“ไงพักตร์ งานยุ่งเหรอ?”รณพักตร์เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงส่งยิ้มให้ “อ้าวคุณกันต์ สวัสดีครับ งานเยอะนิดหน่อย แฮะ แฮะ” เขาหัวเราะเก้อ ๆ“คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ?”“ใช่ มันอยู่ไหม”“อยู่ครับ เดี๋ยวผมไปเรียนท่านก่อน คุณรอสักครู่นะครับ”กันต์ธีร์ “พักตร์ เรียกพี่ว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะ เรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”“ได้ครับพี่ ถ้าเช่นนั้น พี่กันต์รอสักครู่นะครับ”“อือ”รณพักตร์เคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ”เสียงจากในห้องดังขึ้น “ให้เข้ามา”รณพักตร์ถือโอกาสผลักประตูเพื่อเปิดให้กันต์ธีร์
หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหาย
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมื
นักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร







