LOGINนักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน
เพียงการปรากฏตัวของชายในเครื่องแบบก็ทำให้เสียงพูดคุยเงียบลง เปลี่ยนเป็นเสียงชัตเตอร์ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังคนที่ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง นักข่าวหนุ่มถ่ายภาพต่ออีกสองสามภาพ และเมื่อคนบนโพเดียมเริ่มพูด เขาจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างแอนนี่ที่กำลังพิมพ์ข้อมูลลงในโน๊ตบุ๊ค ตำรวจนายนั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทาย “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ครับ” หลังแนะนำตัว รองผู้กำกับคนใหม่ก็ตรงเข้าประเด็น “ผลการสอบสวนเบื้องต้น ยืนยันว่าคดีที่เพิ่งเกิดขึ้นเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังก่อเหตุอยู่ในขณะนี้ จากหลักฐานที่เราได้ แม้เหยื่อแต่ละรายจะมีพื้นเพและลักษณะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมพวกเขาทั้งหมดเข้าด้วยกันคือ ‘รูปแบบการลงมือ’ หลักฐานบ่งชี้ว่า ผู้ก่อเหตุจะมัดตรึงเหยื่อ ตามด้วยการทารุณกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เราพบร่องรอยบาดแผลและการกดทับ บอกถึงสภาวะที่ถูกกักขัง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของเหยื่อทุกรายไม่ได้เกิดจากการทารุณกรรม แต่เกิดจากบาดแผลบริเวณหน้าอก คนร้ายจะใช้ของมีคมแทงเข้าที่ หัวใจ ของเหยื่ออย่างแม่นยำและชำนาญเพียงครั้งเดียวให้ถึงแก่ชีวิต…” ในระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังพูด จันอับก็เฝ้าสังเกตพลางวิเคราะห์บุคลิกของเขาไปด้วย ผู้ชายคนนี้ ไม่มีร่องรอยของความประหม่าหรือกังวล ทั้งที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวาน นั่นแปลว่ามีความมั่นใจในตัวเองอยู่พอควร และถ้าจันอับเดาไม่ผิดข้อมูลที่อยู่ในมือน่าจะเพิ่งได้รับมาไม่นาน อาจยังไม่ทันได้ตรวจสอบความถูกต้องด้วยซ้ำ แต่ท่าทางและน้ำเสียงกลับฟังดูน่าเชื่อถือ นักข่าวหนุ่มเอนตัวเข้าหาแอนนี่ กระซิบเบา ๆ น้ำเสียงแฝงความชื่นชม “ดูเขาสิ นิ่งมาก เหมือนไม่ใช่คนที่เพิ่งมารับตำแหน่งเมื่อวานเลยนะ” แอนนี่พยักหน้าเห็นด้วย “จริง” ดวงตาของจันอับยังคงจับจ้องไกรวิทย์ ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา “น่าสนใจ ฉันอยากรู้จังว่าเขาจะทำอะไรได้บ้าง” เขากระซิบอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปตั้งใจฟังการแถลง แอนนี่เหลือบมองเพื่อนตัวเอง พูดเบาราวสายลม “มึงอย่าทำอะไรไม่เข้าเรื่องนะ” จันอับเพียงยิ้ม ไม่ตอบ บนโพเดียม รองผู้กำกับยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง เรื่องตัวตนของคนร้าย “ในส่วนของเบาะแสเกี่ยวกับคนร้าย จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เรายังไม่พบหลักฐานที่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้…” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค มือหนึ่งก็ยกขึ้นสูงดึงสายตาของไกรวิทย์ให้มองไปทางนั้น และสบเข้ากับสายตาคมกริบ ที่เหมือนจะบอกว่า ‘ถ้าคุณไม่ให้ผมถาม ผมก็จะยกมันอยู่อย่างนี้แหละ’ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเขาจึงตัดสินใจพยักหน้าเป็นการอนุญาต และนั่นคือสิ่งที่ภายหลังไกรวิทย์คิดว่าทำถูกต้องแล้ว “เชิญคุณถามคำถามครับ” จันอับยืดตัวขึ้น แนะนำตัวอย่างเป็นทางการก่อนยิงคำถามตรงประเด็น “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ผมจันอับ จากซี.ไอ.นิวส์” เขายิ้มอย่างเป็นมิตร ก่อนจะยิ่งคำถามที่เป็นเหมือนระเบิดเวลา “อยากทราบว่า ท่านมั่นใจแค่ไหนครับว่าคนร้ายไม่ได้ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลย? ท่านคิดว่าฆาตกรรายนี้จะรอบคอบถึงขั้นกำจัดหลักฐานทุกอย่างที่อาจมัดตัวเองได้หมดจริงหรือครับ?” คำถามนี้ทำเอาบรรยากาศในห้องแถลงข่าวเงียบกริบ นักข่าวทุกคนหยุดมือในสิ่งที่ทำ เงยหน้าขึ้นมองไปยังคนเพียงคนเดียวที่กลายเป็นจุดสนใจของทุกสายตาในตอนนี้ ไกรวิทย์ยังคงยืนสงบนิ่ง ท่าทางไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย หากแต่ในเสี้ยววินาทีดวงตากลับมี เงาของความเคลือบแคลงเล็ดลอดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ถ้าไม่ใช่คนที่เฝ้าจับตามองอย่างจันอับ คงไม่มีใครทันได้เห็น รองผู้กำกับหนุ่มเอ่ยช้า ๆ แต่น้ำเสียงยังคงหนักแน่น “เท่าที่ผมได้รับรายงานตอนนี้ยัง…” เป็นอีกครั้งที่เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกแทรกขึ้น ไกรวิทย์กดข่มอารมณ์เอาไว้ยังคงไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดให้เห็น “ท่านรองฯ อ่านรายงานแล้วไม่พบจุดน่าสงสัยเลยหรือครับ? ทั้งที่สถานที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม ร่างกายเหยื่อเต็มไปด้วยร่องรอย แต่กลับไม่มีแม้แต่รอยนิ้วมือ เส้นผมของฆาตกร แบบนี้ไม่แปลกไปหน่อยหรือครับ?” คำถามนี้เหมือนเชื้อไฟเติมเข้าไปในห้องที่กำลังร้อนระอุ บรรยากาศตึงเครียดยิ่งทวีคูณ รอบนี้จันอับสังเกตเห็นไกรวิทย์ชะงักไปเล็กน้อย จันอับยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย แววตาแฝงเลศนัย “ผมไม่ทราบว่าในมือของท่าน มีข้อมูลที่ทีมพิสูจน์หลักฐานรายงานครบถ้วนหรือไม่ แต่ผมขอบอกข้อมูลให้ท่านทราบ เพื่อว่าท่านอาจจะถูกคนบ้างกลุ่มปกปิดข้อมูล” จันอับเน้นสองคำสุดท้าย “ท่านเพิ่งย้ายมาใหม่ คงยังไม่ทราบว่า ‘รองผู้กำกับคนเก่า’ ไม่ค่อยยอมรับการทำงานของหน่วยพิสูจน์หลักฐานเท่าไรนัก เท่าที่ผมทราบ พวกเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุทันทีที่ไปถึง แต่ต้องรอจนกว่าทีมที่หนึ่งของแผนกอาชญากรรมร้ายแรงจะเข้าพื้นแล้ว หรือบางครั้งยังต้องรอคำสั่งพิเศษ ถึงจะเริ่มเก็บหลักฐานได้” เขาเน้นคำว่า ‘รองผู้กำกับคนเก่า’ อย่างชัดเจน พร้อมกับมองไปยังหัวหน้าทีมหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังไกรวิทย์ อย่างไม่เกรงกลัว “นี่คุณนักข่าวจะหมายความว่าฉันรายงานผู้บังคับบัญชาไม่ครบเหรอครับ” หัวหน้าทีมหนึ่งขึ้นเสียง “คุณร้อนตัว ?” “นี่ฉันแก่พอ ๆ กับแม่เธอได้เลยนะพูดอะไรให้เกียรติกันหน่อย” เขาทำท่าจะเดินเข้าใส่จันอับ แต่กลับถูกคนอื่น รั้งตัวไว้ “หยุด ! คุณออกไปข้างนอกสงบสติเดี๋ยวนี้” ไกรวิทย์ออกคำสั่ง แต่อีกฝ่ายเหมือนจะไม่ยอม “หรือคุณจะบอกว่าคุณแกเท่าพ่อแม่ผม ผมเลยไม่มีสิทธิ์สั่งการคุณเหรอ” ไกรวิทย์พูดนิ่ง ๆ แต่เก็บทุกรายละเอียด หัวหน้าทีมหนึ่งทำได้แต่หัวเสียเดินออกจากห้องไป เมื่อเหตุการณ์วุ่นวายเพียงชั่วครู่สงบลง ไกรวิทย์จึงหันมามองจันอับด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ดูเย็นชา แต่ตอนนี้เหมือนเขาได้ค้นพบเรื่องสำคัญบางอย่าง ถ้านักข่าวคนนี้ไม่จุดประเด็นเขาอาจถูกปิดหูปิดตาไปอีกสักพัก “ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะและข้อมูลสำคัญนะครับ และต้องขอโทษกับเรื่องเมื่อกี้ด้วย เรื่องนี้ผมยอมรับตรง ๆ ว่ายังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดทุกมุม ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของผมเอง หลังการแถลงวันนี้ ผมจะตรวจสอบเอกสารทั้งหมดอย่างละเอียด และจะเร่งประสานกับหน่วยพิสูจน์หลักฐานเอกงโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่พลาดหลักฐานใด ๆ อีกครับ ผมมาที่นี่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าการทำงานอย่างโปร่งใสและเต็มที่คือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าคดีนี้จะถูกสืบสวนอย่างละเอียดและยุติธรรม ขอบคุณครับ” ไกรวิทย์โค้งศีรษะให้นักข่าว แต่ก่อนที่จะหมุนตัวเดินออกจากห้องแถลงข่าว เขาได้หันกับมาส่งยิ้มเป็นเชิงของคุณให้จันอับอีกครั้ง และจากไปโดยเปิดโอกาสให้ซักถามต่อ บรรดานักข่าวหันไปซุบซิบแลกเปลี่ยนกันเสียงระงม ปากกาขีด และแป้นพิมพ์ทำงานกันอย่างเร่งรีบ ขณะตากล้องทั้งหลายยังคงจับภาพจนกระทั่งประตูปิดลง “ไอ้จัน แกคิดว่าท่านรองฯ โดนรับน้องใช่มั้ย” นักข่าวคนหนึ่งถามขึ้น “ครับพี่ ผมเห็นหัวหน้าทีมหนึ่งแอบยิ้มเยาะตอนเขาพูด” “แกเลยตั้งใจถามจุดประเด็น?” แอนนี่เหมือนจะรู้ทัน จันอับหัวเราะในลำคอ ยกยิ้ม “แสนรู้ เพื่อนกูนี่ไม่ธรรมดา” “เอ้า ไอ้นี่!” แอนนี่ค้อนใส่ ก่อนส่ายหัว “เหมือนเดิมเลยนะแก่เนี่ยไอ้จัน” พี่นักข่าวอีกสำนักพูดขึ้น “แต่ก็ได้ผลนะครับ” จันอับยิ้มอย่างไร้เดียงสา นักข่าวหลายคนหัวเราะ หลายคนได้แต่ส่ายหัวกับนิสัยห่าม ๆ ของรุ่นน้องคนนี้ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่จันอับทำก็เพื่อตัวรองผู้กำกับคนใหม่เอง ในภายหลังพวกจันอับถึงได้รู้ข่าวจากรณพักตร์ เพื่อนที่อยู่ทีมสามของแผนกอาชญากรรมร้ายแรง ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ช่วยและเลขาส่วนตัวของรองฯไกรวิทย์ไปแล้ว ว่ารองผู้กำกับได้สอบส่วนเลขาคนเก่าด้วยตัวเอง ถึงได้รู้ว่าข้อมูลที่เขาได้มาในวันนั้นไม่ ครบหัวหน้าทีมหนึ่งให้เธอดึงรายงานของทีมพิสูจน์หลักฐานถูกดึงออกทั้งหมด หลังจากรู้ความจริง เขาสั่งย้ายหัวหน้าทีมหนึ่ง ลูกน้องที่รู้เห็น รวมถึงเลขาคนนั้นทันที และยังตั้งคณะกรรมการสอบการกระทำทั้งหมดด้วย ส่วนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องไกรวิทย์จะลงมาดูด้วยตัวเอง ขยับเพียงครั้งเดียวกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนลูกใหญ่ในแผนกอาชญากรรมร้ายแรง อำนาจเก่าถูกทลาย เหมือนมีมือเข้ามาปัดกวาด ล้างตั้งแต่รากฐาน กลายเป็นที่โจษจันทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติกันเลยทีเดียวหลังวางสาย กันต์ธีร์สั่งการให้อัยกรรีบส่งผลตรวจทั้งหมดไปให้ไกรวิทย์ทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยืนขอหมายจับจากศาล เมื่อจัดการเรื่องทางแล็บเรียบร้อย เขาเละจินไตยจึงเดินออกจากแล็บ ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่สวนกับโรสที่เดินดูดกาแฟมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งไปรายงานผลตรวจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน โรส “เสร็จแล้วเหรอคะ?” “อืม เหลือแค่ส่งต่อหลักฐาน แล้วนี้จะกลับไปแล็บหรือกลับสำนักงานพร้อมพวกฉัน?” กันต์ธีร์ถาม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กลับสำนักดีกว่าที่เหลือไอ้กรมันทำต่อได้” จินไตยเหล่มองแก้วในมือของเพื่อนสาว “ที่มาช้านี่แวะซื้อกาแฟ?” “ช่ายจ้า~” โรสตอบพร้อมยกแก้วขึ้นดูดโชว์ จินไตย “สั่งเมนูอะไร อเมซิ่งดีเลย์เหรอ ถึงได้เพิ่งมาเอาตอนนี้” โรส “เยส อเมซิ่งดีเลย์ เพิ่มช็อต ‘พักเหนื่อย’ กับท็อปปิ้ง ‘โดนเพื่อนทิ้ง’ ด้วย” จินไตยหลุดหัวเราะ “งอนอะไรครับคุณ” “ไม่ได้ง้อน” โรสทำเป็นพูดเสียงสูงก่อนจะปรับลงมาให้ปกติ “ก็แค่กูวิ่งหน้าตั้งมารายงานผล ขนาดว่าถ้าสะดุดล้มก็พร้อมไถตัวมาบอกมึง แต่ผลเป็นไง! พอพูดจบ มึงก็วิ่งหายปั๊บ ทิ้งกูยืนหอบเป็นหมาวิ่งไล่รถ” “แหม~ วิ่งแค่นี้เอง” “ง
จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล
กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด
โต๊ะอาหารสำหรับสี่คนควรจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเบาๆ แต่โต๊ะนี้กลับเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน และบทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจันอับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไขว้ขาอย่างไม่แยแส ปลายนิ้วพลิกเมนูไปมาเหมือนกำลังตั้งใจเลือก ทว่าทุกครั้งที่สายตาเผลอหลุดจากตัวอักษร มันจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนฝั่งตรงข้าม...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ...คนที่ถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรอย่างกันต์ธีร์ก็ไม่ลดราวาศอก เขายังคงยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบมองตอบกลับไปอย่างจงใจ— เหมือนกำลังท้าทายกันตรง ๆรณพักตร์ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อนส่วนไกรวิทย์ในฐานะเจ้าภาพ... เลือกจะทำเป็นไม่เห็นอะไรตั้งแต่แรกเขาพูดพร้อมกวาดสายตารอบโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับดึงสายตากลับมา เลิกสนใจคนกวนประสาทฝั่งตรง เขาเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนถามอย่างกระตือรือร้น“ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ”“น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี”เมนูในมือถูกส่งให้อีกคนได้ดูด้วย หัวทั้งสองคนแทบชนกัน ช่วยกันเลือกอย่างจริงจังภาพนั้นทำให้กันต
ก๊อก ก๊อก ก๊อก …เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจของคนในห้องให้หันไปมองไกรวิทย์ “คงมาแล้ว”ยังไม่ทันขาดคำ เสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้น“ท่านครับ จันอับมาแล้วครับกันต์ธีร์คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาชื่อนั้นเขานึกออกอยู่คนเดียว‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ไกรวิทย์ “ให้เข้ามาเลย”แม้คนที่เปิดประตูจะเป็นรณพักตร์ แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ เห็นแล้วว่านอกจากเจ้าของห้องยังมีอีกคนนั่งหันหลังอยู่อย่างที่รณพักตร์บอกจันอับ “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ขอแนะนำตัวอีกที ผมจันอับยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”ไกรวิทย์ “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับคุณจันอับ” ก่อนมองไปทางลูกน้องตัวเอง “พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วย คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”รณพักตร์ที่ได้ยินคำสั่งนั้น กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ครับ!”จันอับเดินมาหยุดหลังเก้าอี้ตัวที่ว่างอย่างอยู่ เขาคิดในใจว่า ทำไมคนที่นั่งอยู่อีกคนนั้นถึงได้คุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก็ทำเอามุมปากของจันอับกระตุกไกรวิทย์ไม่รู้
หลังเสร็จสิ้นการชันสูตร กันต์ธีร์ได้มอบหมายงานที่เหลือให้กับลูกน้องทั้งสอง ก่อนออกจากห้องตรงไปยังตึกที่ทำงานของไกรวิทย์เพื่อรายงานผลทันที ระหว่างทางทุกย่างก้าว ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์นั้น แม้เขาจะพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างรอยบนศพกับตัวเองเท่าไหร ทว่า…ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยหัวหน้าทีมออบส์เดินใจลอยจนมาถึงหน้าห้องทำงานของไกรวิทย์ เขาผลักประตูเข้าไปข้างในเห็นผู้ช่วยอย่างรณพักต์ที่กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะ จนไม่สังเกตการมาถึงของเขา เลยส่งเสียงทักทาย“ไงพักตร์ งานยุ่งเหรอ?”รณพักตร์เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงส่งยิ้มให้ “อ้าวคุณกันต์ สวัสดีครับ งานเยอะนิดหน่อย แฮะ แฮะ” เขาหัวเราะเก้อ ๆ“คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ?”“ใช่ มันอยู่ไหม”“อยู่ครับ เดี๋ยวผมไปเรียนท่านก่อน คุณรอสักครู่นะครับ”กันต์ธีร์ “พักตร์ เรียกพี่ว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะ เรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”“ได้ครับพี่ ถ้าเช่นนั้น พี่กันต์รอสักครู่นะครับ”“อือ”รณพักตร์เคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ”เสียงจากในห้องดังขึ้น “ให้เข้ามา”รณพักตร์ถือโอกาสผลักประตูเพื่อเปิดให้กันต์ธีร์
หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหาย
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคน
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมื







