LOGINนักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน
เพียงการปรากฏตัวของชายในเครื่องแบบก็ทำให้เสียงพูดคุยเงียบลง เปลี่ยนเป็นเสียงชัตเตอร์ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังคนที่ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง นักข่าวหนุ่มถ่ายภาพต่ออีกสองสามภาพ และเมื่อคนบนโพเดียมเริ่มพูด เขาจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างแอนนี่ที่กำลังพิมพ์ข้อมูลลงในโน๊ตบุ๊ค ตำรวจนายนั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทาย “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ครับ” หลังแนะนำตัว รองผู้กำกับคนใหม่ก็ตรงเข้าประเด็น “ผลการสอบสวนเบื้องต้น ยืนยันว่าคดีที่เพิ่งเกิดขึ้นเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังก่อเหตุอยู่ในขณะนี้ จากหลักฐานที่เราได้ แม้เหยื่อแต่ละรายจะมีพื้นเพและลักษณะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมพวกเขาทั้งหมดเข้าด้วยกันคือ ‘รูปแบบการลงมือ’ หลักฐานบ่งชี้ว่า ผู้ก่อเหตุจะมัดตรึงเหยื่อ ตามด้วยการทารุณกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เราพบร่องรอยบาดแผลและการกดทับ บอกถึงสภาวะที่ถูกกักขัง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของเหยื่อทุกรายไม่ได้เกิดจากการทารุณกรรม แต่เกิดจากบาดแผลบริเวณหน้าอก คนร้ายจะใช้ของมีคมแทงเข้าที่ หัวใจ ของเหยื่ออย่างแม่นยำและชำนาญเพียงครั้งเดียวให้ถึงแก่ชีวิต…” ในระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังพูด จันอับก็เฝ้าสังเกตพลางวิเคราะห์บุคลิกของเขาไปด้วย ผู้ชายคนนี้ ไม่มีร่องรอยของความประหม่าหรือกังวล ทั้งที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวาน นั่นแปลว่ามีความมั่นใจในตัวเองอยู่พอควร และถ้าจันอับเดาไม่ผิดข้อมูลที่อยู่ในมือน่าจะเพิ่งได้รับมาไม่นาน อาจยังไม่ทันได้ตรวจสอบความถูกต้องด้วยซ้ำ แต่ท่าทางและน้ำเสียงกลับฟังดูน่าเชื่อถือ นักข่าวหนุ่มเอนตัวเข้าหาแอนนี่ กระซิบเบา ๆ น้ำเสียงแฝงความชื่นชม “ดูเขาสิ นิ่งมาก เหมือนไม่ใช่คนที่เพิ่งมารับตำแหน่งเมื่อวานเลยนะ” แอนนี่พยักหน้าเห็นด้วย “จริง” ดวงตาของจันอับยังคงจับจ้องไกรวิทย์ ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา “น่าสนใจ ฉันอยากรู้จังว่าเขาจะทำอะไรได้บ้าง” เขากระซิบอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปตั้งใจฟังการแถลง แอนนี่เหลือบมองเพื่อนตัวเอง พูดเบาราวสายลม “มึงอย่าทำอะไรไม่เข้าเรื่องนะ” จันอับเพียงยิ้ม ไม่ตอบ บนโพเดียม รองผู้กำกับยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง เรื่องตัวตนของคนร้าย “ในส่วนของเบาะแสเกี่ยวกับคนร้าย จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เรายังไม่พบหลักฐานที่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้…” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค มือหนึ่งก็ยกขึ้นสูงดึงสายตาของไกรวิทย์ให้มองไปทางนั้น และสบเข้ากับสายตาคมกริบ ที่เหมือนจะบอกว่า ‘ถ้าคุณไม่ให้ผมถาม ผมก็จะยกมันอยู่อย่างนี้แหละ’ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเขาจึงตัดสินใจพยักหน้าเป็นการอนุญาต และนั่นคือสิ่งที่ภายหลังไกรวิทย์คิดว่าทำถูกต้องแล้ว “เชิญคุณถามคำถามครับ” จันอับยืดตัวขึ้น แนะนำตัวอย่างเป็นทางการก่อนยิงคำถามตรงประเด็น “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ผมจันอับ จากซี.ไอ.นิวส์” เขายิ้มอย่างเป็นมิตร ก่อนจะยิ่งคำถามที่เป็นเหมือนระเบิดเวลา “อยากทราบว่า ท่านมั่นใจแค่ไหนครับว่าคนร้ายไม่ได้ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลย? ท่านคิดว่าฆาตกรรายนี้จะรอบคอบถึงขั้นกำจัดหลักฐานทุกอย่างที่อาจมัดตัวเองได้หมดจริงหรือครับ?” คำถามนี้ทำเอาบรรยากาศในห้องแถลงข่าวเงียบกริบ นักข่าวทุกคนหยุดมือในสิ่งที่ทำ เงยหน้าขึ้นมองไปยังคนเพียงคนเดียวที่กลายเป็นจุดสนใจของทุกสายตาในตอนนี้ ไกรวิทย์ยังคงยืนสงบนิ่ง ท่าทางไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย หากแต่ในเสี้ยววินาทีดวงตากลับมี เงาของความเคลือบแคลงเล็ดลอดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ถ้าไม่ใช่คนที่เฝ้าจับตามองอย่างจันอับ คงไม่มีใครทันได้เห็น รองผู้กำกับหนุ่มเอ่ยช้า ๆ แต่น้ำเสียงยังคงหนักแน่น “เท่าที่ผมได้รับรายงานตอนนี้ยัง…” เป็นอีกครั้งที่เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกแทรกขึ้น ไกรวิทย์กดข่มอารมณ์เอาไว้ยังคงไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดให้เห็น “ท่านรองฯ อ่านรายงานแล้วไม่พบจุดน่าสงสัยเลยหรือครับ? ทั้งที่สถานที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม ร่างกายเหยื่อเต็มไปด้วยร่องรอย แต่กลับไม่มีแม้แต่รอยนิ้วมือ เส้นผมของฆาตกร แบบนี้ไม่แปลกไปหน่อยหรือครับ?” คำถามนี้เหมือนเชื้อไฟเติมเข้าไปในห้องที่กำลังร้อนระอุ บรรยากาศตึงเครียดยิ่งทวีคูณ รอบนี้จันอับสังเกตเห็นไกรวิทย์ชะงักไปเล็กน้อย จันอับยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย แววตาแฝงเลศนัย “ผมไม่ทราบว่าในมือของท่าน มีข้อมูลที่ทีมพิสูจน์หลักฐานรายงานครบถ้วนหรือไม่ แต่ผมขอบอกข้อมูลให้ท่านทราบ เพื่อว่าท่านอาจจะถูกคนบ้างกลุ่มปกปิดข้อมูล” จันอับเน้นสองคำสุดท้าย “ท่านเพิ่งย้ายมาใหม่ คงยังไม่ทราบว่า ‘รองผู้กำกับคนเก่า’ ไม่ค่อยยอมรับการทำงานของหน่วยพิสูจน์หลักฐานเท่าไรนัก เท่าที่ผมทราบ พวกเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุทันทีที่ไปถึง แต่ต้องรอจนกว่าทีมที่หนึ่งของแผนกอาชญากรรมร้ายแรงจะเข้าพื้นแล้ว หรือบางครั้งยังต้องรอคำสั่งพิเศษ ถึงจะเริ่มเก็บหลักฐานได้” เขาเน้นคำว่า ‘รองผู้กำกับคนเก่า’ อย่างชัดเจน พร้อมกับมองไปยังหัวหน้าทีมหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังไกรวิทย์ อย่างไม่เกรงกลัว “นี่คุณนักข่าวจะหมายความว่าฉันรายงานผู้บังคับบัญชาไม่ครบเหรอครับ” หัวหน้าทีมหนึ่งขึ้นเสียง “คุณร้อนตัว ?” “นี่ฉันแก่พอ ๆ กับแม่เธอได้เลยนะพูดอะไรให้เกียรติกันหน่อย” เขาทำท่าจะเดินเข้าใส่จันอับ แต่กลับถูกคนอื่น รั้งตัวไว้ “หยุด ! คุณออกไปข้างนอกสงบสติเดี๋ยวนี้” ไกรวิทย์ออกคำสั่ง แต่อีกฝ่ายเหมือนจะไม่ยอม “หรือคุณจะบอกว่าคุณแกเท่าพ่อแม่ผม ผมเลยไม่มีสิทธิ์สั่งการคุณเหรอ” ไกรวิทย์พูดนิ่ง ๆ แต่เก็บทุกรายละเอียด หัวหน้าทีมหนึ่งทำได้แต่หัวเสียเดินออกจากห้องไป เมื่อเหตุการณ์วุ่นวายเพียงชั่วครู่สงบลง ไกรวิทย์จึงหันมามองจันอับด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ดูเย็นชา แต่ตอนนี้เหมือนเขาได้ค้นพบเรื่องสำคัญบางอย่าง ถ้านักข่าวคนนี้ไม่จุดประเด็นเขาอาจถูกปิดหูปิดตาไปอีกสักพัก “ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะและข้อมูลสำคัญนะครับ และต้องขอโทษกับเรื่องเมื่อกี้ด้วย เรื่องนี้ผมยอมรับตรง ๆ ว่ายังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดทุกมุม ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของผมเอง หลังการแถลงวันนี้ ผมจะตรวจสอบเอกสารทั้งหมดอย่างละเอียด และจะเร่งประสานกับหน่วยพิสูจน์หลักฐานเอกงโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่พลาดหลักฐานใด ๆ อีกครับ ผมมาที่นี่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าการทำงานอย่างโปร่งใสและเต็มที่คือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าคดีนี้จะถูกสืบสวนอย่างละเอียดและยุติธรรม ขอบคุณครับ” ไกรวิทย์โค้งศีรษะให้นักข่าว แต่ก่อนที่จะหมุนตัวเดินออกจากห้องแถลงข่าว เขาได้หันกับมาส่งยิ้มเป็นเชิงของคุณให้จันอับอีกครั้ง และจากไปโดยเปิดโอกาสให้ซักถามต่อ บรรดานักข่าวหันไปซุบซิบแลกเปลี่ยนกันเสียงระงม ปากกาขีด และแป้นพิมพ์ทำงานกันอย่างเร่งรีบ ขณะตากล้องทั้งหลายยังคงจับภาพจนกระทั่งประตูปิดลง “ไอ้จัน แกคิดว่าท่านรองฯ โดนรับน้องใช่มั้ย” นักข่าวคนหนึ่งถามขึ้น “ครับพี่ ผมเห็นหัวหน้าทีมหนึ่งแอบยิ้มเยาะตอนเขาพูด” “แกเลยตั้งใจถามจุดประเด็น?” แอนนี่เหมือนจะรู้ทัน จันอับหัวเราะในลำคอ ยกยิ้ม “แสนรู้ เพื่อนกูนี่ไม่ธรรมดา” “เอ้า ไอ้นี่!” แอนนี่ค้อนใส่ ก่อนส่ายหัว “เหมือนเดิมเลยนะแก่เนี่ยไอ้จัน” พี่นักข่าวอีกสำนักพูดขึ้น “แต่ก็ได้ผลนะครับ” จันอับยิ้มอย่างไร้เดียงสา นักข่าวหลายคนหัวเราะ หลายคนได้แต่ส่ายหัวกับนิสัยห่าม ๆ ของรุ่นน้องคนนี้ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่จันอับทำก็เพื่อตัวรองผู้กำกับคนใหม่เอง ในภายหลังพวกจันอับถึงได้รู้ข่าวจากรณพักตร์ เพื่อนที่อยู่ทีมสามของแผนกอาชญากรรมร้ายแรง ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ช่วยและเลขาส่วนตัวของรองฯไกรวิทย์ไปแล้ว ว่ารองผู้กำกับได้สอบส่วนเลขาคนเก่าด้วยตัวเอง ถึงได้รู้ว่าข้อมูลที่เขาได้มาในวันนั้นไม่ ครบหัวหน้าทีมหนึ่งให้เธอดึงรายงานของทีมพิสูจน์หลักฐานถูกดึงออกทั้งหมด หลังจากรู้ความจริง เขาสั่งย้ายหัวหน้าทีมหนึ่ง ลูกน้องที่รู้เห็น รวมถึงเลขาคนนั้นทันที และยังตั้งคณะกรรมการสอบการกระทำทั้งหมดด้วย ส่วนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องไกรวิทย์จะลงมาดูด้วยตัวเอง ขยับเพียงครั้งเดียวกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนลูกใหญ่ในแผนกอาชญากรรมร้ายแรง อำนาจเก่าถูกทลาย เหมือนมีมือเข้ามาปัดกวาด ล้างตั้งแต่รากฐาน กลายเป็นที่โจษจันทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติกันเลยทีเดียวหลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร แฟ้มรายงานถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดครบถ้วน หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น กลับไปยังห้องทำงาน กันต์ธีร์ออกจากลิฟต์ เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้อง มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ที่เขาสั่งให้ไปเอามาจากทีมบีมไว้แน่น กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!” กันต์ธีร์ก้าวไปหยิบแฟ้มบางส่วนออกจากมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะตกลงสู้พื้น “อ้าว เฮีย มาแล้วเหรอครับ” จินไตยยิ้มแหย ๆ พลางถอนหายใจโล่งอก “นี่แฟ้มที่ฉันให้ไปเอามาใช้ไหม” “ครับ” เขาพัยกหน้า ทั้งสองเข้ามาข้างใน จินไตยมองไปที่โรส เปิดปากบ่นด้วย
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำ รอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกตรงกับตำแหน่งหัวใจ กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือก รู้สึกได้ถึงเลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บที่แล่นปราดมันจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ “มึงจงจำไว้ คำสาปของมึงเริ่มทำงานแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!—” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อเย็นผุดเต็มขมับ คำพูดในฝันยังคงดังก้องสะท้อนไม่จางหาย จนเขาเผลอยกมือกุมอกด้านที่
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคนใหม่ของออบส์… กันต์ นี่จันอับกับแอนนี่ นักข่าวสายอาชญากรรม ต่อไปพวกแกจะได้ทำงานร่วมกันบ่อย ๆ” เมื่อได้ยินจินดาแนะนำ จันอับที่กำลังคุยเล่นและหัวเราะกับเพื่อนสาวทั้งสองเพลิน ๆ จึงเอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะกล่าวคำทักทายกับคนมาใหม่ แต่ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับคนข้างตัว เขาและกันต์ธีร์ต่างเบิกตากว้าง ความตกใจแล่นวูบเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว มือของทั้งสองยกขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายแทบจะในจังหวะเดียว “นี่นาย/นี่คุณ!!” แอนนี่ได้แต่กุมขมับที่ปวดตุบ ๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า ส่วนคนอื่น ๆ มองกันไปมาอย่างงง ๆ โรสเขยิบตัวเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเบา “นี่พวกมึง…เคยเจอกันมาก่อนเหรอ? ทำไมบรรยากาศดูตึง ๆ แปลก ๆ วะ” หญิงสาวถอนหายใจน้อย ๆ กระซิบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างจันอับกับกันต์ธีร์ ให้คนที่อยู่ใกล้ระยะได้ยินฟ
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมือนกัน” แอนนี่ตอบรับก่อนหันไปถามนักข่าวคนอื่น ๆ แต่ได้รับคำปฏิเสธ เพราะแต่ละคนมีงานต่อ ทั้งหมดจึงแยกทางกัน “งั้นไปร้านประจำกัน” จันอับเอ่ยบอกจุดหมายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอาหารจานโปรด “เจ้าค่ะ คุณหนูจันอับ” เธอเอ่ยเย้า “คุณหนูอะไร ต้องคุณชายสิวะ กูเป็นผู้ชายนะ” “เป็นผู้ชายประสาอะไรหน้าสวยกว่ากูอีกค่ะ! มึงมาเป็นแฟนกูจริงๆเอามะ ถ้าเป็นมึงกูจะรีบเซย์เยสเลย” แอนนี่ยิ้มกวน จันอับทำท่าขนลุก “อิ้ววว อย่าเลย ให้กูหลับสบายแบบนี้ทุกคืนน่ะดีแล้ว” “หมายความว่าไง?” แอนนี่ย่นคิ้ว “นี่มึงไม่รู้ตัวเลยเหรอ ผู้หญิงอะไรทั้งกรน ทั้งนอนดิ้น กินเสร็จก็เรอ แล้วยัง…” “พอ ๆ พูดซะหมดสวยแล้วเนี่ย” แอนนี่รีบห้าม หน้าแดงวูบ คิดในใจ ‘ไอ้เพื่อนเหี้ย’ จันอับหัวเราะเสียงบ่น ก่อนจะเร่งเพื่อน “เดิ
นักข่าวจากทุกสำนักรวมตัวกันอยู่ในห้องที่ใช้แถลงข่าววันนี้ของหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจอง ด้านหลังห้องกล้องวิดีโอ และช่างภาพยืนประจำที่เพื่อเตรียมบันทึกภาพ เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน เพียงการปรากฏตัวของชายในเครื่องแบบก็ทำให้เสียงพูดคุยเงียบลง เปลี่ยนเป็นเสียงชัตเตอร์ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังคนที่ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง นักข่าวหนุ่มถ่ายภาพต่ออีกสองสามภาพ และเมื่อคนบนโพเดียมเริ่มพูด เขาจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างแอนนี่ที่กำลังพิมพ์ข้อมูลลงในโน๊ตบุ๊ค ตำรวจนายนั้นเริ่มต้นด้วยการกล่าวทักทาย “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ครับ” หลังแนะนำตัว รองผู้กำกับคนใหม่ก็ตรงเข้าประเด็น “ผลการสอบสวนเบื้องต้น ยืนยัน
“เฮีย!” จินไตยลุกจากเก้าอี้วิ่งมากระโดดกอดเป็นคนแรก เหมือนได้เจอเทวดามาโปรด อัยกรลุกตามมาสมทบ ยื่นมือมาชนกำปั้นแบบที่เคยทำกัน ส่วนพิร์วรัลยิ้มจนตาหยี “เฮียกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลยค่ะ” “ไม่คิดจะให้ใครไปรับเลยเหรอครับ?” อัยกรเสริม “แล้วคราวนี้อยู่ยาวเลยหรือเปล่า หรือว่าต้องกลับไปเรียนต่ออีก?” จินไตยยิงคำถามต่อทันที โรสที่ยืนลูบหน้าผาก มองเพื่อน ๆ ตาเขียว ที่ไม่มีใครสนใจเธอสักคน และสิ่งที่เธอบ่นกลับสร้างเสียงหัวเราะแทนเสียงปลอบใจ “พวกมึงสนใจกูหน่อยได้ไหม? หัวกูชนประตูนะ!” “ฮา ฮา ฮา!” จากนั้นคำถามยังคงพรั่งพรูไม่หยุด จนกันต์ธีร์แทบไม่มีโอกาสตอบ จินดาอมยิ้ม “เอาล่ะ ๆ ใจเย็นกันหน่อยเถอะ จะดีใจอะไรขนาดนั้น” เธอชะงักเมื่อเห็นหน้าจินไตยที่มีคราบน้ำตา “ไอ้แดนแกถึงกับร้องไห้เลยเหรอ?” “ที่จริง…พวกเรากังวลเรื่องหัวหน้าคนใหม่กันมาก ๆ เลยนะครับ แต่พอเฮียกลับมาความหนักในใจก็เหมือนถูกวางลงทันที” จินไตยหลุดสะอื้นเบา ๆ “โอเค ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ฉันกลับมาแล้วนี่ไง” กันต์ธีร์ยิ้มอบอุ่น ยกมือขยี้หัวคนที่เช็ดน้ำตาเหมือนเด็ก ๆ ก่อนจะเอียงคอถามด้วยความสงสัย “แล้







