Share

บทที่ 5

last update Last Updated: 2025-12-23 21:22:02

บรรยากาศภายในห้องเก็บศพเย็นเยียบ มีเพียงเสียงเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ กันต์ธีร์สวมถุงมือทางการแพทย์ ก่อนออกแรงเปิดประตูเหล็กหนักของตู้เก็บศพ เขาดึงลิ้นชักออกมาอย่างมั่นคง ร่างของเหยื่อรายล่าสุดปรากฏตรงหน้า ความขาวซีดของผิวหนังนั้นแทบไม่ต่างจากผ้าคลุมที่ห่อร่างไว้เลย

แฟ้มรายงานการชันสูตรถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ

หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น เขาสูดบิดร่างกาย เพื่อคลายความเมื่อยล้าที่กดทับจากการจดจ่อกับงานเกือบสองชั่วโมง เสียงท้องร้อง ทำให้ต้องยกข้อมือขึ้นดูเวลา “บ่ายแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำหมุนตัวมุ่งหน้าไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรลงท้อง ระหว่างทางยังไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความสั่งงานไปด้วย

จบมื้ออาหาร กันต์ธีร์กลับมายังห้องทำงาน เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ไว้แน่น พยายามอย่างยิ่งในการประคองแฟ้มทั้งหมดไม่ให้หล่น พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน

“ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!”

กันต์ธีร์ก้าวเข้าไปหยิบแฟ้มบางส่วนออกจากมืออย่างรวดเร็ว

“อ้าว เฮีย มาแล้วเหรอครับ” จินไตยยิ้มแหย ๆ พลางถอนหายใจโล่งอก “นี่คือเอกสารที่เฮียสั่งให้ไปเอามาจากทีมบีครับ”

ทันทีที่ก้าวเข้าห้องทำงาน จินไตยหันไปมองโรสที่ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนจะเปิดปากบ่นด้วยความหมั่นไส้ “มึงนี่มันใจดำจริง ๆ ดูดิ๊ ต้องให้เฮียมาช่วย สวยก็ไม่สวย น้ำใจก็ไม่มี”

“เอ้า ไอ้แดน! ด่าว่ากูไม่มีน้ำใจ ยังไม่โกรธเท่าด่าว่าไม่สวยเลยนะ! ให้เกียรติฟิลเลอร์บนหน้าด้วยค่ะ” โรสโต้กลับ

“แล้วตอนแรกถือมาได้ยังไงจากชั้นหนึ่งถึงชั้นสาม…”

“น้องในทีมบีช่วยถือมาให้ แต่มันดันปวดท้อง เลยทิ้งกูไว้หน้าห้องให้หอบเข้ามาต่อเองเนี่ย” จินไตยบ่นพลางกลอกตาอย่างเหนื่อยใจ

โรส “เอ้ากูก็นึกว่ามึงตอแหล”

“ตอแหลพ่_งสิ”

กันต์ธีร์ไม่สนใจการต่อล้อต่อเถียงระหว่างคนทั้งสอง เขาวางเอกสารในมือลงที่โต๊ะประชุมเล็กกลางห้อง พร้อมเช็กแฟ้มเอกสารคดีที่ถูกส่งต่อว่าครบถ้วนตามที่หัวหน้าทีมบีแจ้งมาหรือไม่ จินไตยเห็นเช่นนั้นจึงรีบเดินมาวางเอกสารที่ตนถือไว้ข้าง ๆ

หัวหน้าทีมหนุ่มหยิบรูปของเหยื่อฆาตกรรมขึ้นมาพิจารณาทีละใบ สีหน้าของเขาจริงจังเหมือนทุกครั้งที่เริ่มทำงาน จินไตยและโรสยืนอยู่ข้าง ๆ สายตาทั้งคู่จับจ้องบอร์ดที่ค่อย ๆ เต็มไปด้วยภาพเหล่านั้น

ขณะเดียวกัน อัยกรที่เพิ่งผ่านประตูเข้ามาก็มองไปที่บอร์ดอย่างสนใจ แล้วเอ่ยถามเพื่อนทันทีที่เข้าใกล้

“นี่กำลังตรวจสอบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอยู่เหรอ?”

“เปล่า กำลังอ่านนิยายรักโรแมนติกอยู่ต่างหาก” โรสตอบกลับด้วยความทะเล้น

“กวนตีนจริง ๆ ให้ตาย” อัยกรส่ายหัว บ่นอุบ

“เอาล่ะ ๆ ตอนนี้ทีมเราได้รับคำสั่งให้รับไม้ต่อคดีนี้จากทีมบีแล้ว ทุกคนที่ไม่มีงานค้างมาช่วยกันดูเอกสาร และหาจุดที่น่าสงสัยออกมาให้หมด” กันต์ธีร์ประกาศ

“ครับ/ค่ะ”

เอกสารกองใหญ่ถูกแจกจ่ายไปตามมือของแต่ละคน สมาชิกทีมต่างก้มหน้าก้มตาอ่านข้อมูล พลางทำเครื่องหมายในจุดที่น่าสงสัยและควรพิจารณา

เกือบสามชั่วโมงที่ทั้งทีมจมอยู่กับการอ่านรายงานผลชันสูตรทั้งสามคดี กันต์ธีร์มองดูสมาชิกทีมที่เริ่มวางแฟ้มลงทีละคน เขาจึงเอ่ยถาม “ทุกคนอ่านกันหมดแล้วใช่ไหม”

โรสเงยหน้าขึ้นตอบ “ยังค่ะเฮีย เรายังไม่ได้อ่านของคดีที่สี่เลย”

“คดีที่สี่ไว้หลังจากนี้ ใครจะเริ่มสรุป?” กันต์ธีร์ถามด้วยความกระตือรือร้น เขากวาดตามองไปยังสมาชิกทีมทีละคนด้วยความคาดหวัง

อีกสิ่งที่หัวหน้าทีมออบส์อย่างกันต์ธีร์ชอบทำคือการเปิดโอกาสให้ลูกทีมได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองในการวิเคราะห์หลักฐาน เพราะเขาเชื่อว่าความคิดและมุมมองของแต่ละคนสามารถช่วยขับเคลื่อนทีมไปข้างหน้า และพาให้พวกเขาเข้าใกล้ความจริงของคดีได้มากขึ้น

“ผมครับ” อัยกรเสนอตัวเป็นคนแรก “บนร่างของเหยื่อทั้งสามมีรอยแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากการถูกทรมานอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศ แปลว่าคนร้ายไม่ได้ทำเพราะความใคร่ แต่สนุกกับการสร้างความเจ็บปวดให้เหยื่อมากกว่า เป้าหมายของมัน ผมคิดว่า คือชอบการ ‘ควบคุม’ ชีวิตของเหยื่อจนถึงนาทีสุดท้าย

ส่วนสาเหตุการตายคือถูกแทงที่หัวใจ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง ทีมบีเจอรอยนิ้วมือถูกซ่อนไว้เพียงเล็กน้อย ส่วนอื่นเห็นได้ชัดว่าถูกเช็ดออกอย่างจงใจ รอยเหล่านี้อยู่ตรงข้อเท้า ข้อมือ แล้วก็ต้นแขน ของศพแต่ละราย

นี่บ่งบอกว่าฆาตกรมั่นใจมากว่าเราจะไม่จับมันไม่ได้ ถึงกับกล้าทิ้งรอยนิ้วมือไว้เหมือนเป็น ‘ลายเซ็น’ ผมเดาว่ามันอาจมีความรู้เรื่องการตรวจสอบหลักฐานอยู่บ้าง ถึงรู้ว่าควรทิ้งยังไงให้ไม่พอสำหรับสืบหาตัวตน”

เขาทิ้งท้าย “อีกอย่างนะครับ… ที่เกิดเหตุที่เละเทะแบบนั้น กลับไม่เจอหลักฐานอื่นเลย ทุกอย่างสะอาดเกินไป เหมือนมีใครคอยเก็บกวาดให้อย่างนั้น”

“หึ แม้สถานที่จะสะอาด แม้มันอาจจะรู้เรื่องการตรวจสอบหลักฐาน แล้วยังไงล่ะ? ไม่ใช่เพราะความอวดดีของมันเหรอ ถึงได้พลาด” กันต์ธีร์กล่าวเสียงเย้ยหยัน

จินไตยถามอย่างตื่นเต้น “เฮียหมายความว่า เฮียรู้วิธีหาตัวมันแล้วเหรอครับ?”

“ฉันสันนิษฐานว่ารอยนิ้วมือที่มันทิ้งไว้น่าจะมาจากนิ้วเดียวกัน ลองดูรูปพวกนี้” กันต์ธีร์ชี้ไปยังรูปตำแหน่งที่อัยกรบอกไว้

“จุดที่เจอรอยนิ้วมือ ยังมีรอยช้ำ ซึ่งน่าจะเกิดตอนที่คนร้ายลากเหยื่อ ร่องรอยพวกนี้บอกเราว่ามันจับผู้ตายแบบไหน”

“การที่เราบอกได้ว่าฆาตกรจับศพแบบไหน จะทำให้เราเดาได้ว่ารอยนิ้วมือตำแหน่งนี้คือนิ้วอะไรใช่มั้ยครับ!” จินไตยพูดและคิดตาม

“ถูกต้อง — ถ้าอย่างนั้น พวกแกตอบฉันได้ไหมว่าน่าจะเป็นนิ้วไหน?” กันต์ธีร์ถามกระตุ้นทีม

ตอนนี้บนบอร์ดเริ่มมีข้อมูลสำคัญถูกเสริมด้วยปากกาเมจิกสีเข้มมากขึ้นเรื่อยๆ

“นิ้วโป้งค่ะ!” โรสตอบด้วยความมั่นใจ ก่อนอธิบายต่อ

“ดูจากลักษณะรอยช้ำการจับ รอยนิ้วมือปรากฏอยู่ด้านบนของข้อเท้า ถ้าคนร้ายจับข้อเท้าทั้งสองข้างเพื่อยก นิ้วโป้งจะกดบนข้อเท้าเพื่อให้ยึดได้มั่นคง ส่วนอีกสี่นิ้วจะอยู่ด้านล่างหรือข้างเพื่อสมดุล ทำให้รอยช้ำกับรอยนิ้วมือที่เห็นมีความสอดคล้องกันชัดเจน”

กันต์ธีร์พยักหน้าอย่างพอใจกับการวิเคราะห์ของโรส “ถูกต้อง แม้แต่ละจุดเป็นเพียงเศษเล็ก ๆ แต่รอยนิ้วมือเหล่านั้นยังมีรายละเอียดลายเส้นที่ต่างกัน ถ้าเรานำทั้งหมดมาจัดแนวต่อกันอย่างถูกต้อง ก็สามารถประกอบเป็นภาพรวมของรอยนิ้วมือ แล้วตามไปหาตัวคนร้ายได้”

อัยกรลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ผมจะไปจัดการเดียวนี้ครับ”

“เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกเรื่องที่ต้องให้พวกนายรู้ พวกนายยังไม่ได้ดูรายงานการชันสูตรศพที่สี่ใช่ไหม?”

“เฮียยังไม่ได้เอามาให้เราดูเลย ลืมหรือเปล่า… แก่แล้ว?” โรสยกคิ้วสูงพลางยิ้มยียวน

กันต์ธีร์ทำหน้าเอือมใส่ “มันกวนได้ใครอยากรู้จริง ๆ”

โรสหัวเราะหึ ๆ ดวงตาเป็นประกายล้อเลียนเชิงบอกกลาย ๆ ว่าตนกวนได้ใครมา

กันต์ธีร์กลอกตาเล็กน้อยอย่างปลง ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ “เออ ๆ กลับเข้าเรื่อง ฉันลงไปตรวจสอบศพรายนี้มาอีกรอบ ทีมบีเก็บหลักฐานได้ดีมาก เราก็อย่างแพ้เขาล่ะ” เขาพูดเปรย ๆ พลิกบอร์ดให้เป็นด้านที่ว่าง จากนั้นนำรูปของคดีที่สี่ขึ้นติด

“รายงานและผลการชันสูตรโดยส่วนใหญ่นั้นตรงกับสามคดีก่อนแทบทุกประการ แต่ศพนี้ยังเจอรอยเข็มขนาดใหญ่ที่เส้นเลือดใหญ่บริเวณขาหนีบ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าเลือดของศพส่วนใหญ่หายไป”

“หายไปไหน?” โรสพึมพำ

“นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องหาคำตอบไงล่ะ” รายละเอียดใหม่ที่เพิ่งถูกเปิดเผย ก่อให้เกิดบรรยากาศกดดันที่แผ่ซ่านไปทั่วห้อง…

เช้านี้กันต์ธีร์ไม่ได้เร่งรีบเข้าที่ทำงานมากนัก เนื่องจากเมื่อวานได้แจกจ่ายงานให้กับลูกทีมแล้ว จึงนั่งกินข้าวต้มกุ้งที่มารดาทำให้อย่างสบายใจ แต่ยังไม่ทันที่คำสุดท้ายจะเข้าปาก เสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

และเมื่อชายหนุ่มรับโทรศัพท์สายนั้น อาหารคำสุดท้ายก็ต้องจบลง เมื่อปลายสายแจ้งว่าพบศพหญิงสาวในอาคารร้างชานเมือง — รูปแบบการก่อเหตุชี้ชัดว่าฆาตกรต่อเนื่องได้ลงมืออีกครั้ง

กันต์ธีร์ชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบรับ “ครับ ส่งโลเคชันมาได้เลย ผมกำลังออกไป”

เมื่อสายตัด เขารีบแจ้งข่าวลงในกลุ่มทีมออบส์ทันที ทั้งพิกัดและข้อมูลสำคัญถูกส่งไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงลุกขึ้น ล่ำลามารดาสั้น ๆ ก่อนมุ่งหน้าออกจากบ้านตรงไปยังที่เกิดเหตุ

อาคารเก่าชานเมืองเงียบสงัด รอบด้านเต็มไปด้วยวัชพืชและกองขยะที่ถูกแอบนำมาทิ้งไว้ ประตูเหล็กผุเปิดแง้ม คราบสนิมและร่องรอยการกัดกร่อนบนบานพับบอกชัดถึงสภาพที่ถูกทิ้งร้างมานาน

กันต์ธีร์ก้าวเข้ามาภายในตึก ชั้นแรกเต็มไปด้วยเศษไม้เศษปูน และกระจกที่แตกกระจัดกระจาย ฝุ่นหนาทึบปกคลุมไปทั่ว สิ่งที่ดึงดูดสายตาคือบันไดที่นำขึ้นไปยังชั้นบน ซึ่งเป็นจุดที่ตำรวจสายตรวจรออยู่

เขาเดินตามตำรวจนายนั้นไปที่ชั้นสอง กลิ่นเหม็นคาวรุนแรงพุ่งเข้าปะทะใบหน้า แสงจากหน้าต่างที่เปิดอยู่สะท้อนให้เห็นตรงมุมหนึ่งมีคราบเลือดสีเข้มที่เริ่มแห้งกรังกระจายไปทั่วพื้น และกำแพง ข้าวของกระจัดกระจาย ยังมีอาวุธที่น่าจะใช้ก่อเหตุ ถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่แยแส

กลางกองเลือดนั้น ร่างของหญิงสาวนอนนิ่งในท่าคล้ายคนกำลังหลับ เสื้อผ้าถูกถอดออกจนหมด ร่างกายถูกเช็ดลวก ๆ รอยช้ำที่กระจายไปทั่วบอกถึงความทรมานที่เธอเผชิญ กระดูกบางส่วนบิดเบี้ยวผิดรูป เล็บนิ้วมือเท้าถูกถอดออกจนหมด และแผลถูกแทงบริเวณหัวใจ บนพื้นยังมีคราบเลือดเป็นทางยาว บ่งชี้ว่าผู้ตายถูกย้ายมาจากมุมหนึ่งของห้อง

แม้กันต์ธีร์จะเจอเหตุฆาตกรรมมาหลายรูปแบบ แต่ฉากนี้กลับทำให้สะเทือนใจจนแทบเก็บอาการคลื่นไส้ไว้ไม่ได้ แสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างไม่อาจลดทอนความเย็นยะเยือกของบรรยากาศในห้องนั้นได้เลย

“ใช่ฝีมือฆาตกรคนเดียวกันแน่เหรอ?” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้กันต์ธีร์ถอนสายตาจากภาพสะเทือนใจตรงหน้า หันไปมองทางต้นเสียง

“ดูจากการลงมือ รายเดียวกันแน่นอนครับท่าน” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงาน

“มาแล้วเหรอ? น่ากลัวชะมัด กูไม่เคยเจอใครที่โรคจิตขนาดนี้มาก่อน” กันต์ธีร์เอ่ย เมื่อเพื่อนสนิทเข้ามาใกล้

ไกรวิทย์เพียงพยักหน้ารับสั้น ๆ พูดกับเจ้าหน้าที่คนนั้นอีกครั้ง “รูปแบบการฆ่า และวิธีลงมือน่ะใช่ แต่สถานที่เกิดเหตุในครั้งนี้กลับเละเทะผิดปกติ ดูตรงนั้นสิ ยังมีอาวุธทิ้งไว้อยู่เลย… คุณเห็นตรงนี้ไหม?” เขาชี้ไปข้างศพ “มีเศษเล็บตกอยู่ด้วย ไม่เหมือนข้อมูลจากสี่คดีก่อนที่ผมได้รับเลยนะ”

เจ้าหน้าที่คนนั้นหน้าเสีย ท่าทางกระอักกระอ่วน “คะ…คือว่า...”

“เอาเถอะ ผมเข้าใจ คุณไปทำหน้าที่ของคุณต่อเถอะ” ไกรวิทย์โบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ รองผู้กำกับหนุ่มสบตากันต์ธีร์แววตาของคนทั้งคู่เต็มไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูด

กันต์ธีร์สวมถุงมืออย่างระมัดระวัง ก่อนโน้มตัวลงตรวจสอบศพ สีหน้าขรึมลงทันทีเมื่อเห็นร่องรอยทั่วร่างหญิงสาว แผลแทงลึกพุ่งตรงสู่หัวใจคือสิ่งที่พรากลมหายใจไป ความเฉียบขาดและแม่นยำของคมมีดบ่งบอกว่าฝีมือของมันเริ่มชำนาญกว่าเดิม แม้ลักษณะโดยรวมยังคงสอดคล้องกับเหยื่อรายก่อน ๆ อย่างไม่ผิดเพี้ยน

แต่สิ่งที่ทำให้หมอชันสูตรหนุ่มไม่อาจมองข้ามคือ ร่างนี้แทบไม่มีเลือดเหลืออยู่เลย เช่นเดียวกับศพเหยื่อรายที่สี่ที่เพิ่งตรวจสอบไม่นานนี้ ในขณะนั้นพวกลูกน้องก็มาถึงพร้อมอุปกรณ์ครบมือ

“เริ่มเก็บหลักฐานกันเถอะ แบ่งกันตรวจพื้นที่ทุกมุม อย่าปล่อยอะไรหลุดรอดไปได้” กันต์ธีร์สั่งเสียงเรียบ

เสียงชัตเตอร์ดังเป็นระยะเมื่ออัยกรเริ่มถ่ายสภาพศพ เขาจับคู่กับจินไตยที่เริ่มเก็บหลักฐานบนศพตามคำสั่งของกันต์ธีร์ ส่วนโรสเดินสำรวจรอบห้อง กล้องในมือบันทึกร่องรอยการลากศพไปจนถึงมุมหนึ่งซึ่งมีเลือดกองใหญ่ เธอย่อตัวลง สอดส่ายสายตา พลันเลื่อนกล้องขึ้นแนบดวงตา และสะดุดเข้ากับร่องรอยบางอย่าง

“หัวหน้า ตรงนี้เหมือนจะเจออะไรคะ” โรสเอ่ยเรียกน้ำเสียงเคร่งเครียด

เวลาออกปฏิบัติงาน พวกเขาทั้งสี่ต่างให้ความเคารพกันต์ธีร์อย่างเต็มที่ แม้ชีวิตปกติจะสนิทสนมกันแค่ไหน แต่เมื่ออยู่ในหน้าที่ จะไม่มีใครเรียกเขาอย่างเป็นกันเองเลย

กันต์ธีร์เดินมานั่งลงข้าง ๆ เอ่ยสั้น ๆ เพียงคำเดียว “อะไร?”

โรสชูเครื่องมือที่คีบเส้นผมขึ้นมาตรงหน้า “เส้นผมค่ะ” ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังเส้นผมสีดำสนิทเส้นนั้น มันมีลักษณะแตกต่างจากของเหยื่ออย่างชัดเจน ทั้งขนาดที่สั้นกว่าและสีที่เข้มกว่า

กันต์ธีร์หยิบถุงเก็บหลักฐานออกมาจากกระเป๋า ยื่นไปให้โรส “เก็บไปตรวจสอบ DNA อยากรู้นักว่ามันเป็นของใคร”

“ค่ะ” โรสตอบรับ จัดการเก็บเส้นผมนั้นลงในถุงเก็บหลักฐานอย่างระมัดระวัง

ทีมพิสูจน์หลักฐานใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง กว่าการเก็บหลักฐานจะเสร็จสิ้น พวกเขาก้าวออกมานอกอาคาร เสียงยิงคำถามและแฟลชจากกล้องของทีมนักข่าวที่รออยู่ด้านนอกกลับดึงสายตาให้มองอย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้ในกลุ่มนักข่าวจะมีใบหน้าคุ้นเคยอย่าง ‘จันอับและแอนนี่’ อยู่ด้วย แต่สมาชิกทีมออบส์เพียงพยักหน้าทักทายขณะเดินผ่าน ยกเว้นหัวหน้าทีมที่แม้จะเห็นทั้งสองอยู่ตรงหน้าเช่นกัน แต่เขาก็เลือกทำเป็นไม่เห็น เดินตรงไปขึ้นรถโดยไม่ไยดีสิ่งรอบข้าง ปล่อยให้การให้ข้อมูลกับสื่อเป็นหน้าที่ของรองผู้กำกับอย่างไกรวิทย์ก็พอ

ทีมออบส์ กลับมาถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานก็แบ่งออกเป็นสองทีม กันต์ธีร์ และอัยกรรีบมุ่งหน้าลงมายังห้องชันสูตรที่ตั้งอยู่ชั้นล่างสุดของอาคาร โดยมีพิร์วรัลรออยู่ส่วนที่เหลือตรงไปยังแล็บเพื่อนำหลักฐานที่เก็บได้ไปตรวจสอบ

ร่างของเหยื่อถูกวางบนเตียงชันสูตรกลางห้อง ไฟสว่างจ้าส่องให้เห็นทุกซอกมุมอย่างชัดเจน เสียงเครื่องมือโลหะที่วางบนถาด สเตนเลสดังกริ๊งเบา ๆ เมื่อพิร์วรัลจัดเตรียมอุปกรณ์

กันต์ธีร์เปลี่ยนมาอยู่ในชุดป้องกันตามมาตรฐานของห้องชันสูตร เขาดึงถุงมือขึ้นมาสวมและเริ่มสำรวจร่างของเหยื่ออย่างระมัดระวัง พิจารณารอยแผลและลักษณะของศพ มีพิร์วรัลเป็นผู้ช่วยในการจดบันทึกทุกคำพูดเอาไว้ ส่วนอัยกรที่อยู่ในชุดเดียวกันกำลังยกกล้องขึ้นบันทึกภาพในทุกขั้นตอน

บริเวณต้นแขนของศพกันต์ธีร์เจอรอยนิ้วมือที่มันทิ้งไว้ “ไอ้กร ถ่ายรอยนิ้วมือไว้ แล้วเอาไปตรวจรวมกับรอยที่เจอก่อนหน้า”

อัยกรซูมเลนส์ตามจุดที่หัวหน้าชี้ แต่แล้วก็ชะงัก “เฮีย มันไม่ใช่แค่รอยนิ้วมือว่ะ” เขาลดกล้องลง ก้มดูใกล้

กันต์ธีร์ขยับเข้าไปเพ่งดู ปรับท่าศพเล็กน้อย ร่องรอยที่ซ่อนอยู่ก็เผยออกมา รอยเข็มขนาดใหญ่ถูกแทงตรงเส้นเลือดใหญ่ มันถูกทับด้วยรอยนิ้วมือของฆาตกร รอยของเข็มและรอยนิ้วมือประสานกันราวกับจงใจกลบเกลื่อน

“เจอสักที” เขาพึมพำ

พิร์วรัลยื่นหน้าเข้ามาดู “เหมือนมันตั้งใจซ่อนหลักฐานไว้ใต้ลายนิ้วมือ… แล้วตรงนั้น ตรงสีข้างนั้นคืออะไรคะ มันแปลกๆ”

กันต์ธีร์มองตาม “ช่วยกันพลิกศพหน่อย”

“ค่ะ / ครับ”

ร่างที่ถูกพลิกคว่ำปรากฏรูปดอกไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ต่อหน้าทุกคน มันถูกกรีดด้วยของมีคม เส้นสายคมกริบและสมบูรณ์แบบ มีตัวอักขระเล็ก ๆ อยู่กลางกลีบหนึ่ง มันไม่ได้ดูเหมือนตัวอักษรภาษาไทยหรือสัญลักษณ์ที่คุ้นเคย

แต่สำหรับกันต์ธีร์ คุ้นเคยกับมันอย่างดี “นี่มัน…” เขาพึมพำเบา ๆ รอยที่เห็นนั้นมันเหมือนกันทุกประการกับสิ่งที่ปรากฏบนหน้าอกของเขา ทั้งขนาด รูปทรง แม้แต่ตำแหน่งของอักขระในกลีบดอก ความผิดปกติที่เกิดเขากลบเกลื่อนมันอย่างรวดเร็วจนไม่เป็นที่สังเกต

พิร์วรัลถามขึ้นด้วยความสงสัย “ฆาตกรตั้งใจทิ้งไว้เหรอ? แต่ทำไมศพอื่นถึงไม่มีล่ะ หรือว่าฆาตกรจะไม่ใช่คนเดียวกัน”

กันต์ธีร์ตอบด้วยเสียงเบาหวิว “เราเจอรอยนิ้วมือที่มันทิ้งไว้ รูปแบบที่มันลงมือก็เหมือนกัน ไม่ใช่ฝีมือคนละคนแน่”

“ไอ้กร ถ่ายภาพให้หมดนะ รัล เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อบริเวณรอยนี้ไปตรวจสอบ ด้วยเพื่อจะเจออะไร” กันต์ธีร์ออกคำสั่งพลางสูดลมหายใจลึก กดเก็บความสับสนในใจ ตั้งสติแล้วเริ่มลงมือผ่าชันสูตร

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 7

    ณ ร้านอาหาร คนทั้งสี่นั่งร่วมโต๊ะ บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับอึมครึม เมื่อสองในสี่กำลังทำสงครามประสาทเงียบ ๆ จันอับนั่งไขว้ขา พลิกเมนูอาหารไปมาเหมือนอ่านอย่างตั้งใจ แต่บ่อยครั้งที่ลอบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ‘ไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ’กันต์ธีร์ก็ไม่แพ้กันยังคงกวนประสาทคนอายุน้อยกว่า เขานั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ มองคนอีกฝ่ายไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากนั้นคล้ายจะท้าทายคู่กรณีอย่างชัดเจนรณพักตร์อยู่ข้างจันอับลอบสังเกตสถานการณ์นั้นด้วยความเพลิดเพลิน จนหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นการกระแอมไอแทน ขณะที่ไกรวิทย์ทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างเต็มที่ เขาตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของทั้งสองคนตั้งแต่ออกจากห้องทำงานไกรวิทย์ “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับกล่าวขอบคุณ ตัดสินใจเลิกสนใจคนกวนประสาทนั้นซะ ชายหนุ่มเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนด้วยความกระตือรือร้น “ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ” รณพักตร์ดูเมนูที่ถูกส่งมาตรงหน้า จนหัวทั้งสองแทบชนกัน ช่วยกันเลือกเมนู “น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี” ท่าทางเหมือนเห็นเด็กน้อยที่กำลังหิวได้เจออาหารที่ถูกใจแต่ตัดสินใจไ

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 6

    เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กันต์ธีร์จึงเลือกเดินไปรายงานผลการชันสูตรกับ ไกรวิทย์ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์ที่เพิ่งพบ เขาพยายามหาความเชื่อมโยงกันระหว่างรอยทั้งสอง ทว่า…ยิ่งคิดกลับยิ่งไม่เห็นความเป็นไปได้ หัวหน้าทีมออบส์ผลักประตูห้องทำงานของรองผู้กำกับเข้าไป และเห็น รณพักตร์กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะจนไม่สังเกตการมาถึงของเขา “สวัสดีพักตร์งานยุ่งเหรอ” รณพักตร์เงยหน้ามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มและตอบกลับ “สวัสดีครับคุณกันต์ งานเยอะนิดหน่อยครับ คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ ท่านอยู่ในห้อง” “พักตร์เรียกว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะเรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”เขาบอก “แล้วนี่พี่เข้าไปได้เลยไหม” กันต์ธีร์ผยักเผยิดหน้าไปทางห้องทำงานของไกรวิทย์ “ได้ครับพี่ แต่ผมขอรายงานท่านก่อนนะครับ” รณพักตร์ลุกเดินไปเคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ” เสียงจากในห้องดังขึ้น แฝงความเร่งเร้า “เข้ามา ๆ” ไกรวิทย์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตื่นต้ว ถามกันต์ธีร์ทันทีที่โผล่หน้าเข้ามา “ได้อะไรมา” “มึงไม่คิดจะให้กูนั่งพักสักแป๊ปเลยหรือไง” “เออ ๆ หายเหน

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 5

    บรรยากาศภายในห้องเก็บศพเย็นเยียบ มีเพียงเสียงเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ กันต์ธีร์สวมถุงมือทางการแพทย์ ก่อนออกแรงเปิดประตูเหล็กหนักของตู้เก็บศพ เขาดึงลิ้นชักออกมาอย่างมั่นคง ร่างของเหยื่อรายล่าสุดปรากฏตรงหน้า ความขาวซีดของผิวหนังนั้นแทบไม่ต่างจากผ้าคลุมที่ห่อร่างไว้เลย แฟ้มรายงานการชันสูตรถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น เขาสูดบิดร่างกาย เพื่อคลายความเมื่อยล้าที่กดทับจากการจดจ่อกับงานเกือบสองชั่วโมง เสียงท้องร้อง ทำให้ต้องยกข้อมือขึ้นดูเวลา “บ่ายแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำหมุนตัวมุ่งหน้าไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรลงท้อง ระหว่างทางยังไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความสั่งงานไปด้วย จบมื้ออาหาร กันต์ธีร์กลับมายังห้องทำงาน เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ไว้แน่น พยายามอย่างยิ่งในการประคองแฟ้มทั้งหมดไม่ให้หล่น พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!”

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 4

    “ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำพร้อมรอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกด้านซ้าย กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือกรู้สึกได้ถึง เลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บแล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลังเหมือนมีไฟเผา ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ แต่กลับหนีไปไหนไม่ได้… ความเจ็บนั้นจริงเกินกว่าจะหลอกตัวเองได้ว่าเป็นเพียงฝันร้าย “มึงจงจำไว้ คำสาปได้เริ่มขึ้นแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ความกลัวแล่นวาบผ่านจิตใจ เหงื่

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 3

    ห้องแถลงข่าวของหน่วยปราบปรามอาชญากรรมเต็มไปด้วยนักข่าวจากแทบทุกสำนัก เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจองแน่น เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ไม่นาน ประตูด้านข้างถูกเปิดออก ชายในเครื่องแบบก้าวเข้ามา เพียงการปรากฏตัวก็ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงชัตเตอร์ที่ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง ด้านหลังสุด จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังชายผู้ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้” เขากวาดสายตามองกลุ่มผู้สื่อข่าวที่นั่งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า “จากการตรวจสอบเบื้องต้น แม้เหยื่อแต่ละครั้งจะมีพื้นเพและลักษณะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกัน คือรูปแบบการลงมือที่เหมือนกันทุกครั้ง ผู้ก่อเหตุจะมัดตรึงเหยื่อ จากน

  • ปริศนาใต้เงาสาป   บทที่ 2

    บทที่ 2กันต์ธีร์เลี้ยวรถเข้าสู่เขตสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พื้นที่ซึ่งรวมหน่วยสำคัญเอาไว้ครบ ทั้งหน่วยปราบปรามอาชญากรรม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปจนถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานที่เขาสังกัดตึกสูงสลับกับอาคารเก่าเรียงราย เหมือนคอยบอกเล่าประวัติขององค์กรนี้ เสียงไซเรนแว่วมาเป็นระยะ คล้ายเตือนว่าที่นี่…ไม่มีคำว่าเงียบสงบจริง ๆวันนี้ก็เช่นกัน ลานจอดรถแน่นเอี๊ยดไปด้วยรถสำนักข่าวจนแทบไม่มีที่ว่าง เขาวนหาอยู่นานก็ยังไม่มีที่จอด จนกระทั่ง… “เฮ้ย! ที่จอด…ที่จอด!” เขาอุทานเหมือนเจอขุมทรัพย์ เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างรถสองคันชายหนุ่มรีบเปิดไฟฉุกเฉิน เตรียมถอยหลังเข้าซองอย่างระมัดระวัง แต่ยังไม่ทันยกเท้าออกจากเบรก กลับมีรถคันหนึ่งพุ่งเข้ามาเสียบในช่องนั้นหน้าตาเฉยเขามองภาพนั้นผ่านกระจกมองหลังด้วยความอึ้ง ก่อนอารมณ์หงุดหงิดจะไหลวาบขึ้นมา “อะไรวะ! ไม่เห็นหรือไงว่าคนกำลังจะจอด!” เขาสบถเสียงขุ่น มือผลักประตูรถออกแรงพอสมควรแล้วก้าวลงมาด้วยท่าทีทมึงทึง เดินฉับ ๆ ตรงไปหยุดที่หน้ารถคู่กรณี สายตากวาดมองโลโก้สำนักข่าวชื่อดัง ‘ซี.ไอ.นิวส์’ ที่แปะหราอยู่บนฝากระโปรง“นี่คุณ! ทำแบบนี้ไ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status