เข้าสู่ระบบบทที่ 2
กันต์ธีร์เลี้ยวรถเข้าสู่เขตสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พื้นที่ซึ่งรวมหน่วยสำคัญเอาไว้ครบ ทั้งหน่วยปราบปรามอาชญากรรม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปจนถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานที่เขาสังกัด ตึกสูงสลับกับอาคารเก่าเรียงราย เหมือนคอยบอกเล่าประวัติขององค์กรนี้ เสียงไซเรนแว่วมาเป็นระยะ คล้ายเตือนว่าที่นี่…ไม่มีคำว่าเงียบสงบจริง ๆ วันนี้ก็เช่นกัน ลานจอดรถแน่นเอี๊ยดไปด้วยรถสำนักข่าวจนแทบไม่มีที่ว่าง เขาวนหาอยู่นานก็ยังไม่มีที่จอด จนกระทั่ง… “เฮ้ย! ที่จอด…ที่จอด!” เขาอุทานเหมือนเจอขุมทรัพย์ เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างรถสองคัน ชายหนุ่มรีบเปิดไฟฉุกเฉิน เตรียมถอยหลังเข้าซองอย่างระมัดระวัง แต่ยังไม่ทันยกเท้าออกจากเบรก กลับมีรถคันหนึ่งพุ่งเข้ามาเสียบในช่องนั้นหน้าตาเฉย เขามองภาพนั้นผ่านกระจกมองหลังด้วยความอึ้ง ก่อนอารมณ์หงุดหงิดจะไหลวาบขึ้นมา “อะไรวะ! ไม่เห็นหรือไงว่าคนกำลังจะจอด!” เขาสบถเสียงขุ่น มือผลักประตูรถออกแรงพอสมควรแล้วก้าวลงมาด้วยท่าทีทมึงทึง เดินฉับ ๆ ตรงไปหยุดที่หน้ารถคู่กรณี สายตากวาดมองโลโก้สำนักข่าวชื่อดัง ‘ซี.ไอ.นิวส์’ ที่แปะหราอยู่บนฝากระโปรง “นี่คุณ! ทำแบบนี้ได้ยังไง ไม่เห็นเหรอว่าผมกำลังจะจอด คำว่ามารยาทเคยได้ยินบ้างไหม!” ฝั่งตรงข้ามเปิดประตูลงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน เดินมาประชันหน้ากับเขา ทำให้กันต์ธีร์เห็นโครงหน้าหวานปนดื้อนั้นได้ชัดเจน คิ้วเรียวคำได้รูป ดวงตากลมโตเหมือนกระต่ายป่า จมูกโด่งสวย ริมฝีปากสีแดงจาง ๆ คล้ายแต้มด้วยน้ำเบอร์รี่ ทั้งหมดนี้ทำให้คนตรงหน้าเหมือนแมวหยิ่ง ๆ ที่ยังพอน่าเอ็นดูอยู่บ้าง แต่ความคิดนั้นต้องสะดุดเมื่ออีกฝ่ายเปิดปาก “คุณเป็นบ้าเหรอ? อยู่ ๆ มาด่าฉอด ๆ ใครจะไปรู้ว่าคุณจะจอดหรือเพิ่งออกจากซอง ประสาทหรือเปล่า” น้ำเสียงกวนประสาทตามมาพร้อมการเบือนหน้าหนี “เอาล่ะ ผมรีบ ไม่มีเวลามาเถียงกับคุณแล้ว ลาก่อน” คนหน้าหวานตัดบททำท่าจะเดินหนี กันต์ธีร์ขมวดคิ้วแน่นก้าวเข้าไปขวาง “คุณรีบ แล้วผมไม่รีบเหรอ? แถมยังแถว่าไม่เห็นอีก ไฟฉุกเฉินผมก็เปิด ตาคุณออกจะโต หัดใช้มันบ้างสิ!” อีกฝ่ายเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา “ผมไม่ได้แถสักหน่อย อีกอย่างตาผมโตก็จริง แต่คิดว่าผมจะนั่งจ้องไฟฉุกเฉินของคุณตลอดหรือไง? แล้วให้ตายเถอะ…คุณน่ะไม่ได้เปิดไฟด้วยซ้ำ”เขากระแทกเสียงที่ประโยคท้าย กันต์ธีร์ชี้ไปที่รถตัวเองทันควัน “ก็นั่นไง…อะ อ้าว” คำพูดเขาสะดุดเมื่อเห็นว่าไฟฉุกเฉินดับไปแล้วจริง ๆ ทั้งที่จำได้ว่ากดเปิดแล้วแท้ ๆ กิริยาของกันต์ธีร์เรียกเสียงหัวเราะเยาะจากชายร่างเล็ก “เห็นไหม บอกแล้วว่ามันไม่ได้เปิด มายืนโวยวายด่าคนอื่นอยู่ได้!” “ลืมเปิดเองแท้ ๆ ยังจะโทษคนอื่นว่าไม่มอง… สมองนี่ติดบั๊คหรือเปล่า อัปเดตเวอร์ชันล่าสุดบ้างนะ ทำมาเป็นมั่นหน้าใส่คนอื่น หน้าไม่อาย” เขาเบ้ปาก ประชดเต็มที่ แม้ลึก ๆ จะรู้ว่าตัวเองก็รีบร้อนจนพลาด แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ จะให้ถอยง่าย ๆ ไม่มีทาง “นี่คุณ!” กันต์ธีร์ขึ้นเสียง “นี่คุณอะไร ถ้าไม่มีอะไรฉลาด ๆ จะพูดก็หุบปากเถอะ อย่ามาทำให้คนอื่นเสียเวลา ไม่งั้น…” คำพูดยังไม่ทันหลุดมาหมด ต้นแขนเขาก็ถูกมือเรียวสวยคว้าไว้แน่ “พอแล้วไอ้จัน งานแถลงข่าวจะเริ่มแล้ว!” เสียงเพื่อนปรามดังขึ้น ก่อนเจ้าของมือจะหันไปพูดกับชายร่างสูงตรงหน้า น้ำเสียงกลับสุภาพราวคนละคน “ขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ ไม่ได้ทันสังเกตเลยว่าคุณจะจอด พอดีพวกเรากำลังรีบไปงานแถลงข่าวค่ะ” หญิงสาวผู้มาใหม่คิดว่ารอดแล้วเชียว… แต่เพื่อนตัวดีกลับปล่อยหมาออกจากปากอีก “จะขอโทษทำไมวะแอน? กูไม่ผิดสักหน่อย” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าแอนหันมองเพื่อนด้วยสายตาดุปนเหนื่อยหน่าย “พอเถอะไอ้จัน เถียงกันไปมาสายพอดี งานจะเริ่มอยู่แล้ว ไปเหอะ” หญิงสาวหันไปยิ้มให้กันต์ธีร์ “ต้องขอโทษแทนเพื่อนอีกทีนะคะ ฉันแอนนี่ค่ะ ส่วนไอ้นี่ชื่อ จันอับ” จันอับเหล่มองอย่างไม่พอใจ “จะบอกชื่อกูทำไม ไม่ได้อยากให้รู้จักสักหน่อย!” แอนนี่รีบยกมือปิดปากพร้อมล็อกคอเพื่อนแน่น กลัวว่าหมาจะหลุดออกมาอีกฝูง ก่อนโค้งให้กันต์ธีร์พลางฝืนยิ้ม “ขอโทษจริง ๆ ค่ะ ถ้ามีโอกาสได้เจอกันอีก ฉันขอเลี้ยงกาแฟเพื่อไถ่โทษนะคะ” เธอตะโกนบอกตามทาง ขณะที่ลากตัวต้นเหตุออกไปให้พ้นระยะอาละวาด ในใจเธออยากตบปากเพื่อนสักทีให้หายคันมือ แต่ทำได้แค่ข่มใจลากมันไปเหมือนลากลูกแมวดื้อ ที่ทั้งข่วน ทั้งดิ้น และยังจ้องหาโอกาสหนีไปก่อเรื่องอีก ดูเหมือนลูกแมวตัวนี้จะไม่ยอมง่าย ๆ เพราะจันอับดึงมือเธอออกจนได้ แล้วโพล่งเสียงดังลั่น “ทำไมต้องเลี้ยงด้วยวะ ขอโทษก็พอแล้วปะ!” ยัง…ยังไม่หนำใจ มันหันกลับไปตะโกนด่าอีกชุดสุดเสียง “แล้วคุณน่ะ!! สมองที่ใช้โหมดประหยัดพลังงานอยู่น่ะ อัปเดตหน่อยสิ จะได้กลับมาทำงานปกติ วันหลังจะได้ดูให้ดีก่อนว่าตัวเองได้เปิดไฟไว้หรือเปล่า” หญิงสาวถึงกับหน้าซีด ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ชายหนุ่มคู่กรณีได้ยินเต็มสองรูหูแน่นอน ในหัวของเธอมีแต่คำว่า ‘ฉิบหาย’ วนไปมาไม่หยุด ส่วนคนที่โดนด่าได้แต่สบถกับตัวเอง “เหี้ยอะไรครับเนี่ย จากผู้ถูกกระทำ กลายเป็นคนผิดเฉย” กันต์ธีร์ถอนหายใจแรงอย่างหัวเสีย ก่อนจะกลับขึ้นรถไปวนหาที่จอดใหม่ เมื่อห่างจากจุดเกิดเหตุได้พอสมควร จันอับก็โพล่งเสียงขุ่น “จะลากกูทำไมวะ ไอ้แอน!” “มึงก็รู้ว่าเราผิด แล้วจะไปอ้อนตีนเขาทำไม ตัวเท่าก็แค่นี้!” แอนจิกเสียงใส่พลางทำมือใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ประกบกันแทบติด “ยังจะหาเรื่องอยู่อีก!” “คนนั้นด่ากูก่อนนะ! อีกอย่าง...กูก็ไม่ชอบเขาขี้หน้าด้วย” จันอับลอยหน้าลอยตา แอนถอนหายใจเฮือก “เฮอ หมดคำจะพูดกับมึงแล้ว…” ส่วนเจ้าเพื่อนตัวดี… “-.-” หน้าตาโคตรไม่สำนึก!!! เวลานี้ในห้องประชุมของทีมออบส์ บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดผิดปกติ เมื่อ จินดา ผู้อำนวยการหน่วยฯ เพิ่งเรียกสมาชิกทีมเก่าที่เคยอยู่ภายใต้การคุมของเธอให้มาประชุมด่วน โดยไม่บอกเหตุผลล่วงหน้า แถมตอนที่เดินเข้ามาหน้ายังตึงสุดๆ โรส จินไตย อัยกร และพิร์วรัล เหลือบมองหน้ากันอย่างกังวล นาน ๆ ทีพวกเขาจะเห็นอดีตหัวหน้าทีมเคร่งขรึมแบบนี้ และทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้น… มักตามมาด้วยเรื่องไม่คาดคิดเสมอ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับผอ. ดูท่าทางไม่ค่อยดี” จินไตยเป็นคนแรกที่รวบรวมความกล้าถามออกมา จินดากวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ ก่อนตอบเสียงเรียบ “ฉันมีเรื่องต้องบอก… พวกเธอคงรู้กันแล้วใช่ไหม ว่าหัวหน้าคนใหม่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งเร็วๆ นี้” “ทราบค่ะ แต่ยังไม่มีกำหนดรายงานตัวนี่คะ เกิดอะไรขึ้น?” โรสถามด้วยความสงสัย จินดาเหลือบมอง แม้สีหน้าเธอจะเรียบเฉยแต่ปิดความกังวลไม่มิด “เมื่อกี้ฉันเพิ่งได้รับแจ้งว่าหัวหน้าใหม่ของพวกเธอจะเข้ามารายงานตัววันนี้” โรสฉงน “ทำไมกะทันหันจัง?” “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” จินดายักไหล่ “ไม่มีหนังสือแจ้งล่วงหน้าเลยเหรอคะ หัวหน้า?” โรสเผลอเรียกตำแหน่งเดิมของจินดาออกมาเพราะความประหม่า ปกติแล้วการเข้ารับตำแหน่งใหม่ต้องมีหนังสือเวียนแจ้งทุกทีมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ แต่ครั้งนี้ทีมของเธอกลับไม่ได้รับอะไรเลย “ผอ.ยะ เรียกให้มันถูก ๆ หน่อย” จินดาขัดขึ้น พลางเหลือบตามอง “ไม่มีนะสิ ฉันถึงกังวลแทนอยู่นี่ไง” จินดาพูด พลางยกมือขึ้นนวดขมับ แต่ในใจรอบยิ้ม ‘ใครว่าไม่มีล่ะ มันอยู่ที่ฉันนี่ หึ’ สมาชิกในทีมแลกเปลี่ยนสายตากันเงียบๆ พยายามระงับอารมณ์หวั่นใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ คล้ายกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะฉุดรั้งชีวิตการทำงานของพวกเขาให้กลับไปเป็นเหมือนก่อนที่จะได้เข้าร่วมทีม ย้อนนึกถึงจุดเริ่มต้นของทีมออบส์ ทีมที่รวมเหล่าหัวกะทิและ “ตัวปัญหา” ของทุกแผนกในหน่วยพิสูจน์หลักฐานไว้ด้วยกัน ในอดีต หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ถูกแบ่งการทำงานออกเป็นสี่แผนกใหญ่ แต่ละแผนกรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน แผนกแรก ทีมภาคสนามเป็นด่านหน้า คอยลงพื้นที่เก็บหลักฐาน ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และบันทึกภาพหรือวิดีโอประกอบทุกคดีให้ครบถ้วน ส่วนแผนกแพทย์นิติเวชจะทำงานในห้องชันสูตร ตรวจสอบบาดแผล เก็บตัวอย่างทางชีวภาพ และค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ขณะที่แผนกวิเคราะห์หลักฐานจะรับสิ่งของและชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ส่งมาจากทั้งภาคสนามและนิติเวชไปตรวจสอบในห้องแล็บ ไม่ว่าจะเป็นลายนิ้วมือ เส้นผม คราบเลือด หรือแม้กระทั่งไฟล์ดิจิทัล ปิดท้ายด้วยแผนกตรวจพิสูจน์พิเศษ ซึ่งมักเข้ามามีบทบาทในคดีที่ซับซ้อนเกินกว่ากระบวนการปกติจะรับมือได้ เช่น การตรวจดีเอ็นเอขั้นสูง การถอดรหัสข้อมูล หรือการพิสูจน์สารเคมีและวัตถุระเบิด แม้โครงสร้างนี้จะดูสมบูรณ์แบบบนเอกสาร แต่ในความเป็นจริงกลับเต็มไปด้วยรอยต่อที่ทำให้การทำงานสะดุด ข้อมูลต้องผ่านมือหลายฝ่าย กว่าจะส่งจากแผนกหนึ่งไปอีกแผนกหนึ่งก็เสียเวลาไปมาก และยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างทางยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะรั่วไหล ทำให้หลายคดีเดินหน้าอย่างติดขัด เพื่อแก้ปัญหานี้ ผู้อำนวยการคนก่อนร่วมกับ จินดา จึงตัดสินใจก่อตั้งทีมพิเศษขึ้นมา ในชื่อ “ออบซิเดียน” หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า “ทีมออบส์” ทีมนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกสายงานไว้ด้วยกัน เพื่อตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และควบคุมข้อมูลให้หมุนเวียนอยู่ภายในวงจำกัดเท่านั้น ก่อนจะส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีนั้น ๆ การคัดเลือกสมาชิกทีมออบซิเดียนไม่ซับซ้อน เพียงให้หัวหน้าแต่ละแผนกส่งรายชื่อที่ตัวเองเห็นสมควร แน่นอนว่าหลายคนมองว่านี่คือโอกาสทองในการกำจัดคนที่เป็นปัญหาออกจากทีมของตัวเอง แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ทีมที่เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของ “ตัวปัญหา” กลับกลายเป็นทีมที่ทำผลงานยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย จนได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งทีมที่เก่งที่สุด และแกร่งที่สุดในหน่วยพิสูจน์หลักฐาน สมาชิกทีมออบซิเดียนแต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชนิดที่ต่อให้ปิดตาก็เดาได้ว่าใครเป็นใคร คนแรก “โรส” เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากทีมภาคสนาม ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นใจเกินร้อยและการแต่งตัวที่ไม่เคยตรงตามระเบียบสักครั้ง จนหัวหน้าเก่าปวดหัวเป็นประจำเวลาออกพื้นที่ ทว่าฝีมือการเก็บและตรวจสอบหลักฐานของเธอนั้นไร้ที่ติ จนใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอคือตัวท็อปของทีมเดิม คนต่อมา “อัยกร” เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จากแผนกวิเคราะห์หลักฐาน ชายหนุ่มที่รักความเงียบมากกว่าการพูดคุยกับใคร เขาถนัดอยู่ในห้องแล็บกับเครื่องมือและสารเคมีมากกว่าพบปะผู้คน ด้วยความหลังบางอย่างทำให้เขาหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมและมักมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีมเก่าอยู่เนือง ๆ คนที่สาม “จินไตย” นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากแผนกตรวจสอบพิสูจน์พิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตรวจสอบหลักฐานดิจิทัล เขาสามารถไล่ล่าข้อมูลได้เร็วราวกับเงา แต่ข้อเสียคือไม่ถนัดเรื่องการปรับตัวเข้ากับคนรอบข้าง ขาดความมั่นใจ จึงมีระยะห่างกับเพื่อนร่วมงานเสมอ คนที่สี่ “พิร์วรัล” แพทย์นิติเวชสาว เธอเป็นเพียงคนเดียวในทีมที่ไม่ได้มีปัญหากับหัวหน้าเก่าหรือเพื่อนร่วมทีม แต่ตัดสินขอตามมาเป็นผู้ช่วย “ลูกพี่” ที่เธอนับถือ และเชื่อว่าการทำงานเคียงข้างเขาจะทำให้เธอเก่งขึ้น คนสุดท้าย “กันต์ธีร์” แพทย์นิติเวชจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นโยบายใหม่ของจินดา ต้องการให้ทีมมีหน่วยแพทย์นิติเวชประจำภาคสนาม เพื่อให้การทำงานสอบสวนและตรวจหลักฐานเป็นไปอย่างครบวงจร จึงเสนอให้ดึงกันต์ธีร์เข้ามาร่วมทีมในฐานะผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ไม่ใช่เพียงเพราะฝีมือการชันสูตรของเขาแม่นยำจนแทบไม่มีข้อโต้แย้ง แต่เพราะจินดาเคยร่วมงานกับเขาหลายครั้ง และมองเห็นศักยภาพบางอย่างในตัวชายหนุ่ม ความสามารถในการอ่านคนอย่างเฉียบคม รู้จักใช้คำพูดให้ถูกจังหวะ และมีภาวะผู้นำที่ไม่ต้องพึ่งอำนาจกดขี่ก็ทำให้คนรอบตัวเต็มใจทำงานให้ ในสายตาของจินดา เขาเป็นคนเดียวที่สามารถรับมือกับเหล่า “หัวกะทิหัวแข็ง” ในทีมออบซิเดียนได้ ทั้งคอยลดแรงเสียดทานและดึงศักยภาพของทุกคนออกมาอย่างเต็มที่ เป็นจริงตามคาดตั้งแต่วันที่กันต์ธีร์ก้าวเข้ามา ทีมที่เต็มไปด้วยตัวปัญหากลับเริ่มทำงานได้อย่างราบรื่น ส่วนที่มาของชื่อนั้น จินดาเป็นผู้ตั้งเองกับมือ เธอเลือกคำว่า “ออบซิเดียน” เพราะหลงใหลคุณสมบัติของหินภูเขาไฟสีดำมันวาว ที่เกิดจากลาวาร้อนจัดเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนแข็งแกร่งผิดธรรมชาติ ทั้งคมและแกร่งมากเสียจนในอดีตถูกนำมาทำเป็นอาวุธและเครื่องมือล่าพิเศษ เธอบอกว่า ทีมนี้ก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน แข็งแกร่งพอจะต้านแรงกดดัน คมพอจะตัดทะลุอุปสรรค และพร้อมเปิดโปงความจริงของคดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ แม้ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม “นี่ พวกแกจะเหม่ออีกนานไหม” เสียงจินดาดึงสติทุกคนกลับมาจากความคิดล่องลอย สู่ความจริงตรงหน้า โรสทำใจดีสู้เสือยืดตัวตรง “ผอ.อย่ากังวลแทนพวกเราไปเลยค่ะ!” พูดด้วยความมั่นใจ พร้อมชูสามนิ้วขึ้นในท่าปฏิญาณเหมือนกำลังเข้าค่ายลูกเสือ “พวกเราไม่ดื้อ ไม่ซน และจะไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาแน่นอนค่ะ!” คำพูดนั้นทำเอาจินดาถึงกับกลอกตา บ่นพึมพำเบา ๆ “หวังว่าจะจริงอย่างที่พูดเถอะ...” จินดาทอดสายตามองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ในแววตามีความค้างคาใจ “ถามจริงๆ นะ…พวกเธอยังไม่รู้อีกจริง ๆ เหรอว่าใครจะมาเป็นหัวหน้า?” “ก็ต้องไม่รู้สิคะ” โรสทำหน้าไม่เข้าใจว่าทำไมจินดาถามแบบนั้น “นี่ ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าทำไมพวกแกไม่คิดจะคุยกับทีมอื่นบ้าง” จินดาถามอย่างจนใจ “กลัวเขาจะติดนิสัยเราแล้วเสียคนค่ะ” พิร์วรัลสบายๆ จินดาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย บอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่บาดลึก “ก็จริง…ปล่อยให้คนอื่นเขาได้เป็นผู้เป็นคนกันไปเถอะ” “.....” ลูกทีม “เอาเถอะ ฉันไม่อยากพูดอะไรมาก...” เธอแสร้งสูดหายใจลึก แสดงท่าทีคิดหนัก “พวกแกคงต้องเตรียมตัวกันให้ดี ฉันพูดได้แค่นี้” ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งกว่าเดิม จินดาแอบกวาดตามองปฏิกิริยาที่ดูแย่ลงของแต่ละคน พร้อมกลั้นหัวเราะที่เอ่อขึ้นมา ‘ฉันนี่น่าจะไปเป็นนักแสดงนะ’ เสียงเคาะประตูดังขึ้น แทรกผ่านความเงียบในห้องประชุม ทำให้ทุกคนหลุดจากภวังค์ โรสที่นั่งใกล้ประตูที่สุดลุกขึ้น พลางบ่นอุบ “ใครเนี่ย…ไม่รู้รึไงว่ากำลังประชุมอยู่” ก่อนจะเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดเปิดประตู และเมื่อประตูถูกเปิดเผยให้เห็นคนที่ยืนอยู่ด้านนอก เธอกลับนิ่งค้างเหมือนโดนมนต์สะกด ความคิดสับสนแล่นวูบ จนเผลอปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ เธอคว้าลูกบิดไว้แน่นเหมือนต้องตั้งสติ ก่อนค่อย ๆ เปิดประตูอีกครั้ง แต่แทนที่จะพูด กลับยืนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ประหนึ่งกำลังสแกนใบหน้าให้มั่นใจว่าใช่คนที่คิดอยู่หรือเปล่า แล้วเธอก็ปิดประตูอีกรอบ คราวนี้แน่นหนากว่าเดิม พร้อมพึมพำอย่างระแวง “หรือว่าตาฝาด ไม่นะ ก็เพิ่งไปตรวจสายตามาเอง ค่ามันก็ปกติหนิหว่า” อัยกรยกคิ้วมอง “มึงเป็นอะไร เปิด ๆ ปิด ๆ ประตูอยู่นั่น?” จินไตยพยักหน้าสมทบ “นั่นดิ แล้วเป็นอะไรทำหน้าเหมือนเห็นผี” โรส “กูว่ากูเห็น…” คำพูดยังไม่ทันหลุดจากปากครบ คนด้านนอกก็กระชากประตูอย่างแรง จนโรสเสียหลัก ตัวเซไปข้างหน้า หัวโขกกับบานประตูเข้าเต็มแรงดัง ปึก! “โอ๊ยย… เชี้ย… ตาไม่ฝาดแล้ว” เธอร้องพร้อมลูบหน้าผากป้อย ๆ น้ำตาซึม “เป็นอะไรเปิด ปิดประตูใส่หน้าอยู่ได้” กันต์ธีร์ถามกึ่งเหนื่อยใจกึ่งขำ เลิกคิ้วมองน้องในทีม “เฮีย!!” จินไตยร้องเสียงดัง ลุกจากเก้าอี้วิ่งมากระโดดกอดเป็นคนแรกเหมือนได้เจอเทวดามาโปรด อัยกรตามมาสมทบ ยื่นมือมาให้ชนกำปั้นแบบที่เคยทำกัน ส่วนพิร์วรัลยิ้มจนตาหยี “เฮียกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลยค่ะ” “ไม่คิดจะให้ใครไปรับเลยเหรอครับ?” อัยกรเสริม “แล้วคราวนี้อยู่ยาวเลยหรือเปล่า หรือว่าต้องกลับไปเรียนต่ออีก?” จินไตยยิงคำถามต่อทันที คำถามพรั่งพรูไม่หยุด เหมือนจะรุมสัมภาษณ์จนเจ้าตัวแทบไม่มีโอกาสตอบ โรสที่ยืนลูบหน้าผาก มองเพื่อน ๆ ตาเขียวที่ไม่มีใครสนใจเธอสักคน “พวกมึงสนใจกูหน่อยได้ไหม? หัวกูชนประตูนะ!” สิ่งที่เธอบ่นออกมาสร้างเสียงหัวเราะครืน จินดายืนพิงโต๊ะมองภาพความวุ่นวายตรงหน้าจากมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะหลุดยิ้มขำ “ใจเย็นกันหน่อยเถอะ จะดีใจกันอะไรขนาดนั้น แล้วไอ้แดนแกถึงกับร้องไห้เลยเหรอ?” “ที่จริงพวกเรากังวลเรื่องหัวหน้าคนใหม่กันมากเลยนะครับ แต่พอเฮียกลับมาความหนักในใจก็เหมือนถูกวางลงทันที” จินไตยหลุดสะอื้นเบา ๆ สำหรับเขา กันต์ธีร์คือคนที่คอยอยู่ข้าง ๆ น้อง ๆ ในทีมเสมอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเรื่องอะไร เหมือนกับตัวเขาจากเด็กเนิร์ดที่เอาแต่หมกตัวอยู่หน้าคอม ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร… แต่เพราะกันต์ธีร์ที่ไม่เคยกดดัน กลับคอยสร้างความมั่นใจและผลักดันให้เป็นตัวของตัวเอง วันนี้เขาถึงกล้าก้าวออกมา มั่นใจในตัวเอง และได้พบเจอเพื่อนดี ๆ ที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน …แล้วจะไม่ให้น้ำตาไหลออกมาได้ยังไง ในเมื่อคนที่เป็นหลักยึด กลับมายืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง “โอเค ๆ ไม่ต้องร้องแล้ว ฉันกลับมาแล้วนี่ไง” กันต์ธีร์ยิ้มอบอุ่น ยกมือขยี้หัวคนที่เช็ดน้ำตาเหมือนเด็ก ๆ ก่อนจะเอียงคอถามด้วยความสงสัย “แล้วเรื่องหัวหน้าใหม่คือ?” “เห็น ผอ. บอกว่ามาวันนี้” จินไตยตอบเสียงอ่อย กันต์ธีร์ยกคิ้วขึ้น มองจินดาที เด็ก ๆ ตรงหน้าที “นี่…พวกนายไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าใครเป็นหัวหน้าใหม่?” ทั้งสี่ส่ายหน้าพร้อมกันเป็นคำตอบ เขาจึงหันกลับไปมองจินดาอีกครั้ง คราวนี้บนใบหน้าเธอปรากฏรอยยิ้มตรงมุมปากและแววตาเจ้าเล่ห์เป็นประกาย เหมือนกำลังรอชมเรื่องสนุก “อ๋อ...แบบนี้นี่เอง” กันต์ธีร์พึมพำเบา ๆ เหมือนจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว “หรือว่าเฮียรู้…ว่าใครเป็นหัวหน้าคนใหม่?” อัยกรเอียงคอมอง เหมือนจะจ้องจับผิดให้ได้ กันต์ธีร์ยิ้มอย่างมีเลศนัย “พวกนายเดาดูสิ” “มันยากไปปะเฮีย รู้ก็บอกเลยเถอะ เหนื่อยจะลุ้นแล้ว” โรสบ่นกระปอดกระแปด เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ก็ได้…จะบอกให้ก็ได้” ทุกคนพร้อมใจกันกลั้นหายใจ รอฟังคำเฉลยไม่อยากพลาดแม้แต่คำเดียว กันต์ธีร์เว้นจังหวะนิดหนึ่ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเหมือนจงใจยั่วความอยากรู้ ก่อนเอ่ยสั้น ๆ “ฉันเอง” “หา!!” เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกัน ทั้งสี่คนหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก “เดี๋ยวนะ” อัยกรเหมือนคิดอะไรออก เขาหรี่ตาแล้วหันไปมองจินดาที่ยืนอย่างสบายอกสบายใจ “ผอ. แกล้งพวกเราเหรอครับ” คำถามนั้นเหมือนปลุกคนที่เหลือ หลอดไฟในหัวแต่ละคนสว่างวาบ ไม่มีใครคาดคิดว่าผอ.ของพวกเขาจะเล่นละครได้แนบเนียนขนาดนี้ “เซอร์ไพรส์ปะล่ะ” จินดายกไหล่เล็กน้อย เหมือนไม่เห็นว่านี่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร “ช่างเถอะ ๆ ไม่สนใจแล้ว” โรสบอกปัด พร้อมเปลี่ยนเรื่อง “เฮีย~ ของฝากกกล่ะ” เธอยิ้มกว้าง “นี่ ๆ จะไม่ถามหน่อยเหรอว่าฉันเป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย?” กันต์ธีร์เลิกคิ้วแกล้งงอน “ถ้าไม่สบาย เฮียจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ไงครับ ของฝากล่ะครับ?” จินไตยสวนกลับทั้งที่ตายังแดงอยู่ ความหนักใจก่อนหน้าหายเป็นปลีกทิ้ง เหลือเพียงการทวงของฝากแทน “เฮ้อ ฉันละเหนื่อยใจ ของอยู่ในรถ” กันต์ธีร์ทำหน้าเอือม ไม่รอให้กันต์ธีร์พูดต่อ อัยกรก็พุ่งเข้ามาค้นกระเป๋าหลังจนเจอกุญแจรถ ก่อนจะคว้ามันไปอย่างรวดเร็ว “เฮ้ย! ไอ้กร จะทำอะไร?” อัยกรไม่ตอบ แค่เหลือบตามองเพื่อน ๆ เป็นสัญญาณ ก่อนที่ทุกคนจะกรูออกจากห้องไปพร้อมกัน “นี่! รู้เหรอว่ารถจอดตรงไหน?” กันต์ธีร์ตะโกนถามตามหลังด้วยความฉงน เสียงตอบกลับลอยมาไกล ๆ “ไม่รู้! เดี๋ยวหาเอา!” กันต์ธีร์ยืนมองประตูที่ปิดลงด้วยสีหน้าปลง มองไปทางจินดาที่ยืนกอดอกยิ้มขำ “พี่จิน… ไม่เหนื่อยกับพวกมันบ้างเหรอ?” จินดาหัวเราะ พลางส่งสายตาเจ้าเล่ห์กลับมา “เพราะเหนื่อยน่ะสิ พอหลุดพ้นแล้วก็ให้แกมารับกรรมแทนไง” “แบบนี้ก็ได้เหรอ?” “ถ้าฉันว่าได้ ก็คือได้ จบ” เธอแสยะยิ้ม ยักคิ้วให้อีกหนึ่งที “จ้า” กันต์ธีร์ตอบรับสั้นๆ “จริงสิพี่จิน วันนี้มีงานแถลงข่าวอะไรเหรอครับ” “แถลงข่าวคดีฆาตกรรมต่อเนื่องน่ะ สนใจจะไปฟังไหม?” “ตอนแรกก็ว่าจะไปฟังอยู่หรอก แต่ตอนนี้หมดอารมณ์ เมื่อกี้เจอนักข่าวปากดี ตัวเองผิดแท้ๆ แต่กลับดำเป็นขาว ทำให้ผมกลายเป็นคนผิดซะงั้น แถมด่าผมเป็นชุดจนผมอ้าปากไม่ทันอีก” กันต์ธีร์ถือโอกาสระบายความอัดอั้นใส่จินดา “นักข่าวสำนักไหนวะ” เธอหัวเราะลั่นหลังได้ฟัง “เด็กจากซี.ไอ.นิวส์น่ะครับ” จินดายกคิ้วสูง “ซี.ไอ.นิวส์ เจ้าจันกับเจ้าแอนน่ะเหรอ? เด็กสองคนนั้นน่ารักจะตาย แกไปทำอะไรเขาหรือเปล่า?” กันต์ธีร์จ้องหน้า “พี่คิดว่าผมเป็นคนยังไงกัน…” “ก็เลวอยู่พอตัว” จินดาตอบหน้าตาเฉย ยักไหล่หนึ่งทีแล้วเดินออกจากห้องประชุม “อ้าวพี่จิน ทำไมพูดกับน้องรักตัวเองแบบนี้ล่ะ? พี่จิน… พี่จิน!” เสียงเรียกค้างอยู่กลางอากาศ พร้อมกับความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวกันต์ธีร์ เขานึกถึงใบหน้าของเด็กจอมปากดีที่เพิ่งปะทะคารมกัน ถึงแม้คำพูดจะทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย แต่เอาเข้าจริง…เขาก็โกรธไม่ลง คิดดี ๆ เจ้าเด็กคนนั้นเหมือนแมวซน ๆ ที่ชอบป่วนเจ้าของ ยั่วโมโหจนแทบอยากคว้าตีทั้งน่าหมั่นไส้และน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน “น่าจับมาตีซะให้เข็ด” กันต์ธีร์พึมพำ แต่แล้วรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่ทันรู้ตัวจันอับเดินกลับมานั่งลงข้าง ๆ กรรณิกา ตอนนี้ดูท่าทางจะดีขึ้นแล้ว เพื่อดึงความสนใจจึงหาเรื่องคุย“คุณน้ารู้หรือเปล่าครับว่าตรงข้ามโรงพยาบาลมีร้านขนมร้านหนึ่ง ครัวซองต์อร่อยจนคนต่อคิวตั้งแต่ตอนเปิดร้านเลยนะครับ”“น้าเคยผ่านอยู่หลายครั้ง เห็นคนต่อคิวยาวเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสได้แวะสักที หนูจันล่ะ เคยลองหรือยัง?”“เคยแล้วครับ เพื่อนมันลากผมไปซื้อตั้งแต่เช้า ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะอร่อยอะไรขนาดนั้น แต่พอได้กินเข้าไปเท่านั้นแหละ… แสงออกปากเลย”กรรณิกาหลุดหัวเราะออก และเมื่อเสียงหัวเราะจางลง มือของเธอก็เอื้อมมากุมมือของเด็กหนุ่ม “ขอบใจนะคะ หนูจัน…ที่อยู่กับน้า มีหนูนั่งเป็นเพื่อน น้ารู้สึกเบาใจขึ้นเยอะ”“ไม่เป็นไรเลยครับ” เขาว่า “ผมเต็มใจอยู่เป็นเพื่อน”ทั้งสองนั่งคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งจันอับเหลือบเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทสีเข้มเดินตรงเข้ามาตามทางเดินเขาดูสูงโปร่ง รูปร่างสมส่วน ท่วงท่าดูมั่นใจแต่ไม่โอ้อวด ช่วงไหล่กว้างรับกับแผ่นหลังตรง จังหวะการก้าวเดินที่มั่นคงทำให้ดูสง่า ทว่าแววตากังวลทอดเงาอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาทำให้ดูเคร่งขรึม ความเร่งรีบในฝีเท้าสะท้อนชัดถึงความห่
รถพยาบาลขับเข้ามาจอดหน้าห้องฉุกเฉิน เสียงเบรกดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่ช่วยกันย้ายร่างของกันต์ธีร์ลงจากรถ เพื่อพาเขาเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนจันอับยังคงจับมือคนป่วยไว้แน่น เดินตามไปตลอดทาง จนถึงหน้าประตูที่มีป้ายเขียนว่า “เฉพาะบุคลากรเท่านั้น” เขาจึงจำเป็นต้องปล่อยมือ ความอุ่นจากฝ่ามือค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงความว่างเปล่าซึมเข้ามาแทนที่หลังเล่าอาการทั้งหมดให้แพทย์เวรฟัง จันอับยืนอยู่ลำพังในโถงสีขาวที่เต็มไปด้วยแสงไฟและเสียงฝีเท้า เขาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้หน้าแผนกฉุกเฉินอย่างเผลอไผล สายตาเหม่อลงกับพื้นเหมือนความคิดหลุดลอยไปไกลจนกระทั่ง…เสียงอ่อนโยนปนกังวลจากเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ดังขึ้น เขาเงยหน้าช้า ๆ มองไปทางต้นเสียง“คุณพยาบาลคะ ไม่ทราบว่าผู้ป่วยที่ชื่อกันต์ธีร์ หิรัญณรากุล อยู่ห้องไหนคะ ฉันเป็นแม่ของเขา ได้รับโทรศัพท์ว่าลูกฉันอยู่ที่โรงพยาบาลนี้”ต้นเสียงเป็นหญิงวัยกลางคนตอนปลายในชุดสุภาพ แม้มีท่าทีร้อนรนแต่ใบหน้ายังคงงดงามถึงผ่านกาลเวลามาแล้ว เส้นผมที่เกล้าขึ้นอย่างเรียบง่ายช่วยขับเน้นบุคลิกที่ดูสง่างาม ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้จันอับเผลอมองนานกว่าปกติ
ใจกลางห้องใต้ดินอันเงียบสงัด สัญลักษณ์รูปดอกไม้แปดกลีบถูกวาดขึ้นบนพื้นอย่างประณีต เส้นสายคดโค้งซับซ้อน ล้อมรอบแท่นบูชาที่ตั้งอยู่ใจกลางวง เครื่องบูชาหลากชนิดเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เทียนขาว ธูปหอม และภาชนะใส่ของเหลวสีแดงคล้ำ กลิ่นหอมของธูปผสมคลุ้งในอากาศเย็นชื้น จนแทบแยกไม่ออกว่ากลิ่นใดคือกลิ่นควัน…และกลิ่นใดคือกลิ่นเลือดเบื้องหน้าแท่นบูชา ร่างในชุดสีเข้มนั่งขัดสมาธิอยู่กลางวง เส้นผมดำขลับเกล้ามวยสูง ดวงเนตรหลับพริ้มราวกับกำลังจมลึกอยู่ในสมาธิ แต่อำนาจกลับแผ่กระจายทั่วทั้งห้อง“อาจารย์แม่ จะทำอย่างไรต่อครับ?” เสียงทุ้มต่ำของลูกศิษย์ดังขึ้น ทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่ดวงตาของผู้ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์แม่ยังคงปิดสนิท ทว่าคำตอบกลับเยือกเย็นและมั่นคง “หึ... พวกโง่ ก็มักจะทำอะไรโง่ ๆ ไม่ต้องห่วง ข้าจัดการเอง ออกไปเถอะ แล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวนตอนข้าทำพิธี”ชายที่ถามโค้งศีรษะต่ำแสดงความเคารพ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป ประตูไม้บานทึบปิดลงอย่างเงียบเฉียบ ทิ้งไว้เพียงเสียงบทสวดคาถาโบราณ พลังบางอย่างค่อย ๆ แผ่ขยายจากกลางวงบูชา ราวกับสัตว์ร้ายที่ตื่นจากนิทรา —ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด~ เสียงนาฬิกาปลุกแหวกควา
วันนี้เป็นอีกวันที่เรียบง่ายสำหรับหัวหน้าทีมพิสูจน์หลักฐาน กันต์ธีร์นั่งอยู่หลังโต๊ะท่ามกลางแฟ้มคดีและเอกสารที่วางเรียงราย เขาก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ ปลายปากกาขยับจรดลงบนสมุดเป็นระยะ ความคิดค่อย ๆ ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นประโยคทีละบรรทัด แต่แล้วช่วงเวลานี้กลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเสียงตะโกนดังลั่นจากทางเดิน พร้อมร่างของเจ้าของเสียงที่พุ่งเข้ามาในห้อง โรสโผล่เข้ามาพร้อมหน้าตาตื่น ดวงตาลุกวาว เหมือนเพิ่งวิ่งสุดแรงจนยังตั้งลมหายใจไม่ทัน “เฮีย—เฮีย…! ฮึ่ก—ผล… ผลออกแล้ว!” กันต์ธีร์เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย สมองยังไม่ประมวล “ผลอะไร?” “ผล DNA จากเส้นผมที่เราพบในที่เกิดเหตุรายที่ห้า... และรอยนิ้วมือไง คิดว่าผลสลากกินแบ่งหรือไงล่ะ?” กันต์ธีร์และจินไตยลุกพรวดจากเก้าอี้แทบจะพร้อมกัน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งคู่เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางห้องแล็บ โดยไม่สนใจคนที่ส่งข่าวอีก “อ้าว รอด้วยดิเฮ้ย!” โรสตะโกนไล่หลัง “หูยย มีน้ำใจรอคนเหนื่อยกันจริง ๆ” โรสบ่นพึมพำด้วยความน้อยอกน้อยใจ หญิงสาวได้แต่นั่งแปะลงกับเก้าอี้เพื่อพักให้หายเหนื่อย ก่อนจะเดินตามไป ประตูห้องแล็บถูกผลักเปิด แสงจากหลอ
ณ ร้านอาหาร คนทั้งสี่นั่งร่วมโต๊ะ บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับอึมครึม เมื่อสองในสี่กำลังทำสงครามประสาทเงียบ ๆ จันอับนั่งไขว้ขา พลิกเมนูอาหารไปมาเหมือนอ่านอย่างตั้งใจ แต่บ่อยครั้งที่ลอบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ‘ไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ’กันต์ธีร์ก็ไม่แพ้กันยังคงกวนประสาทคนอายุน้อยกว่า เขานั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ มองคนอีกฝ่ายไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากนั้นคล้ายจะท้าทายคู่กรณีอย่างชัดเจนรณพักตร์อยู่ข้างจันอับลอบสังเกตสถานการณ์นั้นด้วยความเพลิดเพลิน จนหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นการกระแอมไอแทน ขณะที่ไกรวิทย์ทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างเต็มที่ เขาตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของทั้งสองคนตั้งแต่ออกจากห้องทำงานไกรวิทย์ “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับกล่าวขอบคุณ ตัดสินใจเลิกสนใจคนกวนประสาทนั้นซะ ชายหนุ่มเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนด้วยความกระตือรือร้น “ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ” รณพักตร์ดูเมนูที่ถูกส่งมาตรงหน้า จนหัวทั้งสองแทบชนกัน ช่วยกันเลือกเมนู “น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี” ท่าทางเหมือนเห็นเด็กน้อยที่กำลังหิวได้เจออาหารที่ถูกใจแต่ตัดสินใจไ
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กันต์ธีร์จึงเลือกเดินไปรายงานผลการชันสูตรกับ ไกรวิทย์ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์ที่เพิ่งพบ เขาพยายามหาความเชื่อมโยงกันระหว่างรอยทั้งสอง ทว่า…ยิ่งคิดกลับยิ่งไม่เห็นความเป็นไปได้ หัวหน้าทีมออบส์ผลักประตูห้องทำงานของรองผู้กำกับเข้าไป และเห็น รณพักตร์กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะจนไม่สังเกตการมาถึงของเขา “สวัสดีพักตร์งานยุ่งเหรอ” รณพักตร์เงยหน้ามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มและตอบกลับ “สวัสดีครับคุณกันต์ งานเยอะนิดหน่อยครับ คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ ท่านอยู่ในห้อง” “พักตร์เรียกว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะเรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”เขาบอก “แล้วนี่พี่เข้าไปได้เลยไหม” กันต์ธีร์ผยักเผยิดหน้าไปทางห้องทำงานของไกรวิทย์ “ได้ครับพี่ แต่ผมขอรายงานท่านก่อนนะครับ” รณพักตร์ลุกเดินไปเคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ” เสียงจากในห้องดังขึ้น แฝงความเร่งเร้า “เข้ามา ๆ” ไกรวิทย์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตื่นต้ว ถามกันต์ธีร์ทันทีที่โผล่หน้าเข้ามา “ได้อะไรมา” “มึงไม่คิดจะให้กูนั่งพักสักแป๊ปเลยหรือไง” “เออ ๆ หายเหน







![ผมก็แค่พี่เลี้ยงเด็ก ที่ดันได้พ่อเค้าเป็นสามี [PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)