LOGINเวลานี้กันต์ธีร์กำลังเลี้ยวรถเข้าสู่เขตสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พื้นที่ซึ่งรวมหน่วยสำคัญเอาไว้ครบ ทั้งหน่วยปราบปรามอาชญากรรม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปจนถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานที่เขาสังกัด
ตึกสูงสลับกับอาคารเก่าเรียงราย เหมือนคอยบอกเล่าประวัติขององค์กรนี้ เสียงไซเรนแว่วมาเป็นระยะ คล้ายเตือนว่าที่นี่…ไม่มีคำว่าเงียบสงบ วันนี้ก็เช่นกัน ลานจอดรถที่มีพื้นที่อยู่ไม่มาก แน่นเอี๊ยดไปด้วยรถของสำนักข่าวจนแทบไม่มีที่ว่าง เขาวนหาอยู่นานก็ยังไม่มีที่จอด จนกระทั่ง… “เฮ้ย! ที่จอด…ที่จอด!” ชายหนุ่มอุทานเหมือนเจอขุมทรัพย์ เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างรถสองคัน เขารีบเปิดไฟฉุกเฉิน เตรียมถอยหลังเข้าซองอย่างระมัดระวัง แต่ยังไม่ทันยกเท้าออกจากเบรก กลับมีรถคันหนึ่งพุ่งเข้ามาเสียบในช่องนั้นหน้าตาเฉยกันต์ธีร์มองภาพนั้นผ่านกระจกมองหลังด้วยความอึ้ง ก่อนอารมณ์หงุดหงิดจะพุ่งขึ้นมา “อะไรวะ! ไม่เห็นหรือไงว่าคนกำลังจะจอด!” เขาสบถเสียงขุ่น ผลักประตูรถออกอย่างแรง ก้าวลงมาด้วยท่าทีถมึงทึง เดินฉับ ๆ ตรงไปหยุดที่หน้ารถคู่กรณี สายตากวาดมองโลโก้สำนักข่าวชื่อดัง ‘ซี.ไอ.นิวส์’ ที่แปะหราอยู่บนฝากระโปรง เขาตะคอกเสียงแข็งใส่คู่กรณีที่ยังอยู่ในรถ “นี่คุณ! ทำแบบนี้ได้ยังไง ไม่เห็นเหรอว่าผมกำลังจะจอด คำว่ามารยาทเคยได้ยินบ้างไหม!” ฝั่งตรงข้ามเปิดประตูลงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน เดินมาประชันหน้ากับเขา กันต์ธีร์เห็นโครงหน้าหวานปนดื้อนั้นได้ชัดเจน คิ้วเรียวคำได้รูป ดวงตากลมโตเหมือนกระต่ายป่า จมูกโด่งสวย ริมฝีปากสีแดงจาง ๆ คล้ายแต้มด้วยน้ำเบอร์รี่ ทั้งหมดนี้ทำให้คนตรงหน้าเหมือนแมวหยิ่ง ๆ ที่ยังพอน่าเอ็นดูอยู่บ้าง แต่ความคิดนั้นต้องสะดุดเมื่ออีกฝ่ายเปิดปากพูด “คุณเป็นบ้าเหรอ? อยู่ ๆ มาด่าฉอด ๆ ใครจะไปรู้ว่าคุณจะจอดหรือเพิ่งออกจากซอง ประสาทหรือไง” ชายหนุ่มหน้าหวานตอบด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ก่อนพูดต่อ “เอาล่ะ ผมรีบ ไม่มีเวลามาเถียงกับคุณแล้ว ลาก่อน” เขาตัดบททำท่าจะเดินจากไป กันต์ธีร์ขมวดคิ้วแน่นก้าวเข้าไปขวาง มีหรือที่จะปล่อยไปง่าย ๆ “คุณรีบ แล้วผมไม่รีบเหรอ? แถมยังแถว่าไม่เห็นอีก ไฟฉุกเฉินผมก็เปิด ตาคุณออกจะโต หัดใช้มันบ้างสิ!” อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นสู้สายตา “ผมไม่ได้แถสักหน่อย! อีกอย่างตาผมโตก็จริง แต่คิดว่าผมจะนั่งจ้องไฟฉุกเฉินของคุณตลอดหรือไง? แล้วให้ตายเถอะ—คุณน่ะไม่ได้เปิดไฟด้วยซ้ำ”เขากระแทกเสียงที่ประโยคท้าย “ก็นั่นไง…อะ อ้าว” กันต์ธีร์ชี้ไปที่รถตัวเอง แต่เมื่อเห็นว่าไฟฉุกเฉินดับไปแล้วจริง คำพูดที่หลุดออกมาจึงสะดุด ทั้งที่จำได้ว่ากดเปิดแล้วแท้ ๆ กิริยาของกันต์ธีร์เรียกเสียงเยาะเย้ยจากชายร่างเล็ก “บอกแล้วว่ามันไม่ได้เปิด มายืนโวยวายด่าคนอื่นอยู่ได้ ลืมเปิดเองแท้ ๆ ยังจะโทษคนอื่นว่าไม่มอง… สมองคุณติดบั๊คหรือเปล่า อัปเดตเวอร์ชันล่าสุดบ้างนะ ทำมาเป็นมั่นหน้าใส่คนอื่น หน้าไม่อาย” เขาเบ้ปากประชดประชันเต็มที่ แม้ลึก ๆ จะรู้ว่าตัวเองก็รีบร้อนจนไม่ได้สังเกต แต่ศักดิ์ศรีที่มันค้ำคออยู่ จะให้ถอยง่าย ๆ ไม่มีทาง “นี่คุณ!” กันต์ธีร์ขึ้นเสียง “นี่คุณอะไร ถ้าไม่มีอะไรฉลาด ๆ จะพูดก็หุบปากเถอะ อย่ามาทำให้คนอื่นเสียเวลา ไม่งั้น…” ไม่งั้นอะไรต่อก็หารู้ได้ หนุ่มหน้าหวานหยุดพูดเมื่อต้นแขนถูกมือเรียวสวยคว้าไว้แน่น พร้อมคำห้ามปราม “พอแล้วไอ้จัน งานแถลงข่าวจะเริ่มแล้ว!” เจ้าของมือหันมาพูดกับกันต์ธีร์ต่อด้วยน้ำเสียงกลับสุภาพไม่เหมือนกับคนที่ยื่นข้าง ๆ “ขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ เราไม่ได้ทันสังเกตว่าคุณจะจอด พอดีพวกเรากำลังรีบไปงานแถลงข่าวน่ะค่ะ” หญิงสาวคิดว่าคำพูดของเธออาจบเรื่องได้… แต่ไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อเพื่อนตัวดีพูดอีกประโยค “จะขอโทษทำไมวะแอน? กูไม่ผิดสักหน่อย” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าแอนหันมองเพื่อนด้วยสายตาดุปนเหนื่อยหน่าย “พอได้แล้วไอ้จัน งานจะเริ่มอยู่แล้ว ไปเหอะ” หญิงสาวยิ้มเจื่อนให้กันต์ธีร์ “ต้องขอโทษแทนเพื่อนอีกครั้งนะคะ ฉันแอนนี่ค่ะ ส่วนไอ้นี่ชื่อ จันอับ…” จันอับสวนทันที “จะบอกชื่อกูทำไม ไม่ได้อยากให้รู้จักสักหน่อย!” แอนนี่รีบยกมือปิดปากพร้อมล็อกคอเพื่อนแน่น ก่อนโค้งให้กันต์ธีร์พลางฝืนยิ้ม “ขอโทษจริง ๆ ค่ะ ถ้ามีโอกาสได้เจอกันอีก ฉันขอเลี้ยงกาแฟเพื่อไถ่โทษนะคะ” เธอตะโกนบอกตามทาง ขณะที่ลากตัวต้นเหตุออกไปให้พ้นระยะอาละวาด ในใจนึกอยากตบปากเพื่อนสักที ให้หายคันมือ แต่ทำได้แค่ข่มใจลากมันออกมาเหมือนลากลูกแมวดื้อ ที่ทั้งข่วน ทั้งดิ้น และยังจ้องหาโอกาสหนีไปก่อเรื่องอีก ทว่าดูเหมือนลูกแมวตัวนี้จะยังไม่สิ้นฤทธิ์ เพราะจันอับดึงมือเธอออกพร้อมโพล่งเสียงดังลั่น “ทำไมต้องเลี้ยงด้วยวะ ขอโทษก็พอแล้วปะ!” ยัง…มันยังไม่หนำใจ “แล้วคุณน่ะ!! สมองที่ใช้โหมดประหยัดพลังงานอยู่ อัปเดตหน่อยนะ จะได้กลับมาทำงานปกติ วันหลังจะได้ดูให้ดีก่อนว่าตัวเองผิดหรือคนอื่นผิด!” “พอแล้ว” ตอนนี้เสียงแอนนี้เหมือนคนพร้อมจะร้องไห้ทุกเวลา ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าชายหนุ่มคู่กรณีจะได้ยินหรือไม่ คำตอบคือได้ยินเต็มสองรูหูแน่นอน ทำให้ตอนนี้ในหัวของเธอมีแต่คำว่า ‘ฉิบหาย’ วนไปมาไม่หยุด เธอทั้งลากทั้งฉุดจนพ้นจากระยะสายตา จันอับก็โพล่งเสียงขุ่น “จะลากกูทำไมวะ ไอ้แอน!” แอนนี้ทำหน้าตึง “มึงก็รู้ว่าเราผิด แล้วจะไปอ้อนตีนเขาทำไม ตัวเท่าก็แค่นี้!” แอนจิกเสียงใส่พลางทำมือใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ประกบกันแทบติด “ยังจะหาเรื่องอยู่อีก!” “คนนั้นด่ากูก่อนนะ! อีกอย่าง...กูก็ไม่ชอบเขาขี้หน้าด้วย—” จันอับลอยหน้าลอยตา แอนถอนหายใจเฮือก “แค่นั้น?!” “อือ” “เฮอ หมดคำจะพูดกับมึงแล้ว…” ส่วนเจ้าเพื่อนตัวดี… “-.-” หน้าตาโคตรไม่สำนึก!!! . . ส่วนอีกฝ่ายที่โดนด่าได้แต่ยืนงง ก่อนสบถกับตัวเอง “เหี้ยอะไรครับเนี่ย จากผู้ถูกกระทำ กลายเป็นคนผิดเฉย” กันต์ธีร์ถอนหายใจแรงอย่างหัวเสีย ก่อนจะกลับขึ้นรถไปวนหาที่จอดใหม่หลังวางสาย กันต์ธีร์สั่งการให้อัยกรรีบส่งผลตรวจทั้งหมดไปให้ไกรวิทย์ทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยืนขอหมายจับจากศาล เมื่อจัดการเรื่องทางแล็บเรียบร้อย เขาเละจินไตยจึงเดินออกจากแล็บ ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่สวนกับโรสที่เดินดูดกาแฟมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งไปรายงานผลตรวจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน โรส “เสร็จแล้วเหรอคะ?” “อืม เหลือแค่ส่งต่อหลักฐาน แล้วนี้จะกลับไปแล็บหรือกลับสำนักงานพร้อมพวกฉัน?” กันต์ธีร์ถาม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กลับสำนักดีกว่าที่เหลือไอ้กรมันทำต่อได้” จินไตยเหล่มองแก้วในมือของเพื่อนสาว “ที่มาช้านี่แวะซื้อกาแฟ?” “ช่ายจ้า~” โรสตอบพร้อมยกแก้วขึ้นดูดโชว์ จินไตย “สั่งเมนูอะไร อเมซิ่งดีเลย์เหรอ ถึงได้เพิ่งมาเอาตอนนี้” โรส “เยส อเมซิ่งดีเลย์ เพิ่มช็อต ‘พักเหนื่อย’ กับท็อปปิ้ง ‘โดนเพื่อนทิ้ง’ ด้วย” จินไตยหลุดหัวเราะ “งอนอะไรครับคุณ” “ไม่ได้ง้อน” โรสทำเป็นพูดเสียงสูงก่อนจะปรับลงมาให้ปกติ “ก็แค่กูวิ่งหน้าตั้งมารายงานผล ขนาดว่าถ้าสะดุดล้มก็พร้อมไถตัวมาบอกมึง แต่ผลเป็นไง! พอพูดจบ มึงก็วิ่งหายปั๊บ ทิ้งกูยืนหอบเป็นหมาวิ่งไล่รถ” “แหม~ วิ่งแค่นี้เอง” “ง
จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล
กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด
โต๊ะอาหารสำหรับสี่คนควรจะเต็มไปด้วยบทสนทนาเบาๆ แต่โต๊ะนี้กลับเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน และบทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจันอับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ไขว้ขาอย่างไม่แยแส ปลายนิ้วพลิกเมนูไปมาเหมือนกำลังตั้งใจเลือก ทว่าทุกครั้งที่สายตาเผลอหลุดจากตัวอักษร มันจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่คนฝั่งตรงข้าม...ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ...คนที่ถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรอย่างกันต์ธีร์ก็ไม่ลดราวาศอก เขายังคงยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบมองตอบกลับไปอย่างจงใจ— เหมือนกำลังท้าทายกันตรง ๆรณพักตร์ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อนส่วนไกรวิทย์ในฐานะเจ้าภาพ... เลือกจะทำเป็นไม่เห็นอะไรตั้งแต่แรกเขาพูดพร้อมกวาดสายตารอบโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับดึงสายตากลับมา เลิกสนใจคนกวนประสาทฝั่งตรง เขาเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนถามอย่างกระตือรือร้น“ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ”“น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี”เมนูในมือถูกส่งให้อีกคนได้ดูด้วย หัวทั้งสองคนแทบชนกัน ช่วยกันเลือกอย่างจริงจังภาพนั้นทำให้กันต
ก๊อก ก๊อก ก๊อก …เสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกความสนใจของคนในห้องให้หันไปมองไกรวิทย์ “คงมาแล้ว”ยังไม่ทันขาดคำ เสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้น“ท่านครับ จันอับมาแล้วครับกันต์ธีร์คิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาชื่อนั้นเขานึกออกอยู่คนเดียว‘หึ เจอกันวันเว้นวัน แบบนี้จะเรียกว่าฟ้าลิขิต หรือกรรมลิขิตดีวะ’ไกรวิทย์ “ให้เข้ามาเลย”แม้คนที่เปิดประตูจะเป็นรณพักตร์ แต่คนที่เข้ามากลับเป็นนักข่าวหนุ่ม เขาสำรวจภายในเร็วๆ เห็นแล้วว่านอกจากเจ้าของห้องยังมีอีกคนนั่งหันหลังอยู่อย่างที่รณพักตร์บอกจันอับ “สวัสดีครับ ท่านรองฯ ขอแนะนำตัวอีกที ผมจันอับยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”ไกรวิทย์ “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการเช่นกันครับคุณจันอับ” ก่อนมองไปทางลูกน้องตัวเอง “พักตร์ นายเข้ามาฟังด้วย คดีนี้นายก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”รณพักตร์ที่ได้ยินคำสั่งนั้น กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ครับ!”จันอับเดินมาหยุดหลังเก้าอี้ตัวที่ว่างอย่างอยู่ เขาคิดในใจว่า ทำไมคนที่นั่งอยู่อีกคนนั้นถึงได้คุ้นตา และเมื่ออีกฝ่ายหันมามองพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก ก็ทำเอามุมปากของจันอับกระตุกไกรวิทย์ไม่รู้
หลังเสร็จสิ้นการชันสูตร กันต์ธีร์ได้มอบหมายงานที่เหลือให้กับลูกน้องทั้งสอง ก่อนออกจากห้องตรงไปยังตึกที่ทำงานของไกรวิทย์เพื่อรายงานผลทันที ระหว่างทางทุกย่างก้าว ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์นั้น แม้เขาจะพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างรอยบนศพกับตัวเองเท่าไหร ทว่า…ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยหัวหน้าทีมออบส์เดินใจลอยจนมาถึงหน้าห้องทำงานของไกรวิทย์ เขาผลักประตูเข้าไปข้างในเห็นผู้ช่วยอย่างรณพักต์ที่กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะ จนไม่สังเกตการมาถึงของเขา เลยส่งเสียงทักทาย“ไงพักตร์ งานยุ่งเหรอ?”รณพักตร์เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงส่งยิ้มให้ “อ้าวคุณกันต์ สวัสดีครับ งานเยอะนิดหน่อย แฮะ แฮะ” เขาหัวเราะเก้อ ๆ“คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ?”“ใช่ มันอยู่ไหม”“อยู่ครับ เดี๋ยวผมไปเรียนท่านก่อน คุณรอสักครู่นะครับ”กันต์ธีร์ “พักตร์ เรียกพี่ว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะ เรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”“ได้ครับพี่ ถ้าเช่นนั้น พี่กันต์รอสักครู่นะครับ”“อือ”รณพักตร์เคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ”เสียงจากในห้องดังขึ้น “ให้เข้ามา”รณพักตร์ถือโอกาสผลักประตูเพื่อเปิดให้กันต์ธีร์
หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหาย
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคน
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมื





![องศาเดือดเชือดหัวใจ [End]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

