LOGINวันนี้เป็นอีกวันที่เรียบง่ายสำหรับหัวหน้าทีมพิสูจน์หลักฐาน กันต์ธีร์นั่งอยู่หลังโต๊ะท่ามกลางแฟ้มคดีและเอกสารที่วางเรียงราย เขาก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ ปลายปากกาขยับจรดลงบนสมุดเป็นระยะ ความคิดค่อย ๆ ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นประโยคทีละบรรทัด
แต่แล้วช่วงเวลานี้กลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเสียงตะโกนดังลั่นจากทางเดิน พร้อมร่างของเจ้าของเสียงที่พุ่งเข้ามาในห้อง โรสโผล่เข้ามาพร้อมหน้าตาตื่น ดวงตาลุกวาว เหมือนเพิ่งวิ่งสุดแรงจนยังตั้งลมหายใจไม่ทัน “เฮีย—เฮีย…! ฮึ่ก—ผล… ผลออกแล้ว!” กันต์ธีร์เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย สมองยังไม่ประมวล “ผลอะไร?” “ผล DNA จากเส้นผมที่เราพบในที่เกิดเหตุรายที่ห้า... และรอยนิ้วมือไง คิดว่าผลสลากกินแบ่งหรือไงล่ะ?” กันต์ธีร์และจินไตยลุกพรวดจากเก้าอี้แทบจะพร้อมกัน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งคู่เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางห้องแล็บ โดยไม่สนใจคนที่ส่งข่าวอีก “อ้าว รอด้วยดิเฮ้ย!” โรสตะโกนไล่หลัง “หูยย มีน้ำใจรอคนเหนื่อยกันจริง ๆ” โรสบ่นพึมพำด้วยความน้อยอกน้อยใจ หญิงสาวได้แต่นั่งแปะลงกับเก้าอี้เพื่อพักให้หายเหนื่อย ก่อนจะเดินตามไป ประตูห้องแล็บถูกผลักเปิด แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์สาดกระทบพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาด เสียงเครื่องตรวจวิเคราะห์ต่าง ๆ ดังประสานกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่น-แอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ อัยกรที่กำลังจดข้อมูลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ทั้งสอง ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นคนที่ตัวเองใช้ให้ไปตาม จึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “อ้าว… แล้วไอ้โรสล่ะ?” จินไตยเหลียวมอง “เอ้า มันไปไหนแล้ว นึกว่าตามทัน” กันต์ธีร์ “สงสัยคงพักเหนื่อยอยู่ เดี๋ยวมันก็มา ไหนล่ะผลตรวจ?” “อยู่นี้” อัยกรขยับพ้นหน้าจอเพื่อให้เห็นผลตรวจ กันต์ธีร์ยื่นหน้าเข้าใกล้ ไล่สายตาอ่านผลวิเคราะห์ทีละบรรทัด จนมาหยุดที่ข้อความสุดท้ายบนจอ ผลตรวจยืนยันตรงกับ นายภัคพงค์ ดวงดี ดวงดี นามสกุลนี้ทำให้รอยยิ้มเย็นชาคลี่ออกบนใบหน้าของหัวหน้าทีมออบส์ นัยน์ตามีแต่ความเย้ยหยันที่บอกว่า ‘มึงเสร็จกู’ กันต์ธีร์ยกหูโทรศัพท์ภายใน โทรหาไกรวิทย์เพื่อรายงานผล เพียงไม่กี่วินาที เสียงทุ้มจริงจัง ก็ดังลอดออกมา “สวัสดีครับ” “ไอ้วิทย์ ผลวิเคราะห์หลักฐานออกมาแล้ว” กันต์ธีร์ตรงเข้าประเด็น “เป็นของใคร!!” “ลูกชายของรองฯ ที่มึงมารับตำแหน่งแทน เป็นอย่างที่พวกเราคาดไว้ เขาน่าจะคอยจัดการกับหลับฐานให้ลูกชายมาตลอด” เสียงปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะ ‘หึ’ ในลำคอ “เป็นถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงแท้ ๆ” น้ำเสียงเจือสมเพช ไกรวิทย์ระบายลมหายใจ “ขอบใจมาก เท่านี้กูก็ปิดคดีนี้ได้สักที” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงทุ้มต่ำ เหมือนหยั่งเชิง “จะว่าไป… น้องจันน่ะ สันนิษฐานตรงกับพวกเราทุกอย่างเลยว่ะ กูว่าเก่งนะ” กันต์ธีร์นึกถึงภาพดวงตาดื้อรั้นกับท่าทีไม่ยอมคนของเด็กคนนั้น ริมฝีปากบางก็เผลอคลี่ยิ้ม เสียงที่ตอบกลับอ่อนลงกว่าทุกครั้ง “อืม… เก่งจริง ๆ นั่นล่ะ” “ดูมึงจะเอ็นดูน้องจันมากขึ้นหน่อยหนึ่งรึเปล่านะ” ไกรวิทย์แกล้งหรี่ตาใส่ น้ำเสียงติดยิ้ม “เอ็นดูบ้าบออะไร แค่ยอมรับว่าเก่งก็เท่านั้น —” กันต์ธีร์ตอบเลี่ยง ๆ เปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน “เรื่องหลักฐาน เดี๋ยวจะส่งไปให้ แล้วก็มีอีกเรื่องอยากให้มึงช่วย” “ช่วยอะไร?” “ศพเหยื่อรายที่ห้า… อยากให้ญาติชะลอการรับศพไว้ก่อน” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงต่ำ “มึงอยากตรวจสอบเพิ่มเรื่องสัญลักษณ์นั่น กับเลือดที่หายไปใช่ไหม” “ใช่… พอจะมีวิธีที่จะคุยกับครอบครัวผู้ตายมั้ย” “จะลองดู แต่กูไม่รับปากนะ” “แค่นี้ก็พอแล้ว ขอบใจมาก ฝากด้วยนะ” “เรื่องแค่นี้ ไม่ต้องห่วง” หลังสั่งการเรื่องที่เหลือให้อัยกรจัดการต่อ เขากับจินไตยจึงออกจากห้องแล็บ ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่สวนกับโรสที่เดินดูดกาแฟมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ “เสร็จแล้วเหรอคะ?” “อืม เหลือแค่ส่งต่อหลักฐาน เธอจะกลับไปแล็บ หรือกลับสำนักงาน?” กันต์ธีร์ถาม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กลับสำนักดีกว่าค่ะ ที่เหลือไอ้กรมันทำต่อได้” จินไตยเหล่มองแก้วในมือของเพื่อนสาว “ที่มาช้านี่ แวะซื้อกาแฟ?” “ช่ายจ้า~” โรสตอบพร้อมยกแก้วดูดโชว์ “สั่งเมนูอะไร อเมซิ่งดีเลย์เหรอ ถึงช้าขนาดนี้” “เยส สั่ง ‘อเมซิ่งดีเลย์’ พิเศษ ‘พักเหนื่อยเพิ่ม’ ด้วย วิ่งจนหอบแต่ไม่มีใครสนจาย~” จินไตยหัวเราะ “แหมะ งอนเก่งจริง” “ชิ ถ้าอยากให้หายงอน เลี้ยงกาแฟสามวันสิ” “เอ้าทำไมมาลงกูคนเดียว คนที่ทิ้งมึงมีเฮียอีกคนนะ” “ไม่นับเว้ย” “แบบนี้ก็ได้เหรอวะ” เสียงหยอกล้อของทั้งคู่ยังดังอยู่ข้างหลัง แต่กันต์ธีร์กลับตกอยู่ในภวังค์ ใบหน้าของจันอับแวบเข้ามาอีกครั้ง ‘ส่งข้อความไปบอกเรื่องที่พบตัวฆาตกรดีไหมนะ… เด็กนั่นคงอยากรู้’ เขาเว้นจังหวะคิด ก่อนจะหัวเราะในใจเบา ๆ ‘บอกหน่อยก็แล้วกัน ถือว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ล่วงหน้า’ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่กลับต้องชะงัก — นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้ขอช่องทางติดต่อจากนักข่าวหนุ่มไว้ “นี่ ไอ้โรส ขอช่องทางติดต่อเพื่อนเธอหน่อยสิ” “เพื่อนคนไหนอะเฮีย พอดีว่าเป็นคนเฟรนด์ลี่อะ” กันต์ธีร์หย่นคิ้วอย่างเหนื่อยหน่าย “จันอับที่เป็นนักข่าวน่ะ” โรสเลิกคิ้ว “เฮียยังไม่มีเหรอ ไม่ได้ขอไว้?” “เขาคงไม่ให้กันง่าย ๆ มั้ง” จินไตยแทรก “พวกเรามีกันทุกคนนะ” “ให้ง่าย ๆ ขนาดนั้นเลย เป็นมิตรกับทุกคนซะจริง” กันต์ธีร์พึมพำ สำเนียงติดประชดประชัน โรสเหลือบมอง มุมปากยกขึ้นนิด ๆ “เฮียบ่นอะไร โรสได้ยินไม่ถนัด” “เปล่า— แค่รู้สึกว่าเขาเฟรนด์ลี่ดี” “ไม่แปลกนะ มันเป็นนักข่าว ก็ต้องให้ช่องทางติดต่อกับพวกเจ้าหน้าที่ที่ต้องประสานงานอยู่แล้ว ไม่งั้นจะได้ข่าวมาจากไหนล่ะ จริงมะ” เธอว่าพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นพิมพ์ “อะ นี่ ส่งช่องทางให้แล้ว” กันต์ธีร์กดเปิดมือถือเหมือนไม่ใส่ใจนัก แต่ดวงตากลับหยุดนิ่งอยู่ตรงชื่อที่เพิ่งถูกส่งมาไม่ว่างตา เขาเปิดแชท ปลายนิ้วค้างอยู่เหนือแป้นพิมพ์ คิ้วขมวดน้อย ๆ ขณะเรียบเรียงประโยคแรกในหัว “จะเริ่มยังไงดีวะ...” คิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงพิมพ์ข้อความลงไป ‘รู้ตัวฆาตกรในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องแล้ว’ จากนั้นจึงแตะปุ่มส่งโดยไม่ลังเลอีก แต่แทนที่จะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า เขากลับยังถือมันไว้ในมือ ลอบเหลือบมองเป็นระยะ ตรวจดูว่าอีกฝ่ายได้อ่านข้อความแล้วหรือยัง ทว่าคำว่า ‘อ่านแล้ว’ ที่เขารอคอย… กลับไม่ปรากฏขึ้นเสียที ปลายนิ้วเลื่อนหน้าจอขึ้นลงอย่างไร้จุดหมาย ขณะเดินไปเรื่อยเปื่อย ราวกับใช้มันเพื่อฆ่าเวลา หรืออาจแค่พยายามถ่วงความคิดตัวเองไว้ไม่ให้หลุดไปไกลว่านั้น “มีอะไรในมือถือที่เฮียสนใจเป็นพิเศษเหรอ เห็นไถไม่หยุด” จินไตยเอ่ยถามขึ้น เมื่อสังเกตเห็นพฤติกรรมที่ดูแปลกไปของหัวหน้าทีม “ไม่มี” กันต์ธีร์ตอบสั้น ๆ พลางดับหน้าจอไป แต่ไม่นานก็กดเปิดมันขึ้นมาใหม่ทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่พิวร์รัลที่เพิ่งเดินเข้ามายังสังเกตได้ “เฮียเป็นอะไรเดี๋ยวถือ เดี๋ยวว่างมือถืออยู่นั่งแหละ” เธอกระซิบถามโรส “ไม่รู้สิ…” โรสมองท่าทางของกันต์ธีร์เงียบ ๆ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาแบบห้ามไม่อยู่ — หรือว่ากำลังรอข้อความจากไอ้จันวะ…? แต่ทันทีที่คิดจบ เธอก็รีบสะบัดหัวแรง ๆ ไล่ความคิดพิรี้พิไรออกไปให้พ้น ไม่หรอกมั้ง… แค่ลองจินตนาการว่ามันเป็นเรื่องจริง โรสก็แทบจะกลั้นขำไม่อยู่แล้ว สองวันให้หลังจากส่งข้อความไปโดยไร้การตอบกลับ หนังสือจากแผนกอาชญากรรมร้ายแรงก็ส่งมาถึงโต๊ะของกันต์ธีร์ แจ้งกำหนดการแถลงข่าวปิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในช่วงบ่ายวันนี้ เขามั่นใจเกินครึ่งว่าจันอับต้องมาร่วมงานแน่ จึงตั้งใจใช้โอกาสนี้… เพื่อพบหน้าคนที่ยังไม่ยอมอ่านข้อความของเขาเสียที และเป็นอย่างที่คิด จันอับปรากฏตัวพร้อมเพื่อนสนิทในงานแถลงข่าว ทั้งคู่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้สื่อข่าวที่จับจ้องไปยังแท่นแถลงข่าวอย่างตั้งใจ บนแท่นนั้น ไกรวิทย์ยืนอยู่เบื้องหน้าไมโครโฟน เอกสารในมือถูกแสงแฟลชสะท้อนวาบขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่ง “ผลการสืบสวนสอบสวนทั้งหมดสรุปได้ว่า นายภัคพงค์ ดวงดี บุตรชายของพันตำรวจเอก.เสกสรร ดวงดี รองผู้กำกับการหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เป็นผู้ต้องหาหลักในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องทั้งห้าคดี เราพบอาวุธที่ใช้ฆาตกรรมเหยื่อ และหลักฐานอื่น ๆในบ้านพักของผู้ต้องหา ขณะเดียวกัน พันตำรวจเอกเสกสรร ถูกออกหมายจับในข้อหาให้ความช่วยเหลือ ปกปิดข้อมูล และทำลายหลักฐาน เพื่อช่วยเหลือลูกชายของตน นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ในทีมหนึ่งของแผนกอาชญากรรมร้ายแรงอีกหลายราย ถูกดำเนินคดีในข้อหาให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ก่อเหตุ การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมมาอย่างยาวนาน” เสียงอ่านแถลงจบลง บรรยากาศในห้องประชุมค่อย ๆ ผ่อนคลายลง นักข่าวเริ่มเก็บอุปกรณ์ เสียงพูดคุยแผ่วเบาคล้ายคลื่นที่ค่อยลดระดับลงหลังพายุใหญ่ จันอับก้าวออกจากห้องและพบกับกันต์ธีร์โดยบังเอิญ (หรือบางที่อาจเป็น “บังเอิญ” ที่ถูกจัดฉากขึ้นโดยคนตรงหน้า) กันต์ธีร์ยืนพิงผนัง ดวงตาคมกริบทอดมองอย่างสงบ แต่ในความนิ่งนั้นกลับแฝงแรงกดดันบางอย่างที่สัมผัสได้แม้ไร้คำพูด “คุณไม่เห็นข้อความผมหรือไง” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมา โดยไม่พยายามปิดอารมณ์ขุ่นเคืองไว้เลย จันอับชะงัก มือที่จับสายกระเป๋ากำแน่นขึ้น ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านอก ก่อนเงยหน้าสบตาอีกฝ่าย ดวงตาคู่นั้นเรียบเฉย ทว่าในกลับมีคลื่นโทสะแทรกอยู่ “เห็น” คำตอบนั้นทั้งสั้นและเยียบเย็นจนบรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่ง กันต์ธีร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววความผิดหวัง “คุณเห็น? แล้วทำไมไม่ตอบ” “เราไม่ได้สนิทกัน จะตอบหรือไม่…มันก็เรื่องของผม คุณว่าถูกมั้ยครับ” แม้น้ำเสียงจะเรียบ แต่กลับทิ่มลึกยิ่งกว่าการตะคอกใส่ ประโยคนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดสาดเข้ากลางอก กันต์ธีร์นิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนสูดลมหายใจลึก พยักหน้ายอมรับช้าๆ “นั่นสินะ เราไม่ได้สนิทกัน คุณจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้” รอยยิ้มฝืนแต้มขึ้นบนริมฝีปาก ทว่ากลับแผ่วบางและเจือด้วยความเจ็บปวดที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ “ขอโทษด้วยที่รบกวน” กันต์ธีร์หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเงาหลังเหยียดตรงที่ดูเคว้งคว้าง จันอับยืนนิ่งอยู่กับที่ มองแผ่นหลังนั่นค่อย ๆ หายลับ ไม่รู้ว่าทำไม ความเงียบที่เหลืออยู่มันช่างอึดอัดนัก ความรู้สึกผิดเริ่มซึมลึกเข้ามาแทนที่ความขุ่นเคืองเมื่อครู่ “มึงเป็นอะไร? ยืนนิ่งเลย” เสียงของแอนนี่ดังขึ้นจากด้านหลัง เธอเพิ่งเดินออกมาจากห้องแถลงข่าว เห็นเพื่อนยืนเหม่ออยู่จึงตบไหล่เบา ๆ “อะ...ออ เปล่า ไม่มีอะไร” จันอับสะดุ้ง แอนนี่มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เห็นประกายบางอย่างในแววตานั้น แต่ก็เลือกจะไม่ถามต่อ “งั้นกลับบ้านกัน กูหิวแล้ว” “อือ” กรรณิกานั่งอ่านหนังสือและจิบชาอยู่ในสวน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้รอบตัวลอยมากับสายลม เธอพลิกหน้ากระดาษอย่างใจเย็น ดื่มด่ำกับทุกตัวอักษร จนลืมเลือนเวลา กระทั่งแสงสะท้อนจากกระจกหน้ารถวาบเข้าตา กรรณิกาเงยหน้าเห็นรถคันสีดำของลูกชายเลี้ยวเข้ามาจอดในลาน ‘ทั้งที่เวลานี้ตากันต์ควรจะอยู่ที่ทำงาน แต่ทำไมถึงกลับมาเร็วแบบนี้นะ’ เธอมองลูกชายที่ลงจากรถ ท่าทางเขาดูอ่อนแรง สีหน้านิ่งปนเศร้า ราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์บางอย่างที่ยังทิ้งเงาไว้ในใจ “ตากันต์” เสียงจากทางศาลาพักในสวนดังขึ้นขณะกันต์ธีร์เพิ่งปิดประตูรถ เขาหมุนตัวไปทางต้นเสียง “มานั่งจิบชากับแม่หน่อยไหม มีขนมที่ลูกชอบด้วย” “ครับแม่” กันต์ธีร์ตอบรับ ก่อนเดินเข้ามานั่งลงตรงข้าม มือใหญ่เอื้อมไปหยิบทองหยอดเข้าปากอย่างเคยชิน กรรณิกาอดยิ้มเอ็นดูเจ้าลูกชายตัวโตไม่ได้ “ลูกนี่ชอบขนมไทยตั้งแต่เล็ก ๆ เลยนะ” “นั่นสิครับ ไม่รู้ทำไมถึงชอบขนาดนี้” กันต์ธีร์ส่งยิ้มอบอุ่นให้แม่ แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ถึงดวงตา กรรณิกามองใบหน้าเหนื่อยล้านั้น ถามอย่างอ่อนโยน“ลูกมีปัญหาอะไรที่ทำงานหรือเปล่า” “เปล่าครับ...” กันต์ธีร์ตอบเสียงแผ่ว ดวงตาเลื่อนไปยังถ้วยชาที่มารดาวางไว้ตรงหน้า “ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร แต่จำไว้นะ ไม่ว่าเรื่องอะไร ลูกบอกแม่ได้ทุกเรื่อง” พูดจบกรรณิกายกหนังสือขึ้นอ่านต่อ เธอไม่คาดคั้น เพราะเข้าใจดีว่าบางเรื่องต้องใช้เวลา การรอฟังเงียบ ๆ อาจเป็นคำปลอบที่อ่อนโยนที่สุดแล้ว กันต์ธีร์แอบทอดสายตามองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า แม่ของเขาเป็นทั้งแม่ พ่อ และเพื่อน ไม่มีอะไรที่เขาจะเล่าไม่ได้ “วันนี้ผมเจอคน คนหนึ่ง ครั้งแรกที่เจอกัน เรามีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เมื่อภาพวันนั้นฉายซ้ำมาในความคิด “เขาเป็นผู้ชายตัวเล็ก หน้าหวาน แต่คำพูดนั้นต่างจากใบหน้ามาก ด่าซะผมไปไม่เป็นเลย” กันต์ธีร์หัวเราะ แต่รอยยิ้มกลับ ค่อย ๆ จางลง “ผมคิดว่ามันคงเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย… แต่พอได้เจอกันครั้งที่สอง ผมกลับรู้สึกว่าเขาไม่ชอบหน้าผมเอาเสียเลย และยิ่งวันนี้… มันยิ่งตอกย้ำว่าเขาอาจจะเกลียดผมก็ได้” “ลูกก็เลยเสียใจ?” กรรณิกาถามหยั่งเชิง พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ กันต์ธีร์หยุดคิด เหมือนพยายามจัดระเบียบความรู้สึกที่ปะปนอยู่ในใจ เขาหลุบตามองถ้วยชาในมือ “ไม่รู้สิครับ วันนี้ผมถามเขาว่าทำไมถึงไม่ตอบข้อความที่ผมส่งไป เขาบอกว่าเราไม่ได้สนิทกัน เขามีสิทธิ์ที่จะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ ที่เขาพูดมันก็ถูก แต่... แต่ผมกลับรู้สึกไม่พอใจ แล้วก็น้อยใจ...” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงรีบแก้ตัวว่า “แม่อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้ชอบเขาแบบนั้น” เสียงท้ายประโยคเบาลง กรรณิกาหัวเราะเอ็นดู “แม่ยังไม่ได้คิดอะไรเลย จะรีบแก้ตัวทำไม ร้อนตัวหรือไง” “เปล่าครับ” “แม่จะบอกไว้นะลูก ถ้าวันหนึ่งลูกจะชอบผู้ชายด้วยกันจริง ๆ แม่ก็ไม่ห้ามความรักน่ะ มันไม่สามารถจำกัดด้วยเพศ แต่มันอยู่ที่ความรู้สึก” เธอยกมือจิ้มเบา ๆ ที่หน้าอกของลูกชายสองสามครั้ง ก่อนเปลี่ยนมากุมมือลูกชายไว้อย่างอ่อนโยน "ส่วนเรื่องที่เขาจะเกลียดลูกหรือเปล่า แม่ตอบแทนให้ไม่ได้ แต่อยากให้ลองมองอีกมุม บางทีเขาอาจแค่ไม่ประทับใจตอนเจอครั้งแรก พอมีภาพนั้นอยู่ในใจ เลยเผลอตั้งกำแพงขึ้นมาก็ได้” “ถ้าลูกอยากเข้าใกล้เขามากขึ้น ก็ต้องค่อย ๆ ทำให้กำแพงนั้นลดลง ใช้ความจริงใจของตัวเองเข้าแลก ทุกอย่างมันต้องอาศัยเวลา” “ครับ ผมจะลองดู” กันต์ธีร์รับคำ ความหนักอึ้งในอกค่อย ๆ คลายลง แค่คำพูดของแม่ ก็เหมือนยาที่ช่วยปลอบให้หัวใจอุ่นขึ้นเสมอ หลังออกจากงานแถลงข่าวและมีปากเสียงกับกันต์ธีร์ จันอับกับแอนนี่ก็กลับบ้านพร้อมกัน พอถึงบ้าน แอนนี่ที่บ่นหิวตั้งแต่จบงานรีบเดินเข้าครัวทันที เสียงเปิดปิดตู้เย็นดังแผ่วเบา ก่อนที่เธอชะโงกหน้าออกมาจากประตูครัว “จะกินอะไรไหม เดี๋ยวอุ่นให้” “ไม่ล่ะ” จันอับตอบสั้น ๆ ก่อนเดินขึ้นบันไดไปอย่างเงียบ ๆ ตอนนี้เขาเพียงอยากอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว — พื้นที่ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย เพื่อปล่อยให้ความคิดในหัวค่อย ๆ คลี่คลายจากความวุ่นวายของวัน ขณะเอนตัวอยู่บนเตียง มือหนึ่งเอื้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชันแชท หน้าจอสว่างขึ้น เผยชื่อหนึ่งที่ค้างอยู่ในรายการ พร้อมข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน กันต์ธีร์... จันอับจ้องชื่อนั้นอยู่นาน ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามา ทั้งความระแวงที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ความโกรธจากเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น รวมถึงความเสียใจและเศร้าลึก ๆ ที่เขาเองก็ไม่อาจอธิบายได้ ทว่าท่ามกลางอารมณ์ขมขื่นเหล่านั้น กลับมีบางสิ่งแทรกอยู่เงียบ ๆ ในส่วนลึกของจิตใจ ความรู้สึกอบอุ่น ดีใจแผ่วเบา และบางอย่างคล้ายความผูกพัน ความรู้สึกเหล่านี้ยังคงพร่ามัว ไม่ชัดเจน แต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย โดยที่เขาเองยังไม่รู้ตัว เรื่องราวเหล่านี้วิ่งวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับไม่อาจปล่อยวางได้ กระทั่งไม่รู้ตัวเลยว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไร ในห้วงฝันอันพร่าเลือน กลับมีความสมจริงเกินคาด ความทรมานที่แล่นผ่านร่าง จนรู้สึกเหมือนกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ เขาสะดุ้งตื่น หอบหายใจถี่ เหงื่อเย็นไหลชโลมไปทั่วตัว “ฝันบ้าอะไรวะ น่ากลัวฉิบ” เขาพึมพำ พลางปาดเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้า ทว่า ความง่วงยังคงครอบงำ จึงเอนตัวนอนอีกครั้ง และคราวนี้.... ก็ไม่ฝันอะไรอีกเลยวันนี้เป็นอีกวันที่เรียบง่ายสำหรับหัวหน้าทีมพิสูจน์หลักฐาน กันต์ธีร์นั่งอยู่หลังโต๊ะท่ามกลางแฟ้มคดีและเอกสารที่วางเรียงราย เขาก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ ปลายปากกาขยับจรดลงบนสมุดเป็นระยะ ความคิดค่อย ๆ ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นประโยคทีละบรรทัด แต่แล้วช่วงเวลานี้กลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเสียงตะโกนดังลั่นจากทางเดิน พร้อมร่างของเจ้าของเสียงที่พุ่งเข้ามาในห้อง โรสโผล่เข้ามาพร้อมหน้าตาตื่น ดวงตาลุกวาว เหมือนเพิ่งวิ่งสุดแรงจนยังตั้งลมหายใจไม่ทัน “เฮีย—เฮีย…! ฮึ่ก—ผล… ผลออกแล้ว!” กันต์ธีร์เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย สมองยังไม่ประมวล “ผลอะไร?” “ผล DNA จากเส้นผมที่เราพบในที่เกิดเหตุรายที่ห้า... และรอยนิ้วมือไง คิดว่าผลสลากกินแบ่งหรือไงล่ะ?” กันต์ธีร์และจินไตยลุกพรวดจากเก้าอี้แทบจะพร้อมกัน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งคู่เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางห้องแล็บ โดยไม่สนใจคนที่ส่งข่าวอีก “อ้าว รอด้วยดิเฮ้ย!” โรสตะโกนไล่หลัง “หูยย มีน้ำใจรอคนเหนื่อยกันจริง ๆ” โรสบ่นพึมพำด้วยความน้อยอกน้อยใจ หญิงสาวได้แต่นั่งแปะลงกับเก้าอี้เพื่อพักให้หายเหนื่อย ก่อนจะเดินตามไป ประตูห้องแล็บถูกผลักเปิด แสงจากหลอ
ณ ร้านอาหาร คนทั้งสี่นั่งร่วมโต๊ะ บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับอึมครึม เมื่อสองในสี่กำลังทำสงครามประสาทเงียบ ๆ จันอับนั่งไขว้ขา พลิกเมนูอาหารไปมาเหมือนอ่านอย่างตั้งใจ แต่บ่อยครั้งที่ลอบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ‘ไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ’กันต์ธีร์ก็ไม่แพ้กันยังคงกวนประสาทคนอายุน้อยกว่า เขานั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ มองคนอีกฝ่ายไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากนั้นคล้ายจะท้าทายคู่กรณีอย่างชัดเจนรณพักตร์อยู่ข้างจันอับลอบสังเกตสถานการณ์นั้นด้วยความเพลิดเพลิน จนหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นการกระแอมไอแทน ขณะที่ไกรวิทย์ทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างเต็มที่ เขาตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของทั้งสองคนตั้งแต่ออกจากห้องทำงานไกรวิทย์ “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับกล่าวขอบคุณ ตัดสินใจเลิกสนใจคนกวนประสาทนั้นซะ ชายหนุ่มเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนด้วยความกระตือรือร้น “ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ” รณพักตร์ดูเมนูที่ถูกส่งมาตรงหน้า จนหัวทั้งสองแทบชนกัน ช่วยกันเลือกเมนู “น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี” ท่าทางเหมือนเห็นเด็กน้อยที่กำลังหิวได้เจออาหารที่ถูกใจแต่ตัดสินใจไ
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กันต์ธีร์จึงเลือกเดินไปรายงานผลการชันสูตรกับ ไกรวิทย์ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์ที่เพิ่งพบ เขาพยายามหาความเชื่อมโยงกันระหว่างรอยทั้งสอง ทว่า…ยิ่งคิดกลับยิ่งไม่เห็นความเป็นไปได้ หัวหน้าทีมออบส์ผลักประตูห้องทำงานของรองผู้กำกับเข้าไป และเห็น รณพักตร์กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะจนไม่สังเกตการมาถึงของเขา “สวัสดีพักตร์งานยุ่งเหรอ” รณพักตร์เงยหน้ามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มและตอบกลับ “สวัสดีครับคุณกันต์ งานเยอะนิดหน่อยครับ คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ ท่านอยู่ในห้อง” “พักตร์เรียกว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะเรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”เขาบอก “แล้วนี่พี่เข้าไปได้เลยไหม” กันต์ธีร์ผยักเผยิดหน้าไปทางห้องทำงานของไกรวิทย์ “ได้ครับพี่ แต่ผมขอรายงานท่านก่อนนะครับ” รณพักตร์ลุกเดินไปเคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ” เสียงจากในห้องดังขึ้น แฝงความเร่งเร้า “เข้ามา ๆ” ไกรวิทย์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตื่นต้ว ถามกันต์ธีร์ทันทีที่โผล่หน้าเข้ามา “ได้อะไรมา” “มึงไม่คิดจะให้กูนั่งพักสักแป๊ปเลยหรือไง” “เออ ๆ หายเหน
บรรยากาศภายในห้องเก็บศพเย็นเยียบ มีเพียงเสียงเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ กันต์ธีร์สวมถุงมือทางการแพทย์ ก่อนออกแรงเปิดประตูเหล็กหนักของตู้เก็บศพ เขาดึงลิ้นชักออกมาอย่างมั่นคง ร่างของเหยื่อรายล่าสุดปรากฏตรงหน้า ความขาวซีดของผิวหนังนั้นแทบไม่ต่างจากผ้าคลุมที่ห่อร่างไว้เลย แฟ้มรายงานการชันสูตรถูกหยิบขึ้นมาเปิด ชายหนุ่มกวาดสายตาไปตามตัวอักษรทุกบรรทัด พร้อมเปรียบเทียบรายละเอียดกับสภาพจริงตรงหน้า ทุกแผล ทุกจุดร่องรอยถูกตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ หลังตรวจไม่พบจุดผิดพลาด กันต์ธีร์จึงผละออกจากที่นั่น เขาสูดบิดร่างกาย เพื่อคลายความเมื่อยล้าที่กดทับจากการจดจ่อกับงานเกือบสองชั่วโมง เสียงท้องร้อง ทำให้ต้องยกข้อมือขึ้นดูเวลา “บ่ายแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำหมุนตัวมุ่งหน้าไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรลงท้อง ระหว่างทางยังไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความสั่งงานไปด้วย จบมื้ออาหาร กันต์ธีร์กลับมายังห้องทำงาน เห็นจินไตยยืนเก้ ๆ กัง ๆ มือทั้งสองข้างหอบแฟ้มคดีกองใหญ่ไว้แน่น พยายามอย่างยิ่งในการประคองแฟ้มทั้งหมดไม่ให้หล่น พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านใน “ไอ้โรส! ช่วยกูหน่อย แฟ้มจะหล่นแล้ว เร็ว ๆ!”
“ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหายใจถูกบีบรัดติดขัดในทันที “อึก…ปะ…ปล่อย…” เสียงแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากทีละคำ ก่อนจะเหลือเพียงเสียงขาดห้วง ราวกับอากาศหายไปจากโลก “อึก…อึก…” “กูจะทำให้มึงได้ลิ้มรสความทรมานเหมือนที่กูเคยได้รับ” เสียงคำรามต่ำพร้อมรอยแสยะยิ้มผุดขึ้นอย่างน่าขนลุก คลื่นความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า มันใช้เล็บแหลมคมดุจมีดกรีดลงบนอกด้านซ้าย กันต์ธีร์สะดุ้งเฮือกรู้สึกได้ถึง เลือดอุ่น ๆ ไหลรินออกจากรอยแผล ความเจ็บแล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลังเหมือนมีไฟเผา ร่างกายสั่นสะท้านจนเขาแทบยืนไม่อยู่ แต่กลับหนีไปไหนไม่ได้… ความเจ็บนั้นจริงเกินกว่าจะหลอกตัวเองได้ว่าเป็นเพียงฝันร้าย “มึงจงจำไว้ คำสาปได้เริ่มขึ้นแล้ว และกูก็กลับมาแล้วเช่นกัน!” “เฮือก!” กันต์ธีร์สะดุ้งตื่น ความกลัวแล่นวาบผ่านจิตใจ เหงื่
ห้องแถลงข่าวของหน่วยปราบปรามอาชญากรรมเต็มไปด้วยนักข่าวจากแทบทุกสำนัก เก้าอี้ทุกตัวถูกจับจองแน่น เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังเป็นระยะ ขณะที่ทุกคนรอคอยการแถลงเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ไม่นาน ประตูด้านข้างถูกเปิดออก ชายในเครื่องแบบก้าวเข้ามา เพียงการปรากฏตัวก็ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงชัตเตอร์ที่ดังถี่รัวและแสงแฟลชที่สะท้อนอยู่ทั่วห้อง ด้านหลังสุด จันอับยกกล้องขึ้นแนบตา เลนส์จับไปยังชายผู้ขึ้นสู่โพเดียม เขาดูอายุไม่น่าเกินสามสิบห้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ผิวแทนเข้มสุขภาพดี ท่วงท่ามั่นคงและแววตาสงบนิ่ง “สวัสดีนักข่าวทุกท่าน ผม พ.ต.อ. ไกรวิทย์ ชาญเดชา รองผู้กำกับหน่วยปราบปรามอาชญากรรม รับหน้าที่แถลงข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้” เขากวาดสายตามองกลุ่มผู้สื่อข่าวที่นั่งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า “จากการตรวจสอบเบื้องต้น แม้เหยื่อแต่ละครั้งจะมีพื้นเพและลักษณะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกัน คือรูปแบบการลงมือที่เหมือนกันทุกครั้ง ผู้ก่อเหตุจะมัดตรึงเหยื่อ จากน


![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




