LOGINใจกลางห้องใต้ดินอันเงียบสงัด สัญลักษณ์รูปดอกไม้แปดกลีบถูกวาดขึ้นบนพื้นอย่างประณีต เส้นสายคดโค้งซับซ้อน ล้อมรอบแท่นบูชาที่ตั้งอยู่ใจกลางวง เครื่องบูชาหลากชนิดเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เทียนขาว ธูปหอม และภาชนะใส่ของเหลวสีแดงคล้ำ กลิ่นหอมของธูปผสมคลุ้งในอากาศเย็นชื้น จนแทบแยกไม่ออกว่ากลิ่นใดคือกลิ่นควัน…และกลิ่นใดคือกลิ่นเลือด
เบื้องหน้าแท่นบูชา ร่างในชุดสีเข้มนั่งขัดสมาธิอยู่กลางวง เส้นผมดำขลับเกล้ามวยสูง ดวงเนตรหลับพริ้มราวกับกำลังจมลึกอยู่ในสมาธิ แต่อำนาจกลับแผ่กระจายทั่วทั้งห้อง “อาจารย์แม่ จะทำอย่างไรต่อครับ?” เสียงทุ้มต่ำของลูกศิษย์ดังขึ้น ทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่ ดวงตาของผู้ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์แม่ยังคงปิดสนิท ทว่าคำตอบกลับเยือกเย็นและมั่นคง “หึ... พวกโง่ ก็มักจะทำอะไรโง่ ๆ ไม่ต้องห่วง ข้าจัดการเอง ออกไปเถอะ แล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวนตอนข้าทำพิธี” ชายที่ถามโค้งศีรษะต่ำแสดงความเคารพ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป ประตูไม้บานทึบปิดลงอย่างเงียบเฉียบ ทิ้งไว้เพียงเสียงบทสวดคาถาโบราณ พลังบางอย่างค่อย ๆ แผ่ขยายจากกลางวงบูชา ราวกับสัตว์ร้ายที่ตื่นจากนิทรา — ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด~ เสียงนาฬิกาปลุกแหวกความเหนื่อยล้าที่ค้างมาตั้งแต่เมื่อคืน กันต์ธีร์ควานหาโทรศัพท์ด้วยความงัวเงีย ก่อนกดปิดเสียง แล้วค่อย ๆ ดันตัวเองขึ้นจากที่นอนอย่างเชื่องช้า พลางบิดขี้เกียจจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบา ๆ “ฮึบบบ... เช้าแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำเสียงแหบพร่า เอนตัวพิงหัวเตียง ปล่อยสายตาลอยเหม่อไปชั่วครู่ ความคิดค่อย ๆ ไหลย้อนกลับไปยังเรื่องเมื่อคืน เวลาประมาณทุ่มกว่า ๆ เขาได้รับโทรศัพท์จากไกรวิทย์ แจ้งข่าวด่วนว่า ไอ้ภัคพงค์ ผู้ต้องหาในคดีฯ เสียชีวิตอย่างกะทันหันระหว่างการสอบสวน เรื่องนั้นเองที่ทำให้กันต์ธีร์ต้องรีบขับรถกลับไป เพื่อชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการตาย กันต์ธีร์มาถึงพร้อมอัยกรกับพิร์วรัล ที่เขาโทรเรียกให้มาช่วย ทั้งสามไม่ได้พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างรีบเปลี่ยนชุดและเข้าสู่ห้องชันสูตร บนเตียงสเตนเลส ศพของผู้ต้องหานิ่งอยู่ใต้แสงไฟสีขาวซีด อุณหภูมิในห้องเย็นจัดจนได้กลิ่นเหล็กและยาฆ่าเชื้อปนอยู่ในลมหายใจ ทั้งสามเริ่มตรวจสภาพภายนอกของศพอย่างละเอียด ไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ผิวหนังยังคงเรียบเนียน ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือแรงกระแทก กันต์ธีร์จึงค่อย ๆ กดมีดผ่าตัดลงบนผิวหนังของศพ เสียงขูดของเหล็กกับกระดูกดังแผ่ว ก่อนที่เขาจะเปิดช่องอกตามแนวกระดูกกระดูกหน้าอก สิ่งแรกที่เขานำออกมา ร่องรอยบนนั้นมันทำให้ทั้งสามถึงกับชะงัก “นี่มัน...” กันต์ธีร์เงยหน้าสบตากับอีกสองคน แววตาคงไม่ต่างจากตน เพราะมันเต็มไปด้วยความตกใจปนเคลือบแคลง เนื่องจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าช่างผิดธรรมชาติจนยากอธิบาย — หัวใจของผู้ตายมีรอยมือสีดำขนาดใหญ่ประทับอยู่บนพื้นผิวชัดเจน เส้นนิ้วและฝ่ามือคดโค้งราวกับถูกจารลงด้วยเจตนา ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติเหลือทิ้งไว้ กล้องวงจรปิดเหนือเตียงจับภาพทุกอย่างไว้ชัดเจนทุกมุม บนชั้นสังเกตการณ์ด้านบน ไกรวิทย์ที่เฝ้าดูผ่านจอโทรทัศน์ถึงกับอุทานออกไมค์เสียงขุ่น “นั่นมันอะไรวะ…” กันต์ธีร์เงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจกใส ก่อนตอบเสียงเรียบแต่เย็นยะเยือก “มันคือ…รอยมือคน” “…” หลังพบความพิศวงที่ไม่อาจหาคำตอบได้ พวกเขาจึงเลือกวางปัญหานั้นไว้ก่อน และดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม ทว่ากลับไม่พบสาเหตุการตายที่ชัดเจน ระบบอวัยวะอื่น ๆ รวมถึงเลือด ‘ยกเว้นหัวใจ’ ล้วนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ กันต์ธีร์เดินออกจากห้องชันสูตรมาเจอไกรวิทย์ที่รออยู่ “ไม่มีสาเหตุการตายอื่น นอกจากหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” “งั้นเราจะสรุปว่าสาเหตุการตายคือหัวใจหยุดเต้นกะทันหันแล้วกัน” ไกรวิทย์พูดพลางระบายลมหายใจยาว กันต์ธีร์พยักหน้าเห็นด้วย “ก็ต้องเป็นแบบนั้น” ความคิดสุดท้ายยังวนเวียนอยู่ในหัวตอนที่กันต์ธีร์ลุกจากเตียงไปจัดการธุระยามเช้า ขณะกำลังแปรงฟันอยู่หน้ากระจก จู่ ๆ ก็เกิดอาการเจ็บจี๊ดที่หน้าอกเฉียบพลันจนเผลอหลุดเสียงร้อง ความเจ็บแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ก่อนมันจะจางหายไปในชั่วพริบตา ที่ไว้เพียงร่องรอยของอาการและเม็ดเหงื่อที่ผุดบนขมับ เขาค่อยๆ ลดมือที่ถือแปรงสีฟันลง กดคลึงบริเวณหน้าอกซ้ายที่เกิดอาการ ขณะที่อีกข้างยังเท้ากับเคาน์เตอร์ล้างหน้าเพื่อพยุงตัว “สงสัยเหนื่อยจัด” เขาบ่น ก่อนหันกลับไปทำกิจวัตรยามเช้าต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลิ่นกาแฟจาง ๆ จากถ้วยบนโต๊ะผสมกับกลิ่นมัสก์อ่อน ๆ จากน้ำหอมปรับอากาศที่เขาซื้อมาวางไว้เอง คลุ้งอยู่ในอากาศ กันต์ธีร์นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เช้า เพื่อพิมพ์รายงานผลผ่าพิสูจน์ร่างผู้ต้องหาเมื่อคืน และส่งต่อให้แผนกอาชญากรรมร้ายแรง เสียงแป้นพิมพ์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สลับกับเสียงคลิกเมาส์เป็นระยะ รายงานฉบับนี้ใช้เวลามากกว่าที่เขาคาดไว้ จนกระทั่งเสียงเคาะคีย์บอร์ดตัวสุดท้ายจบลง เข็มนาฬิกาก็ขยับเลยเวลาเที่ยงไปแล้ว “หิวชะมัด… โรงอาหารจะเหลืออะไรให้กินไหมเนี่ย” เขาบ่นขณะบิดตัวคลายความเมื่อยล้า แต่ก่อนจะได้ลุกไปหาอะไรลงท้อง เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น กันต์ธีร์เอื้อมจะรับ ทว่าปลายนิ้วยังไม่ทันแตะเครื่อง โรสที่เพิ่งกลับมาจากมื้อเที่ยงก็พุ่งเข้ามาคว้าไปก่อน “เฮียไม่ต้อง” เธอว่า พลางยื่นถุงหมูปิ้งมาตรงหน้า มืออีกข้างกดรับสายอย่างคล่องแคล่ว “สวัสดีค่ะ โรสค่ะ... ค่ะ ได้ค่ะ...” เธอหยิบปากกาขึ้นมาจดข้อมูลจากปลายสายลงบนกระดาษ ‘หมูร้านนี้อร่อยแฮะ เดี๋ยวต้องถามสักหน่อยว่ามาจากร้านไหน’ ชายหนุ่มคิดไปเคี้ยวไป มองถุงหมูปิ้งที่เริ่มพร่องลงเรื่อย ๆ “ค่ะ ได้ค่ะ จะไปสถานที่เกิดเหตุเดี๋ยวนี้” โรสมองกันต์ธีร์ สีหน้าเปลี่ยนจากปกติเป็นเคร่งเครียด กันต์ธีร์ยกคิ้วเป็นเชิงถาม “พบรถตกลงไปในทะเลสาบ มีผู้เสียชีวิตสองราย เป็นผู้หญิง และเด็ด คาดว่าน่าจะเป็นคู่แม่ลูกค่ะ” “อุบัติเหตุ?” “ไม่แน่ใจค่ะ” “โทรแจ้งคนอื่นในทีม บอกให้ไปเจอกันที่รถในสิบนาที” “ค่ะ!” โรสรับคำ ความนิ่งสงบเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเร่งรีบ เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังสะท้อนบนพื้นเรียบของห้องทำงาน กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศ ยังคงลอยอยู่ในอากาศ แต่ว่าบรรยากาศไม่ผ่อนคลายเหมือนเดิมอีกต่อไป รถของทีมออบส์เคลื่อนตัวมาตามถนนสายรอง ห่างจากเส้นหลักราวสองกิโลเมตร ปลายทางคือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีทะเลสาบอยู่ใจกลาง เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มักแวะมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ทว่าในความกว้างขวางของสวนกลับซ่อนมุมอับและแนวป่ารกชัฏไว้หลายจุด — หนึ่งในนั้นคือ ‘จุดเกิดเหตุ’ ในวันนี้ บริเวณจุดเกิดเหตุถูกปิดล้อมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าใกล้ รถของทีมออบส์จอดห่างจากแนวกั้นไม่ไกลนัก ทันทีที่ก้าวลงจากรถ กลิ่นดินชื้นและลมเย็นจากทะเลสาบพัดเฉียดใบหน้า ทั้งทีมเดินตรงไปยังพื้นที่เกิดเหตุ กันต์ธีร์คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนคนนั้นเร็วขนาดนี้ สายตาของเขาหยุดนิ่งทันทีที่มองเห็นร่างคุ้นตาหลังแนวรั้วสื่อมวลชน ‘จันอับ’ เขาเผลอมอง จนบังเอิญสบตาอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในวูบนั้น ‘ลองทำตามที่แม่บอกสิ…ลดกำแพงระหว่างกันดูสักครั้ง’ แต่สุดท้ายความรู้สึกน้อยใจที่ยังเกาะแน่นอยู่ กลับทำให้เขาเลือกเดินผ่านหน้าจันอับไป ทำทีเป็นมองไม่เห็น แม้หัวใจจะเต้นแรงกว่าทุกครั้งที่เคยเจอ จันอับเองก็คิดจะทักทายเช่นกัน แต่เมื่อหัวหน้าทีมออบส์เดินผ่าน ราวกับมองทะลุตัวเองไป คำทักทายที่ตั้งใจไว้ก็จมหายลงในลำคอ เหลือเพียงความหน่วงที่อธิบายไม่ได้ตีวนอยู่ในอก ลมจากทะเลสาบพัดผ่าน พาเสียงเครื่องยนต์ของรถลากดังคลอเบา ๆ เจ้าหน้าที่สามารถกู้รถยนต์หรูคันหนึ่งขึ้นจากน้ำได้สำเร็จ ตอนนี้มันจอดอยู่ไม่ไกลจากริมตลิ่ง สภาพภายนอกยังดูสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยเสียหายให้เห็น เมื่อทีมออบส์เข้าพื้นที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบรีบเข้ามาทักทายและรายงานสถานการณ์ให้ฟังโดยละเอียด ก่อนมอบให้ทางทีมเข้ารับช่วงต่อ ภายในรถตรงเบาะคนขับพบศพหญิงวัยกลางคน เส้นผมเปียกแนบศีรษะ เสื้อผ้าที่สวมอยู่ชุ่มไปด้วยน้ำจนขึ้นเงาเย็นเฉียบ เด็กเล็กอีกรายนอนนิ่งอยู่ที่เบาะหลัง มือข้างหนึ่งยังจับของเล่นชิ้นเล็กไว้แน่น กันต์ธีร์นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนออกคำสั่งเสียงเรียบ “แยกกันตรวจพื้นที่ — ระวังหลักฐานหลุด” เสียงกล้องบันทึกภาพดังสั่น ๆ ปะปนกับเสียงฝีเท้าเหยียบโคลน และกลิ่นสนิมจากน้ำขังที่ยังติดพื้นรถ หลังจากตรวจเก็บหลักฐานบางส่วนภายในรถ จินไตยและอัยกรจึงช่วยกันนำศพทั้งสองออกมาจากรถ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สะท้อนผิวน้ำเป็นประกาย ร่างทั้งสองถูกวางบนผ้าปูที่จัดเตรียมไว้ ผิวซีดตัดกับผ้าพลาสติกสีเทาอย่างชวนสะเทือนใจ กันต์ธีร์และพิร์วรัลทรุดนั่งลงข้างศพหญิงวัยกลางคน ดวงตาคมกริบกวาดมองทั่วร่างอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ มือที่สวมถุงมือยางสีขาวแตะลงบนผิวซีดของผู้ตายอย่างเบามือ — ระมัดระวังราวกับกลัวแม้แต่ลมหายใจจะทำให้หลักฐานเสียหาย เสียงเรียกคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง “อ้าว ไอ้กันต์ ทีมมึงรับผิดชอบเคสนี้เหรอ” กันต์ธีร์ละสายตาจากศพ หันไปตามเสียงนั้น เห็นไกรวิทย์ในเสื้อแจ็กเกตสีกรมเดินเข้ามา พร้อมผู้ติดตามอย่างรณพักตร์ “สวัสดีครับพี่กันต์” รณพักตร์ยกมือไหว้ กันต์ธีร์ยิ้มรับ “สวัสดีครับ” ก่อนจะหันไปตอบคำถามไกรวิทย์ “ใช่ ว่าแต่มึงเถอะมาได้ยังไง นี่ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยมึงนี่” ไกรวิทย์เอามือเสียบกระเป๋า “กูมาหาเพื่อนที่เป็นสารวัตรดูแลพื้นที่นี้พอดี ตอนกำลังคุยกัน ได้รับแจ้งว่ามีรถตกน้ำ เลยขอตามมาดูด้วย มึงได้อะไรหรือยัง” “กำลังตรวจสอบ ดูสิที่ปากผู้ตายมีคราบฟองบาง ๆ แต่ไม่ใช่ ‘โฟมโคน’(1) แบบจมน้ำ อีกอย่าง ริมฝีปากกับเยื่อบุตาไม่เขียวคล้ำ เหมือนหมดสติอย่างรวดเร็วก่อนจะลงน้ำ” เขาชี้จุดที่ผิดปกติอื่น “สีผิวตรงรอบริมฝีปากกับเล็บ แดงชมพูจัดกว่าปกติ สีลักษณะนี้ไม่ใช่เลือดคั่งจากช้ำ แต่เข้าทาง ‘เลือดเชอร์รี ’(2) ที่เราเจอในเคสรมควันคาร์บอนมอนอกไซด์มากกว่า” กันต์ธีร์เงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักข้อมูล “ถ้ามองจากสัญญาณภายนอกแบบนี้ มีโอกาสสูงว่าผู้ตายอาจหมดสติหรือเสียชีวิตก่อนรถจะลงน้ำด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นแค่ข้อสันนิษฐานนะครับ ต้องรอผลวิเคราะห์ระดับคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (COHb) จากแลบ รวมถึงการตรวจเนื้อเยื่อเพิ่มเติมก่อน ถึงจะสรุปได้ชัดเจน” รณพักตร์กดเสียงต่ำ “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ … ก็ไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาแล้วสิ” ไกรวิทย์หลุบตามองศพ แววตาเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “งั้นคดีนี้…คงต้องขุดให้ลึกกว่าที่คิด แผนกกูคงต้องลงมาร่วมด้วย” “ดี เคสนี้น่าจะมีอะไรมากกว่าที่เห็น” กันต์ธีร์ยังไม่ละจากร่างผู้ตาย “ลางสังหรณ์กูบอกแบบนั้น” แต่ขณะที่กันต์ธีร์กำลังจะลุกขึ้นยืน ความเจ็บแปลบก็วาบขึ้นตรงอกซ้ายจนต้องชะงัก “ซี๊ด…” เสียงลอดไรฟันหลุดออกมาอย่างห้ามไม่ทัน มือข้างหนึ่งกุมอกแน่น ใบหน้าคมบิดเบี้ยวเล็กน้อยจากความเจ็บที่จู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว “เป็นอะไรวะ?” ไกรวิทย์เห็นอาการผิดปกติ รีบเขาไปประคอง “มะ... ไม่เป็นไร เจ็บหน้าอกนิดหน่อย คงพักผ่อนน้อย กูขอไปพักก่อนนะ” กันต์ธีร์ฝืนยืนตัวตรง สูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ พยายามบังคับจังหวะให้คงที่ หวังว่าอาการจะทุเลาเหมือนตอนเช้า ทว่าครั้งนี้กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เขาหันไปหาบอกลูกน้องที่อยู่ใกล้ๆ “ไอ้กร ฝากทางนี้หน่อย พี่รู้สึกไม่ค่อยดี ขอกลับไปพักที่รถก่อน” “ได้ครับ เฮียสีหน้าไม่ดีเลย ให้ผมพาไปโรงพยาบาลมั้ย” อัยกรถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่ต้อง คงนอนน้อย แถมกินข้าวเที่ยงไปนิดเดียว พักสักครู่น่าจะดีขึ้น พวกแกทำงานกันเถอะไม่ต้องห่วง” “หรือจะให้กูพาไปเอง?” ไกรวิทย์เสนอ “ไม่เป็นไรจริง ๆ มึงไปจัดการธุระเถอะ ไม่ใช่ว่าอยากขอร่วมทำคดีเหรอ กูแค่นั่งพักเดี๋ยวเดียวก็น่าจะดีขึ้น ไม่ต้องห่วง” ไกรวิทย์กดมุมปาก เหมือนจะค้านแต่ก็ยอม “งั้นตามใจ แต่ถ้าไม่ไหวให้เจ้าหน้าที่แถวนั้นรีบมาเรียกพวกกูนะ” “รับทราบครับผม” กันต์ธีร์คล้ายหยอกล้อ หมุนตัวออกจากพื้นที่ ไปยังจุดที่จอดรถ ถึงที่หมาย ชายหนุ่มหยุดพิงประตูรถ เขาหลับตาสูดลมหายใจลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ยิ่งหายใจความเจ็บเสียดยิ่งแผ่ซ่าน เหมือนมีบางสิ่งแหลมคมทิ่มแทงจากภายใ เสียงพูดคุยและฝีเท้าที่กระจายอยู่รอบบริเวณยังแว่วอยู่ไม่ไกล แต่ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น มีเสียงก้าวเดินคู่หนึ่งดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ไม่นาน เงาของใครสักคนก็ทอดทับลงตรงหน้าเขา “นี่คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” กันต์ธีร์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองต้นเสียงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “คุณ…เรียกผมหรือ?” จันอับขมวดคิ้ว “ไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใครล่ะ ถามแปลกจัง” “อ๋อ ครับ แล้วมีอะไรหรือเปล่า ถ้าอยากรู้เรื่องคดี ตอนนี้คงยังบอกไม่ได้ ต้องรอผลชันสูตรก่อน” “เปล่าสักหน่อย...” จันอับหลบสายตา พูดเสียงเบา “แค่อยากขอโทษที่ครั้งก่อนพูดไม่ดี” กันต์ธีร์คลายสีหน้าลงเมื่อได้ยิน เขาส่งยิ้มอ่อนแรงให้ “ถ้าเรื่องนั้น ไม่เป็นไรหรอก ผมเองก็ไม่ควรถามกับคุณด้วยลักษณะนั้น ขอโทษเช่นกัน” รอยยิ้มเพิ่งแตะมุมปากได้ไม่นาน กลับแปรเปลี่ยนเป็นสั่นระริก เมื่อความเจ็บทวีคูณขึ้น ประหนึ่งถูกปลายเข็มเป็นร้อยทิ่มแทงอยู่ภายใน “ซี๊ด…” เขากัดฟันแน่น พยายามพยุงตัวไม่ให้ล้ม แต่แรงจากร่างกายที่กำลังหมดไม่อาจต้านไว้ได้ เขาแทบไม่อาจตอบสนองต่อสิ่งใด ลมหายใจติดขัด เสียงรอบตัวเริ่มพร่าเลือน สิ่งสุดท้ายที่สัมผัสได้ ก่อนสติจะดับวูบ คืออ้อมแขนอุ่นของใครบางคนที่พุ่งเข้ามารับไว้ พร้อมเสียงเรียกอย่างร้อนรน “พี่กันต์!” จันอับตะโกนลั่นด้วยความร้อนรน มือทั้งสองพยุงร่างสูงที่ทรุดลงได้ทันเวลา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายหมดสติไปต่อหน้าต่อตา “พี่กันต์! พี่ได้ยินผมมั้ย!” เด็กหนุ่มเรียกซ้ำ ๆ ด้วยเสียงสั่นเครือ ความตกใจทำให้ไม่ทันรู้ตัวว่าหลุดปากเรียกด้วยสรรพนามที่เปลี่ยนไป สิ่งเดียวที่คิดได้ในตอนนั้น คือการพยายามปลุกอีกฝ่ายให้ฟื้น “ช่วยด้วยครับ ตรงนี้มีคนหมดสติ!!” จันอับตะโกนสุดเสียง มือหนึ่งแตะเบา ๆ ที่แก้มเพื่อหวังเรียกสติ แต่ไม่มีการตอบสนอง ความหวาดหวั่นในใจเพิ่มขึ้นทุกวินาที “ไอ้จัน! เกิดอะไรขึ้น!” เสียงพิร์วรัลดังขึ้นจากด้านหลัง เธอวิ่งมาด้วยความร้อนรน โชคดีที่แวะมาดูอาการหัวหน้าตามคำบอกของอัยกร “กูไม่รู้ อยู่ ๆ พี่เขาก็ร้อง สีหน้าเหมือนเจ็บมาก แล้วก็ล้มไปเลย ตอนกูเดินมา เห็นว่าเขากุมหน้าอกไว้ด้วย” จันอับตอบเสียงสั่น ตัวสั่นสะท้านจนหญิงสาวจับความรู้สึกได้ “โอเค ใจเย็นก่อน เฮียแค่หมดสติ” พิร์วรัลคุกเข่าลงข้างเพื่อน รีบแตะข้อมืออีกฝ่ายเพื่อตรวจชีพจร ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “ชีพจรยังดีอยู่ เดี๋ยวกูโทรเรียกรถพยาบาล” “ถ้ารถฉุกเฉินมา มึงช่วยไปโรงพยาบาลหน่อยนะ จะได้เล่าเหตุการณ์ให้หมอฟัง” พิร์วรัลรีบควักโทรศัพท์จากกระเป๋าเพื่อโทรแจ้งเหตุ เธอแตะแขนเพื่อนเบา ๆ เป็นการปลอบ “ได้ ได้ มึงพี่เขาจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?” จันอับถามเสียงแผ่วน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล ดวงตาสั่นระริก “ไม่เป็นอะไรแน่นอน” พิร์วรัลตอบหนักแน่น พยายามส่งความมั่นใจผ่านคำพูด แม้ในใจเองจะรู้สึกกังวลอยู่บ้าง เธอลูบไหล่เพื่อนเบา ๆ เบนสายตาไปยังโทรศัพท์เพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน แม้ในหัวจะมีคำถามขึ้นมาว่า ‘ไอ้จันกับเฮียสนิทกันตอนไหน…หรือกูตกข่าวอะไรไปวะ?’ แต่เวลานี้ไม่ใช่ช่วงจะหาคำตอบ สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยหัวหน้าของพวกเธอให้ปลอดภัย ขณะรอรถฉุกเฉิน จันอับยังคงประคองร่างไร้สติของกันต์ธีร์ไว้แนบอก ไม่ยอมปล่อยมือแม้ชั่วขณะ ความกลัวตีตื้นขึ้นมาในใจ เขารู้สึกเหมือนการปล่อยมือ คือการสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญเกินกว่าจะยอม เสียงไซเรนดังขึ้นไม่นานหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่รีบเข้ามารับตัวคนหมดสติขึ้นรถ จันอับก้าวตามไปติด ๆ มือที่เคยประคองกลับเลื่อนไปจับมืออีกฝ่ายไว้แทนโดยไม่รู้ตัว เหมือนหวังว่าความอุ่นจากฝ่ามือนั้นจะช่วยยื้อสติของกันต์ธีร์ไว้ได้ (1) โฟมโคน (Foam cone) คือ ฟองละเอียดคล้ายสบู่ ที่เกิดจากการผสมกันของ น้ำ น้ำมูก เมือก และอากาศในหลอดลม–ถุงลมปอด เมื่อคนจมน้ำ ร่างกายจะพยายามหายใจ ทำให้เกิดแรงดันในปอด → น้ำเข้าไปผสมกับอากาศ → กลายเป็นฟองละเอียดจำนวนมาก พอฟองนั้นถูกดันออกมาทางปากและจมูก จึงเห็นเป็น “กรวยฟอง” (Foam cone) พูนอยู่ตรงช่องเปิดทางเดินหายใจ (2) เมื่อคนสูดดม ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เข้าไป → CO จะจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เกิดเป็นสารที่ชื่อว่า คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhemoglobin; COHb) → เจ้าสารนี้มี “สีแดงสดอมชมพู” คล้ายสีเชอร์รี ดังนั้นเลือดในร่างคนที่ได้รับพิษ CO จะไม่คล้ำหรือแดงเข้มเหมือนคนขาดออกซิเจนทั่วไป แต่จะเป็น แดงสดใสผิดธรรมชาติจันอับเดินกลับมานั่งลงข้าง ๆ กรรณิกา ตอนนี้ดูท่าทางจะดีขึ้นแล้ว เพื่อดึงความสนใจจึงหาเรื่องคุย“คุณน้ารู้หรือเปล่าครับว่าตรงข้ามโรงพยาบาลมีร้านขนมร้านหนึ่ง ครัวซองต์อร่อยจนคนต่อคิวตั้งแต่ตอนเปิดร้านเลยนะครับ”“น้าเคยผ่านอยู่หลายครั้ง เห็นคนต่อคิวยาวเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสได้แวะสักที หนูจันล่ะ เคยลองหรือยัง?”“เคยแล้วครับ เพื่อนมันลากผมไปซื้อตั้งแต่เช้า ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะอร่อยอะไรขนาดนั้น แต่พอได้กินเข้าไปเท่านั้นแหละ… แสงออกปากเลย”กรรณิกาหลุดหัวเราะออก และเมื่อเสียงหัวเราะจางลง มือของเธอก็เอื้อมมากุมมือของเด็กหนุ่ม “ขอบใจนะคะ หนูจัน…ที่อยู่กับน้า มีหนูนั่งเป็นเพื่อน น้ารู้สึกเบาใจขึ้นเยอะ”“ไม่เป็นไรเลยครับ” เขาว่า “ผมเต็มใจอยู่เป็นเพื่อน”ทั้งสองนั่งคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งจันอับเหลือบเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทสีเข้มเดินตรงเข้ามาตามทางเดินเขาดูสูงโปร่ง รูปร่างสมส่วน ท่วงท่าดูมั่นใจแต่ไม่โอ้อวด ช่วงไหล่กว้างรับกับแผ่นหลังตรง จังหวะการก้าวเดินที่มั่นคงทำให้ดูสง่า ทว่าแววตากังวลทอดเงาอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาทำให้ดูเคร่งขรึม ความเร่งรีบในฝีเท้าสะท้อนชัดถึงความห่
รถพยาบาลขับเข้ามาจอดหน้าห้องฉุกเฉิน เสียงเบรกดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่ช่วยกันย้ายร่างของกันต์ธีร์ลงจากรถ เพื่อพาเขาเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนจันอับยังคงจับมือคนป่วยไว้แน่น เดินตามไปตลอดทาง จนถึงหน้าประตูที่มีป้ายเขียนว่า “เฉพาะบุคลากรเท่านั้น” เขาจึงจำเป็นต้องปล่อยมือ ความอุ่นจากฝ่ามือค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงความว่างเปล่าซึมเข้ามาแทนที่หลังเล่าอาการทั้งหมดให้แพทย์เวรฟัง จันอับยืนอยู่ลำพังในโถงสีขาวที่เต็มไปด้วยแสงไฟและเสียงฝีเท้า เขาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้หน้าแผนกฉุกเฉินอย่างเผลอไผล สายตาเหม่อลงกับพื้นเหมือนความคิดหลุดลอยไปไกลจนกระทั่ง…เสียงอ่อนโยนปนกังวลจากเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ดังขึ้น เขาเงยหน้าช้า ๆ มองไปทางต้นเสียง“คุณพยาบาลคะ ไม่ทราบว่าผู้ป่วยที่ชื่อกันต์ธีร์ หิรัญณรากุล อยู่ห้องไหนคะ ฉันเป็นแม่ของเขา ได้รับโทรศัพท์ว่าลูกฉันอยู่ที่โรงพยาบาลนี้”ต้นเสียงเป็นหญิงวัยกลางคนตอนปลายในชุดสุภาพ แม้มีท่าทีร้อนรนแต่ใบหน้ายังคงงดงามถึงผ่านกาลเวลามาแล้ว เส้นผมที่เกล้าขึ้นอย่างเรียบง่ายช่วยขับเน้นบุคลิกที่ดูสง่างาม ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้จันอับเผลอมองนานกว่าปกติ
ใจกลางห้องใต้ดินอันเงียบสงัด สัญลักษณ์รูปดอกไม้แปดกลีบถูกวาดขึ้นบนพื้นอย่างประณีต เส้นสายคดโค้งซับซ้อน ล้อมรอบแท่นบูชาที่ตั้งอยู่ใจกลางวง เครื่องบูชาหลากชนิดเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เทียนขาว ธูปหอม และภาชนะใส่ของเหลวสีแดงคล้ำ กลิ่นหอมของธูปผสมคลุ้งในอากาศเย็นชื้น จนแทบแยกไม่ออกว่ากลิ่นใดคือกลิ่นควัน…และกลิ่นใดคือกลิ่นเลือดเบื้องหน้าแท่นบูชา ร่างในชุดสีเข้มนั่งขัดสมาธิอยู่กลางวง เส้นผมดำขลับเกล้ามวยสูง ดวงเนตรหลับพริ้มราวกับกำลังจมลึกอยู่ในสมาธิ แต่อำนาจกลับแผ่กระจายทั่วทั้งห้อง“อาจารย์แม่ จะทำอย่างไรต่อครับ?” เสียงทุ้มต่ำของลูกศิษย์ดังขึ้น ทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่ดวงตาของผู้ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์แม่ยังคงปิดสนิท ทว่าคำตอบกลับเยือกเย็นและมั่นคง “หึ... พวกโง่ ก็มักจะทำอะไรโง่ ๆ ไม่ต้องห่วง ข้าจัดการเอง ออกไปเถอะ แล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวนตอนข้าทำพิธี”ชายที่ถามโค้งศีรษะต่ำแสดงความเคารพ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป ประตูไม้บานทึบปิดลงอย่างเงียบเฉียบ ทิ้งไว้เพียงเสียงบทสวดคาถาโบราณ พลังบางอย่างค่อย ๆ แผ่ขยายจากกลางวงบูชา ราวกับสัตว์ร้ายที่ตื่นจากนิทรา —ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด~ เสียงนาฬิกาปลุกแหวกควา
วันนี้เป็นอีกวันที่เรียบง่ายสำหรับหัวหน้าทีมพิสูจน์หลักฐาน กันต์ธีร์นั่งอยู่หลังโต๊ะท่ามกลางแฟ้มคดีและเอกสารที่วางเรียงราย เขาก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ ปลายปากกาขยับจรดลงบนสมุดเป็นระยะ ความคิดค่อย ๆ ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นประโยคทีละบรรทัด แต่แล้วช่วงเวลานี้กลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเสียงตะโกนดังลั่นจากทางเดิน พร้อมร่างของเจ้าของเสียงที่พุ่งเข้ามาในห้อง โรสโผล่เข้ามาพร้อมหน้าตาตื่น ดวงตาลุกวาว เหมือนเพิ่งวิ่งสุดแรงจนยังตั้งลมหายใจไม่ทัน “เฮีย—เฮีย…! ฮึ่ก—ผล… ผลออกแล้ว!” กันต์ธีร์เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย สมองยังไม่ประมวล “ผลอะไร?” “ผล DNA จากเส้นผมที่เราพบในที่เกิดเหตุรายที่ห้า... และรอยนิ้วมือไง คิดว่าผลสลากกินแบ่งหรือไงล่ะ?” กันต์ธีร์และจินไตยลุกพรวดจากเก้าอี้แทบจะพร้อมกัน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งคู่เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางห้องแล็บ โดยไม่สนใจคนที่ส่งข่าวอีก “อ้าว รอด้วยดิเฮ้ย!” โรสตะโกนไล่หลัง “หูยย มีน้ำใจรอคนเหนื่อยกันจริง ๆ” โรสบ่นพึมพำด้วยความน้อยอกน้อยใจ หญิงสาวได้แต่นั่งแปะลงกับเก้าอี้เพื่อพักให้หายเหนื่อย ก่อนจะเดินตามไป ประตูห้องแล็บถูกผลักเปิด แสงจากหลอ
ณ ร้านอาหาร คนทั้งสี่นั่งร่วมโต๊ะ บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับอึมครึม เมื่อสองในสี่กำลังทำสงครามประสาทเงียบ ๆ จันอับนั่งไขว้ขา พลิกเมนูอาหารไปมาเหมือนอ่านอย่างตั้งใจ แต่บ่อยครั้งที่ลอบมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่ปิดไม่มิด ‘ไม่ชอบหน้าอีตานี้จริง ๆ’กันต์ธีร์ก็ไม่แพ้กันยังคงกวนประสาทคนอายุน้อยกว่า เขานั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ มองคนอีกฝ่ายไม่วางตา รอยยิ้มมุมปากนั้นคล้ายจะท้าทายคู่กรณีอย่างชัดเจนรณพักตร์อยู่ข้างจันอับลอบสังเกตสถานการณ์นั้นด้วยความเพลิดเพลิน จนหลุดขำออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสียงให้เป็นการกระแอมไอแทน ขณะที่ไกรวิทย์ทำหน้าที่เจ้าภาพอย่างเต็มที่ เขาตัดสินใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของทั้งสองคนตั้งแต่ออกจากห้องทำงานไกรวิทย์ “อยากทานอะไรสั่งเลยนะ วันนี้ขอเป็นเจ้ามือเอง”จันอับกล่าวขอบคุณ ตัดสินใจเลิกสนใจคนกวนประสาทนั้นซะ ชายหนุ่มเอนตัวเข้าใกล้เพื่อนด้วยความกระตือรือร้น “ไอ้พักตร์ กินอะไรดีวะ” รณพักตร์ดูเมนูที่ถูกส่งมาตรงหน้า จนหัวทั้งสองแทบชนกัน ช่วยกันเลือกเมนู “น่ากินหมดเลยว่ะ มึงว่าเอาอะไรดี” ท่าทางเหมือนเห็นเด็กน้อยที่กำลังหิวได้เจออาหารที่ถูกใจแต่ตัดสินใจไ
เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กันต์ธีร์จึงเลือกเดินไปรายงานผลการชันสูตรกับ ไกรวิทย์ด้วยตัวเอง ทุกย่างก้าวในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์ที่เพิ่งพบ เขาพยายามหาความเชื่อมโยงกันระหว่างรอยทั้งสอง ทว่า…ยิ่งคิดกลับยิ่งไม่เห็นความเป็นไปได้ หัวหน้าทีมออบส์ผลักประตูห้องทำงานของรองผู้กำกับเข้าไป และเห็น รณพักตร์กำลังง่วนอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะจนไม่สังเกตการมาถึงของเขา “สวัสดีพักตร์งานยุ่งเหรอ” รณพักตร์เงยหน้ามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงยิ้มและตอบกลับ “สวัสดีครับคุณกันต์ งานเยอะนิดหน่อยครับ คุณมาหาท่านรองฯ เหรอครับ ท่านอยู่ในห้อง” “พักตร์เรียกว่าพี่ หรือเฮียตามไอ้พวกนั้นเถอะเรียกคุณแล้วพี่รู้สึกห่างเหิง”เขาบอก “แล้วนี่พี่เข้าไปได้เลยไหม” กันต์ธีร์ผยักเผยิดหน้าไปทางห้องทำงานของไกรวิทย์ “ได้ครับพี่ แต่ผมขอรายงานท่านก่อนนะครับ” รณพักตร์ลุกเดินไปเคาะประตูห้องเจ้านายเบา ๆ “ท่านครับ พี่กันต์มาขอพบครับ” เสียงจากในห้องดังขึ้น แฝงความเร่งเร้า “เข้ามา ๆ” ไกรวิทย์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตื่นต้ว ถามกันต์ธีร์ทันทีที่โผล่หน้าเข้ามา “ได้อะไรมา” “มึงไม่คิดจะให้กูนั่งพักสักแป๊ปเลยหรือไง” “เออ ๆ หายเหน







![[Mpreg] เร้นรักพันธนาการหัวใจ](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)