ログインลมหนาวพัดแรงจนประตูไม้เก่าส่งเสียงครวญคราง เปลวเทียนที่ใกล้มอดดับพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
ชิงเหอกอดร่างของซูหว่านหนิงไว้แน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว
"เกิดอะไรขึ้น" นางยังพูดไม่ทันจบ ร่างในอ้อมแขนก็ขยับเบา ๆ
ชิงเหอชะงัก นางค่อย ๆ ก้มหน้าลงมอง หญิงสาวที่ควรสิ้นลมหายใจไปแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นยังคงเป็นดวงตาของซูหว่านหนิง แต่แววตากลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
มันใสกระจ่าง ลึกล้ำ และแฝงประกายประหลาดราวกับสัตว์ป่าที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
หญิงสาวกะพริบตาช้า ๆ มองเพดานผุพัง มองผ้าห่มผืนเก่าบนตัว มองสาวใช้ที่ร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อน
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่าออกมาประโยคหนึ่ง
"มีอะไรกินหรือไม่"
ชิงเหออ้าปากค้าง
"พระสนม?"
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายเพิ่งค้นพบเรื่องสำคัญยิ่งกว่าเรื่องใดในโลก
"ข้าหิว"
ข้าหิว… ประโยคสั้น ๆ เพียงสี่คำทำให้ชิงเหอหยุดร้องไห้ไปชั่วขณะ
สาวใช้ตัวน้อยกะพริบตาปริบ ๆ มองคนบนเตียงราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังฝันอยู่หรือไม่
เมื่อครู่นี้พระสนมของนางยังสิ้นลมหายใจอยู่แท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับนั่งอยู่บนเตียงและพูดว่าหิว
"พระสนม?"
นางขมวดคิ้ว เสียงดังเกินไปแล้ว มนุษย์ทุกคนชอบตะโกนใส่หน้าผู้อื่นเช่นนี้หรือ
นางพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งเต็มที่ ทันทีที่ขยับ ร่างกายก็ส่งเสียงประท้วงขึ้นมาทันที
อ่อนแรง เจ็บปวด เหมือนจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ นางก้มมองมือของตนเอง มือเรียวเล็ก สีขาวซีดจนเห็นเส้นเลือด ไม่ใช่อุ้งเท้า ไม่มีกรงเล็บ ไม่มีขนสีขาวนุ่มสลวย
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองด้านหลังโดยอัตโนมัติ
"..." ไม่มี
หางทั้งเก้าหางของนางหายไปหมดแล้ว นางหลับตาลงอย่างเหนื่อยใจ
"สวรรค์..."
ดูเหมือนเคราะห์ครั้งนี้จะหนักกว่าที่คิด ภาพสุดท้ายก่อนหมดสติปรากฏขึ้นในหัว เมฆเคราะห์สีดำปกคลุมทั่วภูเขาศักดิ์สิทธิ์ สายฟ้าสีม่วงนับร้อยสายพุ่งลงมาจากท้องฟ้า อสนีบาตลูกสุดท้ายฟาดลงกลางศีรษะของนางเต็ม ๆ
หลังจากนั้น นางก็ไม่รู้อะไรอีกเลย
ข้าชื่อหูหลี จิ้งจอกเก้าหางที่บำเพ็ญเพียรมานานกว่าพันปี เดิมทีเพียงต้องการผ่านเคราะห์สวรรค์ให้สำเร็จ ใครจะคิดว่าสุดท้ายกลับถูกส่งมาอยู่ในร่างมนุษย์ใกล้ตายเช่นนี้
"พระสนม..." ชิงเหอเรียกอีกครั้ง น้ำตายังคงคลอหน่วยอยู่ในดวงตา
ข้าหันไปมองนาง เด็กคนนี้ร้องไห้เก่งจริง ตั้งแต่ลืมตามาก็ร้องไม่หยุด
"มีอะไร"
ชิงเหอชะงัก พระสนมของนางพูดไม่เหมือนเดิม น้ำเสียงก็ไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งสายตาก็ไม่เหมือนเดิม แต่คนตรงหน้ายังคงเป็นซูหว่านหนิง เป็นใบหน้าเดียวกัน เป็นเสียงเดียวกัน นางจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้
"ท่าน... ท่านฟื้นแล้ว"
หูหลีถอนหายใจ
"ถ้ายังไม่ฟื้น ข้าจะคุยกับเจ้าอยู่แบบนี้หรือ"
ชิงเหออ้าปากค้าง พระสนมเคยพูดเช่นนี้เสียที่ไหน ก่อนที่นางจะได้คิดอะไรต่อ เสียงดังครืดก็ดังขึ้นในห้อง
ครืด...
ชิงเหอก้มมองท้องของคนบนเตียง หูหลีก็ก้มมองเช่นกัน
“ข้าหิวจริง ๆ มีอาหารหรือไม่”
ชิงเหอรีบพยักหน้า
"มีเพคะ!" นางลุกพรวดขึ้นแล้ววิ่งไปที่ตู้ไม้เก่า ๆ จากนั้นจึงนำจานใบเล็กออกมา ในจานมีหมั่นโถวอยู่สองลูก แข็งเสียจนเหมือนหิน
หูหลีมอง หมั่นโถวก็มองนาง เงียบงันอยู่ครู่ใหญ่
"นี่คืออาหาร?"
"เพคะ"
"ของนักโทษหรือ"
ชิงเหอสะอึก
"ของ... ของตำหนักเย็นเพคะ"
หูหลีถอนหายใจยาว มนุษย์ช่างน่าสงสาร อยู่กันลำบากถึงเพียงนี้ สุดท้ายนางก็หยิบหมั่นโถวขึ้นมากัด
คำเดียวแทบฟันหัก หูหลีขมวดคิ้วทันที ร่างนี้อ่อนแอเกินไป ต้องหาอาหารดี ๆ บำรุงก่อน มิฉะนั้นต่อให้ไม่ตายเพราะโรค ก็คงอดตายแทน
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้นเอง จู่ ๆ ความทรงจำจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว
ซูหว่านหนิง บุตรีของมหาอัครเสนาบดี คุณหนูใหญ่แห่งจวนซู ถูกส่งเข้าวัง ครอบครัวถูกใส่ร้าย บิดาถูกเนรเทศ พี่ชายถูกถอดยศ เจ้าของร่างตรอมใจและล้มป่วย
ก่อนจะสิ้นใจในคืนนี้ ภาพความทรงจำมากมายไหลผ่านดวงตาของนาง ความอบอุ่นของครอบครัว รอยยิ้มของบิดา ความเอ็นดูของมารดา ความรักที่พี่ชายมีให้น้องสาว รวมถึงความสิ้นหวังในคืนสุดท้าย
หูหลีนั่งนิ่งไปนาน นานเสียจนชิงเหอเริ่มกังวล
"พระสนม?"
หูหลีหลุบตาลง ในใจรู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย เจ้าของร่างนี้น่าสงสารจริง นางไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับต้องตายอย่างเดียวดายในตำหนักเย็น
หูหลีลูบหน้าอกของตนเองเบา ๆ ราวกับยังสัมผัสความเศร้าของเจ้าของร่างเดิมได้
"วางใจเถิด" นางพึมพำเบา ๆ
"ร่างของเจ้า ข้าจะใช้มันให้ดี"
ชิงเหอไม่ได้ยิน จึงเอียงศีรษะอย่างงุนงง แต่หญิงสาวไม่ได้อธิบาย เพราะในขณะนั้นเอง นางสัมผัสบางอย่างได้ บางอย่างที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ดวงตาของนางพลันสว่างขึ้น
หรือว่า นางหลับตาลงแล้วส่งจิตสำรวจภายใน ครู่ต่อมา มุมปากก็ค่อย ๆ ยกขึ้น
ยังอยู่ มันยังอยู่จริง ๆ ภายในมิติวิญญาณของข้า ยังคงมีบ่อน้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่เช่นเดิม
น้ำในบ่อใสสะอาดราวผลึกแก้ว เปล่งประกายจาง ๆ ท่ามกลางความมืด สมบัติคู่กายของข้าติดตามมาด้วย เดิมทีข้าคิดว่าต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เมื่อเห็นบ่อน้ำแห่งนี้ หัวใจก็โล่งขึ้นทันที อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวัง
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะมองไปรอบตำหนักเย็นอย่างพินิจ หลังคารั่ว กำแพงเก่า ลานกว้างรกร้างด้านนอก ต้นหญ้าขึ้นเต็มไปหมด หญิงสาวจ้องอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาก็ค่อย ๆ เป็นประกาย
"ชิงเหอ"
"เพคะ?"
"ลานด้านนอกไม่มีใครใช้ใช่หรือไม่"
สาวใช้กะพริบตา
"เพคะ"
นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ พื้นที่กว้างไม่น้อย ปลูกผักได้ เลี้ยงไก่ได้ เลี้ยงเป็ดได้ หากจัดการดี ๆ บางทีอาจมีปลากินด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตำหนักเย็นแห่งนี้ไม่ได้เลวร้ายเลยสักนิด
ลูกศรพุ่งเข้ามาทางฮ่องเต้ ทั่วบริเวณแตกตื่น แต่พริบตาต่อมา ไทเฮากลับผลักมู่ชิงหลันออกไปฉึก!ลูกศรปักเข้ากลางอก ไทเฮาเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นสะท้าน มู่ชิงหลันกรีดร้องลั่น"เสด็จอา" แต่ยังไม่ทันเข้าถึงตัว ลูกศรอีกดอกก็พุ่งออกมาจากความชุลมุนฉึก!คราวนี้ปักเข้าที่ร่างของไทเฮา ทั่วสนามเงียบกริบ ไทเฮาล้มลงกับพื้น เลือดไหลออกจากมุมปากนางมองฮ่องเต้ สายตาซับซ้อนอย่างยิ่ง"จิ่นเหยียน..."เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่นางเรียกชื่อเขา ไม่ใช่ฝ่าบาท ไม่ใช่ฮ่องเต้เซียวจิ่นเหยียนยืนมองอยู่เงียบ ๆ ในห้วงเวลานั้น ความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาวันที่ถูกบังคับให้คุกเข่ากลางหิมะ วันที่ถูกเฆี่ยนตี วันที่ถูกนำชีวิตของมารดามาข่มขู่ วันที่ต้องยอมทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่รักขณะเดียวกัน เขาก็จำได้ว่า นางคือคนที่เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ แม้จะเต็มไปด้วยผลประโยชน์ แต่ก็เป็นความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ไทเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะไอเป็นเลือด"สุดท้าย ข้าก็แพ้"ดวงตาของนางค่อย ๆ หม่นแสงลง ส่วนมู่ชิงหลัน สิ้นใจตามไปในเวลาไม่นานข่าวสะเทือนทั้งแผ่นดิน ไทเฮาสิ้นพระชนม์ระหว่างช่วยฮ่องเต้ มู่ชิงหลันสิ้นชีวิตจากการปกป้องราชวงศ์ เรื่องนี้
ภายในกล่องมีตราสัญลักษณ์สีดำชิ้นหนึ่ง เป็นตราที่ไม่เคยมีใครเห็น ยกเว้นคนกลุ่มหนึ่งนักฆ่า…ดวงตาของไทเฮาเต็มไปด้วยความอำมหิต"ข้าให้ชีวิตเขาได้ ข้าก็เอาคืนได้เช่นกัน"มู่ชิงหลันตัวสั่น"เสด็จอาคิดจะ...""อีกสามวัน" ไทเฮากำตราแน่น "ฮ่องเต้จะเสด็จไปล่าสัตว์ นั่นคือโอกาสที่ดีที่สุด" รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้า"หากเขาตาย ราชบัลลังก์ก็ว่างลง ถึงเวลานั้น ข้าจะเลือกผู้สืบทอดคนใหม่เอง ในราชวงศ์ยังมีเชื้อพระวงศ์อีกมาก ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าจะหาใครขึ้นมานั่งแทนไม่ได้"มู่ชิงหลันตกใจจนหน้าซีด นี่ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นการลอบปลงพระชนม์ไทเฮาหยิบพู่กันขึ้นมา ก่อนเขียนจดหมายสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อเขียนเสร็จ นางก็ม้วนกระดาษใส่กระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็ก"ส่งออกไปคืนนี้" เงาดำสายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากมุมห้อง"ขอรับ" พริบตาต่อมาร่างนั้นก็หายไปไทเฮามองความมืดนอกหน้าต่าง ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น"เซียวจิ่นเหยียน ในเมื่อเจ้าไม่ยอมเป็นลูกที่ดี ก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย"ลมเย็นพัดผ่านเปลวเทียนไหววูบ ไม่มีใครรู้เลยว่าเงาแห่งอันตราย กำลังคืบคลานเข้าหาฮ่องเต้ทีละน้อย และอีกสามวันข้างหน้า งานล่าสัตว
“คิดอะไรของเจ้าคิ้วขมวดกันขนาดนั้น ข้ารับรองว่าไม่ผิดคำพูด มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ข้าจะรักและยกย่อง เป็นภรรยาเพียงคนเดียวของข้า”เขาก้มลงจูบริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนก่อน จากนั้นจึงลึกซึ้งและเร่าร้อนขึ้นทุกขณะ มือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังผ่านเนื้อผ้า บีบเอวคอดกิ่วของนางเบา ๆ จนซูหว่านหนิงตัวสั่น“อืม... ฝ่าบาท” เสียงครางแผ่วหลุดจากลำคอโดยไม่ตั้งใจ นางเขินจนอยากหายตัวไป“เจ้าดู ปากบอกไม่ แต่ตัวกลับสั่นขนาดนี้” เขากัดเบา ๆ ที่ใบหูแดงระเรื่อของนาง เสียงกระซิบพร่า“ข้าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปแต่ถ้าเจ้ายังดิ้นอีก ข้าจะไม่รับประกัน”“พระองค์... ทรงข่มขู่หม่อมฉัน” นางพยายามทำหน้าดุ แต่ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความเขินอาย ใบหน้าแดงจนถึงใบหูเซียวจิ่นเหยียนหัวเราะเบา ๆ กดนางเอาไว้ใต้ร่าง มือคลายสายคาดเอวของทั้งคู่อย่างชำนาญ ริมฝีปากไล้ลงไปตามเนินคอขาวผ่อง จูบไล้ลงไปเรื่อย ๆ จนซูหว่านหนิงกัดริมฝีปากแน่น ตัวโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว“อ๊ะ อย่าทำตรงนั้น” นางครางเสียงสั่น มือเล็กกำไหล่กว้างของเขาแน่น“ตรงนี้หรือ”เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเล้าโลมจุดกระสันของนางอย่างตั้งใจ จนเสียงครางหวาน ๆ ดังก้องห้องไม่หยุดคืนนั้น ความร
"เพคะ""เจ้าใช้ถาดฟาดจริงหรือ"ซูหว่านหนิงพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์"เพคะ"ขันทีเการีบก้มหน้า พลางคิดในใจ โอ๊ย! กุ้ยเฟยกล้าฟาดหัวไทเฮา นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก"เพราะเหตุใด"“พวกนางจะตีหม่อมฉันก่อนนี่เพคะ แถมเจอหน้ากันก็ยังจะให้คุกเข่าตลอด ทำผิดอะไรก็ไม่บอก เอะอะคุกเข่า ชอบคุกเข่านัก ทำไมไม่คุกเข่าเสียเองล่ะ"“เจ้า เจ้า เจ้า ฮ่องเต้เจ้าดูกุ้ยเฟยของเจ้า ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา”“นางก็พูดถูก จะให้นางคุกเข่ารับโทษ ต้องบอกด้วยว่านางผิดอะไร”ฮ่องเต้พยักหน้า ราวกับเข้าใจแล้ว ไทเฮาแทบกระอักเลือด"ฮ่องเต้ เจ้าจะเข้าข้างนางหรือ"เซียวจิ่นเหยียนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ย"หว่านหนิงยังอายุน้อย ทำไปเพราะตกใจ"ไทเฮาตาโต"เดี๋ยวข้าจะให้นางคัดกฎวัง และคุกเข่าสำนึกผิดพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่"ไทเฮานิ่งอึ้ง นี่เรียกว่าลงโทษหรือส่วนซูหว่านหนิงก็ยิ้มกริ่ม เห้อ... มีคนหนุนหลังมันดีแบบนี้นี่เอง"ฮ่องเต้!" ไทเฮาโกรธจนตัวสั่น"เจ้า" พูดไม่ทันจบ ก็ไอออกมาพรวด! เลือดสดกระเด็นลงบนผ้าเช็ดหน้า ทั้งตำหนักแตกตื่น"ไทเฮา เรียกหมอหลวง!" เซียวจิ่นเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดันเข้มข้น แต่กลับมีสีหน้าเรียบนิ่ง ก
ดวงตาของซูหว่านหนิงสว่างวาบ รีบวิ่งมาในทันที บนโต๊ะมีอาหารวางเรียงราย ทั้งเป็ดย่างน้ำผึ้งหนังกรอบ หมูตุ๋นห้ารส ปลานึ่งซีอิ๊ว ไก่อบใบชา ซุปเห็ดหิมะตุ๋นโสม เกี๊ยวกุ้งหยก ขนมแป้งดอกเหมย และผลไม้หายากจากต่างแคว้นซูหว่านหนิงน้ำตาแทบไหล"สวรรค์ นี่ต่างหากคือสวรรค์ ของกินอร่อยทั้งนั้น โอ๊ย! ทำไมน่ากินแบบนี้"นางหยิบเกี๊ยวเข้าปาก จากนั้นตามด้วยเป็ดย่าง ซุป ขนม ผลไม้ กินจนแก้มตุ่ย ชิงเหอยืนมองอย่างขบขัน"พระสนมเพคะ""หืม""ค่อย ๆ เสวยก็ได้เพคะ""ไม่ได้""ของอร่อยต้องรีบกิน"ช่วงบ่าย ซูหว่านหนิงนอนกลิ้งอยู่บนตั่ง ลูบท้องกลม ๆ ของตัวเองไปมา ชีวิตการเผชิญวิบากเคราะห์ของข้าช่างสบายอะไรแบบนี้ หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนง่วงจัง... นางหาวอกมาเบาๆ พลางถอนหายใจอย่างมีความสุข"ชีวิตดีเหลือเกิน"แต่ถึงจะย้ายตำหนักแล้ว นางก็ยังชอบกลับไปตำหนักเย็น โดยเฉพาะทุกครั้งที่คิดถึงอาหวงและพวกพ้วงของนางวันนั้น ซูหว่านหนิงเดินเข้าไปในตำหนักเย็น อาหวงเห็นนางก็รีบวิ่งมาหา"กุ๊ก!""อาหวง!"นางรีบอุ้มมันขึ้นมา ก่อนกอดแน่น ๆ ตอนนี้ตำหนักเย็นยังได้รับการดูแลอย่างดี ฮ่องเต้ส่งคนมาช่วยดูแล ทั้งแปลงผัก เล้าไก่ สวนผลไม้ และบ่
“ทำร้ายตัวเองทำไม ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าทำร้ายตัวเอง แล้วก็ไม่อนุญาตให้ใครทำร้ายเจ้าด้วย”“ฝ่าบาท” นางมองเขาอย่างซาบซึ้งใจ"ต่อจากนี้ไป ข้าจะไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก" แต่ลึกลงไปในใจของเซียวจิ่นเหยียน เขารู้ดีเรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ยังเหลืออีกคนและคนนั้นคือไทเฮา คนที่พยายามบงการเขามาตลอดชีวิต ตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ก็ว่าราชการหลังม่าน หลังจากคืนอำนาจก็ยังเอาข้าราชการดั้งเดิมไปเป็นพวก เวลาเขาเสนอนโยบายหรือจะทำอะไร ก็จะโดนคัดค้านไปเสียหมด การล้างบางตระกูลมู่ในครั้งนี้คือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ใครกล้าท้าทายอำนาจเขาอีกจะโดนเหมือนตระกูลมู่ และที่สำคัญเขามีหลักฐานมากมายเอาผิดตระกูลมู่ ก่อนหน้านี้ถึงไม่มีเรื่องของซุหว่านหนิงเขาก็พยายามรวบรวมหลักฐานอยู่การจะโค่นล่มตระกูลมู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นต้องทำอะไรให้รัดกุม จะทำแบบหละหลวมมีช่องโหว่ให้โดนสวนกลับไม่ได้ ดังนั้นเมื่อหลักฐานความผิดทุกอย่างครบครัน ก็ไม่มีใครกล้าขอร้องให้ตระกูลมู่อีก แม้ในอดีตจะเป็นพวกเดียวกัน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันก็ตามทีหลังจากตระกูลซูได้รับการล้างมลทิน ทั่วทั้งราชสำนักก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใ
ชิงเหอนั่งยอง ๆ ข้าง ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย"พระสนม ท่านกำลังทำอะไรหรือเพคะ""ตกไก่""...""อ้อ... ไม่ใช่"ซูหว่านหนิงแก้คำอย่างจริงจัง"ล่อไก่""..." ฟังแล้วก็ยังแปลกอยู่ดีจากนั้นนางก็เทน้ำในถ้วยลงบนพื้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ แผ่กระจายออกมา เป็นกลิ่นที่มนุษย์แทบไม่ได้สังเกต แต่สำหรับสัตว์แล้ว กลับม
"คงไม่งอกหรอก" ชิงเหอพึมพำกับตัวเองใต้ผ้าห่ม ตอนเด็กนางเคยเห็นคนปลูกผัก อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะมีต้นอ่อน สุดท้ายเด็กสาวก็หลับไปพร้อมความสงสัยเต็มหัวรุ่งเช้า แสงแดดอ่อน ๆ สาดผ่านหน้าต่าง ชิงเหอลุกขึ้นตามปกติ สิ่งแรกที่นางคิดคือไปต้มน้ำให้พระสนม สิ่งที่สองคือออกไปดูเมล็ดผักเมื่อวาน"คงยั
ชิงเหอมองรอยยิ้มบนใบหน้าของพระสนมแล้วขนลุกวาบ ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่จู่ ๆ นางก็มีลางสังหรณ์ประหลาดตำหนักเย็นที่เงียบเหงามานานหลายปี ดูเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแล้วแน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องที่คนปกติควรทำในวังหลวงแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างไม้เก่าที่แตกร้าว เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่
หิมะตกหนักตลอดทั้งคืน ตำหนักเย็นท้ายวังเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก กำแพงสูงปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง ประตูไม้เก่าผุพังปิดสนิท ไม่มีโคมไฟ ไม่มีเสียงคน ไม่มีแม้แต่กลิ่นอุ่นของถ่านไฟ มีเพียงลมหนาวที่พัดลอดรอยแตกของหน้าต่างเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่าบนเตียงไม้เก่าหลังหนึ่ง หญิงสาวร่างบอบบางนอนขดตัวอย







