เข้าสู่ระบบ
หิมะตกหนักตลอดทั้งคืน ตำหนักเย็นท้ายวังเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก กำแพงสูงปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง ประตูไม้เก่าผุพังปิดสนิท ไม่มีโคมไฟ ไม่มีเสียงคน ไม่มีแม้แต่กลิ่นอุ่นของถ่านไฟ มีเพียงลมหนาวที่พัดลอดรอยแตกของหน้าต่างเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า
บนเตียงไม้เก่าหลังหนึ่ง หญิงสาวร่างบอบบางนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบางซีด สีหน้าของนางขาวราวกระดาษ ริมฝีปากแห้งแตกจนมีเลือดซึม ลมหายใจแผ่วเบาราวกับจะขาดหายได้ทุกเมื่อ
"พระสนม ท่านเป็นอย่างไรบ้างเพคะ" เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นข้างเตียง
ชิงเหอคือสาวใช้ประจำตัวของนาง กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ มือทั้งสองประคองถ้วยน้ำเย็นที่แทบไม่มีไอร้อนหลงเหลือ ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้
"พระองค์ดื่มน้ำสักหน่อยเถิดเพคะ"
ซูหว่านหนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางอยากตอบ แต่ลำคอแห้งผากจนเปล่งเสียงแทบไม่ออก
สามเดือนแล้ว… นับตั้งแต่นางถูกส่งเข้าวังมาในฐานะสนมที่ยังไม่ทันได้เข้าเฝ้าก็ถูกส่งมายังตำหนักเย็น นางไม่ทันได้ถวายตัว ไม่ทันได้เห็นหน้าบุรุษผู้เป็นเจ้าเหนือชีวิตของคนทั้งแผ่นดินด้วยซ้ำ
เพราะในคืนเดียวกันนั้นเอง ข่าวร้ายก็มาถึง ตระกูลซูถูกกล่าวหาว่าขายความลับทางทหารให้แคว้นศัตรู บิดาของนาง มหาอัครเสนาบดีซูเหวินเจิ้ง ถูกปลดจากตำแหน่ง พี่ชายของนาง ซูเฉิงอวี้ แม่ทัพหนุ่มผู้เฝ้าชายแดนมาหลายปี ถูกถอดยศ
ทรัพย์สินทั้งจวนถูกยึด คนทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปยังแดนเหนืออันกันดาร
ส่วนนาง...สตรีที่เข้าวังมาแล้ว ไม่อาจส่งคืนจวนเดิมได้อีก เพราะเป็นบุตรีของตระกูลต้องโทษ นางจึงถูกโยนมายังตำหนักอันหนาวเย็นแห่งนี้อย่างเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดมาสอบถาม ไม่มีผู้ใดมาปลอบโยน ไม่มีแม้แต่หมอหลวงสักคนที่ยอมเหยียบย่างเข้ามา
"พระสนม ท่านอย่าหลับนะเพคะ"
เสียงของชิงเหอสั่นเครือ ซูหว่านหนิงฝืนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
"ชิงเหอ..."
"เพคะ บ่าวอยู่นี่เพคะ"
"ท่านพ่อไปถึงแดนเหนือแล้วหรือยัง"
ชิงเหอน้ำตาร่วงทันที
"ถึงแล้วเพคะ ท่านอัครเสนาบดีต้องปลอดภัยแน่ ท่านแม่ทัพใหญ่ก็ต้องคุ้มครองทุกคนได้แน่นอนเพคะ"
ซูหว่านหนิงหลับตาลงช้า ๆ ภาพของบิดาปรากฏขึ้นในความทรงจำ
ซูเหวินเจิ้งเป็นขุนนางซื่อตรงมาตลอดชีวิต ไม่เคยรับสินบน ไม่เคยเอนเอียงเข้าฝ่ายใด แม้ต้องล่วงเกินผู้มีอำนาจ เขาก็ยังยืนหยัดอยู่บนความถูกต้อง
ส่วนพี่ชายของนาง ซูเฉิงอวี้ แม้อายุยังน้อย แต่ก็สร้างผลงานในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน เขาเคยกล่าวกับนางว่า ชีวิตของทหารเป็นของแผ่นดิน ไม่ใช่ของตนเอง
คนเช่นนั้นหรือจะขายความลับทางทหารให้ศัตรู ไม่มีทาง นางไม่เชื่อ ต่อให้คนทั้งใต้หล้ากล่าวว่าตระกูลซูทรยศ นางก็ไม่มีวันเชื่อ
"พวกเขาถูกใส่ร้าย..." ซูหว่านหนิงพึมพำเสียงแผ่ว
"พระสนม..."
"ข้ารู้... ท่านพ่อไม่มีวันทำเช่นนั้น ท่านพี่ก็ไม่มีวันทำ" น้ำตาใสไหลลงจากหางตา
นางอยากมีชีวิตอยู่ อยากออกไปจากตำหนักเย็นแห่งนี้ อยากตามหาหลักฐาน อยากล้างมลทินให้บิดาและพี่ชาย อยากพาท่านแม่กลับบ้าน แต่ร่างกายนี้อ่อนแอเหลือเกิน
สามเดือนในตำหนักเย็น ไม่มีอาหารดี ๆ ไม่มีถ่านไฟ ไม่มีหมอรักษา อาการป่วยเล็กน้อยจึงกลายเป็นไข้หนัก และคืนนี้ นางรู้ดีว่าตนเองคงทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
"ชิงเหอ..."
"เพคะ พระสนม"
"หากวันหนึ่งเจ้าพบคนตระกูลซูอีกครั้ง" เสียงของนางเบาจนแทบจางหายไปกับสายลม
"ช่วยบอกพวกเขาว่าหว่านหนิงอกตัญญูนัก"
ชิงเหอส่ายหน้าทั้งน้ำตา
"ไม่เพคะ พระสนมอย่าพูดเช่นนี้"
"ข้ายังไม่ทันได้ล้างมลทินให้ท่านพ่อ ยังไม่ทันได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ท่านพี่ ยังไม่ทันได้กลับไปกอดท่านแม่อีกครั้ง" นางหอบหายใจอย่างยากลำบาก ปลายนิ้วเย็นเฉียบค่อย ๆ กำผ้าห่มไว้แน่น
"ข้าคงทำไม่ได้แล้ว"
"พระสนม!" ชิงเหอร้องเรียกเสียงหลง รีบจับมือนางเอาไว้แน่น มือนั้นเย็นเหลือเกิน เย็นราวกับหิมะนอกหน้าต่าง
ซูหว่านหนิงมองสาวใช้ที่อยู่เคียงข้างตนมาตั้งแต่เด็ก ดวงตาเต็มไปด้วยความเสียใจ
"ชิงเหอ เจ้าเป็นอิสระแล้ว"
"ไม่เพคะ บ่าวไม่ไปไหนทั้งนั้น บ่าวจะอยู่กับพระองค์"
"อย่าโง่เลย" ซูหว่านหนิงยิ้มบางเบาอย่างไร้เรี่ยวแรง
"หากมีโอกาส จงมีชีวิตอยู่แทนข้า"
ชิงเหอส่ายหน้ารัว น้ำตาไหลอาบแก้ม
"ไม่ พระสนม ท่านต้องมีชีวิตอยู่เองเพคะ ท่านต้องอยู่จนถึงวันที่ตระกูลซูได้รับความเป็นธรรม"
คำว่าความเป็นธรรม ทำให้ดวงตาของซูหว่านหนิงสั่นไหว
ใช่ นางอยากเห็นวันนั้น อยากเห็นชื่อของบิดาถูกล้างมลทิน อยากเห็นพี่ชายสวมเกราะอีกครั้งอย่างสง่างาม อยากเห็นจวนซูกลับมาเปิดประตูต้อนรับแสงตะวัน แต่นางคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว
ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด เสียงลมหนาวด้านนอกดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ไร้ที่ไป
ซูหว่านหนิงค่อย ๆ หันหน้าไปทางหน้าต่าง หิมะยังคงตก ขาวสะอาด แต่ชีวิตของตระกูลซูกลับถูกสาดด้วยโคลนตมที่ล้างไม่ออก
"ท่านพ่อ" เสียงของนางเบาหวิวราวกระซิบ
"ท่านแม่" น้ำตาของนางไหลลงมาอีกหยด
"ท่านพี่..." นางพยายามยกมือขึ้น แต่ไม่มีเรี่ยวแรง
สุดท้ายมือข้างนั้นก็ตกลงข้างกายอย่างเงียบงัน
"หว่านหนิงขอโทษ" ลมหายใจสุดท้ายขาดห้วงลง ห้องทั้งห้องเงียบสนิท ถ้วยน้ำในมือชิงเหอร่วงตกพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
"พระสนม" ชิงเหอแข็งค้างอยู่กับที่ ครู่ต่อมา นางโผเข้ากอดร่างบนเตียงแล้วร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง
"พระสนม! อย่าทิ้งบ่าวไปเพคะ พระสนม!"
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงร่างเย็นเฉียบที่นอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของนาง นอกตำหนักเย็น หิมะตกหนักขึ้น ทั่วทั้งวังหลวงยังคงสงบ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าในตำหนักร้างท้ายวัง สนมผู้หนึ่งได้สิ้นใจลงอย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือวังหลวงพลันสว่างวาบ
เปรี้ยง!
เสียงอสนีบาตดังกึกก้องจนพื้นดินสั่นสะเทือน ชิงเหอสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ สายฟ้าสีม่วงผ่าลงมากลางคืนหิมะตก แสงประหลาดส่องลอดหน้าต่างแตกเข้ามาในตำหนักเย็น
ลูกศรพุ่งเข้ามาทางฮ่องเต้ ทั่วบริเวณแตกตื่น แต่พริบตาต่อมา ไทเฮากลับผลักมู่ชิงหลันออกไปฉึก!ลูกศรปักเข้ากลางอก ไทเฮาเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นสะท้าน มู่ชิงหลันกรีดร้องลั่น"เสด็จอา" แต่ยังไม่ทันเข้าถึงตัว ลูกศรอีกดอกก็พุ่งออกมาจากความชุลมุนฉึก!คราวนี้ปักเข้าที่ร่างของไทเฮา ทั่วสนามเงียบกริบ ไทเฮาล้มลงกับพื้น เลือดไหลออกจากมุมปากนางมองฮ่องเต้ สายตาซับซ้อนอย่างยิ่ง"จิ่นเหยียน..."เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่นางเรียกชื่อเขา ไม่ใช่ฝ่าบาท ไม่ใช่ฮ่องเต้เซียวจิ่นเหยียนยืนมองอยู่เงียบ ๆ ในห้วงเวลานั้น ความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาวันที่ถูกบังคับให้คุกเข่ากลางหิมะ วันที่ถูกเฆี่ยนตี วันที่ถูกนำชีวิตของมารดามาข่มขู่ วันที่ต้องยอมทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่รักขณะเดียวกัน เขาก็จำได้ว่า นางคือคนที่เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ แม้จะเต็มไปด้วยผลประโยชน์ แต่ก็เป็นความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ไทเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะไอเป็นเลือด"สุดท้าย ข้าก็แพ้"ดวงตาของนางค่อย ๆ หม่นแสงลง ส่วนมู่ชิงหลัน สิ้นใจตามไปในเวลาไม่นานข่าวสะเทือนทั้งแผ่นดิน ไทเฮาสิ้นพระชนม์ระหว่างช่วยฮ่องเต้ มู่ชิงหลันสิ้นชีวิตจากการปกป้องราชวงศ์ เรื่องนี้
ภายในกล่องมีตราสัญลักษณ์สีดำชิ้นหนึ่ง เป็นตราที่ไม่เคยมีใครเห็น ยกเว้นคนกลุ่มหนึ่งนักฆ่า…ดวงตาของไทเฮาเต็มไปด้วยความอำมหิต"ข้าให้ชีวิตเขาได้ ข้าก็เอาคืนได้เช่นกัน"มู่ชิงหลันตัวสั่น"เสด็จอาคิดจะ...""อีกสามวัน" ไทเฮากำตราแน่น "ฮ่องเต้จะเสด็จไปล่าสัตว์ นั่นคือโอกาสที่ดีที่สุด" รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้า"หากเขาตาย ราชบัลลังก์ก็ว่างลง ถึงเวลานั้น ข้าจะเลือกผู้สืบทอดคนใหม่เอง ในราชวงศ์ยังมีเชื้อพระวงศ์อีกมาก ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าจะหาใครขึ้นมานั่งแทนไม่ได้"มู่ชิงหลันตกใจจนหน้าซีด นี่ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นการลอบปลงพระชนม์ไทเฮาหยิบพู่กันขึ้นมา ก่อนเขียนจดหมายสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อเขียนเสร็จ นางก็ม้วนกระดาษใส่กระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็ก"ส่งออกไปคืนนี้" เงาดำสายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากมุมห้อง"ขอรับ" พริบตาต่อมาร่างนั้นก็หายไปไทเฮามองความมืดนอกหน้าต่าง ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น"เซียวจิ่นเหยียน ในเมื่อเจ้าไม่ยอมเป็นลูกที่ดี ก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย"ลมเย็นพัดผ่านเปลวเทียนไหววูบ ไม่มีใครรู้เลยว่าเงาแห่งอันตราย กำลังคืบคลานเข้าหาฮ่องเต้ทีละน้อย และอีกสามวันข้างหน้า งานล่าสัตว
“คิดอะไรของเจ้าคิ้วขมวดกันขนาดนั้น ข้ารับรองว่าไม่ผิดคำพูด มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ข้าจะรักและยกย่อง เป็นภรรยาเพียงคนเดียวของข้า”เขาก้มลงจูบริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนก่อน จากนั้นจึงลึกซึ้งและเร่าร้อนขึ้นทุกขณะ มือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังผ่านเนื้อผ้า บีบเอวคอดกิ่วของนางเบา ๆ จนซูหว่านหนิงตัวสั่น“อืม... ฝ่าบาท” เสียงครางแผ่วหลุดจากลำคอโดยไม่ตั้งใจ นางเขินจนอยากหายตัวไป“เจ้าดู ปากบอกไม่ แต่ตัวกลับสั่นขนาดนี้” เขากัดเบา ๆ ที่ใบหูแดงระเรื่อของนาง เสียงกระซิบพร่า“ข้าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปแต่ถ้าเจ้ายังดิ้นอีก ข้าจะไม่รับประกัน”“พระองค์... ทรงข่มขู่หม่อมฉัน” นางพยายามทำหน้าดุ แต่ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความเขินอาย ใบหน้าแดงจนถึงใบหูเซียวจิ่นเหยียนหัวเราะเบา ๆ กดนางเอาไว้ใต้ร่าง มือคลายสายคาดเอวของทั้งคู่อย่างชำนาญ ริมฝีปากไล้ลงไปตามเนินคอขาวผ่อง จูบไล้ลงไปเรื่อย ๆ จนซูหว่านหนิงกัดริมฝีปากแน่น ตัวโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว“อ๊ะ อย่าทำตรงนั้น” นางครางเสียงสั่น มือเล็กกำไหล่กว้างของเขาแน่น“ตรงนี้หรือ”เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเล้าโลมจุดกระสันของนางอย่างตั้งใจ จนเสียงครางหวาน ๆ ดังก้องห้องไม่หยุดคืนนั้น ความร
"เพคะ""เจ้าใช้ถาดฟาดจริงหรือ"ซูหว่านหนิงพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์"เพคะ"ขันทีเการีบก้มหน้า พลางคิดในใจ โอ๊ย! กุ้ยเฟยกล้าฟาดหัวไทเฮา นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก"เพราะเหตุใด"“พวกนางจะตีหม่อมฉันก่อนนี่เพคะ แถมเจอหน้ากันก็ยังจะให้คุกเข่าตลอด ทำผิดอะไรก็ไม่บอก เอะอะคุกเข่า ชอบคุกเข่านัก ทำไมไม่คุกเข่าเสียเองล่ะ"“เจ้า เจ้า เจ้า ฮ่องเต้เจ้าดูกุ้ยเฟยของเจ้า ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา”“นางก็พูดถูก จะให้นางคุกเข่ารับโทษ ต้องบอกด้วยว่านางผิดอะไร”ฮ่องเต้พยักหน้า ราวกับเข้าใจแล้ว ไทเฮาแทบกระอักเลือด"ฮ่องเต้ เจ้าจะเข้าข้างนางหรือ"เซียวจิ่นเหยียนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ย"หว่านหนิงยังอายุน้อย ทำไปเพราะตกใจ"ไทเฮาตาโต"เดี๋ยวข้าจะให้นางคัดกฎวัง และคุกเข่าสำนึกผิดพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่"ไทเฮานิ่งอึ้ง นี่เรียกว่าลงโทษหรือส่วนซูหว่านหนิงก็ยิ้มกริ่ม เห้อ... มีคนหนุนหลังมันดีแบบนี้นี่เอง"ฮ่องเต้!" ไทเฮาโกรธจนตัวสั่น"เจ้า" พูดไม่ทันจบ ก็ไอออกมาพรวด! เลือดสดกระเด็นลงบนผ้าเช็ดหน้า ทั้งตำหนักแตกตื่น"ไทเฮา เรียกหมอหลวง!" เซียวจิ่นเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดันเข้มข้น แต่กลับมีสีหน้าเรียบนิ่ง ก
ดวงตาของซูหว่านหนิงสว่างวาบ รีบวิ่งมาในทันที บนโต๊ะมีอาหารวางเรียงราย ทั้งเป็ดย่างน้ำผึ้งหนังกรอบ หมูตุ๋นห้ารส ปลานึ่งซีอิ๊ว ไก่อบใบชา ซุปเห็ดหิมะตุ๋นโสม เกี๊ยวกุ้งหยก ขนมแป้งดอกเหมย และผลไม้หายากจากต่างแคว้นซูหว่านหนิงน้ำตาแทบไหล"สวรรค์ นี่ต่างหากคือสวรรค์ ของกินอร่อยทั้งนั้น โอ๊ย! ทำไมน่ากินแบบนี้"นางหยิบเกี๊ยวเข้าปาก จากนั้นตามด้วยเป็ดย่าง ซุป ขนม ผลไม้ กินจนแก้มตุ่ย ชิงเหอยืนมองอย่างขบขัน"พระสนมเพคะ""หืม""ค่อย ๆ เสวยก็ได้เพคะ""ไม่ได้""ของอร่อยต้องรีบกิน"ช่วงบ่าย ซูหว่านหนิงนอนกลิ้งอยู่บนตั่ง ลูบท้องกลม ๆ ของตัวเองไปมา ชีวิตการเผชิญวิบากเคราะห์ของข้าช่างสบายอะไรแบบนี้ หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนง่วงจัง... นางหาวอกมาเบาๆ พลางถอนหายใจอย่างมีความสุข"ชีวิตดีเหลือเกิน"แต่ถึงจะย้ายตำหนักแล้ว นางก็ยังชอบกลับไปตำหนักเย็น โดยเฉพาะทุกครั้งที่คิดถึงอาหวงและพวกพ้วงของนางวันนั้น ซูหว่านหนิงเดินเข้าไปในตำหนักเย็น อาหวงเห็นนางก็รีบวิ่งมาหา"กุ๊ก!""อาหวง!"นางรีบอุ้มมันขึ้นมา ก่อนกอดแน่น ๆ ตอนนี้ตำหนักเย็นยังได้รับการดูแลอย่างดี ฮ่องเต้ส่งคนมาช่วยดูแล ทั้งแปลงผัก เล้าไก่ สวนผลไม้ และบ่
“ทำร้ายตัวเองทำไม ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าทำร้ายตัวเอง แล้วก็ไม่อนุญาตให้ใครทำร้ายเจ้าด้วย”“ฝ่าบาท” นางมองเขาอย่างซาบซึ้งใจ"ต่อจากนี้ไป ข้าจะไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก" แต่ลึกลงไปในใจของเซียวจิ่นเหยียน เขารู้ดีเรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ยังเหลืออีกคนและคนนั้นคือไทเฮา คนที่พยายามบงการเขามาตลอดชีวิต ตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ก็ว่าราชการหลังม่าน หลังจากคืนอำนาจก็ยังเอาข้าราชการดั้งเดิมไปเป็นพวก เวลาเขาเสนอนโยบายหรือจะทำอะไร ก็จะโดนคัดค้านไปเสียหมด การล้างบางตระกูลมู่ในครั้งนี้คือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ใครกล้าท้าทายอำนาจเขาอีกจะโดนเหมือนตระกูลมู่ และที่สำคัญเขามีหลักฐานมากมายเอาผิดตระกูลมู่ ก่อนหน้านี้ถึงไม่มีเรื่องของซุหว่านหนิงเขาก็พยายามรวบรวมหลักฐานอยู่การจะโค่นล่มตระกูลมู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นต้องทำอะไรให้รัดกุม จะทำแบบหละหลวมมีช่องโหว่ให้โดนสวนกลับไม่ได้ ดังนั้นเมื่อหลักฐานความผิดทุกอย่างครบครัน ก็ไม่มีใครกล้าขอร้องให้ตระกูลมู่อีก แม้ในอดีตจะเป็นพวกเดียวกัน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันก็ตามทีหลังจากตระกูลซูได้รับการล้างมลทิน ทั่วทั้งราชสำนักก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใ
ชิงเหอนั่งยอง ๆ ข้าง ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย"พระสนม ท่านกำลังทำอะไรหรือเพคะ""ตกไก่""...""อ้อ... ไม่ใช่"ซูหว่านหนิงแก้คำอย่างจริงจัง"ล่อไก่""..." ฟังแล้วก็ยังแปลกอยู่ดีจากนั้นนางก็เทน้ำในถ้วยลงบนพื้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ แผ่กระจายออกมา เป็นกลิ่นที่มนุษย์แทบไม่ได้สังเกต แต่สำหรับสัตว์แล้ว กลับม
"คงไม่งอกหรอก" ชิงเหอพึมพำกับตัวเองใต้ผ้าห่ม ตอนเด็กนางเคยเห็นคนปลูกผัก อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะมีต้นอ่อน สุดท้ายเด็กสาวก็หลับไปพร้อมความสงสัยเต็มหัวรุ่งเช้า แสงแดดอ่อน ๆ สาดผ่านหน้าต่าง ชิงเหอลุกขึ้นตามปกติ สิ่งแรกที่นางคิดคือไปต้มน้ำให้พระสนม สิ่งที่สองคือออกไปดูเมล็ดผักเมื่อวาน"คงยั
ชิงเหอมองรอยยิ้มบนใบหน้าของพระสนมแล้วขนลุกวาบ ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่จู่ ๆ นางก็มีลางสังหรณ์ประหลาดตำหนักเย็นที่เงียบเหงามานานหลายปี ดูเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแล้วแน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องที่คนปกติควรทำในวังหลวงแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างไม้เก่าที่แตกร้าว เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่
ลมหนาวพัดแรงจนประตูไม้เก่าส่งเสียงครวญคราง เปลวเทียนที่ใกล้มอดดับพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้งชิงเหอกอดร่างของซูหว่านหนิงไว้แน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว"เกิดอะไรขึ้น" นางยังพูดไม่ทันจบ ร่างในอ้อมแขนก็ขยับเบา ๆชิงเหอชะงัก นางค่อย ๆ ก้มหน้าลงมอง หญิงสาวที่ควรสิ้นลมหายใจไปแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตา







