แชร์

บทที่ 12

ผู้เขียน: โม่เสียวชี่
ผู้มาใหม่คือเพื่อนสนิทของฮูหยินหลิน พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยนั่นเอง

เมื่อเห็นว่าในที่สุดก็มีคนมาห้ามปรามหลินเย่ว์ เหล่านางกำนัลที่อยู่ในบ่อจึงต่างพากันร่ำไห้ระงมอออกมา “พระสนม...”

“ฮือๆๆ พระสนมโปรดช่วยพวกเราด้วยเพคะ”

นางกำนัลสิบกว่าคนร้องไห้ขึ้นมาพร้อมกัน ฟังแล้วเป็นที่หนวกหูยิ่ง

พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย ปรายตามองดูนางกำนัลใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง

นางกำนัลใหญ่เข้าใจดี จึงกล่าวเสียงตวาด “ยังไม่รีบไปเปลี่ยนชุดอีก หากล้มป่วยขึ้นมา ทำให้เหล่าพระสนมเสียงานเสียการ พวกเจ้าจะมีกี่หัวพอให้ตัด?”

เมื่อได้ยินดังนี้ เหล่านางกำนัลจึงหยุดร้องไห้ พร้อมคลานขึ้นจากบ่อน้ำแล้วแยกย้ายไปยังเรือนของตนทันที

รอจนทุกคนไปหมดแล้ว พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยค่อยหันมามองราวตากผ้าในมือหลินเย่ว์ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยและกล่าวเสียงดุ “อะไรกัน ท่านโหวน้อยจะตีข้าด้วยหรืออย่างไร?”

หลินเย่ว์ตกใจจนทิ้งราวตากผ้าลงจากมือ พร้อมประสานมือกล่าวตอบ “กระหม่อมมิบังอาจ”

“บุกเข้าวังมาเช่นนี้ ยังมีสิ่งใดไม่กล้าทำอีก?” เห็นชัดว่าพระสนมเต๋อกุ้ยเฟยเริ่มกริ้วบ้างแล้ว

นางมองว่าหลินเย่ว์ทำการวู่วามเกินไป

ในกรมซักล้างแห่งนี้ แม้เป็นที่ที่นับว่าต่ำต้อยในวัง แต่ก็ถือเป็นเขตในวังอยู่ดี

หากเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไป มีคนจงใจขยายความให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าว่าแต่ลำพังแค่หลินเย่ว์เลย ต่อให้เป็นจวนโหวทั้งหมดก็อาจเดือดร้อนตาม

หลินเย่ว์ก็รู้ว่าตนไม่ควรมาที่นี่

แต่สมัยก่อนที่เนี่ยนเนี่ยนถูกลงโทษหนักถึงเพียงนั้น นอกจากเพราะถ้วยใบนั้นเป็นของรักขององค์หญิงแล้ว ยังแฝงด้วยเจตนาที่ฮองเต้คิดเล่นงานจวนโหวกลายๆ ด้วย

ด้วยเหตุนี้ ตลอดสามปีมานี้ ผู้คนในจวนโหวอย่าว่าแต่มองหน้าเนี่ยนเนี่ยนเลย แม้แต่จะพูดคุยถามไถ่ เป็นห่วงเป็นใยสักนิดก็ไม่เคยมี

เพราะพวกเขาต้องการให้ฮ่องเต้ได้รู้ว่าจวนโหวเป็นคนของพระองค์เสมอ มีความจงรักภักดี ไม่ว่าฮ่องเต้จะมีพระประสงค์อย่างไร พวกเขาก็จะไม่ก้าวก่าย และไม่มีการขัดพระบัญชาด้วย

แต่วันนี้ เขาโมโหขึ้นมาจริงๆ

ทุกครั้งที่นึกถึงเหล่านางกำนัลบังคับให้เนี่ยนเนี่ยนอยู่แต่ในน้ำ เขาก็เกิดบันดาลโทสะขึ้น เพียรพยายามเท่าใดก็ระงับไว้ไม่อยู่

เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินเย่ว์พลางสูดลมหายใจเข้าอีก แล้วคุกเข่าลงพื้น “กระหม่อมรู้ว่ากระทำการโง่เขลา ขอพระสนมโปรดลงอาญาด้วย”

พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยแม้จะนึกโกรธ แต่ตนก็เห็นหลินเย่ว์มาตั้งแต่เล็กจนโต และเพราะเห็นแก่ฮูหยินหลินด้วย นางก็ตัดใจลงโทษเขาไม่ลง

แต่เรื่องในวันนี้ หากนางไม่รีบแก้ไข ไปถึงฮ่องเต้เมื่อใดอาจจะอธิบายได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยจึงโบกมือเบาๆ “เจ้ากลับไปก่อน เรื่องนี้ข้าจะพิจารณาเอง จำเอาไว้ ต่อไปอย่าได้ย่างกรายเข้ามาในกรมซักล้างนี่อีก”

เรื่องมาถึงขั้นนี้ หลินเย่ว์ได้แต่ยอมเชื่อฟังโดยดี

แต่วันนี้แม้ได้สั่งสอนนางกำนัลกลุ่มนี้บ้าง หลินเย่ว์ก็ใช่ว่าจะหายโกรธแต่อย่างใด

ขณะนั่งรถม้ากลับไปยังจวนโหว สายตาหลินเย่ว์จ้องมองไปยังเตาอุ่นด้านข้าง

นั่นเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจเตรียมไว้ก่อนไปรับเนี่ยนเนี่ยนเมื่อวาน ข้างบนยังสลักลายดอกเหมยสีแดงที่เนี่ยนเนี่ยนโปรดปรานนัก

แต่เมื่อวาน เนี่ยนเนี่ยนไม่ได้เข้ามาในรถ จึงไม่เห็นเตาอุ่นใบนี้ และมาถึงป่านนี้ เตาอุ่นย่อมเย็นลง ถูกปล่อยทิ้งให้วางอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เหมือนดั่งคนที่ถูกทอดทิ้ง

แต่ว่า ต่อให้นางเข้ามานั่งจริง ยังจะรับเตาอุ่นนี้ไว้หรือไม่?

หลินเย่ว์พลันนึกถึงคำพูดของเซียวเหิงขึ้นมา เซียวเหิงบอกว่า เตาอุ่นและของว่างที่เตรียมอยู่ในรถม้า เนี่ยนเนี่ยนแทบไม่แตะต้องเลย

แม้แต่ของที่เซียวเหิงเตรียมไว้ให้ นางยังไม่แตะต้อง นับประสาอะไรกับของของเขา

เด็กคนนี้ นิสัยยิ่งแข็งกร้าวมากกว่าสามปีที่แล้ว เทียบไม่ได้กับยวนเอ๋อร์จริงๆ

หากเมื่อวานนางเอาอย่างยวนเอ๋อร์เรียกเขาว่าพี่ใหญ่บ้าง ไม่สิ ไม่ต้องเหมือนอย่างยวนเอ๋อร์ ขอเพียงนางยอมเรียกเขาว่าพี่ใหญ่สักคำ มีหรือเขาจะเตะนางจนตกจากรถม้าไป

นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่นางเท้าแพลง หลินเย่ว์ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเป็นกำลัง เตาอุ่นที่อยู่เบื้องหน้าพลันขวางหูขวางตาขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

ทันใดนั้น ผ้าม่านรถม้าถูกเปิดขึ้น เตาอุ่นที่สลักลายดอกเหมยสีแดงถูกโยนทิ้งไปพลัน

สิ่งของบางอย่าง ไม่ต้องมองเห็นจะสบายใจมากกว่า

หลินเย่ว์ยังไม่รีบกลับจวนในทันใด เพราะเขารู้สึกกลัดกลุ้มในใจเป็นอย่างมาก จึงไปร้านสุราดื่มสักสองจอก กว่าจะกลับถึงจวน ฟ้าก็มืดแล้ว

สิ่งที่คาดคิดไม่ถึงก็คือ ทุกคนในจวนต่างก็รอเขาอยู่

ภายในห้องโถงของจวนโหว ท่านโหวหลินนั่งหน้าตึงอยู่ที่เก้าอี้ ฮูหยินหลินสีหน้าเป็นกังวลยืนอยู่ด้านข้าง พร้อมหมั่นสังเกตสีหน้าท่านโหวหลินเป็นระยะ

เฉียวเนี่ยนก็ถูกเรียกให้มารอพร้อมกัน

นอกจากหลินยวนที่ไม่อยู่ด้วย เพราะนางสำลักน้ำไปหลายอึก หมอบอกว่านางต้องพักผ่อนให้มาก

ขณะที่เฉียวเนี่ยนมาถึง ท่านโหวหลินได้มารออยู่ก่อนแล้ว นี่เป็นการพบครั้งแรกระหว่างสองพ่อลูกหลังจากห่างหายไปสามปี แต่ท่านโหวหลินกลับมองนางด้วยความเย็นชา ไม่ได้พูดจาทักทาย ส่วนนางก็เพียงทำความเคารพตามมรรยาท ไม่ได้พูดจาหรือแม้แต่ส่งสายตาใดๆ เช่นกัน

ทุกคนรออยู่ประมาณหนึ่งก้านธูป หลินเย่ว์จึงได้กลับมา

ขณะเข้ามายังห้องโถงนั้น สีหน้ามีอาการมึนเมาอยู่บางส่วน

ปกติเขาก็เป็นคนคอแข็งมาก วันนี้น่าจะดื่มไปไม่น้อย จึงแสดงออกทางสีหน้าด้วย

เห็นได้ชัดว่า เขารู้ตัวว่าเกิดจากสาเหตุอันใด จึงเดินเข้าห้องโถงพร้อมคุกเข่าลง “ลูกรู้ดีว่าวันนี้บุ่มบ่ามไปก่อเรื่องเข้า ท่านพ่อจะดุด่าว่ากล่าวอย่างไร ลูกยินดีรับฟังทั้งสิ้น”

ขาดคำไม่ทันไร ถ้วยชาหนึ่งใบก็ถูกขว้างมาอย่างแรง กระทบถูกศีรษะหลินเย่ว์เข้าอย่างจัง

ทันทีที่เห็นโลหิตไหลลงจากหว่างคิ้วของหลินเย่ว์ ฮูหยินหลินก็ร้องด้วยความตกใจ พร้อมเดินไปหาท่านโหวหลิน “ท่านพี่ทำอะไรเจ้าคะ? ท่านจะฆ่าเย่ว์เอ๋อร์หรืออย่างไร?”

“เจ้าไปถามมันว่าได้ทำสิ่งใดไว้บ้าง ยังกล้าบุกเข้าวังอีก ทำไม? เจ้าเห็นว่าจวนโหวเราอยู่สุขสบายเกินไป จึงคิดหาเรื่องมาให้เดือดร้อนใช่หรือไม่?”

ท่านโหวหลินโกรธจนเลือดขึ้นหน้า หายใจหอบจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง

วันนี้ขณะรับรู้เรื่องนี้จากพระโอษฐ์ฮ่องเต้ เขาแทบไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ ด้วยเกรงว่าหากทรงกริ้วมากกว่านี้ จะมีรับสั่งให้คุมตัวคนในจวนโหวไว้ทั้งหมด

หลินเย่ว์เอามือกุมหน้าผากที่บาดเจ็บ สีหน้ายังคงมีความดื้อแพ่ง “ลูกสำนึกผิดแล้ว แต่ลูกทนไม่ไหวจริงๆ อีกอย่างนี่เป็นเพียงการสั่งสอนนางกำนัลของกรมซักล้างก็เท่านั้น ไม่ได้ทำให้มีคนตายเสียหน่อย ถ้าฝ่าบาทจะทรงคาดโทษลงมา อย่างมากลูกก็ไปชดใช้ด้วยชีวิตเท่านั้น”

นางกำนัลของกรมซักล้าง?

เฉียวเนี่ยนยืนอยู่ด้านข้าง แอบรู้สึกใจเต้นเล็กน้อย คล้ายกับเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านโหวหลินจึงเรียกนางให้มารอพบหลินเย่ว์ด้วยกัน

เฉียวเนี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย

ได้ยินเพียงท่านโหวหลินตวาดเสียงดัง “เหลวไหล ถ้าใช้ชีวิตเจ้าเพียงผู้เดียว ชดใช้เรื่องนี้ได้ยังพอว่า แต่ท่านย่าอายุมากแล้ว เจ้าไม่กลัวจะพาให้เราเดือดร้อนทั้งครอบครัวหรืออย่างไร?”

“ไม่ร้ายแรงถึงขั้นหรอกเจ้าค่ะ” ฮูหยินหลินรีบปกป้องหลินเย่ว์ไว้ก่อน “พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยกำลังคิดหาทางออกให้อยู่ ฝ่าบาทก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล เรื่องนี้คงไม่บานปลายแน่”

กล่าวพลาง สายตาฮูหยินหลินก็ชำเลืองไปทางเฉียวเนี่ยน

คล้ายกับมีกระแสจิตบางอย่าง เฉียวเนี่ยนซึ่งยืนก้มหน้ามาโดยตลอด พลันมองไปทางฮูหยินหลินเช่นกัน

แต่ฮูหยินหลินคล้ายกลัวเผชิญหน้ากับนาง พลันรีบเบือนสายตาไปทางอื่น

แต่ว่า เฉียวเนี่ยนยังคงเห็นดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกขอโทษ

ซึ่งนางไม่ชอบสายตาเช่นนี้เลย

จิตใต้สำนึกบอกนางว่า วิธีการที่พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยกำลังคิดอยู่นั้น อาจเกี่ยวข้องกับนางก็เป็นได้
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป
ความคิดเห็น (1)
goodnovel comment avatar
Sita
ขอติดตามตอยต่อไปค่ะ
ดูความคิดเห็นทั้งหมด

บทล่าสุด

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1586

    เมื่อเห็นสีหน้าของเฉียวเนี่ยนย่ำแย่ถึงเพียงนั้น อิ๋งชีคล้ายจะนึกสิ่งใดขึ้นได้ เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นท่ามกลางพุ่มไม้อันเงียบสงัด ประหนึ่งก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางผืนน้ำอันนิ่งสนิท ทำลายความเงียบงันอันเยือกเย็นในใจของเฉียวเนี่ยนลง: “ท่านเจ้าสำนัก... เมื่อหลายปีก่อนในยามวิกฤต ข้าน้อยเคยช่วยชีวิตสตรีชาวหนานเจียงผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญวิชาคุณไสย นามว่าอากู่น่า เท่าที่ข้าน้อยสืบทราบในภายหลัง นางมิใช่นักปรุงคุณไสยธรรมดา ฝีมือของนางนั้น... ล้ำลึกเหนือสามัญยิ่งนัก นับเป็น ลิขิตสวรรค์ ที่ข้าน้อยเพิ่งได้รับข่าวว่า ยามนี้นางพำนักอยู่ที่เมืองไป๋สุ่ยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ หากเร่งควบม้าเร็ว เพียงสามวันก็ถึงขอรับ”เฉียวเนี่ยนเงยหน้าขึ้นในทันใด ประกายไฟแห่งความหวังอันริบหรี่ทว่าโชติช่วงพลันจุดติดขึ้นในดวงตา ขจัดไอเย็นแห่งความสิ้นหวังก่อนหน้าให้มลายสิ้นคำพูดของอิ๋งชีประดุจเชือกช่วยชีวิตที่ทอดลงมากลางหุบเหวอันมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตนเองนางจ้องเขม็งไปที่อิ๋งชี: “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะพบนาง? แล้วนางจะยอมช่วยหรือไม่?”แววตาของอิ๋งชีราบเรียบทว่ามั่นคง: “ยามที่ข้าน้อยช่วยชีวิตนางในครานั้น นางเคยให้ส

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1585

    เฉียวเนี่ยนละมือออก พยายามข่มความหนักอึ้งและความรู้สึกไร้หนทางที่ถาโถมเข้ามาในอก นางปรับน้ำเสียงให้ดูราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ชีพจรยังคงเดิม แผลเก่ายังไม่ทุเลา ซ้ำจิตใจยังบอบช้ำเกินรับไหว จำต้อง... พักผ่อนให้มาก”นางสบตาเซียวเหิงพลางทอดเสียงอ่อนโยนลงอีก “เซียวเหิง เจ้าพักผ่อนให้ดีเถิด อย่าได้คิดฟุ้งซ่านเรื่องใด ข้าจะหาหนทางช่วยเจ้าเอง”เซียวเหิงกระตุกมุมปากคล้ายต้องการจะฝืนยิ้มเพื่อตอบรับคำปลอบโยนของนาง ทว่ารอยยิ้มนั้นยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่างก็พลันแตกสลายไป หลงเหลือไว้เพียงความเหนื่อยล้าที่ฝังลึกจนสุดหยั่ง”เขาสะบัดหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า: “อืม... ลำบากเจ้าแล้ว”เฉียวเนี่ยนถอยกายออกจากรถม้า ปิดประตูลงแผ่วเบา ตัดขาดความอึดอัดกดดันอันน่าอึดอัดใจจนแทบสำลักทิ้งไว้ภายในแสงแดดอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ร่าง ทว่าเฉียวเนี่ยนกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อย ในใจคล้ายมีมวลน้ำแข็งมหึมากดทับอยู่นางส่งสัญญาณให้เซียวเหอไปดูแลเกอซูอวิ๋น ส่วนตนเองเดินเลี่ยงไปยังพุ่มไม้เงียบสงัดบริเวณชายป่าข้างค่ายพักแรมอย่างแนบเนียนแสงแดดถูกกิ่งใบหนาทึบตัดแบ่งเป็นดวงเล็กดวงน้อยพร่างพ

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1584

    ดวงใจขอเซียวเหอดิ่งวูบ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้ ทั้งยังคล้ายร่วงหล่นลงสู่ห้วงน้ำลึกอันเย็นเยียบเขามองบานประตูรถม้าที่ปิดสนิท ราวกับจะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดมหาศาลที่น้องชายกำลังแบกรับอยู่เงียบๆเขาสูดลมหายใจเข้าลึก อากาศเย็นระรื่นในต้นวสันตฤดูไหลเวียนเข้าสู่ปอด ทว่ากลับไม่อาจปัดเป่าเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่ในใจให้จางหายไปได้เลยแม้แต่น้อยเขาหลุบตาลงมองเกอซูอวิ๋นแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ข้าจะไปดูเขาเสียหน่อย” พูดจบก็ก้าวตรงไปยังรถม้าใบหน้าอันงดงามหมดจดของเฉียวเนี่ยนเองก็ถูกปกคลุมด้วยร่องรอยแห่งความกังวล นางไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดที่จะก้าวตามไปจนกระทั่งทั้งสองเดินมาหยุดลงที่ข้างรถม้าเซียวเหอก็ยกมือขึ้นเคาะประตูเบา ๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุดประหนึ่งกำลังปลอบประโลมเด็กน้อยที่ขวัญอ่อน: “เหิงเอ๋อร์ วันนี้อากาศดีนัก เจ้าลงมาสูดอากาศข้างนอกหน่อยเถิด”ทว่าภายในรถม้ากลับเงียบสงัดราวกับไร้สิ่งมีชีวิตผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่เสียงอันแหบพร่าและเปี่ยมไปด้วยแรงต้านของเซียวเหิงจะดังลอดออกมา “ไม่ต้อง”น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความหงุดหงิดที่ถูกกดข่มไว้อย่างฝืนทนและความเห

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1583

    เมื่อเรื่องสิ้นสุด ใครเล่าจะแยกแยะได้ว่าคืออาเพศดินถล่ม หรือพิบัติภัยจากน้ำมือมนุษย์? ต่อให้แว่นแคว้นจิ้งจะพิโรธดั่งอสนีบาตฟาดฟัน ก็คงได้แต่ยืนเผชิญหน้ากับผืนดินมอดไหม้อันสิ้นหวังนี้ แล้วทอดถอนใจอย่างไร้หนทางเท่านั้น!เมื่อคิดได้ดังนี้ อวี่เหวินฮ่าวก็หลุดหัวเราะออกมาในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นกังวานก้องอยู่ในห้องศิลา แฝงไปด้วยความสาแก่ใจที่ชวนให้ผู้คนขนลุกชันแววตาของโหยวต๋าฉายประกายอำมหิต “แผนการของพระองค์ช่างลึกล้ำยิ่งนัก! สูงส่งกว่าองค์รัชทายาท... ไม่สิ สูงส่งกว่าไอ้คนโง่เขลาที่รู้แต่จะใช้กำลังอย่างองค์ชายใหญ่ตั้งกี่เท่าต่อกี่เท่า! ด้วยแผนซ้อนกลสามชั้นนี้ ต่อให้ฉู่จืออี้กับเฉียวเนี่ยนจะมีคนละสองชีวิต ก็เกรงว่าจะหนีไม่พ้นเงื้อมมือมัจจุราชในครานี้ไปได้!”ระหว่างที่กล่าว โหยวต๋าก็ประสานมือคารวะด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “องค์ชายทรงวางพระทัย ข้าน้อยจะทุ่มเทสุดกำลัง ไม่ให้เสียแรงที่ทรงมอบหมาย!”สิ้นคำ เขาก็หมุนตัวจากไป ร่างนั้นหลอมรวมหายไปกับความมืดมิดของราตรีอย่างรวดเร็วอวี่เหวินฮ่าวยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในห้องตำรา แสงเทียนอาบไล้ลวดลายมังกรดิ้นทองบนฉลองพระองค์สีดำขลับจนดูราวกับมีชีวิต ดุดันป

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1582

    รัตติกาล... แสงเทียนสั่นไหวท่ามกลางความมืดสลัว ทาบทับเงาร่างของอวี่เหวินฮ่าวให้ทอดยาวและบิดเบี้ยวบนผนังเย็นเยียบ ราวกับภูตพรายที่ซุ่มรอจังหวะจู่โจมในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเย็นของแท่งหมึกเก่าแก่ เจือด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เจือจางจนแทบสัมผัสไม่ได้ภายใต้แสงไฟที่วูบวาบ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาจมอยู่ในความกึ่งมืดกึ่งสว่าง ทว่าดวงตากลับเจิดจ้าอย่างน่าตื่นตะลึง เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอันบ้าคลั่งราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะตะครุบเหยื่อบนโต๊ะไม้จันทน์ม่วงตัวเขื่อง แผนที่ชายแดนแคว้นถังที่วาดไว้อย่างละเอียดลออถูกกางออก ปลายนิ้วของเขา กดลงบนจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกวงด้วยชาดสีแดงฉาน อย่างแม่นยำ—ช่องเขาเหยี่ยวร่วงริมฝีปากของอวี่เหวินฮ่าวหยักโค้งเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบราวยาพิษ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาดังกังวานคล้ายเสียงโลหะกระทบกันในห้องศิลาที่ปิดมิดชิด บาดลึกเข้าถึงกระดูก “ในเมื่อเป็น “แผนการที่สมบูรณ์แบบ” ย่อมต้องทำให้พวกมันก้าวเข้าสู่สุสานด้วยความเต็มใจ ให้พวกมันตายอย่างเงียบเชียบ ศพกลายเป็นเถ้าถ่าน... และที่สำคัญที่สุดคือ ไร้ร่องรอยให้สืบสาว!”เขาเบี่ยงหน้าเล็กน้อย เอ่ยกับโหยวต๋าด้วยน้ำเสียงเย็นเยี

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1581

    เสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังดังกังวานไปทั่วตำหนักอันกว้างขวาง ก่อนจะถูกบานประตูหนาหนักปิดกั้นไว้อย่างไร้เยื่อใยภายในห้องทรงอักษร ความเงียบงันราวกับป่าช้าหวนกลับมาปกคลุมอีกครั้ง เหลือเพียงควันธูปกฤษณาที่ยังคงลอยอ้อยอิ่งอย่างดื้อดึง ทว่าไม่อาจนำพาความสงบกลับคืนมาได้แม้เพียงนิดกลิ่นหอมเข้มข้นเจือไปด้วยโทสะของจอมจักรพรรดิที่ยังไม่จางหาย และความสิ้นหวังของอดีตรัชทายาท หลอมรวมเป็นมวลอากาศที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกจักรพรรดิถังอวี่เหวินทั่วราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนสิ้น พระองค์ทรุดกายลงบนเก้าอี้มังกรตัวกว้างด้วยท่าทางโรยแรง พระพักตร์ซีดเผือด หัตถ์ลูบคลำขมับที่ปวดตุบ ดูราวกับแก่ชราลงไปอีกสิบปีในชั่วพริบตาเนิ่นนานกว่าที่พระองค์จะเงยพระพักตร์อันอิดโรยและนัยน์ตาแดงก่ำขึ้นมอง อวี่เหวินฮ่าว ที่ยังคงยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องล่าง สุรเสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและแห้งผาก แฝงไว้ด้วยกระแสแห่งความหวังเพียงน้อยนิดและความอำมหิตในคราวเดียว: “ฮ่าวเอ๋อร์…”“ลูกอยู่นี่พะยะค่ะ” อวี่เหวินฮ่าวรีบโน้มกายลง ท่าทางนอบน้อมไร้ที่ติ“เมื่อครู่เจ้าว่ากระไรนะ...” สายตาของจักรพรรดิถังคมกริบดุจคมดาบ จับจ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status