แชร์

บทที่ 13

ผู้เขียน: โม่เสียวชี่
แม้แต่ท่านโหวหลินก็อดมองหน้าเฉียวเนี่ยนไม่ได้ แต่ยังคงพูดคุยกับหลินเย่ว์ต่อ “เคราะห์ดีที่วันนี้มีพระสนมเต๋อกุ้ยเฟยมาออกหน้าให้ มิฉะนั้นอย่าว่าแต่เจ้า แม้แต่ข้าเองก็อาจไม่ได้ออกจากวังมาอีก!”

เฉียวเนี่ยนมองดูพื้นที่อยู่เบื้องหน้าตน ในใจแอบรู้สึกถึงความเย้ยหยัน

คำพูดนี้ น่าจะพูดให้นางฟังมากกว่า

ขณะกำลังคิดอยู่ ด้านนอกก็มีเสียงหลินยวนแว่วมา “ท่านพ่อ...”

น้ำเสียงอ่อนหวานนั้น แฝงด้วยความอ่อนแรง ระคนความร้อนใจ คล้ายพร้อมจะขาดใจได้ทุกเมื่อกระนั้น

เฉียวเนี่ยนคิ้วขมวดเล็กน้อย พลันเห็นหลินยวนเดินอย่างอ่อนระโหยเข้ามาโดยมีสาวใช้เสี่ยวชุ่ยคอยประคอง ทันทีที่เห็นใบหน้าหลินเย่ว์มีเลือดไหลซึม น้ำตานางก็ร่วงหล่นลงพลัน พร้อมคุกเข่าลงข้างกายหลินเย่ว์ “ท่านพ่อ ขอท่านอย่าได้โกรธมาก แค่กๆๆ แค่กๆๆ...”

กล่าวยังไม่ทันจบประโยค หลินยวนก็เกิดอาการไอรุนแรงขึ้นมา

ท่านโหวหลินเป็นห่วงเสียจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ พลางตวาดไปทางเสี่ยวชุ่ย “ยังไม่รีบพยุงคุณหนูขึ้นมาอีก!”

จนแม้แต่ฮูหยินหลินซึ่งแต่เดิมปกป้องหลินเย่ว์อยู่ ยังรีบไปพยุงให้นางยืนขึ้น “เจ้ายังป่วยอยู่ ออกมาทำไมกัน?”

“ข้า...ได้ยินว่าท่านพ่อจะลงโทษพี่ใหญ่” น้ำตาหลินยวนร่วงเผาะเป็นเม็ดโตๆ “ข้า...รู้ว่าคงเพราะพี่ใหญ่ไปก่อเรื่องไว้ จึงทำให้ท่านพ่อโกรธถึงเพียงนี้ แต่พี่ใหญ่มิใช่คนเกเร เขาทำสิ่งใดก็ย่อมมีเหตุผลของเขา ขอท่านพ่อโปรดเห็นแก่ยวนเอ๋อร์สักครั้ง อภัยให้พี่ใหญ่ด้วยเถิด...”

ทุกคำที่นางกล่าวมา ล้วนทำให้ท่านโหวหลินและหลินเย่ว์ใจอ่อนลงในบัดดล

หลินเย่ว์ตื้นตันใจยิ่ง แต่กลับเหลียวมองไปทางเฉียวเนี่ยนโดยไม่ตั้งใจ

พลางเห็นอีกฝ่ายใบหน้าเฉยชา สีหน้าคล้ายไม่รู้สึกรู้สม ก็ให้รู้สึกปวดใจยิ่ง

ยวนเอ๋อร์แม้จะไม่สบายยังออกมาขอร้องแทนเขา แล้วนางล่ะ?

ทั้งที่รู้ว่าเขาไปสั่งสอนนางกำนัลกลุ่มนั้นก็เพื่อนาง นางกลับไม่มองหน้าเขาแม้แต่น้อย!

โทสะในใจท่านโหวหลิน เลือนหายเพราะคำพูดของหลินยวนไปกว่าครึ่ง แต่ยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวด พลางกล่าว “เอาเถิด เรื่องวันนี้ให้ถือเป็นบทเรียนให้เจ้า” กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อ เดินจากไปทันที

รอจนท่านโหวหลินออกไปแล้ว ฮูหยินหลินรีบสั่งให้บ่าวไพร่พยุงหลินเย่ว์ลุกขึ้น “รีบไปตามหมอมาทำแผลให้คุณชายโดยเร็ว!”

บ่าวไพร่รับคำแล้วออกไปทันที หลินยวนเริ่มไอขึ้นมาอีก ฮูหยินหลินจึงหันไปดูแลนางบ้าง

เฉียนเนี่ยนยืนมองเหตุการณ์เบื้องหน้า รู้สึกคล้ายตนเองเป็นคนนอก เมื่อเห็นว่าเรื่องต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องกับตนแล้ว จึงหันหลังคิดจะออกไป

แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นจากห้องโถง ก็ได้ยินเสียงหลินเย่ว์เอ่ยปาก “เจ้าไม่มีสิ่งใดจะพูดบ้างรึ?”

เฉียวเนี่ยนหยุดก้าวเดิน พลางหันกลับมามองหน้าหลินเย่ว์ “ท่านโหวน้อยต้องการให้ข้าพูดอะไรบ้าง?”

หลินเย่ว์เจ็บแปลบขึ้นในใจ “ข้าไม่อยากฟังเจ้าพูดสิ่งใด แต่สิ่งที่ข้าทำก็ล้วนเพื่อเจ้า แล้วเจ้าจะไม่พูดอะไรกับข้าบ้างรึ?”

เขาถึงขั้นปล่อยมือที่กุมบาดแผลลง ปล่อยให้โลหิตสีแดงฉานบาดตาเฉียวเนี่ยน

เขาคิดในใจ ไม่ได้หวังให้นางเป็นห่วงเขาเช่นเดียวกับยวนเอ๋อร์ แต่ขอเพียงนางเห็นใจเขาสักนิด เพียงนิดเดียวก็ยังดี

เท่ากับว่าการกระทำของเขาในวันนี้ ไม่นับว่าเสียเปล่า

แต่ว่า ในสายตาเฉียวเนี่ยนมีแต่ความเย็นชา นางกวาดตาไปยังผู้อื่นที่อยู่ในห้องโถง สีหน้าทุกคนล้วนแสดงความรู้สึกเดียวกัน คือหวังให้นางพูดสิ่งใดออกมาบ้าง

พูดในเรื่องที่พวกเขาต้องการจะฟัง

แต่ทว่า เฉียวเนี่ยนละสายตากลับคืนมา มองหน้าหลินเย่ว์ มุมปากผุดรอยยิ้มหยันรางๆ “ท่านโหวน้อยน่าจะดื่มจนเมามาก กระทั่งแยกไม่ออกว่าสิ่งที่ทำในวันนี้ เพื่อข้าจริงๆ หรือเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดในใจท่านกันแน่”

“หลินเนี่ยน!” หลินเย่ว์ตวาดเสียงลั่น มองหน้าเฉียวเนี่ยนด้วยความรู้สึกผิดหวังยิ่ง

นางทำเช่นนี้ได้อย่างไร?

ไฉนจึงเป็นไปได้?

แม้แต่หลินยวนยังอดไม่ได้ที่จะพูดแทนหลินเย่ว์ “พี่หญิง พี่ใหญ่ไม่เคยบุ่มบ่ามเช่นนี้มาก่อน วันนี้ทำเพราะท่านจริงๆ...”

“หากท่านโหวน้อยคิดทำเพื่อข้าจริง คนแรกที่ควรสั่งสอนหาใช่เหล่านางกำนัลที่กรมซักล้างไม่” เฉียวเนี่ยนเอ่ยปากเนิบๆ ดูเย็นชายิ่ง

แม้นางจะไม่ได้มองหน้าเสี่ยวชุ่ย แต่ทุกคนในห้องโถงต่างก็รู้ดี คนที่นางกล่าวถึงก็คือเสี่ยวชุ่ยนั่นเอง

ที่นางถูกข่มเหงรังแกมาสามปีเต็ม ตัวการอันดับหนึ่งก็คือเสี่ยวชุ่ย และวันนี้คนที่ชี้หน้ากล่าวหานางก็คือเสี่ยวชุ่ยอีก แต่ว่า หลินเย่ว์ได้ทำอะไรบ้าง?

เขากลับไปสั่งสอนนางกำนัลกลุ่มนั้นแทน

ช่างน่าขำยิ่งนัก!

หน้าอกหลินเย่ว์กระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ลำคอคล้ายมีมือใหญ่มาบีบไว้แน่น ไฟโทสะคุกรุ่นจนแทบอยากระเบิดออกมา

ทันใดนั้น พ่อบ้านหลิวแห่งจวนโหวอุ้มห่อผ้าขนาดใหญ่ห่อหนึ่ง เดินปรี่เข้ามาในห้องโถง “ฮูหยิน พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยให้คนส่งห่อเสื้อผ้ามาขอรับ”

แม้ปากจะรายงาน แต่ห่อผ้านั้นหาได้ส่งไปเบื้องหน้าฮูหยินหลินไม่ กลับไปยืนข้างเฉียวเนี่ยนแทน “ซ้ำยังกล่าวว่า คุณหนูซักเสื้อผ้าได้ดี ที่ส่งมาเป็นชุดเลอค่า ให้ผู้อื่นซัก พระสนมจะไม่วางใจ”

ขณะพูดจา ที่น่าขำก็คือแม้แต่พ่อบ้านหลิวยังคล้ายกับร้อนตัว พลางลอบดูสีหน้าเฉียวเนี่ยนเป็นระยะ

เฉียวเนี่ยนกลับเข้าใจดี นี่คงเป็นสิ่งที่ฮูหยินหลินพูดว่า พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยกำลังหาวิธีให้อยู่

มีคุณหนูของตระกูลขุนนางใดบ้าง ที่รับซักเสื้อผ้าให้แก่คนในวัง?

ลบหลู่นาง ก็เท่ากับตบหน้าคนของจวนโหวด้วย

นางหันไปพยักหน้าให้หนิงซวงรับเอาห่อผ้าไว้ พร้อมได้ยินพ่อบ้านหลิวกล่าวต่อ “พระสนมเต๋อกุ้ยเฟยยังกำชับมาอีกว่า เสื้อผ้าเหล่านี้พรุ่งนี้เช้าจะต้องส่งเข้าวัง เพราะนางยังต้องสวมใส่อีก!”

พรุ่งนี้เช้าส่งเข้าวัง ก็แปลว่าคืนนี้ต้องซักให้สะอาด

เฉียวเนี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก พร้อมพยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงหันไปทางหลินเย่ว์ “หากจำเป็นต้องพูดสิ่งใดจริง งั้น...ข้าขอขอบคุณท่านโหวน้อย”

ขอบคุณที่เข้าวังช่วยนางรับเอางานอัปยศเช่นนี้มา

เมื่อกล่าวจบ เฉียวเนี่ยนจึงเดินออกไปโดยไม่เหลียวหลังอีก หนิงซวงอุ้มห่อผ้าติดตามไป ระหว่างทางไม่กล้าพูดมากแม้แต่คำเดียว

จวบจนกลับถึงเรือนฟางเหอ เฉียวเนี่ยนบอกให้นางไปเตรียมน้ำไว้ นางจึงอุ้มห่อผ้าพลางกล่าวตอบ “วันนี้คุณหนูตกน้ำมา ควรรีบไปพักผ่อนเสีย เสื้อผ้าเหล่านี้บ่าวจะซักให้เอง!”

วันนี้ แม้ว่าคุณหนูจะได้ดื่มน้ำขิงไป ทั้งยังแช่น้ำอุ่นอีก แต่อย่างไรก็คือได้รับความหนาวเย็นมา

ขนาดคุณหนูรองยังล้มป่วย แล้วคุณหนูของนางจะรอดได้อย่างไร?

เสื้อผ้าเหล่านี้คุณหนูซักไม่ได้ นางจะต้องพักผ่อน!

แต่เฉียวเนี่ยนกลับแย่งห่อผ้ามาจากมือหนิงซวง “พระสนมกุ้ยเฟยบอกว่าเสื้อผ้าเหล่านี้หากข้าไม่ซักเอง นางจะไม่วางใจ เรื่องวันนี้เจ้าก็เห็นอยู่ ถ้าข้าไม่ซักด้วยตัวเอง พรุ่งนี้เกรงว่าจะมีเรื่องตามมาอีก ไปเถิด ข้าจะใช้น้ำเย็น”

ชุดอาภรณ์ล้ำค่าไม่ควรแช่ด้วยน้ำอุ่น หากซักแล้วเสียหายก็จะเป็นเรื่องใหญ่

หนิงซวงไม่ขยับตัว ยังคงยืนนิ่งมองดูเฉียวเนี่ยน ปลายจมูกแสบขึ้นมา

เฉียวเนี่ยนมองนางด้วยความแปลกใจ “ทำไมรึ?”

“คุณหนูเจ้าคะ...” หนิงซวงเอ่ยปาก น้ำตาก็พรั่งพรูลงมาทันที “พวกเขารังแกท่านนัก แต่ละคนคอยจ้องจะเล่นงานท่านทั้งสิ้น ฮือๆๆ...”

เด็กคนนี้พอร้องไห้ก็แทบหยุดไม่ได้

เฉียวเนี่ยนถอนหายใจด้วยความจนปัญญา แต่ว่า นางก็ไม่รู้จะปลอบใจหนิงซวงอย่างไรดี และไม่รู้จะให้คำตอบอย่างไรด้วย

เพราะนางเองก็อยากรู้ เหตุใดพวกเขาจึงจ้องจะรังแกนางเพียงผู้เดียว?

เพราะนางไม่ใช่ลูกในไส้กระนั้นรึ?

เคราะห์ดีที่เสื้อผ้ามีไม่มากนัก เฉียวเนี่ยนซักเสร็จก่อนฟ้าจะมืดลง รุ่งขึ้นจึงนำไปส่งมอบให้พ่อบ้านหลิว ให้เขาส่งต่อเข้าวังไป

แต่ไม่คาดคิดว่า พ่อบ้านหลิวกลับบอกนางว่า พระสนมกุ้ยเฟยรับสั่งให้นางไปส่งด้วยตนเอง

นางจึงอุ้มห่อผ้ายืนตะลึงอยู่กับที่

ให้นาง เข้าวังอีกครั้งกระนั้นรึ?
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป
ความคิดเห็น (17)
goodnovel comment avatar
เกสรา เทียนเล็ก
สนุกมากๆค่ะอยากอ่านจนจบ
goodnovel comment avatar
เกสรา เทียนเล็ก
อยากอ่านจนจบสนุกมากๆค่ะ
goodnovel comment avatar
ปวิช
บทที่ 13 นี่ผมละอยากถาม คุณพี่ครับเอ็งทำร้ายนางกำนัลทำไมเหรอ หรือเพราะอยากระบายความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหรอ
ดูความคิดเห็นทั้งหมด

บทล่าสุด

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1586

    เมื่อเห็นสีหน้าของเฉียวเนี่ยนย่ำแย่ถึงเพียงนั้น อิ๋งชีคล้ายจะนึกสิ่งใดขึ้นได้ เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นท่ามกลางพุ่มไม้อันเงียบสงัด ประหนึ่งก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางผืนน้ำอันนิ่งสนิท ทำลายความเงียบงันอันเยือกเย็นในใจของเฉียวเนี่ยนลง: “ท่านเจ้าสำนัก... เมื่อหลายปีก่อนในยามวิกฤต ข้าน้อยเคยช่วยชีวิตสตรีชาวหนานเจียงผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญวิชาคุณไสย นามว่าอากู่น่า เท่าที่ข้าน้อยสืบทราบในภายหลัง นางมิใช่นักปรุงคุณไสยธรรมดา ฝีมือของนางนั้น... ล้ำลึกเหนือสามัญยิ่งนัก นับเป็น ลิขิตสวรรค์ ที่ข้าน้อยเพิ่งได้รับข่าวว่า ยามนี้นางพำนักอยู่ที่เมืองไป๋สุ่ยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ หากเร่งควบม้าเร็ว เพียงสามวันก็ถึงขอรับ”เฉียวเนี่ยนเงยหน้าขึ้นในทันใด ประกายไฟแห่งความหวังอันริบหรี่ทว่าโชติช่วงพลันจุดติดขึ้นในดวงตา ขจัดไอเย็นแห่งความสิ้นหวังก่อนหน้าให้มลายสิ้นคำพูดของอิ๋งชีประดุจเชือกช่วยชีวิตที่ทอดลงมากลางหุบเหวอันมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตนเองนางจ้องเขม็งไปที่อิ๋งชี: “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะพบนาง? แล้วนางจะยอมช่วยหรือไม่?”แววตาของอิ๋งชีราบเรียบทว่ามั่นคง: “ยามที่ข้าน้อยช่วยชีวิตนางในครานั้น นางเคยให้ส

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1585

    เฉียวเนี่ยนละมือออก พยายามข่มความหนักอึ้งและความรู้สึกไร้หนทางที่ถาโถมเข้ามาในอก นางปรับน้ำเสียงให้ดูราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ชีพจรยังคงเดิม แผลเก่ายังไม่ทุเลา ซ้ำจิตใจยังบอบช้ำเกินรับไหว จำต้อง... พักผ่อนให้มาก”นางสบตาเซียวเหิงพลางทอดเสียงอ่อนโยนลงอีก “เซียวเหิง เจ้าพักผ่อนให้ดีเถิด อย่าได้คิดฟุ้งซ่านเรื่องใด ข้าจะหาหนทางช่วยเจ้าเอง”เซียวเหิงกระตุกมุมปากคล้ายต้องการจะฝืนยิ้มเพื่อตอบรับคำปลอบโยนของนาง ทว่ารอยยิ้มนั้นยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่างก็พลันแตกสลายไป หลงเหลือไว้เพียงความเหนื่อยล้าที่ฝังลึกจนสุดหยั่ง”เขาสะบัดหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า: “อืม... ลำบากเจ้าแล้ว”เฉียวเนี่ยนถอยกายออกจากรถม้า ปิดประตูลงแผ่วเบา ตัดขาดความอึดอัดกดดันอันน่าอึดอัดใจจนแทบสำลักทิ้งไว้ภายในแสงแดดอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ร่าง ทว่าเฉียวเนี่ยนกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อย ในใจคล้ายมีมวลน้ำแข็งมหึมากดทับอยู่นางส่งสัญญาณให้เซียวเหอไปดูแลเกอซูอวิ๋น ส่วนตนเองเดินเลี่ยงไปยังพุ่มไม้เงียบสงัดบริเวณชายป่าข้างค่ายพักแรมอย่างแนบเนียนแสงแดดถูกกิ่งใบหนาทึบตัดแบ่งเป็นดวงเล็กดวงน้อยพร่างพ

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1584

    ดวงใจขอเซียวเหอดิ่งวูบ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้ ทั้งยังคล้ายร่วงหล่นลงสู่ห้วงน้ำลึกอันเย็นเยียบเขามองบานประตูรถม้าที่ปิดสนิท ราวกับจะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดมหาศาลที่น้องชายกำลังแบกรับอยู่เงียบๆเขาสูดลมหายใจเข้าลึก อากาศเย็นระรื่นในต้นวสันตฤดูไหลเวียนเข้าสู่ปอด ทว่ากลับไม่อาจปัดเป่าเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่ในใจให้จางหายไปได้เลยแม้แต่น้อยเขาหลุบตาลงมองเกอซูอวิ๋นแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ข้าจะไปดูเขาเสียหน่อย” พูดจบก็ก้าวตรงไปยังรถม้าใบหน้าอันงดงามหมดจดของเฉียวเนี่ยนเองก็ถูกปกคลุมด้วยร่องรอยแห่งความกังวล นางไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดที่จะก้าวตามไปจนกระทั่งทั้งสองเดินมาหยุดลงที่ข้างรถม้าเซียวเหอก็ยกมือขึ้นเคาะประตูเบา ๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุดประหนึ่งกำลังปลอบประโลมเด็กน้อยที่ขวัญอ่อน: “เหิงเอ๋อร์ วันนี้อากาศดีนัก เจ้าลงมาสูดอากาศข้างนอกหน่อยเถิด”ทว่าภายในรถม้ากลับเงียบสงัดราวกับไร้สิ่งมีชีวิตผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่เสียงอันแหบพร่าและเปี่ยมไปด้วยแรงต้านของเซียวเหิงจะดังลอดออกมา “ไม่ต้อง”น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความหงุดหงิดที่ถูกกดข่มไว้อย่างฝืนทนและความเห

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1583

    เมื่อเรื่องสิ้นสุด ใครเล่าจะแยกแยะได้ว่าคืออาเพศดินถล่ม หรือพิบัติภัยจากน้ำมือมนุษย์? ต่อให้แว่นแคว้นจิ้งจะพิโรธดั่งอสนีบาตฟาดฟัน ก็คงได้แต่ยืนเผชิญหน้ากับผืนดินมอดไหม้อันสิ้นหวังนี้ แล้วทอดถอนใจอย่างไร้หนทางเท่านั้น!เมื่อคิดได้ดังนี้ อวี่เหวินฮ่าวก็หลุดหัวเราะออกมาในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นกังวานก้องอยู่ในห้องศิลา แฝงไปด้วยความสาแก่ใจที่ชวนให้ผู้คนขนลุกชันแววตาของโหยวต๋าฉายประกายอำมหิต “แผนการของพระองค์ช่างลึกล้ำยิ่งนัก! สูงส่งกว่าองค์รัชทายาท... ไม่สิ สูงส่งกว่าไอ้คนโง่เขลาที่รู้แต่จะใช้กำลังอย่างองค์ชายใหญ่ตั้งกี่เท่าต่อกี่เท่า! ด้วยแผนซ้อนกลสามชั้นนี้ ต่อให้ฉู่จืออี้กับเฉียวเนี่ยนจะมีคนละสองชีวิต ก็เกรงว่าจะหนีไม่พ้นเงื้อมมือมัจจุราชในครานี้ไปได้!”ระหว่างที่กล่าว โหยวต๋าก็ประสานมือคารวะด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “องค์ชายทรงวางพระทัย ข้าน้อยจะทุ่มเทสุดกำลัง ไม่ให้เสียแรงที่ทรงมอบหมาย!”สิ้นคำ เขาก็หมุนตัวจากไป ร่างนั้นหลอมรวมหายไปกับความมืดมิดของราตรีอย่างรวดเร็วอวี่เหวินฮ่าวยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในห้องตำรา แสงเทียนอาบไล้ลวดลายมังกรดิ้นทองบนฉลองพระองค์สีดำขลับจนดูราวกับมีชีวิต ดุดันป

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1582

    รัตติกาล... แสงเทียนสั่นไหวท่ามกลางความมืดสลัว ทาบทับเงาร่างของอวี่เหวินฮ่าวให้ทอดยาวและบิดเบี้ยวบนผนังเย็นเยียบ ราวกับภูตพรายที่ซุ่มรอจังหวะจู่โจมในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเย็นของแท่งหมึกเก่าแก่ เจือด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เจือจางจนแทบสัมผัสไม่ได้ภายใต้แสงไฟที่วูบวาบ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาจมอยู่ในความกึ่งมืดกึ่งสว่าง ทว่าดวงตากลับเจิดจ้าอย่างน่าตื่นตะลึง เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอันบ้าคลั่งราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะตะครุบเหยื่อบนโต๊ะไม้จันทน์ม่วงตัวเขื่อง แผนที่ชายแดนแคว้นถังที่วาดไว้อย่างละเอียดลออถูกกางออก ปลายนิ้วของเขา กดลงบนจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกวงด้วยชาดสีแดงฉาน อย่างแม่นยำ—ช่องเขาเหยี่ยวร่วงริมฝีปากของอวี่เหวินฮ่าวหยักโค้งเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบราวยาพิษ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาดังกังวานคล้ายเสียงโลหะกระทบกันในห้องศิลาที่ปิดมิดชิด บาดลึกเข้าถึงกระดูก “ในเมื่อเป็น “แผนการที่สมบูรณ์แบบ” ย่อมต้องทำให้พวกมันก้าวเข้าสู่สุสานด้วยความเต็มใจ ให้พวกมันตายอย่างเงียบเชียบ ศพกลายเป็นเถ้าถ่าน... และที่สำคัญที่สุดคือ ไร้ร่องรอยให้สืบสาว!”เขาเบี่ยงหน้าเล็กน้อย เอ่ยกับโหยวต๋าด้วยน้ำเสียงเย็นเยี

  • พลิกชะตาชีวิตหลังเป็นทาสมาสามปี   บทที่ 1581

    เสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังดังกังวานไปทั่วตำหนักอันกว้างขวาง ก่อนจะถูกบานประตูหนาหนักปิดกั้นไว้อย่างไร้เยื่อใยภายในห้องทรงอักษร ความเงียบงันราวกับป่าช้าหวนกลับมาปกคลุมอีกครั้ง เหลือเพียงควันธูปกฤษณาที่ยังคงลอยอ้อยอิ่งอย่างดื้อดึง ทว่าไม่อาจนำพาความสงบกลับคืนมาได้แม้เพียงนิดกลิ่นหอมเข้มข้นเจือไปด้วยโทสะของจอมจักรพรรดิที่ยังไม่จางหาย และความสิ้นหวังของอดีตรัชทายาท หลอมรวมเป็นมวลอากาศที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกจักรพรรดิถังอวี่เหวินทั่วราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนสิ้น พระองค์ทรุดกายลงบนเก้าอี้มังกรตัวกว้างด้วยท่าทางโรยแรง พระพักตร์ซีดเผือด หัตถ์ลูบคลำขมับที่ปวดตุบ ดูราวกับแก่ชราลงไปอีกสิบปีในชั่วพริบตาเนิ่นนานกว่าที่พระองค์จะเงยพระพักตร์อันอิดโรยและนัยน์ตาแดงก่ำขึ้นมอง อวี่เหวินฮ่าว ที่ยังคงยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องล่าง สุรเสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและแห้งผาก แฝงไว้ด้วยกระแสแห่งความหวังเพียงน้อยนิดและความอำมหิตในคราวเดียว: “ฮ่าวเอ๋อร์…”“ลูกอยู่นี่พะยะค่ะ” อวี่เหวินฮ่าวรีบโน้มกายลง ท่าทางนอบน้อมไร้ที่ติ“เมื่อครู่เจ้าว่ากระไรนะ...” สายตาของจักรพรรดิถังคมกริบดุจคมดาบ จับจ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status