로그인ซือซือรู้สึกค่อนข้างแปลกที่หลี่ชิงหยาไม่เหมือนคนอื่น ยามผู้ใดพบเจอหน้านางต้องใช้งานอยู่ร่ำไปโดยไม่สนใจเวลาและสถานที่ นางครุ่นคิดไปตลอดทางจนกระทั่งกินข้าวเสร็จจึงนึกขึ้นได้ว่าคุณหนูใหญ่ไม่เคยกินข้าวร่วมโต๊ะกับนายท่านและฮูหยิน เพราะฉะนั้นนางควรเป็นคนยกไปให้ที่เรือน วันนี้นางจึงทำโจ๊กอย่างง่ายไปให้หลี่ชิงหยา
"ข้าทำโจ๊กมาให้ท่าน กินเถิดเจ้าค่ะ" หลี่ชิงหยานั่งอ่านตำราอยู่เงยหน้าขึ้นมา กลิ่นหอมของอาหารชวนหิวทำให้นางละความสนใจกระนั้นก็ยังไม่พ้นสายตาของซือซือไปได้ ได้ยินมาว่าคุณหนูไม่เคยเรียนหนังสือเรื่องการเขียนตัวอักษรยิ่งไม่ต้องพูดถึง แล้วจะอ่านตำราเป็นเล่มได้อย่างไร หลี่ชิงหยาเริ่มกินโจ๊กรสชาติดีที่สุดตั้งแต่อยู่ในจวนนี้มา นางรู้ว่าซือซือมีความรู้สึกอย่างไรบ้างในตอนนี้แต่มิได้ปิดบังความรู้สึกเพียงแต่ไม่แสดงออกมา หากถามขึ้นเมื่อไรนางก็สามารถบอกได้อย่างเปิดเผย เมื่อมาเป็นคนของนางก็ควรให้ความไว้เนื้อเชื่อใจกันการอยู่ร่วมกันถึงจะราบรื่น หลังอาหารเช้าซือซือเตรียมของมาทำความสะอาดห้องหลี่ชิงหยาจึงออกไปเดินเล่นข้างนอกเพื่อความสะดวกในการทำงาน ขณะที่นางกำลังทอดสายตามองไปที่สวนดอกไม้ลานหน้าจวน เงาร่างหนึ่งวูบผ่านหน้าของนางไปราวกับลมหากไม่ทันสังเกตจะไม่มีทางรู้ได้เลย "นี่มันอะไรกัน" ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเห็นเงาเช่นนี้ ครั้งก่อนที่นางถูกขังก็ได้พบกับเรื่องไม่น่าไว้วางใจมาแล้ว นึกไม่ถึงว่าจวนเสนาบดีที่เคยเข้าใจว่าเงียบสงบกลับมีบางอย่างที่ต้องระวังตัว จวนองค์ชายสี่ หลวนเล่อในชุดสีดำเดินเข้ามารายงานความคืบหน้าของจวนเสนาบดีผู้ตรวจราชการ "เรียนนายท่าน วันนี้ไม่พบเรื่องใดนอกจาก..." ในเมื่อไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญเขาจึงเว้นเอาไว้ไม่พูดต่อทว่า "นอกจากอะไร" เสียงนุ่มฟังสบายในชุดสีฟ้าอ่อนยืนหันหลังให้หลวนล่อ ลักษณะสูงโปร่งท่วงท่าสง่างามแสดงความสนใจ อยากรู้ว่าสิ่งที่ไปเจอมาคือสิ่งใด "ไม่สำคัญขอรับแค่คุณหนูใหญ่มีคนรับใช้ส่วนตัว" ชายหนุ่มหันกลับมาพลางยิ้มขำขัน เขาไม่เคยพบไม่เคยเห็นคนที่เป็นถึงบุตรีเอกของท่านเสนาบดีแต่เพิ่งมีคนรับใช้เอาตอนนี้ "จวนเสนาหลี่มีแต่เรื่องสนุกให้ดูข้าชอบใจยิ่งนัก" เจิ้นซื่อหมิงบอกกับหลวนเล่อที่มีท่าทางลำบากใจ องค์ชายสี่ให้เขาไปแอบดูจวนเสนาบดีหลี่จือหลินเพราะความสนุกเท่านั้นเองหรือ "ดูทำหน้าเข้า ข้าส่งเจ้าไปสอดส่องที่นั่นไม่ได้ส่งไปตายสักหน่อย" เสียงเนิบช้าภายใต้ใบหน้าค่อนข้างซูบเซียว เจิ้นซื่อหมิงสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าคิดอ่านทำสิ่งใดต้องมีคนคอยช่วยเหลือไม่ห่างกาย ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เขานึกสนุกเมื่อได้เห็นจวนของหลี่จือหลินในหลายเรื่องที่ผ่านมาจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลี่ชิงหยาสตรีอ่อนแอคนนั้น "มิบังอาจขอรับแต่ข้าน้อยเห็นว่าจวนเสนาหลี่ไม่มีเรื่องใดน่าสนใจแล้วเลิกสนใจเถิดขอรับ" เจิ้นซื่อหมิงนิ่งเงียบรับฟังหลวนเล่อและเข้าใจความรู้สึกขององครักษ์คนสนิท ฝีมือระดับนี้แต่ถูกใช้งานให้สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านคงไม่เหมาะสมกับฝีมือของชายชาตรีนัก "ข้าเป็นเพียงคนป่วยจะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ เจ้าจะไม่ให้ข้ามีเรื่องสนุกในชีวิตเลยหรือ" หลวนเล่อพูดไม่ออกที่เจิ้นซื่อหมิงพูดออกมา ในแววตาของเขามีความหม่นหมองซ่อนเอาไว้ถึงจะไม่มากแต่หลวนเล่อผู้ที่ติดตามเขามาตั้งแต่เด็กมีหรือจะไม่สังเกตเห็น ความสุขของนายท่านมีเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาจำกัด เมื่อนึกถึงข้อนี้หลวนเล่อจึงไม่กล้าขัดขวางขึ้นมาอีก "ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ" หลวนเล่อนั่งคุกเข่าลงสำนึกในความผิดที่ทำให้นายท่านขุ่นเคือง เจิ้นซื่อหมิงมิได้เอ่ยสิ่งใดต่อเพียงแต่นั่งลงเอาตำรามาอ่านเงียบ ๆ เขาทำเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจซ่อนเร้นอยู่บ้าง ถึงไม่มากทว่าก็ทำให้ผู้คนใกล้ชิดทำตัวไม่ถูกเช่นเดียวกัน "เหตุใดนายท่านถึงได้สนใจจวนเล็ก ๆ ของเสนาบดีหลี่จือหลินขอรับ ชื่อเสียงจากภายนอกก็ไม่ค่อยดีมิหนำซ้ำภายในจวนยังไม่น่าสงบสุขเยี่ยงนั้น" หลวนเล่อถามขึ้นเพราะมองไม่เห็นประโยชน์จากคนในจวนนี้ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยันเมื่อนึกถึงความโอหังของหลี่จือหลินหลังจากเคยพบหน้าไม่บ่อยนัก ทำให้เขาไม่ค่อยอยากพูดถึงมากนัก เจิ้นซื่อหมิงวางตำราลง เห็นความหงุดหงิดในแววตาของหลวนเล่อ เขาไม่ค่อยชอบหน้าหลี่จือหลินเพราะความมั่นใจในฝีมือการทำงาน ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ค่อยลงรอยกันนัก "ใต้เท้าหลี่ อยู่ฝ่ายตรวจราชการที่ขึ้นกับฮ่องเต้โดยตรง เจ้าก็รู้ดีว่าตอนนี้ราชสำนักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย กลุ่มที่สนับสนุนรัชทายาทก็มีไม่น้อยแม้แต่เสนาบดีราชเลขาธิการที่รับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาทยังแอบหนุนหลังลับ ๆ " เรื่องนี้มีคนรู้เบื้องลึกไม่มากนักและต่างรู้ดีว่าองค์รัชทายาทและฮองเฮากำลังทยอยเกลี้ยกล่อมขุนนางในวังเข้าเป็นพรรคพวกโดยมีความเคลื่อนไหวและข่าวคราวน้อยมากจนแทบไม่เล็ดลอดออกมา "แล้วใต้เท้าหลี่จะไม่เข้าไปเป็นฝ่ายฮองเฮาแล้วหรือขอรับ ในเมื่อคนรอบข้างเขาน่าจะไปกันหมดแล้ว" หลวนเล่อยังไม่ปักใจเชื่อว่าหลี่จือหลินจะยังเป็นกลางอยู่เพียงลำพังได้ "ข้าแน่ใจว่ายัง ใต้เท้าหลี่ถึงจะเป็นคนอย่างนั้นแต่เขาก็ซื่อตรงจงรักภักดีต่อเสด็จพ่อและทำงานสายตรงให้กับฮ่องเต้ งานสำคัญหลายงานก็เป็นตัวแทนพระองค์ อาจจะมีการทาบทามไว้บ้างแล้วจากขุนนางคนอื่นเพราะถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นแต่เขาก็ยังไม่ตัดสินใจใด ๆ" แม้ว่าสิ่งที่ได้ยินจะทำให้พอใจชื้นได้บ้างแต่ยังไม่น่าไว้วางใจง่าย ๆ ดูจากราชเลขาธิการที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้แท้ ๆ ยังแปรพักตร์ได้ หลวนเล่อแอบคัดค้านในใจว่าใต้เท้าหลี่อาจจะไม่แตกต่างกัน "นายท่านแน่ใจจริง ๆ หรือขอรับ" เขาถามย้ำเจิ้นซื่อหมิงที่ทำหน้ามั่นใจแต่เขากลับไม่ค่อยแน่ใจนัก "ข้าแน่ใจ แล้วตอนนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีก็ยังคงเป็นกลางอยู่" "แล้วนายท่านไม่สนใจจวนท่านอัครมหาเสนาบดีหรือขอรับ" เพราะถึงอย่างไรทางนั้นก็ตำแหน่งใหญ่กว่า หากจะดึงเข้ามาเป็นพวกจะต้องมีผลมากกว่าใต้เท้าหลี่คนนี้ เจิ้นซื่อหมิงไม่ทุกข์ร้อนกับคำถาม เขาผ่อนคลายลงไปมากเมื่อนึกถึงเรื่องราวภายในจวนเหล่านี้ "สนใจแต่เป็นคนละอย่าง อีกเหตุผลหนึ่งจวนท่านอัครมหาเสนาบดีมีแต่บุตรชายทุกอย่างเงียบสงบพูดคุยเรื่องใดล้วนต้องเป็นงานเป็นการ ต่างจากจวนเสนาบดีหลี่จือหลินที่มีแต่เรื่องสนุกและมีตัวตลกมากมาย" สังเกตได้ว่าประกายตาขี้เล่นของเจิ้นซื่อหมิงฉายแววชัดเจนเมื่อเอ่ยถึงจวนของหลี่จือหลิน หลวนเล่อไม่หาญกล้าคิดไปไกลว่าองค์ชายสี่สนใจสตรีคนใดคนหนึ่งในจวนนี้ที่ไม่น่ามองเป็นอันมาก คนหนึ่งชื่อเสียงฉาวโฉ่แถมยังอ่อนแอขี้ขลาด ส่วนอีกคนก็เป็นเพียงทองหุ้มก้อนกรวด เขาเข้าออกลับ ๆ จวนนี้มาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วย่อมรู้แก่ใจดี และหงุดหงิดไม่น้อยที่นายท่านสนอกสนใจจวนอัปมงคลแห่งนี้ หากไม่ใช่ตามที่เขาสันนิษฐานเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือว่านายท่านสนใจเครื่องหยุมหยิมของผู้หญิงซึ่งบุรุษสูงศักดิ์ไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้ "หลี่ชิงหยาน่ะหรือขอรับ" "หลายคนมิใช่นางคนเดียว" จะว่าไปจวนของหลี่จือหลินดูเข้าถึงได้ง่ายกว่าจวนอัครมหาเสนาบดี หากอยากได้ในสิ่งที่ต้องการเขาคิดว่าไม่น่ายากที่จะเอ่ยปาก เพราะฉะนั้นจึงน่าสนใจในหลาย ๆ ด้านมากกว่า ในวันข้างหน้าต้องมีคนสืบทอดบัลลังก์ซึ่งองค์รัชทายาทมาเป็นอันดับหนึ่งทว่าหากผลงานไม่น่าพอใจหรือประชาชนไม่ยอมรับอาจต้องใช้เสียงสนับสนุนจากขุนนางจำนวนมากพอ นั่นหมายความว่าองค์ชายคนอื่นมีสิทธิ์ขึ้นครองบัลลังก์เช่นเดียวกัน กฎเหล่านี้ฮ่องเต้ทรงตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ชวนให้น่าสงสัยว่าอาจมีเรื่องไม่ชอบมาพากลที่พระองค์เกิดความหวาดระแวงในบางเรื่องที่มีต่อองค์รัชทายาท หรืออย่างหนึ่งมองได้ว่าองค์รัชทายาทเองที่ทำให้ฮ่องเต้ไร้ความเชื่อมั่น ระยะหลังจึงเห็นว่าฮ่องเต้ ฮองเฮาและรัชทายาทออกงานด้วยกันบ่อยครั้งกว่าเมื่อก่อนมากขึ้น แต่ข่าวลือเกี่ยวกับราชสำนักยังไม่จางหายไป มีการพูดถึงเงียบ ๆ ในหลายกลุ่มของเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงไม่ขาดและองค์ชายที่เหลือต่างก็ยังมีความหวังในการขึ้นครองบัลลังก์ อาศัยแค่ผลงานไม่เพียงพอต้องมีปัจจัยอื่นมาส่งเสริมอีกมากมายและการหาผู้สนับสนุนก็เป็นหนึ่งในนั้น เจิ้นซื่อหมิงก็เหมือนกับคนอื่นมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทว่าเขามิได้หาคนสับสนุนตนเองแต่เขาเลือกที่จะอยู่ข้างฮ่องเต้ คงเพราะปัญหาสุขภาพที่ทำให้เขาคิดและกระทำเช่นนี้ออกมา ฮ่องเต้ทรงมีความห่วงใยเจิ้นซื่อหมิงเป็นอย่างมาก ถึงเขาจะมีสิทธิ์ในการสืบราชบัลลังก์แต่ปัญหาสุขภาพก็เป็นอุปสรรคใหญ่หลวง สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือดูแลองค์ชายสี่ผู้นี้ให้มีอายุยืนยาวที่สุดเท่านั้นเอง ข้อนี้เจิ้นซื่อหมิงตระหนักดีจึงไม่แปลกที่เขาเลือกอยู่ข้างฮ่องเต้อย่างน้อยก็ถือเป็นการทดแทนพระคุณบิดาในฐานะโอรสและพระองค์ทรงทุ่มเทในการดูแลเขาเต็มที่มาตั้งแต่เกิด "รอดูต่อไปเรื่อย ๆ ใครที่เข้าหาใต้เท้าหลี่ถือว่าเป็นศัตรูกับข้า" เจิ้นซื่อหมิงมิอาจปล่อยให้หลี่จือหลินไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามได้ ในบรรดาองค์ชายไม่รู้ว่ามีใครอยู่ข้างเดียวกับเขาบ้าง ทุกคนต่างมีพรรคพวกเป็นของตัวเองไม่แน่ว่าคนที่อยู่ข้างฮ่องเต้อาจมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นหลี่ชิงหยา เจิ้นซื่อหมิง หยางเยว่ มารวมตัวกันที่จวนอ๋องสี่ หารือกันถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมา "ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะทำงานได้รวดเร็วเช่นนี้ เจ้าทำเหมือนรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว" นางเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยขึ้น "ข้ารู้มาสักระยะหนึ่งแล้ว" หยางเยว่จึงถามถึงเรื่องหยางเฉี่ยวชิว "แล้วศพเล่า เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร" นางสะดุดกับคำพูดของหยางเยว่อยากบอกความจริงแก่เขาแต่มันคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินไป "ข้าเริ่มสืบเงียบ ๆ มาตั้งแต่วันที่เห็นเครื่องประดับของนางแล้ว ข้าสงสัยจึงหาทางสืบจนรู้ความจริง" ไม่ว่านางจะมีวิธีการอธิบายเช่นไรแต่อาจารย์หย่งหยวนก็ดูออกทั้งคำพูดและท่าทาง นางจะสงบนิ่งเพียงใดก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของอาจารย์ไปได้แต่อาจารย์ก็เลือกที่จะเงียบรอดูท่าทีของหลี่ชิงหยาต่อไป "ข้าบอกพี่ใหญ่แล้วว่านางไม่ธรรมดา" เจิ้นซื่อหมิงเอ่ยขึ้นพลางส่งยิ้มบาง ๆ ให้หลี่ชิงหยา "เรื่องทุกอย่างลงตัวแล้ว คงถึงเวลาที่ข้าจะกลับเสียที" อาจารย์เอ่ยขึ้น "ท่านอาจารย์ไม่กลับไปได้หรือไม่ขอรับ การเดินทางยากลำบากข้าอยากให้ท่านอยู่ที่นี่ อยู่ในจวนตระกูลหยาง" หยางเยว่เป็นห่วงอาจารย์ที่ต้องเดินทางไกลอีกเป็นเดือน อาจารย์
บรรยากาศในห้องโถงกลับกลายเป็นเงียบงัน ทุกคนที่เคยมาร่วมงานสมรสขององค์ชายสามและพระชายาต่างก็ยืนนิ่งไม่สามารถขยับตัวได้ ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกใจและความไม่เชื่อ หัวใจของพวกเขาหยุดไว้ในชั่วขณะ ทุกสายตาต่างหันไปที่ฮ่องเต้ที่ยืนนิ่งไม่ตรัสคำใดออกมา ว่าที่พระสนมที่เคยยิ้มแย้มท่ามกลางงานสมรส กลับกลายเป็นคนแรกที่ไม่สามารถทนต่อความจริงได้ นางลุกขึ้นจากที่นั่ง ร่างบางสั่นสะท้านปากสั่นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะร้องไห้ "ไม่จริง องค์ชายสามไม่ทำเช่นนี้!" น้ำตาของหลี่เจินไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ข้าราชบริพารที่อยู่ข้างๆ พยายามเข้าไปปลอบโยน แต่นางกลับสะบัดมือออกอย่างแรง นางยืนเงียบ ๆ มองไปที่องค์กลุ่มคนที่ซุบซิบและมองมาที่นางด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางเป็นถึงหลานสาวที่ปรึกษาขุนนาง มาจากตระกูลร่ำรวย บิดาเป็นขุนนางระดับสูงและนางกำลังจะมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน คราแรกที่รู้ว่าจะได้แต่งงานเป็นพระสนมนางยังชูคอได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่สนใจเรื่องของท่านตาและท่านแม่หันมาสนใจเพียงตำแหน่งพระสนมที่นางกำลังจะสมหวัง แล้วเป็นอย่างไรงานแต่งงานที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็พังครืนลงต่อหน้าต่อตาโดยคนกลุ่มหนึ่ง ฮองเฮาแ
ขุนนางฝ่ายตรวจสอบทำงานกันอย่างเข้มข้น คนในงานต่างเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อ "ทูลฝ่าบาท หลักฐานที่ได้มาเป็นของจริงพะย่ะค่ะ บางอย่างมีของปลอมให้เปรียบเทียบ แสดงให้เห็นว่าตระกูลหยางถูกใส่ร้าย" ฮองเฮากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตาของนางแสดงถึงความตื่นตระหนกและไม่พอใจ แม้จะพยายามดิ้นรนด้วยคำพูดที่เคยชิน "ไม่จริง! หลักฐานพวกนี้ต้องถูกปลอมแปลง!" นางปฏิเสธรุนแรง แต่คำพูดนั้นกลับดูเปราะบางเกินไปในตอนนี้ หลี่ชิงหยายิ้มเล็กน้อย โดยไม่สะทกสะท้านกับการดิ้นรนของฮองเฮา "ฮองเฮาสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง หม่อมฉันมีคำรับรองจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบันทึกการเคลื่อนไหวที่สามารถยืนยันการทำงานร่วมกันของฮองเฮากับบุคคลภายนอก" เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ฮองเฮาก็รู้สึกอึดอัดยิ่งขึ้น นางพยายามหาทางปฏิเสธต่อไป แต่ทุกคำพูดกลับยิ่งเพิ่มความสงสัยให้มากขึ้นจนไม่อาจหาทางหลบหนีได้ ในขณะที่ฮองเฮาพยายามดิ้นรนต่อไป หยางเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ เขาก้าวไปข้างหน้าและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ตั้งใจเท่านั้น กระหม่อมเองก็มีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ถึงความเชื่อมโยงระห
สองเดือนต่อมา งานสมรสระหว่างองค์ชายสามกับหลี่เจินเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของชนชั้นสูงในราชสำนัก พื้นที่จัดงานถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีทองและสีแดงสด มีการประดับประดาด้วยผ้าที่มีลวดลายงดงามกินบริเวณกว้างถึงนอกจวน ท่ามกลางแสงไฟจากโคมระย้าและตะเกียงส่องแสงสว่างทั่วห้อง คนในราชสำนักต่างแต่งตัวอย่างงดงาม มีการร่ายรำและดนตรีประกอบบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความหรูหรา พระราชวังล้วนอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความปีติ บรรดาธงไหมสีชาดประดับมุกปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นลวดลายมงคลที่ถักทอด้วยด้ายทองคำ ประตูเปิดกว้างขบวนแห่เจ้าสาวแลเห็นมาแต่ไกล ล้อมรอบด้วยเหล่านางกำนัลผู้ถือโคมไฟแดง ส่องทางแห่งชีวิตคู่ให้สว่างไสว หลี่เจินในชุดวิวาห์ไหมแดงลายมังกรทอง งดงามประหนึ่งเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์ สายคาดเอวปักลวดลายเมฆมงคลพลิ้วไหวทุกย่างก้าว ผ้าคลุมหน้าไหมโปร่งสีแดงฉลุลายดอกเหมยบดบังดวงหน้างามพริ้มเพรา ยามเจ้าสาวก้าวข้ามกระถางไฟเพื่อความเป็นสิริมงคล เสียงฆ้องกลองก็ดังกึกก้อง บรรเลงเพลงมงคลประสานเสียงพิณก้องไปทั่วบริเวณ องค์ชายสามทรงยืนประทับใต้แท่นพิธี ในฉลองพระองค์ปักลายมังกรห้าเล็บ ท่วงท่าทรงสง่า สายตาแน่วนิ่ง
เกือบหนึ่งเดือนต่อมา ในยามสาย แสงแดดทอดผ่านต้นเหมยหน้าจวนท่ามกลางสายลมเย็นเอื่อย อาจารย์หย่งหยวนก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม ท่วงท่าของผู้เฒ่ามากประสบการณ์ยังคงมั่นคง สายตาคมกวาดมองรอบจวนองค์ชายสี่ที่ส่งเกี้ยวไปรับในเขตชายแดนของแคว้นซีหนาน "นานกี่ปีแล้วที่ข้าไม่ได้กลับมาเมืองหลวง" เขาพึมพำเบา ๆ ภาพในอดีตผุดขึ้นในห้วงคิด ครั้งหลังสุดบนภูเขาสูงยามเขาถ่ายทอดความรู้เรื่องเครื่องสมุนไพรให้แก่ศิษย์หญิงนางหนึ่ง มือเล็ก ๆ เคยคัดแยกสมุนไพรด้วยความตั้งใจ คำถามฉลาดเฉลียวของนางยังติดอยู่ในใจเขาเสมอ นางคือคนที่เขายอมรับในพรสวรรค์รองจากหยางเฉี่ยวชิว เจิ้นซื่อหมิงและหยางเยว่เดินออกมาต้อนรับ บุรุษทั้งสองคนโล่งใจที่อาจารย์เดินทางมาถึงจวนโดยปลอดภัย "ท่านอาจารย์เดินทางมาเหนื่อยเขิญพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ" หยางเยว่เดินตรงเข้าประคองอาจารย์เขาอาจจะดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางแต่ก็ยังไม่อยากพักผ่อน "ข้าไม่เป็นไร องค์ชายมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง" อาจารย์หย่งหยวนสังเกตได้ว่าเจิ้นซื่อหมิงมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมมากเขาเพียงอยากรู้สถานการณ์ระหว่างรักษาตัวช่วงที่ไม่ได้ดูแล "ข้าทำตามคำแนะนำของท่านอาการเริ่มดีขึ้นเ
"เจ้าเตรียมตัวรับโทษเป็นคนต่อไป" ไป๋เหนียงถูกลากออกไป นางกรีดร้องดิ้นรน แต่ไม่มีผู้ใดสนใจอีก หลี่เจินเห็นมารดาถูกจับตัวนางจึงไปขอร้องบิดา แต่หลี่จือหลินบอกกับนางว่า "เจินเอ๋อร์ เจ้ากำลังจะได้เป็นสนมอย่ายุ่งเรื่องนี้ดีกว่า ตาของเจ้ากับแม่ของเจ้ามีความผิดก็ต้องว่าตามผิด เจ้ายังเด็กนักข้าไม่อยากเห็นเจ้าต้องได้รับโทษไปด้วย" หลี่เจินได้ฟังดังนั้นนางก็เกิดความหวาดกลัวจึงเชื่อฟังบิดาไม่กล้าแผลงฤทธิ์ทำตัวสงบเสงี่ยมขังตัวเองอยู่แต่ในห้องเท่านั้น หลี่ชิงหยามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ส่องกระทบใบหน้าของนาง คล้ายกับเงาสะท้อนของชัยชนะที่กำลังปรากฏขึ้นในที่สุด พลบค่ำแล้วแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศยังคงเคร่งเครียดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวัน ภายในห้องหนังสือ หลี่ชิงหยานั่งสงบนิ่งอยู่หน้าชั้นตำรา ทว่าความคิดของนางยังคงหมุนวนไปมา ตั้งแต่เรื่องของไป๋เหอหยุน ไป๋เหนียง แม้ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่านางเหนื่อยล้าอยู่ไม่น้อย ทันใดนั้น เสียงรายงานจากคนรับใช้หน้าประตูดังขึ้น "คุณหนูใหญ่ ท่านอ๋องมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ" หลี่ชิงหยาช







