Teilen

บทที่ 7

โย่วจื่อฉา
คนอื่นไม่รู้ ทว่าซ่งหว่านหนิงกลับรู้ที่มาของจี้หยกชิ้นนั้นกระจ่างแก่ใจ

หัวขโมยชี้นิ้วใส่เจ้าของแล้วกล่าวหาว่าเป็นคนขโมยของไป ช่างน่าขันสิ้นดี

น้ำเสียงของนางไม่ดังนัก ทว่าเด็ดขาดไม่อาจโต้แย้ง “วันนี้หากผู้ใดกล้าปล่อยให้นางเข้ามา ก็จงไปรับโทษโบยยี่สิบไม้ด้วยตัวเองเสีย”

เดิมทีเหล่าบ่าวไพร่ก็ได้รับคำสั่งจากเซี่ยหลินยวนให้เฝ้าเรือนไว้ให้ดีอยู่แล้ว พอได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ก็ยิ่งทุ่มเทสุดกำลังปิดกั้นประตูเรือนเอาไว้ ไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไป

แววตาของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ปรากฏร่องรอยโหดเหี้ยมพาดผ่าน “บ่าวก็แค่อยากจะมาลองค้นหาดู หากไม่มีก็แล้วกันไป พระชายาขัดขวางถึงเพียงนี้ หรือว่าจะร้อนตัวเจ้าคะ?”

“ไม่ต้องมายั่วโทสะข้า ใครเป็นขโมย เจ้ากับข้าย่อมรู้อยู่แก่ใจประดุจกระจกใส” ซ่งหว่านหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง “คิดจะค้นเรือนของข้า เจ้าคู่ควรหรือ?”

นางสมควรเคียดแค้นเฉียวอวี๋เอ๋อร์ เป็นเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่ขโมยของแทนใจไป แย่งชิงชายที่นางรักที่สุด และทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานราวกับตายทั้งเป็นตลอดสามปีที่ผ่านมา

ทว่าความเคียดแค้นทั้งมวล ล้วนถือกำเนิดขึ้นจากความรักที่นางมีต่อเซี่ยหลินยวน

บัดนี้นางปล่อยวางความรักอันต่ำต้อยนั้นลงแล้ว หากช่วงชีวิตที่เหลือจะต้องอยู่กับความแค้นเพียงอย่างเดียว ก็ออกจะเหนื่อยล้าเกินไปสักหน่อย

นางอยากจะปล่อยวางทั้งตัวเองและปล่อยเฉียวอวี๋เอ๋อร์ไป ไม่คิดติดใจเอาความกับเรื่องราวในอดีต ทว่าเฉียวอวี๋เอ๋อร์กลับดูเหมือนจะไม่รู้จักพอ คอยท้าทายอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนนางสุดจะทนรับได้อีกต่อไป

“บ่าวรู้ตัวดีว่าตนเองมีฐานะต่ำต้อย แต่จี้หยกชิ้นนั้นเป็นของล้ำค่าของบ่าว จะให้สูญหายไปไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ” เฉียวอวี๋เอ๋อร์กำผ้าเช็ดหน้า แสร้งทำทีเป็นซับหางตา

“ของล้ำค่าของเจ้า บัดนี้ข้าหาได้แยแสไม่ ไม่ต้องมาเสียแรงเปล่าที่นี่หรอก”

ซ่งหว่านหนิงรู้สึกว่าตนเองพูดได้ชัดเจนมากพอแล้ว หากนางเป็นคนฉลาด ก็ไม่ควรจะมาตามตอแยอีก

ทว่าเฉียวอวี๋เอ๋อร์ไม่ได้ฉลาดล้ำอย่างที่คิด “ในเมื่อพระชายาไม่ยอมผ่อนปรน เช่นนั้นบ่าวคงต้องไปเชิญท่านอ๋องมาแล้วเจ้าค่ะ”

“ตามสบาย”

ซ่งหว่านหนิงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง ไม่คิดจะเสวนาสิ่งใดกับนางให้มากความอีก

ผ่านไปไม่ถึงชั่วจิบชา เซี่ยหลินยวนก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูด้วยใบหน้าถมึงทึง “หลีกทางไป!”

เหล่าบ่าวไพร่ทั้งหวาดกลัวเขา และหวาดกลัวคำขู่ของซ่งหว่านหนิง จึงได้แต่อกสั่นขวัญแขวน ทำอันใดไม่ถูก

“ท่านอ๋องอุตส่าห์มาเยือนถึงที่นี่ ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือ?”

ซ่งหว่านหนิงค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง สายตาทอดมองเซี่ยหลินยวนจากที่ไกล ๆ สายลมพัดชายเสื้อของนางปลิวไสว ขับเน้นให้เรือนร่างนั้นดูซูบผอมบอบบางเป็นพิเศษ

เมื่อเห็นนางในสภาพนี้ เซี่ยหลินยวนก็พลันรู้สึกปวดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าพอได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่อยู่ข้างกาย น้ำเสียงของเขาก็กลับมาแข็งกร้าวดังเดิม “จี้หยกของนาง อยู่ที่เจ้าหรือไม่?”

“ข้าจะเอาจี้หยกชิ้นนั้นมาทำอันใด?” ซ่งหว่านหนิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“คราวก่อนเจ้าก็เคยคิดจะสวมรอยรับความดีความชอบจากบุญคุณช่วยชีวิตในคราวนั้นไปแล้ว!”

นางหลุดหัวเราะออกมา ใบหน้าที่ซีดเซียวพลันดูมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย “ข้าก็เคยบอกไปแล้ว ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ตอนนี้ข้าไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว”

เซี่ยหลินยวนเกลียดชังท่าทีดื้อรั้นเช่นนี้ของนางเป็นที่สุด เขาถูกยั่วโทสะอย่างง่ายดาย ใบหน้าจึงยิ่งมืดครึ้มทะมึนลงไปอีก

เขากำหมัดแน่น “สนใจหรือไม่ ค้นดูก็รู้เอง”

เมื่อรู้ว่าไม่อาจขัดขวางได้ ซ่งหว่านหนิงจึงโบกมือ ส่งสัญญาณให้บ่าวไพร่ถอยร่นไป ยอมปล่อยให้เขาเข้ามาค้นเรือน

“เพื่ออนุนอกเรือน ถึงขั้นบุกค้นเรือนของภรรยาเอก การกระทำของท่านอ๋องในครานี้ ไม่กลัวว่าเหล่าขุนนางจะครหาเอาหรือ?”

ซ่งหว่านหนิงสั่งให้คนยกเก้าอี้มาตั้งไว้ นั่งทอดกายอยู่ใต้ร่มเงาพลางมองดูเหล่าบ่าวรับใช้ที่กำลังรื้อค้นกันอย่างวุ่นวาย นึกขบขันอยู่ในใจ

“นางไม่ใช่อนุนอกเรือน” เซี่ยหลินยวนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ไม่ต้องการอธิบายสิ่งใดให้มากความ

เฉียวอวี๋เอ๋อร์ร้องห่มร้องไห้คุกเข่าลงกับพื้น ดึงรั้งชายเสื้อของเขาเอาไว้ ท่าทางดูน่าเวทนาสงสารเป็นอย่างยิ่ง “หากมีโทษทัณฑ์อันใด บ่าวขอเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว จะไม่ยอมดึงท่านอ๋องเข้ามาพัวพันเด็ดขาดเจ้าค่ะ!”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าอย่าได้โทษตัวเอง” เซี่ยหลินยวนโค้งตัวลงประคองนางให้ลุกขึ้น สีหน้าพลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย

เมื่อมองดูท่าทีรักใคร่กลมเกลียวปานจะกลืนกินของคนทั้งคู่ ซ่งหว่านหนิงก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียน

บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งประคองจี้หยกไว้ด้วยสองมือ คุกเข่าลงเบื้องหน้าของคนทั้งสาม “เรียนท่านอ๋อง ค้นพบแล้วขอรับ!”

สีหน้าของเซี่ยหลินยวนดำมืดถึงขีดสุด “เจอที่ใด?”

บ่าวรับใช้เอ่ยตอบ “ในกล่องเครื่องประดับของแม่นางหลีรุ่ยขอรับ”

“เป็นไปไม่ได้!” ซ่งหว่านหนิงผุดลุกขึ้นอย่างแรงจนรู้สึกวิงเวียนศีรษะ

“หลักฐานแน่นหนาถึงเพียงนี้ เจ้ายังมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีก?” เซี่ยหลินยวนคว้าจี้หยกมาชูขึ้นตรงหน้านาง หันไปออกคำสั่งกับบ่าวรับใช้ “ลากตัวนังบ่าวชั้นต่ำนั่นมานี่!”

หลีรุ่ยถูกคนสองคนลากตัวออกมา นางคลานเข่าเข้าไปแทบเท้าของซ่งหว่านหนิง ส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย “คุณหนู ข้าไม่ได้ขโมยไปนะเจ้าคะ พวกเขาใส่ร้ายข้า...”

หัวใจของซ่งหว่านหนิงปวดหนึบขึ้นมา นางยื่นมือไปลูบใบหน้าที่อาบชุ่มไปด้วยน้ำตาของหลีรุ่ย เอ่ยปลอบโยนว่า “ข้าเชื่อเจ้า เจ้าวางใจเถิด”

“หึ ช่างเป็นนายบ่าวที่รู้ใจกันเสียจริง เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่นังบ่าวขโมยของมานั้น เป็นเพราะผู้เป็นนายชี้แนะให้ทำหรือไม่”

เซี่ยหลินยวนสวมจี้หยกกลับคืนลงบนคอของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ หมุนตัวกลับมามองซ่งหว่านหนิงด้วยสายตาเย้ยหยัน

“ไม่แยกแยะถูกผิดก็ยัดเยียดข้อหาลักขโมยให้ข้าเสียแล้ว ท่านอ๋องช่างตัดสินความได้เก่งกาจยิ่งนัก” ซ่งหว่านหนิงแค่นหัวเราะเสียงเย็น

“ขโมยหรือไม่ ไต่สวนดูก็รู้เอง”

สิ้นคำสั่งของเซี่ยหลินยวน องครักษ์ผู้หนึ่งก็เงื้อไม้พลองไม้ไผ่ยาวหกฉื่อขึ้นมารอท่าอยู่ด้านข้างทันที

“คุณหนู คุณหนูช่วยข้าด้วย...” หลีรุ่ยหวาดกลัวจนเนื้อตัวสั่นเทา

ซ่งหว่านหนิงตกใจวาบ บาดแผลบนร่างกายของนางก็ยังไม่ทันหายดี จะทนรับโทษทัณฑ์หนักหนาปานนี้ได้อย่างไร!

นางกระโดดเข้าไปขวางหน้าหลีรุ่ยไว้โดยไม่เสียเวลาคิด ตะเบ็งเสียงกร้าว “ผู้ใดกล้าแตะต้องนาง!”

เฉียวอวี๋เอ๋อร์รั้งแขนเสื้อของเซี่ยหลินยวนเอาไว้ แสร้งทำเป็นเอ่ยเกลี้ยกล่อม “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะด้วยเถิดเจ้าค่ะ ในเมื่อได้จี้หยกคืนมาแล้ว บ่าวก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้นอีก ให้เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้เถิดนะเจ้าคะ”

เซี่ยหลินยวนตบหลังมือนางเบา ๆ พลางเอ่ย “เจ้าได้รับความไม่เป็นธรรมทว่ายังคงจิตใจดีงามถึงเพียงนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก เพียงแต่เรื่องราวในวันนี้ หากไม่มีบทสรุปที่แน่ชัด เกรงว่าพระชายาคงจะไม่ยอมรับเป็นแน่”

กล่าวจบ แววตาอันเย็นเยียบก็กวาดมองไปทางซ่งหว่านหนิง แล้วเอ่ยคำพูดออกมาอย่างเชื่องช้า “ตี”

องครักษ์เงื้อไม้พลองในมือขึ้นสูง เพียงชั่วพริบตามันก็ทำท่าจะฟาดกะซวกลงบนแผ่นหลังของหลีรุ่ย

ในชั่ววินาทีความเป็นความตายนั้น ซ่งหว่านหนิงก็หมุนตัวเข้าไปกอดรัดหลีรุ่ยเอาไว้แน่น รับไม้พลองที่ฟาดลงมาอย่างหนักหน่วงเอาไว้ด้วยแผ่นหลังของตนเองเต็มแรง

ไม้นี้ฟาดลงมาด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล สตรีทั้งสองจึงถูกตีจนล้มฟุบลงไปกองกับพื้น

ซ่งหว่านหนิงสัมผัสได้เพียงความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นปราดเข้าใส่แผ่นหลังในชั่วพริบตา ในลำคอหลุดเสียงครางฮือด้วยความเจ็บปวดออกมาอย่างไม่อาจควบคุม

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตีตื้นขึ้นมาในลำคอ หยาดเหงื่อเย็นเฉียบไหลทะลักดุจสายน้ำ ทลายจนเสื้อผ้าของนางเปียกชุ่มไปหมดในชั่วพริบตา

“ท่านอ๋อง พระชายาโปรดอภัยให้ด้วยขอรับ...”

องครักษ์ที่ลงมือได้สติกลับคืนมา ก็รีบทิ้งไม้พลองลงแล้วทรุดเข่าหมอบลงกับพื้นด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา

หลีรุ่ยรีบหันไปประคองกอดซ่งหว่านหนิงที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นางร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบไม่เป็นสำเนียง “คุณหนู... คุณหนูไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ อย่าทำให้บ่าวตกใจสิเจ้าคะ...”

“เจ้า...” เซี่ยหลินยวนขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม คล้ายกับอยากจะยื่นมือออกไป ทว่าสุดท้ายก็ชะงักค้างเอาไว้กลางอากาศ

ซ่งหว่านหนิงเจ็บปวดเจียนตายจนริมฝีปากซีดเผือดไร้สีเลือด นางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่ครู่ใหญ่ จึงจะสามารถแค่นเสียงเอ่ยออกมาได้ “เพียงแค่ค้นพบจี้หยกชิ้นนี้ จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเป็นหลีรุ่ยที่ขโมยไป?”

นางรู้สึกราวกับว่าแผ่นหลังถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงอันร้อนระอุ ทั้งยังเจ็บแสบคล้ายถูกคมมีดนับไม่ถ้วนกรีดเฉือนลงบนผิวเนื้อ

เพียงแค่เอ่ยประโยคสั้น ๆ สองประโยคนี้ก็แทบจะสูบเรี่ยวแรงทั้งหมดของนางไปจนสิ้น ทว่านางยังคงไม่ยอมหยุด กัดฟันฝืนทนเอ่ยต่อไปว่า “ท่านอ๋องสามารถส่งคนไปสืบสาวไล่เลียงผู้ที่นำข้าวของมาส่งเมื่อวานนี้ หรือไปตรวจสอบผู้ที่เข้ามาค้นเรือนในวันนี้ดูก่อนก็ได้ แต่ท่านกลับไม่สืบสวนสิ่งใดเลย แล้วจู่ ๆ ก็จะมาโบยตีคนของข้า เช่นนี้มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ?”

หัวคิ้วของนางขมวดเข้าหากันแน่น ปอยผมปรกหน้าผากเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อเย็นเฉียบจนแนบลู่ไปกับผิว ทว่าแววตาของนางกลับฉายแววดื้อรั้น ทอประกายโกรธเกรี้ยวจ้องเขม็งไปยังเซี่ยหลินยวนอย่างไม่ยอมพ่ายแพ้

เซี่ยหลินยวนยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ลูกกระเดือกของเขาขยับกลืนน้ำลายลงคอ ไม่อาจสรรหาคำพูดใดมาตอบโต้ได้เลย

เขาไม่เคยเห็นซ่งหว่านหนิงตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลถึงเพียงนี้มาก่อน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วนางมีนิสัยดื้อดึงหัวรั้นถึงเพียงนี้

เขานึกในใจว่า หากเมื่อครู่นางยอมโอนอ่อนผ่อนตามสักนิด ยอมก้มหัวให้เขาสักหน่อย เขาคงไม่สั่งให้องครักษ์ลงโทษโบย อย่างมากก็เพียงแค่ข่มขู่ไปเท่านั้น เรื่องราวคงไม่ลุกลามบานปลายจนกลายมาเป็นเช่นนี้

สิ่งที่ซ่งหว่านหนิงกล่าวนั้นเขาย่อมเข้าใจกระจ่างแจ้ง และเขาย่อมรู้ดีว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำน่าสงสัย

ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุผลอันใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับถ้อยคำที่แสนเย็นชาของนาง สติสัมปชัญญะของเขาก็มักจะมลายหายไปจนสิ้น หลงเหลือเพียงความคิดเดียวในหัวเท่านั้น นั่นคือเขาอยากให้นางทำตัวว่าง่ายขึ้นอีกนิด เชื่อฟังขึ้นอีกหน่อย เหมือนดั่งกาลก่อนที่นางยอมอ่อนข้อและอ้อนวอนขอร้องเขา

ทว่าซ่งหว่านหนิงกลับใจแข็งดุจเหล็กกล้า มุ่งมั่นจะต่อกรกับเขาให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมถอยให้แม้แต่ก้าวเดียว เขาจึงหมดสิ้นหนทางที่จะรับมือกับนางอย่างแท้จริง

“เซี่ยหลินยวน” น้ำเสียงของซ่งหว่านหนิงฉุดกระชากภวังค์ความคิดของเขาให้กลับคืนมา “อย่ามาแตะต้องคนของข้า”

เขามองดูนางที่ค่อย ๆ หลับตาลง ก่อนจะล้มพับหมดสติไปในอ้อมกอดของสาวใช้ราวกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรย ความคิดในหัวของเขาพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ

ทว่าร่างกายของเขากลับขยับไปไวกว่าความคิด ในขณะที่เขายังไม่ทันได้ตั้งสติ เขาก็พุ่งตัวเข้าไปอุ้มร่างของนางขึ้นมาอย่างทะนุถนอมระมัดระวัง ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องทันที

เสียงหวีดร้องตกใจของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ดังไล่หลังมา ทว่านี่กลับเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกรำคาญใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และไม่คิดที่จะหันกลับไปสนใจนางเลยแม้แต่น้อย

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 30

    “ที่นี่...คือที่ใดกัน?” ซ่งหว่านหนิงคิดอยากจะถอยหนีเซี่ยเหวินอินไม่รอให้เอ่ยปากก็ดึงนางเดินเข้าไปด้านใน ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ถอยกลับทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตู ซ่งหว่านหนิงก็รู้สึกได้ว่าเลือดลมทั่วร่างพากันสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้านางมองเห็นเวทีกลางโถงชั้นหนึ่ง บนนั้นมีเด็กหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งกำลังร่ายรำกระบี่ท่วงท่ากระบี่มิได้วิจิตรงดงามอันใดนัก ทว่าสาบเสื้อของเขากลับผูกไว้ไม่แน่นหนา ยามขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวจึงเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและหน้าท้องรำไรทัศนียภาพวับ ๆ แวม ๆ เช่นนี้นับว่ายั่วยวนใจผู้คนได้ดีที่สุดก่อนหน้านี้ซ่งหว่านหนิงเคยได้ยินมาว่าในเมืองหลวงมีหอคณิกาชายไว้ให้เหล่าสตรีสูงศักดิ์มาหาความสำราญ ทว่านางยังไม่เคยมาเปิดหูเปิดตาด้วยตนเองเลยสักครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อแท้ของนางยังคงเป็นคนหัวโบราณ การยอมรับเรื่องชายบำเรอจึงมีไม่มากนักนางอยากจะหนีไปให้พ้นเสียจริง“โอ้ นี่องค์หญิงเจาหยางมิใช่หรือขอรับ?” บุรุษผู้มีน้ำเสียงติดจะนุ่มนวลใช้พัดจีบกึ่งบังกึ่งเผยใบหน้าเดินตรงมาหาพวกนาง พลางเอ่ยกระเง้ากระงอด “ท่านไม่ได้มาเยือนเสียนานเลยนะขอรับ”เขาพินิจมองซ่งหว่านหนิงครู่

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 29

    นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ทว่า ท่านอ๋องคงจะไม่เคยเห็นภาพวาดของข้า ข้าไม่เคยวาดภาพพู่กันจีน ทั้งยังไม่ชอบเขียนบทกวีลงบนภาพ จานฝนหมึกอันนี้เกรงว่าจะไร้ประโยชน์แล้ว”เซี่ยหลินยวนอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดดีซ่งหว่านหนิงเอ่ยต่อว่า “จานฝนหมึกที่ไร้ประโยชน์ชิ้นหนึ่ง ของขวัญที่เลยเวลาไปแล้วชิ้นหนึ่ง ในสายตาท่าน ข้าคู่ควรได้รับเพียงของพรรค์นี้เท่านั้น ใช่หรือไม่?”รูปร่างของนางซูบผอม ราวกับเพียงลมพัดวูบเดียวก็อาจล้มพับได้ ทว่ากลับหยัดแผ่นหลังตั้งตรงอย่างดื้อรั้น สบตากับเขาด้วยแววตาเย็นชาเขาอยากจะเอ่ยแย้ง ทว่ากลับไม่รู้จะเริ่มกล่าวจากตรงไหนดี“แต่ในเมื่อท่านอ๋องมอบให้แล้ว ก็ย่อมต้องใช้ให้คุ้มค่า” ซ่งหว่านหนิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกล่อง แล้วเดินเข้าไปในห้องด้านใน “จานฝนหมึกชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไป ใช้ของข้าจะดีกว่า”นางคลี่กระดาษปูลงบนโต๊ะริมหน้าต่าง แล้วให้หลีรุ่ยฝนหมึก จากนั้นจึงจรดพู่กันเริ่มเขียน“ด้วยวาสนาสิ้นสุด ไมตรีมิอาจประสาน ยินยอมพร้อมใจหย่าร้าง จึงเขียนหนังสือฉบับนี้ไว้เป็นหลักฐาน นับแต่ครองคู่กันมานานกว่าสามปี ระหว่างสามีภรรยา กลับเกิดความบาดหมางขึ้นเรื่อยมา จนท้ายที่

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 28

    เมื่อกลับมาถึงจวนอ๋อง เซี่ยหลินยวนก็รื้อค้นข้าวของในคลังอยู่เป็นนาน ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดที่ถูกตาต้องใจเลยแม้แต่น้อยเขาจึงเรียกสาวใช้ในห้องของซ่งหว่านหนิงมาไต่ถาม “ยามปกติพระชายาชอบทำสิ่งใดหรือ?”สาวใช้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับว่า “เรียนท่านอ๋อง ยามปกติพระชายานอกเสียจากจัดการดูแลเรื่องราวในจวนแล้ว สถานที่ที่อยู่บ่อยที่สุดก็คือห้องภาพเจ้าค่ะ คิดว่าคงจะชอบวาดภาพ”ชอบวาดภาพอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยหลินยวนเพิ่งรู้ว่านางวาดภาพเป็นด้วยซ้ำเขายังไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในจวนของตนเองจะมีห้องภาพอยู่ด้วยทว่ายามนี้คงไม่มีเวลาไปเดินชมแล้ว เขากวาดสายตามองไปรอบชั้นวางของ ก่อนที่สายตาจะหยุดลงตรงแท่นฝนหมึกอันหนึ่งของสิ่งนั้นเขาซื้อกลับมาจากเจียงหนานเมื่อหลายปีก่อน แม้จะเป็นเพียงชิ้นเล็ก ๆ แต่มูลค่ากลับสูงลิ่ว ทว่าเขาไม่โปรดปรานงานกวีและอักษรศิลป์จึงไม่เคยหยิบออกมาใช้เลยเขาสั่งให้องครักษ์หยิบแท่นฝนหมึกนั้นมา ทั้งยังเลือกกระดาษชั้นเลิศอีกปึกหนึ่งใส่รวมเข้าไปในกล่อง แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังจวนหนิงหย่วนโหวยามที่เซี่ยหลินยวนมาถึง ซ่งหว่านหนิงกำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในศาลบรรพชน“เรียน

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 27

    “เจ้าว่ากระไรนะ?” เซี่ยหลินยวนอ้าปากค้างอยู่นาน กว่าจะเค้นคำพูดเหล่านี้ออกมาได้เซี่ยเหวินอินโกรธจัดจนดึงกำไลหยกในมือปาใส่เขา กำไลวงน้อยร่วงกระแทกพื้นเสียงดัง “เคร้ง” แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย“ท่านถึงกับเตรียมดอกไม้ไฟให้หญิงอื่นในวันเกิดของพี่สะใภ้ เสด็จพี่ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้!” นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความดูแคลนเซี่ยหลินยวนแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉย โพล่งออกไปว่า “ข้าไม่รู้ว่าเป็นวันเกิดของนาง เฉียวอวี๋เอ๋อร์ใกล้จะตายแล้ว ข้าช่วยทำความปรารถนาของนางให้เป็นจริงมันผิดตรงไหนกัน?”เหตุใดเขาต้องรู้ด้วยว่าเป็นวันเกิดของซ่งหว่านหนิง? เขาไม่ได้เป็นฝ่ายอ้อนวอนให้นางแต่งงานด้วยเสียหน่อยเขาอยากจะดีกับผู้ใด ก็ยังไม่ถึงคราวให้คนอื่นมาสอดปากวิจารณ์ข้ออ้างเหล่านี้โน้มน้าวใจเขาได้สำเร็จ ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที แววตาพลันเยียบเย็นลงทว่าในใจกลับยังคงเจ็บปวดอยู่จาง ๆ ราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ตรงนั้น มันคอยทิ่มลึกลงในเนื้อทุกจังหวะลมหายใจเข้าออก“ผิดตรงไหนหรือ? เสด็จพี่ ท่านยังมีหัวใจอยู่หรือไม่?” เซี่ยเหวินอินผุดลุกขึ้น ยืนเท้าสะเอวเอ่ยถามอย่างเอาเรื่องนางชี้ไปที่ห

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 26

    เซี่ยหลินยวนประคองเฉียวอวี๋เอ๋อร์เดินขึ้นไปบนกำแพงเมือง เงยหน้ามองดอกไม้ไฟที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถัน ทว่าในใจกลับรู้สึกเหม่อลอยชอบกล“ขอบคุณท่านอ๋องที่อุตส่าห์ใส่ใจ บ่าวดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ” เฉียวอวี๋เอ๋อร์เอนศีรษะซบแผงอกของเขา น้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงนับตั้งแต่หน้าผากกระแทกจนได้รับบาดเจ็บคราวก่อน อาการป่วยของนางก็ยิ่งทรุดหนัก หมอหลวงกล่าวว่าหากไม่ได้โสมพันปีมาเป็นกระสายยา เกรงว่าคงจะมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้หลังจากฟื้นขึ้นมาในวันนั้น นางได้บอกกับเขาว่าตนเองฝันไปเรื่องหนึ่งในความฝันนางยืนอยู่บนป้อมปราการกำแพงเมือง ทอดสายตามองไปทางแคว้นซีเซี่ยอันห่างไกล โดยมีดอกไม้ไฟสว่างไสวเต็มท้องฟ้าอยู่เบื้องหลังเขาจึงเรียกตัวช่างทำดอกไม้ไฟทั่วทั้งเมืองหลวงมาเร่งมือทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเนรมิตความฝันนี้ให้เป็นจริงในช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ของนาง“เจ้ายังมีความปรารถนาใดอีกหรือไม่? ข้าจะช่วยทำให้มันเป็นจริงทุกประการ” เซี่ยหลินยวนยื่นมือลูบไล้เรือนผมของนางพลางเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยนเฉียวอวี๋เอ๋อร์เงยหน้าขึ้น เอ่ยถ้อยคำอย่างระแวดระวัง “บ่าวรู้ตัวดีว่ามีฐานะต่ำต้อย มิอาจเอื้อมคู่ควร

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 25

    เซี่ยเหวินอินปักดอกไม้ประดิษฐ์สีเรียบง่ายลงบนมวยผมของซ่งหว่านหนิง พลางมองภาพของนางในกระจกทองเหลืองแล้วเอ่ยชมจากใจจริงซ่งหว่านหนิงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ อย่ามัวแต่ล้อข้าเล่นอยู่เลย”เซี่ยเหวินอินหยิบผ้าแถบเส้นหนึ่งออกมา นำมาปิดตานางด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ ท่านแค่เดินตามข้ามาก็พอ รับรองว่าต้องมีเรื่องประหลาดใจเป็นแน่!”เบื้องหน้ามืดมิดไปหมด เซี่ยเหวินอินจูงมือนางพาเดินออกไปจนกระทั่งขึ้นไปนั่งบนรถม้าดูเหมือนจะเดินทางมาไกลเอาการ จนถึงขั้นได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง“นี่เจ้าพาข้ามาที่ใดกัน?” ซ่งหว่านหนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถามน้ำเสียงของเซี่ยเหวินอินเจือรอยยิ้ม “อย่าเพิ่งใจร้อนสิ ประเดี๋ยวท่านก็จะรู้เอง”ซ่งหว่านหนิงคิดจะปลดผ้าปิดตาออก ทว่ากลับถูกเซี่ยเหวินอินจับมือห้ามเอาไว้ “รออีกนิดเถิด หากเห็นก่อนก็ไม่ประหลาดใจแล้ว”นางไม่รู้ว่าเซี่ยเหวินอินต้องการให้รอสิ่งใด จึงทำได้เพียงเดินตามอีกฝ่ายก้าวขึ้นบันไดไปสู่ที่สูงทีละขั้นในที่สุดก็มาถึงชั้นบนสุด ข้างหูแว่วเสียงพลุดอกไม้ไฟระเบิดดังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเซี่ยเหวินอินยอมปลดผ้าผ

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status