Alle Kapitel von พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง: Kapitel 1 – Kapitel 10

30 Kapitel

บทที่ 1

ค่ำคืนนั้น ภายในจวนฉีอ๋องซ่งหว่านหนิงที่เพิ่งผ่านพ้นพายุอารมณ์อันเร่าร้อนมาหมาด ๆ ใบหน้าแดงซ่าน หอบหายใจแผ่วเบาฝ่ามือใหญ่ของเซี่ยหลินยวนทาบทับลงมาอีกครา ปลุกเร้าความรู้สึกซาบซ่านขึ้นมาอีกระลอก“พอเถอะ...” นางไม่กล้าสบตาเขา ได้แต่พึมพำเสียงเบาแววตาของเซี่ยหลินยวนทวีความรุ่มร้อนยิ่งขึ้น ทว่ายามที่ริมฝีปากของเขาแตะลงบนผิวคอของนาง เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องขึ้นมา ขัดจังหวะความเคลื่อนไหวของเขาลงทันทีเขาขมวดคิ้วผละกายลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมอย่างรวดเร็วแล้วสาวเท้าเดินออกไปทันที“ท่านจะไปที่ใด?” ซ่งหว่านหนิงแกล้งเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่เต็มอกเซี่ยหลินยวนตอบโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “ตรอกเถียนสุ่ย”จริงสินะ สตรีในดวงใจของเขาหวาดกลัวเสียงฟ้าร้อง ทุกคราที่มีพายุฝนเช่นนี้ เขาจะต้องรีบรุดไปอยู่เป็นเพื่อนนางเสมอซ่งหว่านหนิงแค่นยิ้มเย้ยหยันตนเอง นางเก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายบนพื้นขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายอย่างลวก ๆพระชายาที่มาจากจวนหนิงหย่วนโหวเช่นนาง ในใจของเซี่ยหลินยวนแล้ว กลับเทียบไม่ได้เลยกับอนุนอกเรือนที่ไร้ชื่อไร้ฐานะที่ตรอกเถียนสุ่ยผู้นั้นทว่ากลับเป็นนางเองที่ตกหลุมรักเซี่ยหลินยวนตั
Mehr lesen

บทที่ 2

ฮูหยินซ่งเห็นนางเหม่อลอยก็ถอนหายใจ “เจ้าเป็นเด็กที่เชื่อฟังและรู้ความมาโดยตลอด หากแม่ไม่อยู่แล้ว หวังเพียงว่าเจ้าจะดูแลตัวเองให้ดี และใช้ชีวิตให้มีความสุขขึ้นบ้าง”กล่าวจบก็หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ท่อนแขนตกลงข้างเตียงลู่จิ่งจือจับชีพจรของนางแล้วเอ่ยเสียงเบา “โปรดหักห้ามใจเถิด”ซ่งหว่านหนิงนั่งนิ่งงันอยู่บนหัวเตียง แววตาว่างเปล่าไร้ประกาย ริมฝีปากของนางสั่นระริกคล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด ทว่าเสียงกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ไม่อาจเปล่งออกมาได้เลยเหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้เบื้องหลังต่างคุกเข่าลงกับพื้น เสียงสะอื้นไห้ดังระงมขึ้นอย่างต่อเนื่องนางหยัดกายลุกขึ้น หมายจะจัดการเรื่องงานศพของมารดา ทว่าเบื้องหน้าพลันมืดมิดแล้วสลบไสลไปเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกคราฟ้าก็สว่างโร่แล้ว ซ่งหว่านหนิงพบว่าตนเองตื่นขึ้นมาบนเตียง สองมือถูกพันด้วยผ้าขาวไว้หลายทบ คาดว่าคงทายาให้แล้ว จึงไม่ได้ปวดร้าวเช่นเดิมอีกแม่นมจ้าวเห็นนางลุกขึ้นจึงเอ่ยอธิบาย “เมื่อคืนหมอหลวงลู่ทายาให้คุณหนูแล้วก็กลับไปเจ้าค่ะ ทั้งยังกำชับว่ามือของท่านห้ามโดนน้ำเด็ดขาด พวกบ่าวเห็นท่านเหนื่อยล้าเกินไป จึงย้ายท่านมาพักผ่อนที่ห้องปีก และเปลี่ยนเสื้อผ
Mehr lesen

บทที่ 3

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เซี่ยหลินยวนหรี่ตาลง จ้องมองนางด้วยสายตากดดันข่มขวัญซ่งหว่านหนิงลุกขึ้นยืนสบตากับเขา “ข้าบอกว่า ข้าต้องการหย่า”เขาปล่อยเฉียวอวี๋เอ๋อร์ในอ้อมกอด มือข้างหนึ่งบีบไหล่นางไว้แน่นพลางแค่นหัวเราะหยัน “ตอนนั้นเป็นเจ้าที่อาศัยความดีความชอบของตระกูลดึงดันจะแต่งงานกับข้าให้ได้ มาบัดนี้นึกจะไปก็ไปงั้นหรือ? เจ้าเห็นข้าเป็นสิ่งใดกัน? เป็นของเล่นของคุณหนูใหญ่ซ่งเช่นเจ้าหรือไร?”“ช่างน่าประหลาดนัก แต่งงานกันมาสามปีไม่มีวันใดที่ท่านพอใจ มาบัดนี้ข้าต้องการหย่า ท่านกลับไม่ยินยอมเสียนี่?” ซ่งหว่านหนิงดิ้นรนสองสามครั้งพบว่าไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย จึงปล่อยตัวตามสบายให้เขาบีบ “กองกำลังเก่าที่เหลือของท่านพ่อข้าก็ตกอยู่ใต้สังกัดท่านจนหมดสิ้นแล้ว ท่านยังต้องการสิ่งใดอีก?”“เจ้ามองข้าเช่นนี้เองหรือ?” นัยน์ตาของเซี่ยหลินยวนราวกับจะพ่นไฟออกมา“แล้วท่านหวังให้ข้ามองท่านเช่นไรเล่า?” นางตอบโต้โดยไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกันเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ท่านอ๋องอย่าได้ถือสากับพระชายาเลยเจ้าค่ะ พระชายาเพียงกล่าวด้วยความโมโห ถือเป็นจริงเป็นจังมิได้หรอกเจ
Mehr lesen

บทที่ 4

“เอ่อ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายนัก จึงอยากให้เขาช่วยตรวจดูเสียหน่อย” ซ่งหว่านหนิงแต่งข้ออ้างขึ้นมาส่งเดช หน้าประตูจวนโหวผู้คนพลุกพล่านมากความ จะให้มายืนป่าวประกาศว่า “ท่านลืมให้ข้าดื่มยาห้ามครรภ์ ข้าจึงต้องไปจัดยาเอง” ได้อย่างไรกัน หากเป็นเช่นนั้นนางคงกลายเป็นตัวตลกไปทั่วทั้งเมืองหลวงเป็นแน่“ใครก็ได้ ไปเชิญหมอหลวงจางที่สำนักหมอหลวงมา” เซี่ยหลินยวนสั่งการองครักษ์ผู้ติดตามเสร็จสิ้น ก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วคว้ามือนางมากุมไว้ ท่าทางเป็นธรรมชาติยิ่งนัก “มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่เห็นต้องไปตามลู่จิ่งจือ”ซ่งหว่านหนิงชักสงสัยว่าเขาเคยไปเล่นงิ้วที่โรงมหรสพมาหรือเปล่า ทักษะการแสดงถึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้ ช่างแตกต่างจากเมื่อเช้าที่จวนอ๋องราวกับเป็นคนละคนไม่รู้ว่ากำลังวางแผนร้ายอันใดอยู่อีกต่อหน้าผู้คนมากมาย นางเองก็ไม่อาจสะบัดหนี ได้แต่ปล่อยให้เขาจูงมือเดินเข้าไปด้านในด้วยกัน“ข้าสั่งโบยบ่าวเฝ้าประตูเมื่อคืนจนตายไปแล้ว” เซี่ยหลินยวนเอ่ยขึ้นกะทันหัน “เป็นเขาที่จงใจปิดบัง สมควรตายแล้ว”“อืม”“ร่างกายของเฉียวอวี๋เอ๋อร์อ่อนแอนัก มักจะล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เป็นประจำ เมื่อคืนข้าร้อนใจเกินไปจึงได้เชิญหมอหลว
Mehr lesen

บทที่ 5

ซ่งหว่านหนิงโกรธจัดจนเผลอหัวเราะออกมา “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าสวมชุดของข้า?”เฉียวอวี๋เอ๋อร์มีสีหน้าตื่นตระหนก ทว่าน้ำเสียงกลับดัดจริตเสแสร้ง “ท่านอ๋องอนุญาตให้บ่าวเดินเหินในจวนได้ตามสบาย บ่าวไม่ทราบว่านี่คือเรือนของคุณหนู เพียงเห็นว่าชุดนี้งดงามยิ่งนักจึงลองสวมดูเจ้าค่ะ...”“ถอดออก” ซ่งหว่านหนิงเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชานางไม่อยู่เพียงสามวัน เฉียวอวี๋เอ๋อร์ก็เข้ามาชุบมือเปิบแย่งชิงที่ของนางไปเสียแล้ว บ่าวไพร่ในจวนก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง เกรงว่าคงเป็นคำสั่งของเซี่ยหลินยวนเฉียวอวี๋เอ๋อร์สวมอาภรณ์ของนาง พำนักอยู่ในห้องของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะร่วมเตียงกับเซี่ยหลินยวนบนเตียงของนางไปแล้ว…ซ่งหว่านหนิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะอาเจียนออกมา“นังบ่าวชั้นต่ำ เจ้ากล้าดีอย่างไรมาสวมชุดของคุณหนู!” หลีรุ่ยทนดูไม่ไหว กระโจนเข้าไปหมายจะถอดชุดบนร่างของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ออก ทั้งสองจึงยื้อยุดฉุดกระชากกันชุลมุน“เอะอะอันใดกัน?”เซี่ยหลินยวนพุ่งพรวดเข้ามา เขาตวัดเท้าเตะหลีรุ่ยจนล้มคว่ำ ก่อนจะประคองเฉียวอวี๋เอ๋อร์ลุกขึ้นจากพื้นแล้วโอบกอดปกป้องไว้ในอ้อมอก“ท่านอ๋อง ช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ...” เฉียวอว
Mehr lesen

บทที่ 6

“ไม่” ซ่งหว่านหนิงตอบกลับอย่างหนักแน่นเด็ดขาด“เหตุใดเล่า?” เขาพยายามข่มโทสะ ความอดทนใกล้จะหมดลงเต็มทีนางแค่นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำเย็นชาออกมาว่า “ข้าขยะแขยง”“ขยะแขยงหรือ?” เซี่ยหลินยวนลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปหานางทีละก้าว ขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด “รังเกียจเรือนหลังนั้น หรือว่ารังเกียจข้ากันแน่?”เขาหยุดยืนอยู่หน้าเตียง ยื่นมือออกไปเชยคางซ่งหว่านหนิงขึ้น บังคับให้นางสบตาเขาอาจเพราะกลัวว่าจะรบกวนการนอนของนาง เทียนในห้องจึงจุดไว้เพียงไม่กี่เล่ม แสงสว่างเดิมทีก็สลัวอยู่แล้วซ่งหว่านหนิงถูกกักขังอยู่ใต้เงาร่างของเขา เบื้องหน้ามองเห็นเพียงแววตาดำมืดลึกล้ำ ชวนให้อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกทว่านางไม่อยากยอมแพ้ จึงเชิดหน้าขึ้นถามอย่างดื้อดึง “ต่างกันด้วยหรือ?”แรงบีบที่ปลายคางเพิ่มขึ้นฉับพลัน ทำเอานางเจ็บจนต้องนิ่วหน้าเซี่ยหลินยวนโน้มตัวลงมาประทับจูบ ลมหายใจร้อนระอุรุกรานเข้ามาในโพรงปากของนางอย่างเอาแต่ใจ มือข้างหนึ่งยังกดท้ายทอยของนางไว้แน่นเพื่อไม่ให้หลบหนีซ่งหว่านหนิงเบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนปัดป้องด้วยมือและเท้า ทว่าต่อให้ทุ่มเทแรงกายทั้งหมดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการพันธนากา
Mehr lesen

บทที่ 7

คนอื่นไม่รู้ ทว่าซ่งหว่านหนิงกลับรู้ที่มาของจี้หยกชิ้นนั้นกระจ่างแก่ใจหัวขโมยชี้นิ้วใส่เจ้าของแล้วกล่าวหาว่าเป็นคนขโมยของไป ช่างน่าขันสิ้นดีน้ำเสียงของนางไม่ดังนัก ทว่าเด็ดขาดไม่อาจโต้แย้ง “วันนี้หากผู้ใดกล้าปล่อยให้นางเข้ามา ก็จงไปรับโทษโบยยี่สิบไม้ด้วยตัวเองเสีย”เดิมทีเหล่าบ่าวไพร่ก็ได้รับคำสั่งจากเซี่ยหลินยวนให้เฝ้าเรือนไว้ให้ดีอยู่แล้ว พอได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ก็ยิ่งทุ่มเทสุดกำลังปิดกั้นประตูเรือนเอาไว้ ไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปแววตาของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ปรากฏร่องรอยโหดเหี้ยมพาดผ่าน “บ่าวก็แค่อยากจะมาลองค้นหาดู หากไม่มีก็แล้วกันไป พระชายาขัดขวางถึงเพียงนี้ หรือว่าจะร้อนตัวเจ้าคะ?” “ไม่ต้องมายั่วโทสะข้า ใครเป็นขโมย เจ้ากับข้าย่อมรู้อยู่แก่ใจประดุจกระจกใส” ซ่งหว่านหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง “คิดจะค้นเรือนของข้า เจ้าคู่ควรหรือ?”นางสมควรเคียดแค้นเฉียวอวี๋เอ๋อร์ เป็นเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่ขโมยของแทนใจไป แย่งชิงชายที่นางรักที่สุด และทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานราวกับตายทั้งเป็นตลอดสามปีที่ผ่านมาทว่าความเคียดแค้นทั้งมวล ล้วนถือกำเนิดขึ้นจากความรักที่นางมีต่อเซี่ยหลินยวนบัดนี้นางปล่อยวางความ
Mehr lesen

บทที่ 8

ยามซ่งหว่านหนิงฟื้นคืนสติ นางรู้สึกปวดศีรษะแทบระเบิด กระดูกทั่วร่างราวกับแตกหัก ไร้เรี่ยวแรงจะขยับเขยื้อนลำคอแห้งผากอย่างหนัก แม้แต่การผ่อนลมหายใจก็ยังยากลำบากยิ่งนักนางขยับนิ้วมืออย่างยากเย็น เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ใครก็ได้...”หลีรุ่ยที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนางลืมตา ก็ดีใจจนน้ำตาร่วงหล่นทันที “คุณหนู ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!”ซ่งหว่านหนิงเอ่ยถาม “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่? พวกเขาได้สร้างความลำบากให้เจ้าหรือเปล่า?”“ไม่เป็นไร บ่าวไม่เป็นไรเจ้าค่ะ...” หลีรุ่ยสะอื้นไห้จนแทบไม่เป็นคำ “คุณหนูหมดสติไปถึงสองวันเต็ม ทำเอาบ่าวตกใจแทบแย่...”“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว…” ซ่งหว่านหนิงฝืนยิ้มบาง ๆ ออกมา พลางลูบหลังมือของนางนางรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน เปลือกตาราวกับถูกถ่วงด้วยหินพันชั่งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น นึกอยากจะหลับใหลต่อไปอีกคราน้ำเสียงของเซี่ยหลินยวนพลันดังขึ้นข้างกาย “ในที่สุดก็ฟื้นแล้วหรือ?”ซ่งหว่านหนิงหันไปมอง เขาเดินเข้ามาจากนอกประตูโดยมีองครักษ์สองคนช่วยประคอง ใบหน้าซีดเซียวดูซูบผอมลงเล็กน้อย คล้ายกับว่าได้รับบาดเจ็บมานางเบือนหน้า
Mehr lesen

บทที่ 9

“ซ่งหว่านหนิง!” เซี่ยหลินยวนแผดเสียงตะคอกอย่างเสียสติ “เหตุใดเจ้าถึงต้องคอยต่อปากต่อคำ ไม่มีความอ่อนโยนอย่างที่สตรีพึงมีเลยแม้แต่น้อย! หากเจ้าว่านอนสอนง่ายได้สักครึ่งของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ เรื่องราวก็คงไม่บานปลายมาจนถึงขั้นนี้หรอก!”เอ่ยจบเขาก็พลันชะงักงันอยู่กับที่ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก แววตาเลื่อนลอยไร้จุดหมายเขาเฝ้านางมาถึงสองวัน ปวดใจมาถึงสองวัน ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าหากนางฟื้นขึ้นมาจะพูดคุยด้วยดี ๆ ทว่าพออ้าปากเอ่ยออกไปกลับกลายเป็นมีดกรีดแทงจิตใจคนไปเสียได้ ท้ายที่สุดแล้วเหตุใดเรื่องราวถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้?เมื่อมองดูท่าทีที่ราวกับคนเสียสติของเขา ซ่งหว่านหนิงกลับรู้สึกเพียงว่าช่างน่าขันนักนางแต่งงานกับเขามาสามปี เชื่อฟังเขาทุกอย่าง งานในเรือนก็คอยดูแลปรนนิบัติเรื่องอาหารการกินและกิจวัตรประจำวันของเขาอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง งานนอกเรือนก็วางตัวสำรวมสง่างามทำหน้าที่พระชายาของเขาอย่างดีที่สุด แล้วสิ่งที่แลกกลับมาเล่าคือสิ่งใด?คือความเมินเฉยและเย็นชาที่เขามีให้วันแล้ววันเล่า คือการที่เขานึกถึงนางเฉพาะยามที่ต้องการ พอหมดประโยชน์ก็ทิ้งขว้างราวกับรองเท้าขาด ๆ คู่หนึ่งเขา
Mehr lesen

บทที่ 10

องค์รัชทายาทมองขอบตาที่แดงก่ำของนางด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างเนิบช้า “สิบห้าปีก่อน ท่านโหวผู้เฒ่าซ่งออกศึกแล้วพาดรุณีน้อยวัยห้าขวบผู้หนึ่งกลับมาด้วย ใช่หรือไม่?”ประโยคนี้ราวกับอสนีบาตฟาดฟันกลางวันแสก ๆ ฟาดใส่ซ่งหว่านหนิงอย่างจัง ชั่วขณะนั้นคล้ายมีบางสิ่งจุกอุดตันและกดทับอยู่ในลำคอ ทำให้นางไม่อาจแม้แต่จะพ่นลมหายใจออกมาได้สิบห้าปีก่อน ท่านพ่อได้พาเด็กหญิงผู้หนึ่งกลับมาจริง ๆ เด็กหญิงผู้นั้นอายุเท่ากันกับนาง ทั้งยังมีรูปโฉมคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ท่านแม่เป็นผู้ตัดสินใจให้เด็กหญิงผู้นั้นมาเป็นสาวใช้ข้างกายของนางยามนั้นเป็นช่วงวสันตฤดู ดอกท้อกำลังเบ่งบาน นางเป็นคนตั้งชื่อให้เด็กหญิงผู้นั้นด้วยตนเองว่าเถาจือซ่งหว่านหนิงหันขวับไปมองเซี่ยหลินยวนอย่างเหม่อลอย พบว่านัยน์ตาของเขาเป็นประกาย สีหน้าเจือแววยินดีและคาดหวังอยู่หลายส่วนดูเหมือนว่า เขาก็เดาออกแล้วเช่นกัน“ใช่แล้ว แล้วอย่างไรเล่า?” นางกลืนความขมขื่นลงคอ แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ“ยี่สิบเอ็ดปีก่อน ท่านโหวผู้เฒ่าซ่งออกศึกที่ซีเซี่ย เคยมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนที่ชายแดน” องค์รัชทายาทรับน้ำชาที่บ่าวรับใช้ส่งให้ ถือไว้ในมือโดยไม่
Mehr lesen
ZURÜCK
123
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status