Mag-log inเธอรีบใช้มารยาหญิงงามแกล้งล้มลงไปนอนกับพื้น แล้วเริ่มร้องโอดโอยเสียงดังชวนน่าสงสาร
"โอ๊ย…โอ๊ยเจ็บจังเลย ช่วยด้วยค่ะ เจ็บจะตายอยู่แล้ว นี่คุณคะ อย่าเพิ่งไปสิ ช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ ขาของฉันคงแพลง เจ็บมากเลยค่ะ คุณช่วยพาฉันไปส่งที่บ้านหน่อยได้ไหมคะ มันอยู่ไม่ไกลจากสวนนี้หรอกค่ะ"
ฉินฟ่านหันกลับมามองเธอ เธอถึงกับกะพริบตาปริบ ๆ ถี่ ๆ แอ๊บแบ๊วทำสีหน้าออดอ้อนขอความเห็นใจจากเขา
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอเจ็บขาแบบนี้จะให้ทิ้งเธอไว้เพียงลำพังก็คงไม่ดี ถ้าเกิดเธอเจอโจรผู้ร้ายจะทำยังไง เพราะว่าแถวนี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของสวนที่ห่างไกลจากผู้คน จึงไม่ค่อยมีใครผ่านมาซะด้วย เขาจึงค่อย ๆ เดินมานั่งลงข้าง ๆ เธอ
ขณะที่กำลังเอื้อมมือจะจับข้อเท้าของเธอเพื่อดูอาการ มือที่กำลังเอื้อมไปก็ต้องหยุดชะงักลง เพราะคิดได้ว่าเธอเป็นเพียงสาวน้อย จู่ ๆ ไปถูกเนื้อต้องตัวกันก็คงจะไม่ดีเท่าไร
พูดก็พูดเถอะ ตอนนี้เขายังรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่เลย ถึงตอนนี้เขาจะล่วงรู้วิชาแพทย์ของเทพเสินหนงจนกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ แต่ก็ยังขาดประสบการณ์ในการรักษาคนจริง ๆ ถ้าผลีผลามลงมือรักษาจนเจ็บหนักมากกว่าเดิมคงแย่ไปกันใหญ่
"ขาข้างไหนเจ็บเหรอครับ"
"ข้างขวาค่ะ"
"คุณเดินไหวหรือเปล่าครับ" เขาประคองให้เธอลุกขึ้น
"คงไม่ไหวหรอกค่ะ ถ้าคุณไม่ว่าอะไรให้ฉันขี่หลังไปได้ไหมคะ"
"เอ่อ…ขี่หลัง จะดีเหรอครับ"
"ดีสิคะ ก็ฉันเดินไม่ไหวนี่คะ"
"งั้นก็ได้ครับ ขึ้นมาเลย" ฉินฟ่านให้เธอขึ้นขี่หลัง พร้อมกับรับรู้ถึงเนื้อหนังมังสาของวัยสาวที่เบียดเสียดถูไถกับแผ่นหลังของเขา เขาสูดลมหายใจลึก ๆ ให้เลิกคิดฟุ้งซ่าน แล้วรวบรวมสติเดินออกไปอย่างช้า ๆ
กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่เธอใช้ลอยมากระทบจมูกของเขา กลิ่นกุหลาบหอมหวานชวนทำให้ลุ่มหลง ส่วนเธอก็โอบกอดซบไหล่ของหนุ่มหล่ออย่างสบายอารมณ์
"คุณใจดีจังเลยค่ะ สมัยนี้ผู้คนแล้งน้ำใจจะตายไปค่ะ ขอบคุณที่ช่วยฉันนะคะ"
"เรื่องเล็กน้อยนะครับ คุณอย่าใส่ใจไปเลย ว่าแต่บ้านของคุณไปทางไหนเหรอครับ"
"อยู่ท้ายสวนทางนั้นค่ะ เดินผ่านป้ายรถเมล์ไปสิบห้านาทีก็ถึงแล้วค่ะ" เธอชี้ให้เขาดู
"ให้ผมพาไปโรงพยาบาลดีไหมครับ"
"ไม่ต้องค่ะ ไปหาหมอเสียเวลาเสียเงินทองเปล่า ๆ แหมเท้าแพลงแค่นี้เอง กลับบ้านไปนวดเหล้ายาแป๊บเดียว เดี๋ยวก็หายแล้วค่ะ" เหลียนฟ่งรีบร้องปฏิเสธ ขืนไปหาหมอก็ความแตกกันพอดีว่าเธอเสแสร้งแกล้งทำเพื่อตีสนิทกับเขา
ทั้งคู่เดินผ่านป้ายรถเมล์ ซึ่งมีคนรอรถอยู่ถึงสิบสองคน ในจำนวนนี้มีทั้งเด็กนักเรียน คนเแก่ พนักงานบริษัท สาวออฟฟิศ คู่รักหนุ่มสาว ทหาร หรือแม้แต่แม่บ้านที่จะไปจ่ายตลาด และแล้วทั้งคู่ก็ตกเป็นเป้าสายตาในทันที
เพราะภาพผู้ชายให้ผู้หญิงขี่หลังน่ารัก ๆ แบบนี้เรียกได้ว่า นานทีปีหนจึงจะได้พบเห็นกันสักครั้ง
"วัยหนุ่มวัยสาวนี่มันดีจริง ๆ เลยนะ นี่พ่อหนุ่มเพิ่งจะแต่งงานกันล่ะสิ ถึงได้เอาใจเมียซะขนาดนี้ ฮ่า ๆ เมื่อก่อนฉันก็เคยทำแบบนี้กับเมียของฉันเหมือนกันนะ" คุณตาสวมแว่นสายตาหนาเตอะ รูปร่างสันทัดผอมบาง ผมขาวแซมเทา อายุราว ๆ แปดสิบปี พูดจาหยอกล้อทั้งคู่ จนพวกคนที่ยืนรอรถ พากันอมยิ้มกันเป็นแถว
"สวัสดีครับ ไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกครับคุณตา เธอไม่ใช่เมียของผม พวกเราบังเอิญเจอกันที่สวนสาธารณะเป็นครั้งแรก แล้วเธอบาดเจ็บที่ขา ผมเลยต้องพาเธอไปส่งที่บ้านต่างหากละครับ" ฉินฟ่านให้ความเคารพกับคนเฒ่าคนแก่เสมอ เมื่อคุณตาผู้นี้เอ่ยปากทักทายเขา เขาจึงหยุดคุยด้วยความสุภาพนอบน้อม
เขาพยายามแก้ตัว "นี่อาจจะเป็นบุพเพสันนิวาสของพวกเธอก็ได้ พอพาเธอไปส่งที่บ้าน ทีนี้พ่อหนุ่มก็รู้จักบ้านของเธอแล้ว หลังจากนั้นก็เทียวไล้เทียวขื่อดูแลเธอไปมา ซื้อดอกไม้ให้เธอบ้าง นัดเธอออกเดตบ้าง ซื้อขนมมาฝากเธอบ้าง เดี๋ยวก็รักกันเอง หนุ่มก็หล่อสาวก็สวย พวกเธอทั้งคู่เหมาะสมกันยังกับกิ่งทองใบหยก ฉันขออวยพรให้พวกเธอครองรักกันนาน ๆ สร้างครอบครัวมีลูกมีหลานเยอะ ๆ ใช่ไหมพวกเรา" คุณตาถามกลุ่มคนที่รอรถเมล์
"ใช่"
ทุกคนส่งเสียงตอบดังกระหึ่มอย่างพร้อมเพรียงกัน ต่างเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ แต่ฉินฟ่านกับเหลียนฟ่งเขินอาย จนแทบไปไม่เป็น คุณตาเริ่มกรีดมือวาดเท้าร้องเพลงงิ้วปักกิ่ง
ในท่วงทำนองรัก "แต่ปางก่อนยังจดจำได้ว่าฉันรักเธอ หิมะแรงฝนสาดซัดฉันยังพร่ำเพ้อถึงเธอ
แสงจันทร์สาดสะท้อนกลางถ้วยชา วิหคขับขานดอกโบตั๋นแย้มกลีบ เธอเป็นเปลวไฟที่มอดไหม้ฟืนอย่างฉัน ไกลพันลี้ด้ายแดงยังคงคล้องเราสองไว้ ชาตินี้พร่ำสวดมนต์อธิษฐานทุกคืนวัน
หวังว่าเราจะมีวาสนาได้ครองคู่กัน"
ด้วยน้ำเสียงที่เจื้อยแจ้วผิดกับคนอายุแปดสิบปีอย่างที่ทุกคนเห็น ทุกคนจึงรู้สึกทึ่ง ต่างพากันปรบมือชอบใจกันยกใหญ่ ทั้งคู่ได้แต่ยิ้มโบกมืออำลาก่อนจะจากไป เสียงปรบมือยังคงดังก้องอยู่ในหู นับได้ว่าเป็นเช้าที่สดใสจริง ๆ
"เอ่อ...ขอบคุณที่ช่วยฉันนะคะ คุณนี่ใจดีจริง ๆ ผู้คนตรงป้ายรถเมล์ก็น่ารักดีนะคะ ฉันชื่อเหลียนฟ่งค่ะ อายุยี่สิบปี แล้วคุณล่ะคะ"
"ผมชื่อฉินฟ่าน อายุสิบเก้าปีครับ งั้นผมคงต้องเรียกคุณว่าพี่สาวซะแล้วสิ"
"ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง อายุของพวกเราไม่ห่างกันเท่าไร เรียกฉันว่าอาฟ่งก็แล้วกันคะ" ประกายตาของเหลียนฟ่งเปลี่ยนเป็นดี๊ด๊าขึ้นมาทันที เมื่อความคิดแวบเข้ามาอย่างรวดเร็วดุจประกายไฟ อายุอานามเธอก็เป็นสาวสะพรั่งแล้ว ก็น่าจะมีคนรักเป็นตัวเป็นตนสักคนอย่างที่คุณตาหยอกเมื่อสักครู่นี้
"นี่ว่าแต่คุณหล่อแบบนี้ สาว ๆ คงติดกันเกรียว คุณคงจะมีแฟนเป็นโขยงเลยละสิ"
เหลียนฟ่งเริ่มกระบวนการขุดบ่อล่อปลา
"แฮะ ๆ พูดตามตรงเลยนะครับ ผมเป็นคนขี้อาย ผมยังไม่เคยมีแฟนเลยครับ" นี่คือเรื่องจริง เขาเคยแต่เที่ยวผู้หญิงตามที่เที่ยวกลางคืนราคาถูกอยู่ครั้งสองครั้ง เพราะถูกเพื่อนกรรมกรก่อสร้างคะยั้นคะยอชวนไป
เขาไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนเหมือนคนอื่นสักที แอบชอบผู้หญิงนะเหรอ ต้องเคยอยู่แล้ว นี่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนทั่ว ๆ ไป ผู้ชายย่อมสนใจสาวสวยอยู่แล้ว
ตอนอายุสิบสี่ปี เขาเคยแอบชอบคุณครูอยู่คนหนึ่ง บ้านของเธออยู่ซอยเดียวกันกับเขา แต่ตอนนั้นแม้แต่ความกล้า ที่จะบอกรักเธอยังไม่มีเลย ได้แต่แอบมองเธออยู่ห่าง ๆ ตอนนี้นะเหรอ เธอแต่งงานจนมีลูกสี่คนแล้ว ได้ยินว่าครอบครัวมีความสุขกันดี แล้วเขาก็โตพอที่จะรู้แล้วด้วยว่าความรักระหว่างศิษย์อาจารย์มันผิดศีลธรรม ดังนั้นความคิดแบบนั้นจึงไม่ควรมีออีกต่อไป
"หรือว่าคุณไม่ได้ชอบผู้หญิง"
"ผมชอบผู้หญิงสวย ๆ แบบคุณนี่แหละ แต่ผมยังไม่เจอคนที่ถูกใจก็เท่านั้นเอง"
"คุณชอบฉันหรือเปล่าละ ฉันมีข้อดีที่ผู้หญิงคนอื่นไม่มีเยอะนะ ตัวอย่างเช่นฉันหน้าตาสะสวยแถมยังหุ่นดี ขยันเอาอกเอาใจ ชอบเก็บเงินเก็บทอง ว่าไงคุณสนใจจะมาเป็นแฟนของฉันไหมคะ" เหลียนฟ่งพูดกึ่งจริงกึ่งหยอก เธอเป็นหญิงสาวรุ่นใหม่ความคิดทันสมัย เธอเคยคบกับหนุ่มน้อยหน้าตาดีที่ทำงานเป็นพนักงานธนาคารคนหนึ่งเมื่อปีก่อน
ตอนที่จีบกันใหม่ ๆ อะไรก็ดูดีไปหมด แต่พอคบเป็นแฟนกันได้แค่เดือนเดียว ธาตุแท้ทุกอย่างก็เริ่มเป็นที่ประจักษ์ เธอรู้สึกว่านิสัยของทั้งสองเข้ากันไม่ได้ เพราะหนุ่มคนนั้นตัดสินใจอะไรก็ไม่เป็น ต้องถามแม่หมดซะทุกเรื่องราว เล่นเป็นเด็กติดแม่ซะขนาดนั้น ลองคิดดูเล่น ๆ ละกัน ถ้าพวกเธอแต่งงานกันพอถึงเวลาส่งตัวเข้าหอ ดันมีแม่สามีมานั่งเฝ้าอยู่หน้าประตู ตอนมีซัมติงแล้วเผลอร้องเสียงดังหน่อยจะทำยังไง
วันดีคืนดีแม่สามีอาจจะกล่าวอ้างถึงบรรพชน เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญู จึงขอให้เธอมีลูกเยอะ ๆ สักห้าหกคน เพื่อจะได้แตกกิ่งก้านสาขาของตระกูล เหตุผลพวกนี้เธอพอที่จะเข้าใจได้ แต่เธอไม่ใช่แม่หมูนะ ถ้าพูดแบบนี้แล้ว แม่สามีจะยอมเข้าใจเธอหรือเปล่าละ คงได้ถูกเอาไม้กวาดไล่ตะเพิดให้ออกไปจากบ้าน โทษฐานที่กล้าขัดใจแม่สามี
ส่วนคุณสามีคงทำได้แค่มองตาละห้อย ยืนเอามือกุมเป้าขาสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะระบายลมหายใจแรง ๆ ปล่อยให้เมียถูกแม่รังแก แค่คิดก็หนาวแล้ว ดังนั้นหลังจากคิดสะระตะแล้ว จึงสรุปได้ว่า ถ้าแต่งกับหนุ่มพนักงานธนาคารคนนั้น ต่อไปชีวิตเธอคงวิบัติเป็นแน่ เธอจึงโบกมือเซย์กู๊ดบาย เป็นฝ่ายบอกเลิก เล่นเอาผู้ชายร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย จะเป็นจะตายไปพักใหญ่
นับได้ว่าสวรรค์ยังมีตา นาน ๆ ทีที่เธอจะเจอผู้ชายที่ตรงสเปกแบบฉินฟ่าน มีหรือว่าเธอจะยอมปล่อยให้เขาหลุดมือไปง่าย ๆ เธอจึงเริ่มจีบเขาก่อน ขืนมัวแต่ทำเหนียมอาย มีหวังถูกสาว ๆ คนอื่นคาบเอาไปกินซะก่อน นี่เขาเรียกกันว่าด้านได้อายอด ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ
"ฮ่า ๆ อย่าล้อผมเล่นเลยครับ คนสวยอย่างคุณ จะมาสนใจคนอย่างผมเหรอครับ"
"ทำไมถึงพูดแบบนั้นคะ คุณไม่รู้ตัวหรือไง ว่าคุณหล่อลากดินขนาดไหน แค่คุณโปรยยิ้มสาว ๆ ก็พากันใจละลายแล้วล่ะค่ะ ฉันจะบอกความลับให้เอาไหมคะ"
เธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนขี้อาย ยิ่งอยากแกล้งเขามากขึ้น เหลียนฟ่งจึงแนบริมฝีปากมาพูดข้างใบหูของเขา ลมหายใจเธอพวยพุ่งออกมาเบา ๆ ทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบ แถมยังทำให้เขารู้สึกใจเต้นแรงตึกตัก
อาจเป็นเพราะนานมากแล้ว ที่เขาไม่เคยมีโอกาสสัมผัสผู้หญิงแบบใกล้ชิด ตอนนี้เขาจึงประหม่าจนหน้าแดง หูแดงไปหมด
"ความลับเรื่องอะไรเหรอครับ"
"ก็ตอนนี้ฉันน่ะยังโสด ใครจะไปรู้ เทพจันทราอาจจะผูกด้ายแดงลิขิตรัก ให้เราเป็นเนื้อคู่กันก็ได้ เป็นไง…ถ้าสนใจลงทะเบียนเอาไว้ก่อนดีไหมคะ"
"พวกเราเพิ่งเจอกันแค่ยี่สิบนาทีเองนะครับ แต่ถ้าผมรักชอบใครสักคน ผมจะรักเธอคนนั้นจนหมดหัวใจเลย" ฉินฟ่านพูดยิ้ม ๆ
"แหมได้ยินคุณพูดถึงความรักแบบนี้แล้ว ยิ่งอยากเป็นแฟนของคุณเลยค่ะ" เหลียนฟ่งเป็นสาวช่างจ้อ เธอพูดได้แบบน้ำไหลไฟดับ แถมพูดจายังมีลูกล่อลูกชน ทำให้ฉินฟ่านไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะคุยกับเธอ
"คุณเป็นคนที่ไหนเหรอครับ"
"คนรูปก็งาม นามก็เพราะอย่างฉัน ก็ต้องเป็นคนเมืองนี้อยู่แล้วค่ะ คนซูโจวขนานแท้ดั้งเดิม"
"หา! ที่นี่คือซูโจวเหรอครับ" เขายืนอึ้งชั่วขณะ เขาเป็นชาวเมืองอู่ฮั่น ทำไมถึงมาโผล่ที่ซูโจวได้ล่ะ เฮ้อ เอาน่าได้ชีวิตใหม่กลับมาทั้งที ยังจะเรื่องมากอีกทำไมกัน เขาตัวคนเดียวอยู่เมืองไหนก็เหมือนกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาค่อย ๆ ก้าวเดินต่อ
"ค่ะ ที่นี่ซูโจว คุณไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนหรือไงคะ" แต่เหลียนฟ่งยังไม่รู้สึกเอะใจ ในเรื่องนี้สักเท่าไร เพราะว่าเธอกำลังเครื่องติดอย่างอารมณ์ดี
"แถบนี้น่ะไม่ว่าจะเป็นพ่อเฒ่าแม่แก่ ลูกเล็กเด็กแดงต่างก็รู้จักเจ๊ฟ่งคนสวย ที่อยู่ท้ายสวนกันทั้งนั้นแหละค่ะ พ่อแม่ของฉันเสียหมดแล้ว เพราะอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อสามปีก่อน ตอนนี้ฉันอยู่กับน้องชายสองคน ที่ชื่อเหลียนเฮ่อ พูดแล้วจะหาว่าคุย ฉันทำอาหารอร่อยนะคะ รับรองได้เลยถ้าคุณได้ชิมแล้วจะติดใจ เพราะแม่ฉันพร่ำสอนมาแต่เล็กว่า เสน่ห์ปลายจวักสามารถมัดใจคนรักได้อย่างเหนียวแน่น ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่า แล้วคุณเป็นคนเมืองไหนเหรอคะ"
"ผมนะเหรอ เอ่อ…วันนี้วันที่เท่าไรเหรอครับ"
ฉินฟ่านไม่ตอบ เพราะกำลังคิดว่าจะตอบเธอยังไงดี นี่เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เหมือนกับรีสตาร์ทเกม ถ้างั้นเรื่องของชีวิตในโลกใบเก่า ที่ไม่มีคุณค่าให้พูดถึงก็ปล่อยวางมันไปเถอะ
"วันนี้เหรอคะ 15 กรกฎาคม 2025 ค่ะ" อืมวันที่ตรงกัน ต่างกันแค่สถานที่ จะว่าไปเมืองนี้ก็สวยงามไม่เลว งั้นเราก็ปักหลักอยู่ที่นี่เลยก็แล้วกัน
"ว่าแต่บ้านของคุณ ยังต้องไปอีกไกลหรือเปล่า ผมชักจะเหนื่อยแล้วนะครับ"
"อย่าเพิ่งเหนื่อยสิคะ ยังหนุ่มยังแน่นฟิตปั๋งซะขนาดนี้ เลี้ยวโค้งข้างหน้าก็ถึงแล้วค่ะ ว่าแต่คุณหิวหรือเปล่า แวะเข้าไปกินโจ๊กเห็ดหอมหมูสับ ที่บ้านของฉันสักชามดีไหมคะ"
"ขอบคุณมาก แต่ผมอิ่มแล้วครับ" เขาปฏิเสธตามมารยาท
จ๊อก!
พูดยังไม่ทันขาดคำ พอได้ยินเรื่องกิน ท้องของเขาก็ร้องประท้วงขึ้นมาทันที
"คิก ๆ ไม่ทันไรท้องคุณก็ร้องแล้ว ไปเถอะน่าไม่ต้องเกรงใจหรอก"
"ก็ได้ครับ ผมชักจะหิวขึ้นมานิด ๆ แล้ว จะว่าไปตอนนี้ผมเองก็ไม่ได้มีธุระเร่งด่วนอะไร แต่จะไม่เป็นการรบกวนเกินไปเหรอครับ"
"ไม่ค่ะ ไม่รบกวนอะไรเลย"
หน้าอกที่นุ่มนิ่มเสียดสีกดทับไปมาอยู่ที่หลังของเขาเบา ๆ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ชวนให้วาบหวามใจจริง ๆ นี่ถ้าเป็นรูปร่างหน้าตาแบบเดิม เขาจะยังมีวาสนาดวงชะตาดอกท้อ แบบนี้หรือเปล่านะ
เหลียนฟ่งที่กำลังซบอยู่บนหลังของเขา ครุ่นคิดว่าจะดันเขาเข้าวงการยังไงดี ให้ไปเป็นนักร้องก่อน แล้วค่อยไปเล่นหนังดีไหมนะ
สองมือที่โอบรอบคอของเขา คล้ายดั่งโอบกอดภูเขาเงินภูเขาทอง ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจที่แผนของเธอกำลังไปได้สวย
ตอนนี้หนึ่งชายหนึ่งหญิงกำลังจมดิ่ง อยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
ปัง ปัง ปัง ปัง!เสียงประทัดพวงยาวเหยียดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมเสียงรัวกลองเชิดสิงโตสร้างความครึกครื้นให้ผู้ชมที่มากันเนืองแน่น เพราะข่าวที่แพร่กระจายมาอย่างต่อเนื่อง ว่าโครงการโรงเรียน "พี่สาวนางฟ้า" ริเริ่มโดยหมอเทวดาฉินฟ่าน ซึ่งค่าเล่าเรียนทุกอย่างฟรีหมดจนคนที่ทราบข่าวต่างยกนิ้วชมเชย บางคนมีฐานะจึงยินดีที่จะบริจาคเงินทอง เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่ เพื่ออนาคตของลูกหลานชาวเมืองซูโจวถึงขนาดมีคนยุให้หมอเทวดาเล่นการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับประกันว่าคะแนนเสียงถล่มทลาย แต่บรรดาอาซิ่มอาซ้อกลับอยากให้เขาเป็นพระเอกหนังซีรีส์ซะมากกว่า เพราะเขานั้นหล่อบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของพวกเธอคุณหนูสี่ขึ้นเวทีไปกล่าวเปิดงานในฐานะประธานกลุ่มทุน "พี่สาวนางฟ้า" เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ช่วงนี้มีผู้สื่อข่าวหลายสำนัก มาขอสัมภาษณ์เธอไม่เว้นวันจนเธอยุ่งหัวฟูหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ได้ยลโฉมงามล่มเมืองของคุณหนูสี่ ต่างคลั่งไคล้ขอเป็นแฟนคลับเธอ แต่ละคนต่างแย่งกันบริจาคเงินออกมาก้อนโต เพื่ออวดโอ่ฐานะความร่ำรวยเพราะถ้าได้แต่งกับเธอ มันเฮงยิ่งกว่าหนูตกถังข้าว
ทั้งสองส่งเสียงหัวเราะวิ่งหยอกล้อกันออกไป ตอนนี้ทุกอย่างสงบลงแล้ว คนตายก็ตายไป คนเจ็บก็ส่งโรงพยาบาล คนมอบตัวก็เตรียมไปกินข้าวแดงในคุกได้เลย ตำรวจเริ่มเคลียร์สถานที่ ยึดอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมาก มากพอที่จะเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้หลาย ๆ คนในศึกครั้งนี้ฉินฟ่านเดินกระแซะเข้าไปใกล้ ๆ กระซิบชวนมู่ปิงปิงไปจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันที่น้ำตก แต่เธอค้อนขวับวงใหญ่ แถมแกล้งทำเสียงดุใส่"งานยังไม่เสร็จ ไปไม่ได้""น่านะ คนดียอดรักของฟ่าน เสร็จงานแล้ว ก็ต้องมีการตบรางวัลบิ๊กโบนัสกันบ้างสิ ใช่ไหมจ๊ะทูนหัวจ๋า"เขาพยายามออดอ้อน กะพริบตาปริบ ๆ ทำสีหน้าน่าสงสาร"ไม่รู้ไม่ชี้""น่านะ แป๊บเดียวเอง แค่สามนาทีก็เสร็จแล้ว"เขาพยายามต่อรอง"คิดว่าตัวเองเป็นอุลตร้าแมนแปลงร่างได้แค่สามนาทีรึไง คราวก่อนเป็นชั่วโมง เล่นเอาเหน็บชากินขาเลย"ไม่สนแล้วต้องใช้เส้นสายของเครือญาติให้เป็นประโยชน์ เขาหันไปหาเค่อตงหยางที่กำลังคุมลูกน้องทำงานอย่างแข็งขัน"คุณลุงเค่อที่เคารพครับ พอดีที่บ้านมีเรื่องด่วน ผม
ในห้องที่มืดมิด มีแสงเลือนรางไหววูบเป็นบางครั้ง จากเปลวไฟที่ลุกฮือโหมของการระเบิดครั้งใหญ่ ซีเหมินคังยืนถือทวนเงินสงบนิ่งดุจขุนเขา เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ เมื่อมืดมิดจนมองไม่เห็น เขาเลยพาลหลับตาลง ใช้หูสดับฟังเสียงเคลื่อนไหวแทนฟิ้วววววเสียงกระแสลมของดาบ ที่ตวัดใส่ลำคอของซีเหมินคังแว่วมา เขาสะบัดควงทวนเงินเข้าต้านปะทะติดต่อกันเก้ากระบวนท่า จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบเสียงซัดอาวุธบางสิ่งออกมา ลางสังหรณ์ในใจของซีเหมินคัง ส่งสัญญาณเตือนภัยชนิดหนึ่ง บีบให้เขาดีดตัวถอยไปหลบหลังเสาอย่างรวดเร็วบึ้ม…อาวุธที่ซัดออกมาก็คือระเบิดเพลิงขนาดเล็กของจิ้งจอกเพลิงนั่นเอง เล่นเอาเสื้อผ้าของซีเหมินคังไหม้ไปแถบหนึ่ง ไฟลวกหน้าแข้งเล็กน้อย"หึ ๆ เขาถึงว่าคู่แค้นทางคับแคบ ในที่สุดเราทั้งสองคนก็มาเจอกันอีกจนได้ กระสุนนัดนั้น ที่มึงยิงใส่ขากู กูยังจำได้ดี วันนี้มึงต้องตายสถานเดียว"จิ้งจอกเพลิงขยับดาบเก้าห่วง จนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง"ขอโทษจริง ๆ นะฮ๊า พอดียิงคนมาเยอะมากเลย
เงาร่างฉินฟ่านพุ่งฉวัดเฉวียน จนพวกเธอตาลายมองตามไม่ทัน เสียงฟาดแก้มก้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากหมวดมู่คนแรก แถมแต่ละคนยังถูกลวมลามอีกหลายครั้งพวกสาว ๆ ต่างส่งเสียงร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู๊ วิ่งหลบหนีจิ้งจอกเฒ่าจอมลามกกันจ้าละหวั่น ก่อนที่จะมีอะไรเลยเถิดไปกว่านั้น จน กบว. ต้องเซ็นเซอร์ภาพและเสียงทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาขัดจังหวะ ผัวหนุ่มเมียสาวที่กำลังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน ทำเอาทุกคนต้องกลับมาทำตัวสงบเสงี่ยมอีกครั้ง"อะแฮ่ม สวัสดีพี่สาวคนสวยทั้งหลาย เอ่อ…พี่เขยขอโทษที่ขัดจังหวะครับ มีคนมาหาพี่เขย บอกว่านี่เป็นเรื่องด๊วนด่วนนะครับ"เหลียนเฮ่อส่งเสียงดังแหบ เพราะอยู่ในวัยกำลังแตกเนื้อหนุ่ม นมเพิ่งจะแตกพานรายงานอย่างรวบกระชับทันที พร้อมทำสีหน้ากระดากแบบอาย ๆเพราะเขาโตพอที่จะรู้ว่า เมื่อครู่พี่เขยตัวดี ไอดอลขั้นเทพของเขากำลังทำเรื่องดีงามอะไร เขาสาบานกับตัวเองว่าโตขึ้น จะต้องเป็นแบบพี่เขย เอาดีในเรื่องผู้หญิงให้ได้ตอนนี้ทุกคนต่างพากันทำหน้าเขิน ๆ ขณะจัดแจงทรงผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ
พวกเขาเก็บอุปกรณ์กล้องอินฟาเรด แล้วเดินลัดเลาะชายป่าท่ามกลางแสงจันทร์ ที่พอเห็นเลือนรางไปอย่างเงียบ ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงโยโย่เป็นสาวช่างจ้อ แบบที่เรียกว่าอะไรนะ ทอล์คกาทีฟเกิรล์ละมั้ง เดี๋ยวชวนคุยเรื่องโน้น เดี๋ยวเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แถมมุกตลกของเธอมีเพียบอีก ช่วยทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจนกระทั่งทั้งคู่ถึงน้ำตกสายหนึ่ง จึงตัดสินใจที่จะพักเท้าชั่วคราว ทั้งคู่จึงนั่งลงที่โขดหินหยุดพักดื่มน้ำฉินฟ่านหยิบแผนที่ขึ้นมากางดู เพื่อศึกษาภูมิประเทศ งานนี้เขาทุ่มจนสุดตัว จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ลมโชยเบา ๆ พัดผ่านตัวเย็นสบายเสียงน้ำจ๋อมแจ๋มแว่วดังมาเบา ๆ สะกิดความสนใจของเขา จนอดไม่ได้ที่จะต้องหันหน้าไปดูภาพที่เห็นทำให้เขาเลือดลมสูบฉีด หายใจถี่เร็ว ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างโลกหล้าใบนี้ไปชั่วขณะร่างของโยโย่ที่เปลือยเปล่าขาวโพลนท่ามกลางแสงจันทร์ เรือนร่างของเธอโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำมาครึ่งตัว ทรวดทรงองค์เอวที่อ่อนช้อย เป็นเส้นสายชวนรัดรึงใจ พราวไปด้วยหยดน้ำเม็ดเล็ก ๆ ที่ไหลรวมหยดเป็นทางยาว ค่อย ๆ ไหลรินผ่านร่องอก
แต่ถ้าจะพูดถึงอีกคนหนึ่ง เมียหลวงเมียน้อยเมียเล็ก เมียใหญ่กลับสนับสนุนจนคะแนนเสียงท่วมท้น ให้ไปกระทืบสุยเก้ามีดให้จมดินโทษฐานที่มันบังอาจเหิมเกริมไม่ยอมแหกตาดูให้ดีว่าซอยลูกเป็ดน้อยนี้ใครคุมติ๋ง! ติ๋ง!หยดเลือดสด ๆ สีแดงคล้ำไหลออกจากปากของสุยเก้ามีดตกกระทบพื้นเป็นจังหวะเหมือนเสียงดนตรีร่างของสุยเก้ามีดนักเลงโตถูกมัดมือไพล่หลังและมัดข้อเท้าทั้งสองข้างด้วยเชือกก่อนจะชักรอกขึ้นไป ทำให้ตอนนี้มันตกอยู่ในสภาพห้อยหัวเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนี้พวกมันกำลังล้อมชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยอาวุธครบมือ โดยไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะเป็นพวกมันเองที่ถูกยำจนเละเป็นโจ๊กเรื่องแก้แค้นคงไม่ต้องคิด มันไม่หวังจะไปต่อกรอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตให้ได้ก่อนพลั่วะ! พลั่วะ!อ้ากก! อ้ากก!สุยเก้ามีดกำลังถูกไอ้ฟันเหยินลูกน้องคนสนิทใช้ไม้เบสบอลหวดฟาดใส่ลำตัวนี่เป็นการหวดครั้งที่ยี่สิบ ครบจำนวนพอดีเงาของชายหนุ่มพาดยาวกับพื้น เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง กำลังดื่มน้ำอัดลมดับกระหายพลางเดินข้ามร่างของเจ้า
หมายเลขสิบสามกลับเดินเลี่ยงออกไปอย่างเงียบ ๆ เพียงลำพังซึ่งในตอนนี้ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับฉากอีโรติกที่ชวนตื่นเต้นเร้าใจอยู่จึงไม่มีใครสนใจเขาเขาไปที่เนินดินหลังห้องส้วม บริเวณนี้ผู้คนไม่ค่อยสัญจรผ่านไปมาเพราะรังเกียจความเหม็น เขาใช้มือขุดดินทรายจนเป็นหลุม แล้วก็เจอเป้ทหารใบหนึ่งที่ถูกฝัง
“สวัสดีครับแม่”“อ้าว อาเจี้ยนมาแต่เช้าเชียว”กวนอิมเผ็ดยิ้มให้เขาอย่างเอ็นดูตอนนี้เธอถือว่าลู่เจี้ยนเป็นลูกชายคนหนึ่งเช่นเดียวกัน“พี่ใหญ่มาหาฉันแต่เช้าเลย มีธุระอะไรรึเปล่าฮ๊า”ซีเหมินคังยิ้มร่าเดินนวยนาดเข้ามาหา
นับแต่โบราณกาลมีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่าแม่ผัวกับลูกสะใภ้ยากที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ เปรียบเสมือนน้ำกับไฟเหมือนหมากับแมว สุดแท้แต่ผู้คนจะเปรียบเปรยในสมัยก่อนฮูหยินผู้เฒ่าปกครองหลังบ้านมือเดียวค้ำฟ้า มีอำนาจเบ็ดเสร็จลูกสะใภ้คนไหนไม่ถูกใจจะสั่งเฆี่ยนตีหรือตบจนฟันหลุดร่วงออกจากปากก็ไม่มีใครกล้าหือเผลอ ๆ
ตอนที่ฉินฟ่านกำลังปลอบเธอก็มีคุณยายรูปร่างเล็กบอบบางคนหนึ่งที่เดินเหินแทบจะไม่ไหวมาเกาะแขนของเขา“พ่อหนุ่มช่วยหลานสาวตัวน้อยของยายด้วยเถอะคิดซะว่าเอาบุญเถอะนะยายขอร้องล่ะ เธอติดอยู่บนห้องนอนชั้นสามของตึกนั้นยังไม่มีใครช่วยลงมาเลย”เขาหันไปมองกวนอิมเผ็ด เป็นเชิงขอ







