تسجيل الدخولทันใดนั้นเองกระจกบานใหญ่สูงเท่าตัวคน ก็ถูกเทพสามตาเนรมิตขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าของเขา ฉินฟ่านมองคนที่อยู่ในกระจกอย่างเหลือเชื่อ เขาหยิกแก้มตัวเองแถมยังลองตบดูเบา ๆ มันเจ็บจริง ๆ ด้วย
นี่คือเขาจริง ๆ เหรอ แขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ร่างโปร่งแสงเมื่อครู่ ตอนนี้ได้กลายเป็นเรือนร่างเลือดเนื้อเหมือนคนปกติ ส่วนภาพที่เห็นในกระจกนั่นคือ ภาพของชายหนุ่มอายุประมาณสิบเก้าปี สูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร
ดวงตามีเสน่ห์เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังอย่างประหลาด คิ้วเข้มชี้เฉียงราวกับกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน รูปหน้าคมคาย ผมหยักศกนิด ๆ ผิวขาวสะอาดดูดีมีออร่ากระจ่างใส หล่อลากไส้แบบวัวตายควายล้มเลยทีเดียว ลำตัวอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง จนรวมกันเป็นเส้นสายเรือนร่างที่งดงาม ขาที่เคยเป๋ก็หายดีดังเดิม
โอ้โหแม้แต่สิ่งที่อยู่กลางลำตัวของเขา มันก็…ใหญ่ขึ้นและยาวขึ้นเท่าไรนะ
อืม เอาเป็นว่าใกล้ถึงหลักสิบเลยแล้วกัน
เทพธิดาฉางเอ๋อทนเห็นฉากเปลือยสุดระทึกขวัญนี้ไม่ไหว จึงเสกเสื้อผ้ารองเท้าให้ฉินฟ่านชุดหนึ่ง
"ฉินฟ่านเจ้านี่ช่างโชคดีจริง ๆ ถึงหน้าตาของเจ้าเทพสามตาจะไม่ดีเท่าข้า แต่เขาถึงกับใจป้ำ มอบร่างเอ็นทองแดงกระดูกเหล็กนี้ให้กับเจ้า เจ้ารู้ไหมร่างนี้น่ะตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ฟันแทงไม่เข้า เขาคงจะถูกชะตากับเจ้ามาก เพราะเทพพิรุณเคยอ้อนวอนขอร่างนี้กับเขา เขายังไม่ยอมมอบให้เลย จุ๊ ๆ ไม่เบาเลยทีเดียว"
"อ้อต่อไปก็ถึงตาข้าสินะ เจ้ารอสักครู่ เดี๋ยวข้าจะเอาของรักของหวงของข้าให้" ไฉ่ซิงเอี๊ยบรรยายอย่างละเอียดแบบน้ำไหลไฟดับ พร้อมกับจิกกัดเทพสามตานิด ๆ ส่วนมือขวาก็ล้วงของออกมาจากในอกเสื้อออกมา มีทั้งคัมภีร์สี่สิบสองปรมัตถ์ แจกันหยกขาวสีน้ำข้าวสมัยราชวงศ์หมิง หยกอันเลื่องชื่อสะท้านไปทั่วแผ่นดินในสมัยชุนชิวจั้นกั๋ว กระโถนปัสสาวะของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิ่น โลงศพหยกโลหิตของกษัตริย์หยวนและของอื่น ๆ อีก จนสิ่งของหลากหลายกองอยู่ที่พื้น สูงเป็นพะเนินเทินทึก ถ้านำไปขายในตลาดมืดคงได้เงินหลายหมื่นล้านหยวน
"ฮ่า ๆ เจอแล้ว เอ้าข้าให้" ไฉ่ซิงเอี๊ยหัวเราะร่า แต่แววตาดูจริงใจพร้อมยื่นแม่ไก่ขนสีขาว ที่ทั้งอวบทั้งอ้วนให้ฉินฟ่านตัวหนึ่ง
"กะต๊าก กะต๊าก" แม่ไก่ตีปีกอย่างกระตือรือร้นทำให้ฉินฟ่านต้องค่อย ๆ ยื่นมือที่สั่นระริกไปรับไก่มา นี่จะให้เขาเอาไก่ไปต้มซุปกินบำรุง หรือว่าจะให้ไปทำไก่ย่างอบสมุนไพรกันแน่
"ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ รีบเก็บความคิดนั้น ทิ้งลงถังขยะไปเลย นี่คืออลิซาเบธไก่ตัวโปรดของข้าเชียวนะ ขอบอกไว้ก่อน เจ้าต้องเลี้ยงดูมันให้ดี ๆ ละ อ้อ...ลืมบอกไป มันจะออกไข่ทองคำให้เจ้าวันละหนึ่งฟอง โบราณยังกล่าวไว้ว่า ‘มีเงินจ้างผีโม่แป้งได้’ มันหมายความว่า ถ้าเจ้ามีเงิน เจ้าจะทำได้ทุกอย่างตามใจปรารถนา เพราะฉะนั้นต่อไปเจ้าจะร่ำรวย ใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราฟรุ้งฟริ้ง มีสาวงามล้อมหน้าล้อมหลัง"
ของดีเหรอ นี่มันของวิเศษเลยต่างหากล่ะ ต่อไปเขาจะมีเงินใช้ไม่ขาดมือ ฉินฟ่านพอฟังถึงกับยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง
นี่คือไข่ทองคำเชียวนะ
เขารีบรับเครื่องพิมพ์ธนบัตรปลอม เอ๊ย...รีบรับแม่ไก่มาเก็บไว้ในแหวนมิติทันที
เทพเสินหนงผลักไฉ่ซิงเอี๊ยให้ไปยืนด้านข้าง "ถอยไป ๆ เหม็นสาบทองคำ ต้องของข้านี่ ตำราเสินหนงฉบับหลักสูตรเร่งรัดที่รวบรวมสรรพความรู้ ทางสมุนไพรการแพทย์และการรักษา"
"เอ้ากินซะ เคี้ยวให้ละเอียดด้วย แล้วความรู้เหล่านี้จะค่อย ๆ เข้าสู่ตัวเจ้า"
หา…ให้กินเจ้าตำรานี่นะ หน้าปกก็ดูกระดำกระด่าง เหมือนมีราดำขึ้นด้วย ถึงจะสงสัย แต่เขาก็รีบยัดตำราเล่มจิ๋วเท่าฝ่ามือเข้าปาก แล้วเคี้ยว เคี้ยว เคี้ยว พอกลืนลงไป รสชาติของมันกลับไม่ได้แย่สักเท่าไร คล้าย ๆ ข้าวเกรียบกุ้งรสปาปริก้าเลยแฮะ แต่เผ็ดไปหน่อย
ทันใดนั้นเขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจ ที่ทั่วทั้งร่างกายของเขา จู่ ๆ ก็มีแสงสีทองสาดส่องออกมาทุกอณู แล้วตัวอักษรจีนตัวเล็ก ๆ ก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาทั่วร่างกายเต็มไปหมด ทั้งใบหน้า ลำคอ แขนขา แล้วรายชื่อสมุนไพรตั้งมากมายก่ายกอง รูปร่างหน้าตาของมัน แต่ละชนิดใช้รักษาอย่างไร ก็ค่อย ๆ ถูกดูดซึมสู่สมองของเขา
ทำไมเขาจึงรู้จักมันกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือของตัวเองแบบนี้ละ เพียงสิบอึดใจตัวอักษรจีนเหล่านั้น ก็ซึมลงไปในผิวหนังเลือนหายไปหมด
"ดีมาก ตอนนี้เจ้าเป็นผู้สืบทอดวิชาแพทย์ของข้าแล้ว"
ตือโป๊ยก่ายก็ไม่ยอมน้อยหน้า เดินส่ายพุงอืด ๆ เข้ามา พร้อมยื่นตำราเยิน ๆ ที่ยับยู่ยี่ ราวกับผ่านการใช้งานมาแล้วหลายครั้งให้กับเขาเล่มหนึ่ง "ตำราฝ่ามือมุทราเก้ากระบวนท่าของข้าเล่มนี้ เป็นตำราสุดยอดวรยุทธ์ของสวรรค์ฉันฟ้าระดับสี่ เจ้าต้องเรียนรู้ฝึกฝนด้วยตัวเอง ด้วยความขยันหมั่นเพียร จึงจะสำเร็จยอดวิชา" ตือโป๊ยก่ายยิ้มหน้าเชิด ด้วยสีหน้าท่าทางภาคภูมิใจในตำราเล่มนี้มาก
พญายมรีบกระแซะเข้ามากระซิบเบา ๆ ข้างหูของตือโป๊ยก่าย "นี่...ท่านหยิบออกมาผิดเล่มแล้ว เล่มนี้มันหนังสือโป๊ ที่ชื่อว่าตำรากามสูตร (ซู่หนี่เมี่ยวลุ่นในสมัยราชวงศ์หมิง) ต่างหากล่ะ"
พอได้ยินตือโป๊ยก่ายถึงกับสะดุ้งเฮือกแถมยังรู้สึกเขินอายจนหน้าแดง แต่ก็พยายามแก้ไขสถานการณ์แบบน้ำขุ่น ๆ "ขออภัย…ข้าหยิบผิดเล่ม เล่มนี้มีไว้เพื่อการศึกษาสรีระร่างกาย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ อะแฮ่ม! ต้องเล่มนี้ต่างหาก ถ้าเจ้าฝึกสำเร็จจะขึ้นถึงระดับปรมาจารย์กังฟูเลยทีเดียว"
"ท่านตือโป๊ยก่าย ท่านนี่ชักจะเลอะเลือนไปใหญ่แล้ว กว่าฉินฟ่านจะฝึกสำเร็จ อายุคงปาเข้าไปแปดเก้าสิบปีแล้วล่ะมั้ง"
"แต่ว่าถ้าเขาได้กินคางคกเพลิงเลือดมรกตของข้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เฮอะ รับรองว่าสมองของเขาจะซึมซับความรู้ทุกอย่างเหมือนฟองน้ำ เร็วกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า แถมยังช่วยเปลี่ยนเส้นเอ็น ชำระไขกระดูก ส่งผลให้มีพลังภายในสามสิบปีในทันที"
ไท่ซ่างเหล่าจวินยื่นกล่องยาเล็ก ๆ สีดำให้ฉินฟ่าน ท่านผู้เฒ่าเป็นนักปรุงยาเล่นแร่แปรธาตุ ฝีมือไร้เทียมทานเป็นหนึ่งไม่มีสอง ดังนั้นยาวิเศษนี้ต้องเป็นของชั้นยอดอย่างแน่นอน
เทพธิดาฉางเอ๋อยกยิ้มที่มุมปากด้วยความพึงพอใจที่เหล่าเทพทั้งหลายยอมแคะกระปุกให้ของดีกับฉินฟ่าน แต่พอกวาดสายตาไป เห็นท่านพญายมที่กำลังหลบอยู่หลังเสา แกล้งทำเซ่อไม่ยอมควักของกำนัลเหมือนคนอื่น นางจึงไม่ยอมชักช้าแซะพญายมทันที
"ทุกคนก็ให้ของขวัญฉินฟ่านกันหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ท่านพญายมเท่านั้น พอดีข้าได้ยินมาว่าในตำหนักอันวิจิตรงดงามของท่าน มีมีดสั้นผุ ๆ ขึ้นสนิมไว้รองขาโต๊ะอยู่เล่มหนึ่ง มันชื่ออะไรนะ อ้อ...ใช่แล้วชื่อว่าอัคคีกรีดฟ้า ท่านก็ยกให้เขาไปเถอะ ถือซะว่าให้เป็นสินไหมทดแทน ที่สร้างความลำบากให้กับเขา" เมื่อช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด เทพธิดาฉางเอ๋อคิดในใจ
พญายมพอได้ยินก็แทบจะกระอักเลือดออกมา อัคคีกรีดฟ้าเล่มนี้ จัดได้ว่าเป็นเทพศาสตราวุธวิเศษระดับสามที่เขาหวงแหนยิ่งนัก
ใบมีดตีขึ้นจากเหล็กภูเขาไฟ ใช้เวลาในการจัดสร้างถึงสองร้อยปี ยามกระทบแสงตะวันจะทอประกายสีแดงจาง ๆ ใบมีดใสดุจแก้วผลึกสีแดง ความกว้างขนาดนิ้วชี้ ความยาวขนาดหนึ่งฝ่ามือ รูปทรงใบหลิวบางเบาราวกับปีกจักจั่น แต่คมกล้าสุด ๆ แต่เพื่อไม่ให้เรื่องฉินฟ่านถูกเปิดโปงไปถึงแดนสวรรค์ให้อับอายขายขี้หน้า เขาได้แต่กัดฟันกลืนเลือดรับปาก "ตกลง ส่วนอายุขัยใหม่ของเขาคือห้าสิบปี"
"หืม ท่านว่าอะไรนะข้าได้ยินไม่ค่อยชัด" ซุนหงอคงเอากระบองวิเศษที่เดิมทีเป็นเสาค้ำสมุทรทะเลตงไห่ แต่หดเล็กลงสั้นเท่าไม้จิ้มฟัน แคะหูยิก ๆ
"เอ่อ งั้นเจ็ดสิบปี"
"ไม่ได้" ซุนหงอคงส่ายหน้าเบา ๆ เกาหูเกาคางด้วยความคัน ยิ่งเกาก็ยิ่งมันส์ในอารมณ์
พญายมเห็นท่าทีเฉยชาของซุนหงอคงได้แต่กัดฟันกรอด ถือว่าแพ้ทางกันก็ได้วะ
"ได้ ถือว่าเห็นแก่หน้าพวกท่าน อายุขัยแปดสิบปีขาดตัว ห้ามใครต่อรองอีกเด็ดขาด อ้อเจ้าหนุ่ม มีดสั้นอัคคีกรีดฟ้าเล่มนี้จัดเป็นเทพศาสตราวุธที่ซัดออกไปด้วยจิตสำนึก และสามารถเรียกมันกลับมาได้ดั่งใจหวัง แต่มันดูดกลืนพลังลมปราณมหาศาลเป็นอาหาร เพราะฉะนั้นเจ้าจะซัดมันได้แค่วันละครั้งเท่านั้น จำเอาไว้ให้ดี รับไว้"
พญายมใช้สองนิ้วคีบรอยสักแมงป่องแดงบนหัว แล้วขว้างออกไปอย่างรวดเร็ว แสงสีแดงดุจโลหิตพุ่งไปกระทบหลังมือซ้ายของฉินฟ่าน ทันใดนั้นหลังมือของฉินฟ่าน ก็สะท้านวูบวาบราวถูกไฟฟ้าช็อต ปวดแสบปวดร้อนสุดบรรยาย แล้วก็ปรากฏรอยสักรูปแมงป่องแดงขึ้นมาบนหลังมือซ้าย
หรือว่ารอยสักนี้ก็คือมีดสั้นอัคคีกรีดฟ้า
"ฉินฟ่านขอขอบพระคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกท่านเมตตาประทานให้ ฉินฟ่านจะไม่มีวันลืมเลือนพระคุณโดยเด็ดขาด"
"เอาล่ะ ให้ข้าส่งเจ้าเดินทางเองก็แล้วกัน สูดลมหายใจลึก ๆ แล้วอย่าลืมกัดฟันแน่น ๆ ด้วยล่ะ ข้าจะนับถึงสามนะ" เทพสามตาจอมซาดิสท์แสยะรอยยิ้มเดินเข้าหาเขา
"เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวก่อนสิท่าน นี่ข้าต้องกัดฟันอีกแล้วเหรอ ขอให้ข้าทำใจก่อน" ฉินฟ่านเหงื่อแตกพลั่กขนลุกขนชันขึ้นมาทันที
"หนึ่ง"
เทพสามตากระโดดลอยตัว แล้วหมุนตัวครึ่งรอบก่อนสะบัดเท้าเตะ ด้วยท่าจระเข้ฟาดหางเข้าที่แก้มขวา จนตัวของฉินฟ่าน กระเด็น ลอยผ่านช่องว่างระหว่างมิติมากมาย คลื่นลำแสงวูบวาบ ทั้งม่านหมอกหลากหลายสีสัน ผ่านตัวเขาไปอย่างต่อเนื่อง แล้วทุกอย่างก็ดูเหมือนจะดับวูบลง
จิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ
เสียงนกกระจิบร้องส่งเสียงแข่งกัน แสงอาทิตย์อุ่น ๆ ในยามเช้าลอดผ่านม่านกิ่งก้านใบไม้ใหญ่ พื้นหญ้าที่หนานุ่ม กลิ่นหญ้ากลิ่นอากาศที่สดชื่น อา...ความรู้สึกอบอุ่นกายสบายใจแบบนี้มันช่างดีจริง ๆ
ฉินฟ่านค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ กลิ่นหอมสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้า ลอยมากระทบจมูก เขารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกับความฝันตื่นหนึ่ง เขายังคงนอนนิ่งในท่าเดิมบนพื้นหญ้า คล้ายดั่งกลัวว่า หากขยับเขยื้อนเพียงเล็กน้อย ความฝันอันเพริศแพร้วนี้ จะมลายกลายเป็นหมอกควันจางหายไป จนต้องกลับไปเป็นยาจกอย่างเดิม
เขานอนแช่อยู่อย่างนั้นราวห้านาที ก่อนค่อย ๆ รวบรวมสติขึ้นมาอีกครั้ง เขาลองหยิกแก้มของตัวเอง เจ็บแฮะ! พลางขยับนิ้วมือ ลูบคลำตามร่างกายดู ลองตบหน้าตัวเองเบา ๆ ก็พบว่าเขาไม่ได้ฝันไป
เรือนร่างเลือดเนื้อของตัวตนใหม่ปกติดีทุกอย่าง เขากลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง
แล้วใช่ไหม ถึงจะเป็นโลกคู่ขนาน ที่ไม่เคยรู้จักคุ้นเคยก็ช่างเถอะ
"หึ ๆ ฮ่า ๆ ในที่สุดก็กลับมาแล้วโว้ย กลับมาแล้วววว" ฉินฟ่านระเบิดเสียงหัวเราะ ตะโกนก้องด้วยอารามดีใจ จนฝูงนกใหญ่น้อยพากันแตกตื่นตกใจ ต่างบินหนีไปไกล
ทว่าเขาก็ดีใจได้ไม่นานนัก "น้ำอะไรอุ่น ๆ วะ เจ้าหมาตัวนี้มาจากไหนเนี่ย เดี๋ยวพ่อจับมาทำหมาตุ๋นน้ำแดงซะเลย" เขาเผลอหลุดคำสบถออกมา แถมขู่ออกไปด้วยความโมโห เพราะที่ปลายเท้ามีลูกหมาพันธุ์บ็อกเซอร์สีน้ำตาลอ่อน หน้าตาโง่ ๆ ตัวหนึ่ง กำลังยืนยกขาข้างหนึ่ง ฉี่รดใส่ขากางเกงของเขาจนเปียกชุ่ม
เขากำลังโมโห ตั้งใจจะลุกขึ้นไปเตะเจ้าหมาหน้าตาบู้บี้ให้กระเด็น แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงหวาน ๆ แว่วมา
"ว้าย...แอนโทนี่ลูกแม่ ทำไมไปฉี่ใส่พี่เขาอย่างนั้นล่ะ แบบนี้นิสัยไม่ดี ไม่ทำนะไม่ทำ"
เสียงหวานมาพร้อมกับร่างของสาววัยรุ่น ใบหน้ารูปไข่ หน้าตาน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม แก้มมีรอยตกกระบางเบา รวบผมไปข้างหลัง ผูกผมหางม้าด้วยโบสีชมพู ที่แก้มมีลักยิ้ม หน้าตาดูเด็กรูปร่างเล็กผอมบางเหมือนเรียนอยู่ชั้นมัธยม
เธอกระหืดกระหอบวิ่งเข้ามา จนหน้าอกในชุดออกกำลังกายรัดรูปสีขาวกระเพื่อมจนเป็นจังหวะ ชุดนั้นคาดลวดลายที่ไขว้กันไปมาเป็นรูปกราฟิกสีดำ ซึ่งเพียงพอที่จะเพิ่มค่าเสน่หาความงามเย้ายวนใจให้เธออีกหนึ่งส่วน โดยที่ไม่มีชายใดกล้าที่จะละสายตาจากไป
"ขอโทษด้วยค่ะ ฉันจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ เป็นการชดใช้ค่าเสียหายให้กับคุณนะคะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ"
"ไม่เป็นไรครับ"
เขาลุกขึ้นปัดเศษหญ้าตามตัว เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ เธอถึงกับเปรยออกมาเบา ๆ ด้วยความตะลึงลานในความหล่อบาดตาบาดใจของเขา
"เอ่อ หล่อจริงๆ"
รูปร่างของชายหนุ่มดูสูงโปร่ง ผิวขาวเนียนดูสะอาดตา คิ้วคมเข้ม ดวงตากระจ่างสดใส ดูมีเสน่ห์มนต์ขลัง ชวนให้ลุ่มหลงอย่างบอกไม่ถูก จมูกโด่งเป็นสัน ผมหยักศกเป็นลอนคลื่นเล็ก ๆ ริมฝีปากบาง ๆ สีชมพูน่าจูบ
เธอถึงกับคร่ำครวญในใจว่า ‘อยากได้’
"ไม่เป็นไรครับ เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เดี๋ยวล้างน้ำสักหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้วครับ" ฉินฟ่านยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ชวนให้ลุ่มหลงเข้าไปใหญ่ "ขอตัวก่อนนะครับ"
แล้วเขาก็หันหลังเดินไปตามทางหินกรวดน้อยช้า ๆ พลางรู้สึกลังเลในใจ กำลังคิดว่าจะไปที่ไหน หรือจะทำอะไรต่อไปดี เขาไม่รู้เหมือนกันว่า โลกใบเก่ากับโลกใบใหม่จะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าแบบเงินตรา วัฒนธรรม การปกครองจะเหมือนกันมากน้อยสักแค่ไหน
บางทีโลกใบใหม่นี้อาจจะมีรถยนต์ลอยได้แล่นสัญจรไปมาอยู่บนท้องฟ้า ผู้คนอาจจะไม่ต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวมาปรุงอาหาร แค่กินอาหารเม็ดแคปซูลก็อยู่ได้แล้ว หรือว่าบางทีหมูของที่นี่อาจจะถูกตัดต่อพันธุกรรม จนตัวใหญ่เท่ากับช้างหรือเปล่านะ
ขณะที่เขากำลังคิดเรื่อยเปื่อย พลางเดินทอดน่องไป สาวน้อยคนนี้มีหรือจะยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ หล่อได้ใจซะขนาดนี้ คงเสียชื่อนักปั้นมือทองแน่ ๆ หากทำหลุดมือ
ถ้าเธอพาเขาเข้าวงการบันเทิง แสดงละคร ออกงานอีเวนต์ หรือว่าเป็นนักร้องเซ็นสัญญากับค่ายเพลงดัง รับรองว่าเงินทองไหลมาเทมา นับเงินกันจนเมื่อยมือเลยทีเดียว
เสียงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูเหลียนฟ่ง"ขอชื่นใจทีนะ"เหลียนฟ่งไม่ปฏิเสธ แถมยังเอียงแก้มให้เขาอย่างเอียงอาย ฉินฟ่านก็สูดดมกลิ่นอายสาวจากแก้มของเธอ พวงแก้มของเธอแดงเหมือนลูกท้อ ดูงดงามจนน่าหลงใหลกว่าเดิม"ขอจูบปากทีนะ""ไม่ได้ค่ะ""นิดเดียวน่า""ไม่ได้ค่ะ""โธ่...ผมไม่เจอหน้าคุณตั้งนาน ขอจูบให้หายคิดถึงหน่อย น่านะ""ไปล้วงอะไรตรงนั้น มืออย่าซนสิคะ"คราวนี้เขาไม่รอคำตอบ ประทับรอยจูบลงไปแบบซึ้ง ๆ ที่ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบของเธอทันทีบางครั้งหญิงสาวอาจจะเขินอาย ดังนั้นฝ่ายชายควรเป็นผู้เปิดเกมรุกก่อนมือของเขาค่อย ๆ ลูบไล้ขาอ่อนเรียวยาวของเธอ"ผิวของคุณเนียนไปทั้งตัวเลย ผมอดใจไม่ไหวแล้ว"เขาค่อย ๆ เลื่อนมือขึ้นมาเค้นคลึงอกอวบอูมของเธอ ดวงตาของเธอดูเย้ายวนใจยิ่งนักเธอไม่มีท่าทีที่จะขัดขืนเลยแม้แต่น้อยเธอคงมีใจให้เขาเช่นกัน"คืนนี้ เป็นของผมเถอะนะ""อย่าค่ะ อย่า"ผู้หญิงยิ่งห้
ละลองฟูฝอยของน้ำตกกระทบกับแสงแดดจนเห็นสายรุ้ง ฉินฟ่านถกขากางเกงขึ้นสูง ยืนสงบนิ่งอยู่กลางลำธาร ที่มีระดับน้ำสูงแค่หัวเข่า ในมือถือไม้ปลายแหลมกำลังจะแทงปลา ที่ว่ายใกล้เข้ามา เพื่อนำปลาไปทำอาหารมื้อกลางวันแต่แล้วฝันก็สลาย เพราเจ้าฉีเคอะกระโดดลงมาข้าง ๆ ตัวเขา จนน้ำสาดกระจาย ปลาเล็กปลาใหญ่แตกตื่น ว่ายน้ำมุดหนีหายกันไปหมดเขาโมโหจนต้องร้องตะโกนด่าเจ้าลิงตัวแสบ"ฉีเคอะไอ้ลิงบัดซบ แกเล่นกระโดดลงมาแบบนี้ ปลามันตกใจจนหนีไปหมดแล้วโธ่หมดกัน มื้อเที่ยงของฉัน"เจี๊ยก ๆ เจี๊ยก ๆฉีเคอะแยกเขี้ยวยิงฟันปรบมือชอบใจ ที่ได้แกล้งเขา แล้วมันก็ดึงแขนเสื้อของเขา"นี่แกจะพาฉันไปไหน""จะให้ฉันตามแกไปเหรอ"เจ้าฉีเคอะมันดึงแขนเสื้อเขา ทำท่าทำทาง เหมือนอยากจะให้เขาตามมันไปที่ไหนสักแห่ง แล้วมันก็วิ่งนำทางไป บางครั้งมันก็ส่งเสียงร้อง พยายามเร่งให้เขาเดินเร็ว ๆ ทั้งคู่เดินทางร่วมยี่สิบนาทีในที่สุดหนึ่งคนหนึ่งลิงก็มาหยุดยืนอยู่ที่ดงต้นท้อ ฉินฟ่านมองซ้ายมองขวาอย่างงง ๆ"ที่นี่ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แกพาฉันมาที่นี่ทำไ
อู่อี๋ซานอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน มีอาณาเขตเจ็ดสิบตารางกิโลเมตร มีหวงกั่งซานเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,158 เมตร ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ สภาพอากาศบริสุทธิ์การันตีได้ว่า ที่นี่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดของจีน แถมยังเป็นสถานที่ต้นกำเนิดของชาดีที่สุด เช่น ชาสุ่ยเซียน โย่วกุ้ย อูหลง ฝอโส่ว เหมยจัน อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสมุนไพรและสัตว์ป่าหายากนานาชนิดโปรแกรมทัวร์ส่วนใหญ่มักจะพาลูกทัวร์เที่ยวชมไร่ชาต้าหงเผา ล่องแพไม้ไผ่จิ่วชีว์ซี ชมความงามของธารน้ำเก้าโค้งสิบแปดเลี้ยว ที่ใสสะอาดดุจกระจกเงา ชมวิวทิวทัศน์สองฟากฝั่งธาร ที่งดงามดุจแดนสวรรค์ ถ่ายรูปสวย ๆ คู่กับเขาเทียนโหยว เอาไว้ไปอวดเพื่อนในโลกโซเชียล แวะเดินเล่นชอปปิงของที่ระลึก ที่ถนนโบราณราชวงศ์ซ่งฉินฟ่านมองทัศนียภาพที่งดงามของทิวเขา ที่ทอดยาวต่อเนื่องกันลูกแล้วลูกเล่า ความเขียวชอุ่มแสดงถึงระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ พลางครุ่นคิดในใจว่า เขาจะต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานสักเท่าใดโบราณยังเคยกล่าวไว้ว่า มองขุนเขาควบอาชาจนสิ้นใจ ตอนนี้อาชาหรือล่อสักตัวก็ไม่มี มีแต่ต
ฉินฟ่านประคองเขาเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกล"นี่...พี่เขยอย่าหาว่า ผมคุยโวโอ้อวดเลยนะ พี่สาวของผมเอง หุ่นเหิ่นก็แจ่มไม่เบา แถมยังเป็นคนจิตใจดีอีกต่างหาก สาว ๆ ในย่านนี้สวยสู้พี่สาวของผมไม่ได้เลยสักคน ฝีมือทำอาหารก็เป็นเลิศ ทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะครับ พี่เขยไม่คิดจะสนใจบ้างเลยเหรอ ถ้าพี่เขยตกลงเซย์เยส เดี๋ยวผมชงเรื่องให้เอง รับรองว่าสำเร็จปิดจ๊อบในเดือนเดียว"ฉินฟ่านฟังเหลียนเฮ่อแล้ว ก็ได้แต่ยิ้ม ดูแล้วก็ไม่รู้ว่า ในหัวของเขาคิดเห็นยังไงกับเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรี ระหว่างพี่เขยสด ๆ กับน้องเขยหมาด ๆยิ่งเรียกยิ่งชินปาก แถมพี่เขยคนนี้ไม่เพียงมีวรยุทธสูงส่งระดับเทพเซียน ยังหาเงินเก่งอีกต่างหาก ถ้าหากยังไม่รีบคว้าไว้เป็นพี่เขย ก็เอาหัวโขกเต้าหู้ ให้ตายไปเลยยังดีซะกว่า โทษฐานที่โง่งม อีแบบนี้ต้องรีบกลับไปเป่าหูพี่สาวซะหน่อยแล้วพอทั้งคู่มาถึงหน้าบ้าน"กรี๊ด!"เสียงกรี๊ดดังลั่น พร้อมเงาคนวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะเหลียนฟ่งเห็นทั้งคู่แต่ไกล คนหนึ่งเดินกะโผลกกะเผลก ส่วนอีกคนก็ป
หลังจากกินอิ่มแล้ว พวกเขากำลังจะแวะเข้าไปดูของ ที่ร้านค้าวัตถุโบราณแห่งหนึ่ง"นี่ ทำไมคนพวกนั้นเขามองเรากันใหญ่เลยล่ะ คุณลืมรูดซิปหรือเปล่า"เหลียนฟ่งกระซิบถามเบา ๆ ด้วยความสงสัย "โธ่คุณ ผมใส่กางเกงวอร์มนะ มันจะมีซิปได้ยังไง เฮ้อ ทำยังไงได้ พวกชาวบ้านก็อย่างนี้แหละ พวกเขาคงไม่เคยเห็นผู้หญิงสวย ๆ รวยเสน่ห์อย่างคุณมาเดินเล่นแถวนี้มั้ง""แหม ปากหวานจริง ๆ นะคะคุณชายฉิน"เขาแกล้งหยอกเธอ เหลียนฟ่งแก้มแดงขึ้นมาด้วยความเอียงอาย ร้อยทั้งร้อยมีสาวคนไหนไม่ชอบบ้างล่ะ เวลาได้ยินผู้ชายที่ตัวเองชอบชมว่าตัวเองสวย"ปากหวานนะอีกเรื่องหนึ่ง ผมพูดความจริงต่างหากล่ะ คุณหนูเหลียนน่ะทั้งสวยทั้งน่ารักอย่าบอกใครเลยล่ะ ใครได้คุณเป็นแฟนคงมีความสุขที่สุดในโลก""คุณก็พูดเกินไป""รับรองว่าจริงจัง จริงใจ""อย่าหลอกกันนะ""ถ้าหลอกให้หยิกเลย"ทั้งสองหยอกล้อต่อปากต่อคำกัน ท่ามกลางสายตาชาวบ้าน เหลียนฟ่งยืนบิดตัวไปมา ยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุข แถมยังตีแขนเขาเบา ๆ ด้วยความเขินอาย ทันใดนั้นเรดาห์ลางสังหรณ์ของผู้หญิงก็ส่งสัญญาณเตือนภัยขึ้นมา เพราะหางตาของเธอ เห็นสาว ๆ หน้าตาสะสวยรุ่นราวคราวเดียวกับเธอสามสี่คน กำลังชี้ชว
เหลียนฟ่งตบอกยืนยันอย่างหนักแน่น แล้วรินเบียร์ให้ฉินฟ่าน ชวนเขาดื่มจนหมดแก้วเป็นการฉลองความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ (ของเธอ) เพราะในตอนนี้เธอโมเมแล้วว่า ฉินฟ่านตอบตกลง เป็นทาสในเรือนเบี้ยของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"เถ้าแก่ขอเบียร์เย็น ๆ อีกสองขวดค่ะ"ทั้งสองละเลียดฟองเบียร์ช้า ๆ อย่างชื่นใจ แต่พอติดเครื่องก็เปลี่ยนเป็นยกซดแทน เบียร์ถูกสั่งมาเรื่อย ๆ กับแกล้มสามจานหมดลงอย่างรวดเร็ว"อื้ม! ปีกไก่ทอดร้านนี้อร่อยแฮะ""เถ้าแก่ขอเบียร์กับปีกไก่ทอดอีกค่ะ""เอ้า…ชน หมดแก้ว"เหลียนฟ่งส่งเสียงดังอ้อแอ้ ชวนให้ดื่มอีก หน้าแดงก่ำเพราะความเมา"พอได้แล้ว คุณเมาแล้ว เรากลับบ้านกันดีกว่านะครับ เถ้าแก่คิดเงินด้วยครับ"ดื่มไปดื่มมาหมดเบียร์ไปสิบขวด ฉินฟ่านจ่ายเงิน แล้วให้เธอขี่หลังกลับบ้าน เพราะตอนนี้เธอเมาปลิ้น จนเดินไม่ไหวแล้ว"ไป้ ไปเลย" "เจ้าม้าน้อยวิ่งไปเลย เร็ว ๆ เข้า""ซาหนุกจริงจริ้ง"นี่เธอเมาจนนึกว่าเขาเป็นม้าไปแล้วหรือ เดี๋ยวก็ดึงหูซ้ายให้เลี้ยวซ้าย เดี๋ยวก็ดึงหูขวาให้เลี้ยวขวา คนที่เดินสวนมาแถวฟุตบาท ต่างพากันยกมือปิดปากขำเขาใหญ่เลย แถมเสียงของเธอดังเอะอะมาตลอดทาง"หมดแก้ว หมดแก้ว ฮ่า ๆ" จู่ ๆ เธอ







