LOGINหลินเวินเซิ่งกลับมาในตอนเย็นพร้อมกับห่อยาราคาแพงที่เขาเพิ่งใช้เบี้ยรายเดือนครึ่งหนึ่งซื้อมารักษาบุตรสาว หมอเคยบอกว่าโรคของหลินชิงเหยารักษาไม่หาย นางเป็นโรคพร่องโลหิตและปอดอ่อนแอซึ่งพบได้ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยเลยในเมืองนี้
บิดาต้องแบ่งเงินซื้อโสมหรือถังเช่าราคาแพงไม่ขาดเพื่อรักษานางซึ่งทำได้เพียงประคองอาการเท่านั้น แม้กระนั้นเขาก็ทำด้วยความเต็มใจเสมอมา "ท่านพ่อเจ้าคะ น้องรองฟื้นแล้ว แต่ก็หลับไปอีกเจ้าค่ะ" หลินเม่ยหลิงรายงานบิดาพร้อมรับห่อยาเตรียมเอาไปต้ม หลินเวินเซิ่งโล่งอกในทันใด หลินชิงเหยาล้มหัวกระแทกรุนแรง มีบาดแผลลึก การฟื้นขึ้นมาได้นับว่าสวรรค์เมตตา "ให้น้องพักผ่อนเถิด แล้วเจ้าล่ะกินข้าวหรือยัง" สำหรับบุตรสาวคนโตเขาก็อดห่วงไม่ได้เช่นกัน แม้นางจะแข็งแรงมากแต่หากเกิดพลาดเป็นอะไรไปอีกคน หัวอกคนเป็นพ่อคงไม่ต่างจากศพไร้วิญญาณ "รอกินพร้อมท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ ส่วนน้องรองมีน้ำข้าวต้มกับยาต้มตามที่ท่านหมอสั่งเหมือนเดิมเจ้าค่ะ" หลินเม่ยหลิงเอ่ยอย่างกระตือรือร้น นางมั่นใจว่าทำตามคำแนะนำท่านหมอ อีกไม่นานอาการของน้องสาวก็คงดีขึ้น หลินชิงเหยาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น "ตื่นแล้วหรือน้องรอง มาเถิดพี่จะเช็ดตัวให้ เสร็จแล้วจะได้กินข้าวกินยา" หลินเม่ยหลิงจัดการได้คล่องแคล่ว คงเป็นชีวิตประจำวันที่นางทำมาตลอดถึงได้ดูรวดเร็วไปหมด หลินชิงเหยานั่งมองนิ่ง ๆ มองพี่สาวแต่งตัวให้ตนเองเหมือนตุ๊กตา สักครู่หนึ่งยกถาดมาวางบนตั่งเตี้ยที่เตรียมไว้บนเตียงตามมาด้วยถาดอาหารที่นางภาคภูมิใจ หลินชิงเหยาถึงกับเบิกตาโตเมื่อเห็นเมนูอาหารตรงหน้า "พี่หญิง ท่านให้ข้ากินน้ำข้าวนี้มานานเท่าใดแล้ว" นางเงยหน้าถามพี่สาวที่ทำหน้าฉงน คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น "น้องรอง นี่เป็นอาหารประจำตัวเจ้า ท่านหมอสั่งให้กินเช่นนี้มาสามปีแล้ว" "เมื่อก่อนข้ากินอะไรนะถึงต้องเปลี่ยน" หลินชิงเหยาไม่เคยสงสัย ไม่เคยพูดมาก เพียงยิ้มบางอย่างคนอ่อนแอ อ้าปากกินอย่างว่าง่ายมาตลอด เหตุใดตอนนี้ถึงมีคำถามมากมาย "เจ้ากินข้าวกับนึ่งเต้าหู้มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่สามปีก่อนเปลี่ยนอาหารเจ้าอาเจียนจนอาการน่าห่วง ท่านหมอจึงสั่งเปลี่ยน แล้วก็ดีขึ้น น้องรองเจ้าอย่าถามมากเลย ท่านพ่อท่านแม่ไม่กล้าให้เจ้ากินอย่างอื่น ยามเจ้าป่วยขึ้นมาพวกเราใจคอไม่ดี" แววตาของพี่สาวฉายความเจ็บปวดใจออกมา นี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่หลินชิงเหยาไม่เคยเรื่องมาก "พี่หญิง" หลินชิงเหยายื่นหน้าเข้าไปใกล้พลางกระซิบ "ข้าอยากกินไข่ต้ม กินผัดผักเพิ่ม ได้หรือไม่เจ้าคะ" หลินเม่ยหลิงเบิกตาโต ตกใจกับท่าทีของน้องสาว "น้องรอง! หากแสลงท้องขึ้นมาจะทำย่างไร เจ้าไม่เคยขอกินของแบบนี้มาก่อนเลยนะ" หลินชิงเหยาก้มมองร่างกายตนเอง ที่ผอมบาง แขนขาเล็กไร้กล้ามเนื้อ ผิวพรรณไม่สดใส ซูบเซียว นางค่อนข้างมั่นใจว่าร่างนี้ป่วยเพราะขาดสารอาหารมากกว่าป่วยด้วยโรคเรื้อรัง "แสลงก็ดีสิเจ้าคะ จะได้มีภูมิต้านทานโรค ท่านไม่รู้สึกแปลกหรือที่คนกินข้าวต้มป่วยยิ่งกว่าเดิม แต่คนกินอาหารมีกับข้าวหลายอย่างกลับแข็งแรง" หลินเม่ยหลิงคิดตาม อยากจะคัดค้านแต่ที่หลินชิงเหยาพูดมาก็มีเหตุผล มิใช่นางไม่สงสัยแต่ในเมื่อท่านหมอผู้มีความรู้บอกมานางก็ต้องทำตาม "ถึงจะจริงแต่ท่านหมอไม่ได้แนะนำมา ว่าแต่...น้องรอง เจ้าไปได้ยินมาจากที่ใดว่ากินแต่ข้าวต้มแล้วป่วยยิ่งกว่าเดิม" หลินชิงเหยาทำท่านึก หากบอกความจริงคงถูกกล่าวหาว่าผีเข้า นางจึงแถไปน้ำขุ่น ๆ "ข้าสังเกตเอาเจ้าค่ะ ถึงข้าไม่พูดเพราะข้าสังเกตอาการข้าก่อนอย่างไรล่ะเจ้าคะ" "แต่ว่า..." "เช่นนั้นข้าจะไม่กินข้าว จะอดจนกว่าจะตาย" หลินชิงเหยาแสร้งกอดอกทำหน้างอ ผู้เป็นพี่สาวเห็นดังนั้น นางลังเลครู่หนึ่งมองสำรวจหาความผิดปกติ แล้วนางก็เดินออกไปและกลับเข้ามาพร้อมถ้วยใบเล็กใส่ไข่หนึ่งฟอง "ข้าแอบไปเอาไข่ต้มในโรงครัวมาให้ ลองดูเถิด" จากนั้นจัดการปอกไข่ต้มให้กิน สังเกตท่าทีหลินชิงเหยา นางหลับตาพริ้มเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ แตกต่างจากทุกครั้งที่กินข้าวต้มแล้วกลืนฝืน ๆ "อร่อยมากเจ้าค่ะพี่หญิง ขอบคุณท่านที่เข้าใจข้า" นางยิ้มร่าเริง หลินเม่ยหลิงรอสักพักถึงให้ดื่มยาต้มซึ่งหลินชิงเหยาก็ไม่ขัดข้องดื่มลงไปจนหมดอย่างว่าง่ายเช่นเดิม "น้องรอง เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง" "รู้สึกดีมากเจ้าค่ะ" หลินเม่ยหลิงเห็นท่าทางสดชื่นของหลินชิงเหยาก็เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ น้องสาวของนางคนนี้ไม่เคยมีชีวิตชีวาเช่นนี้มาก่อน บาดแผลบนหน้าผากตนเองมิได้เป็นสิ่งที่นางให้ความสนใจเลย "ไม่ปวดท้องใช่หรือไม่" นางถามย้ำความมั่นใจ หลินชิงเหยาส่ายหน้า "ไม่มีเจ้าค่ะ" "เช่นนั้นถ้าผ่านคืนนี้ไปแล้วไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พรุ่งนี้พี่จะบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อท่านแม่" รุ่งเช้าหลินเม่ยหลิงตั้งใจไปแจ้งกับบิดามารดาแต่เช้าแต่นางกลับไม่พบผู้เป็นพ่อ "ท่านพ่อไปแต่เช้า มีเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่ารับราชโองการด่วน" หลินเม่ยหลิงต้องเก็บงำเรื่องน้องสาวเอาไว้ก่อน เพราะราชโองการนี้ไม่รู้ว่าจะส่งผลเช่นไรกับบิดาและครอบครัว ทั้งสองคนเข้ามารอในห้องหลินชิงเหยาเพื่อรอฟังข่าวสำคัญพร้อมหน้าพร้อมตากัน หลินชิงเหยาลุกขึ้นนั่งให้พี่สาวทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ นางไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้นเพียงคอยสังเกตการณ์เงียบ ๆหลังจากที่จวนกั๋วกงและตระกูลหลินผนึกกำลังกันแน่นแฟ้น อำนาจมืดของไทเฮาที่เคยคอยบงการหลายเรื่องก็ค่อย ๆ พังทลายลงทีละน้อย เมื่อหลักฐานการทุจริตและพฤติกรรมกำเริบเสิบสานถูกเปิดโปงทีละคดีแท้จริงแล้วไทเฮาคอยยุยงมู่หรงหว่านเงียบ ๆ ให้เข้าไปสนิทสนมกับจวนกั๋วกงและมักให้คำแนะนำแก่ฮูหยินใหญ่อยู่เสมอลับหลังฮ่องเต้ เพียงเพราะนางต้องการอำนาจของกองทัพตระกูลมู่หรงแม้แต่คดีใส่ร้ายตระกูลหลิน คดีที่เมืองอันหนิงและอีกหลายคดีก็มีนางคอยบงการอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น การไม่ออกหน้ามาตลอดของนางทำให้นางอยู่รอดปลอดภัยและผ่านพ้นการถูกซัดทอดมาเรื่อย ๆฮ่องเต้จึงมีราชโองการเด็ดขาดให้ไทเฮาย้ายไปประทับสำนึกตนที่ตำหนักนอกเมืองหลวง และถอนรากถอนโคนพรรคพวกของนางจนสิ้นซาก วังหลวงและราชสำนักจึงกลับคืนสู่ความสงบสุขและความยุติธรรมอย่างแท้จริงจวนตระกูลมู่หรงได้รับจดหมายจากจวนกั๋วกงยกเลิกการหมั้นหมายและกำหนดการแต่งงาน เหตุผลเพราะมู่หรงหว่านเพิกเฉยต่อฮูหยินกั๋วกง และกระด้างกระเดื่องต่อราชวงศ์ นางจึงถูกบิดาบังคับให้ไปพำนักที่ชายแดนด้วย คอยช่วยดูแลทหารบาดเจ็บเป็นการชดเชยและดัดนิสัยของนาง มีเพียงมู่หรงจ้านที่ไป ๆ มา ๆ เพราะเขาต้
บรรยากาศภายในเรือนเหมยซินของจวนกั๋วกงยามนี้ เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายวันก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างที่เปิดออกกว้างเข้ามา กลิ่นอับและกลิ่นควันกำยานรุนแรงถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมอบอุ่นของสมุนไพรและดอกไม้นานาพรรณบนตั่งไม้ ฮูหยินกั๋วกงนั่งส่องกระจกอยู่ เงาร่างที่สะท้อนอยู่ในกระจกมิใช่สตรีซูบซีด ขอบตาดำคล้ำ ใบหน้าหมองคล้ำดุจคนใกล้ตายอีกต่อไป กลับเป็นสตรีวัยกลางคนที่มีผิวพรรณเนียนนุ่ม มีเลือดฝาดระเรื่อตรงพวงแก้ม ริ้วรอยรอบดวงตาดูตื้นลงอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการนวดและการกดจุดขับพิษของหลินชิงเหยา"ฮูหยิน วันนี้ข้านำชาเกสรบัวผสมรากโสมมาให้เจ้าค่ะ ดื่มแล้วจะช่วยให้นอนหลับสนิทและผ่อนคลายจิตใจ"เสียงนุ่มนวลที่คุ้นเคยดังขึ้น หลินชิงเหยาเดินเข้ามาพร้อมถาดชา นางย่อกายทำความเคารพด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยสง่างาม ก่อนจะบรรจงรินชาอุ่น ๆ วางลงข้างกายฮูหยินฮูหยินกั๋วกงมองดูสตรีตรงหน้า นัยน์ตาที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยอคติต่อตระกูลหลินบัดนี้อ่อนแสงลงมาก นางถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ"แม่นางหลิน ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย"คำพูดนั้นทำเอาหลินชิงเหย
ความเงียบทอดตัวลงคลุมทั่วห้องนอนอันมืดสลัวของเรือนเหมยซินชั่วขณะฮูหยินกั๋วกงจ้องมองสตรีร่างบอบบางตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึง อาการปวดศีรษะซีกเดียวดุจมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง และอาการนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่นางทรมานมานานหลายปี หมอหลวงมากมายทำได้เพียงจัดยาช่วยให้สดชื่นหรือยาบำรุงหัวใจที่ยิ่งดื่มก็ยิ่งถ่ายท้อง แต่หลินชิงเหยากลับทายอาการเหล่านั้นได้ถูกต้องในประโยคเดียวทว่าทิฐิและอคติบดบังใจขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ยังคงทำงาน"บังอาจ!" ฮูหยินกั๋วกงแค่นเสียงตวาดแก้เขิน แม้น้ำเสียงจะแผ่วลงกว่าเดิมเล็กน้อย "เจ้าคิดว่าเดาอาการมั่วซั่วสองสามคำแล้วข้าจะหลงเชื่อหรือไร ตระกูลหลินเจ้าเล่ห์เพทุบาย หมอหลวงทั้งสำนักยังรักษาข้าไม่ได้ สตรีเนรเทศอย่างเจ้าจะมีปัญญาหรือ"มู่หรงหว่านที่นั่งอยู่ข้างเตียงได้ทีรีบเอ่ยเสริมทันที นางส่งสายตาดูแคลนมาทางหลินชิงเหยา "จริงด้วยเจ้าค่ะท่านป้า พี่จิ้งเฉวียนเป็นคนจิตใจดี อาจถูกคนบางกลุ่มใช้มารยาเสแสร้งเพื่อหวังค้ำชูตระกูลที่ล่มสลาย สตรีที่คลุกคลีอยู่กับแดนเนรเทศ ยาที่ใช้อาจเป็นพิษหรืออาคมสายดำ สมุนไพรในคลังกั๋วกงมีล้นเหลือ หมอหลวงฝีมือดีก็มีมาก ให
บ่ายวันเดียวกัน หน้าประตูใหญ่ของจวนใต้เท้าหลินซึ่งเคยถูกปิดตายด้วยแถบผ้าสีขาวและป้ายยึดทรัพย์ของศาลฎีกามานาน ยามนี้กลับคึกคักไปด้วยผู้คน ทหารจากกรมโยธาธิการและข้าราชบริพารจากวังหลวงกำลังเร่งมือปลดป้ายเก่าออก และยกป้ายไม้สักแผ่นใหม่ขึ้นเหนือประตู ตัวอักษรสลักชื่อจวนอย่างองอาจ ทรงพลัง และเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศที่หวนคืนมาหลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิงยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งสองสวมชุดเนื้อดีที่ฮ่องเต้พระราชทานชดเชยให้ พร้อมด้วยหีบทองคำและแพรพรรณนับสิบหีบที่ขนลำเลียงเข้าไปในจวน หลินเม่ยหลิงมองภาพบ้านอันคุ้นเคยด้วยน้ำตานองหน้า นางยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้ด้วยความตื้นตันใจอย่างที่สุด"ชิงเหยา พวกเราได้กลับบ้านแล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราคืนเกียรติยศให้ตระกูลหลินได้แล้วเจ้าค่ะ" หลินเม่ยหลิงเอ่ยเสียงสั่นเครือหลินชิงเหยาเอื้อมมือไปกุมมือพี่สาวไว้แน่น แววตาของนางนิ่งสงบลึกซึ้ง "ใช่แล้วพี่ใหญ่ บ้านของเรากลับคืนมาแล้ว และจะไม่มีใครหน้าไหนมาแย่งชิงหรือทำลายมันได้อีก"ในขณะที่สองพี่น้องกำลังดื่มด่ำกับความทรงจำ เสียงเกือกม้าหนักแน่นก็ดังขึ้น ร่างสูงสง่าของเซียวจิ้งเฉวียนในชุดเครื่องแบบองครักษ์เสื้อแพรสี
บรรยากาศภายในโถงกว้างอึมครึมและกดดันจนอึดอัด ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างยืนเรียงแถวตามลำดับชั้น ต่างคนต่างส่งสายตาประเมินและกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นตระหนก เมื่อขบวนขององครักษ์เซียวจิ้งเฉวียน พร้อมด้วยรองแม่ทัพมู่หรงจ้านเข้ามาใจกลางท้องพระโรงและสิ่งที่ทำให้เหล่าขุนนางต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือสตรีสองนางในชุดเรียบหรูสง่างามที่เดินตามหลังมา หลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิง สตรีตระกูลหลินที่เคยถูกเนรเทศออกนอกเมืองหลวง พวกนางมาเหยียบเมืองหลวงอีกครั้งด้วยท่วงท่าองอาจ ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยบนบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับอยู่อย่างสงบ โดยมีม่านมู่ลี่ทองคำซ่อนร่างของไทเฮาประทับอยู่ด้านหลัง พระนางจ้องมองลงมาจากหลังม่านด้วยสายตาเย็นชาดุจเสือจ้องมองเหยื่อ"เบิกตัวขบวนองครักษ์เสื้อแพร" เสียงขันทีขานรับดังสะท้อนก้องเซียวจิ้งเฉวียนและมู่หรงจ้านคุกเข่าลงถวายบังคม ตามด้วยสองพี่น้องตระกูลหลิน ก่อนที่เซียวจิ้งเฉวียนจะลุกขึ้นยืนแล้วชูหีบไม้สักทองขึ้นเหนือศีรษะ"ทูลฝ่าบาท" เซียวจิ้งเฉวียนเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังดังไปทั่วท้องพระโรง "กระหม่อมเซียวจิ้งเฉวียน และรองแม่ทัพมู่หรงจ้าน ได้ปฏิบัติภารก
ไอหมอกยามเช้าตรู่ตลบอบอวลไปทั่วหุบเขา เส้นทางสายนี้สลับซับซ้อนและชันแคบ สองข้างทางเต็มไปด้วยผาหินสูงชันและป่ารกชัฏซึ่งเป็นสถานที่อันตราย เหมาะแก่การตั้งรับและดักซุ่มสังหารยิ่งนักเสียงของล้อเกวียนและเสียงฝีเท้าม้าเดินเหยียบโคลนดังแผ่วเบา ขบวนเดินทางสายลับของเซียวจิ้งเฉวียนเคลื่อนตัวไปอย่างระมัดระวัง เซียวจิ้งเฉวียนและมู่หรงจ้านควบม้าขนาบข้างเกวียนไม้คันเล็กที่หลินชิงเหยาและหลินเม่ยหลิงนั่งอยู่ภายใน ทั้งสองบุรุษตื่นตัวอย่างเต็มที่ ดวงตาสอดส่องทุกความเคลื่อนไหวในพุ่มไม้และบนยอดผา"จิ้งเฉวียน บรรยากาศเงียบสงบเกินไป" มู่หรงจ้านเอ่ยเสียงต่ำพลางเอื้อมมือไปแตะด้ามทวนเหล็กคู่ใจ "ตั้งแต่พวกเราแยกสายกับโม่เฉิน นี่ก็เข้าสู่เขตหุบเขาชั้นในแล้ว แต่กลับไม่มีเสียงนกร้องหรือสัตว์ป่าแม้แต่ตัวเดียว""พวกมันมาถึงแล้ว" เซียวจิ้งเฉวียนตอบเสียงเรียบเย็น นัยน์ตาคู่คมดุจพยัคฆ์วูบแสงสังหาร "สำนักหงส์ดำ มือสังหารของไทเฮา มักใช้อาคมพรางกายและกลิ่นอายพิษเพื่อสยบสิ่งมีชีวิตรอบข้าง"สิ้นคำกล่าวของเซียวจิ้งเฉวียน เสียงพุ่งผ่านอากาศอันเงียบเชียบที่แหลมคมก็ดังขึ้นเข็มพิษสีดำนับร้อยเล่มพุ่งทะยานลงมาจากบนยอดผาทั้ง







