LOGIN“เรื่องหลังจากนี้ไปคิดเอาเอง”สีหน้าของจ้าวหยวนเช่อกลับมาเย็นชาดังเช่นเคยเจียงโย่วหนิงเม้มริมฝีปาก หลุบแพขนตายาวลงและไม่เอ่ยสิ่งใดอีกหากเขาไม่ยอมเอ่ย ย่อมหมายความว่าจะไม่พูดจริง ๆนางคงต้องกลับไปไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนด้วยตนเอง“แล้วท่านหญิงซูเล่า?”นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็ช้อนสายตาขึ้นเอ่ยถามเขาหากใช้แผนยุแยงจริง ย่อมต้องปล่อยให้ซูอวิ๋นชิงไปงัดข้อกับองค์หญิงจิ้งเหอเขาไม่เป็นห่วงซูอวิ๋นชิงหรือ?หรือเขาคิดว่ามีตนคอยปกป้อง ซูอวิ๋นชิงย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้แก่องค์หญิงจิ้งเหอกัน?มิได้ ไม่ว่าเขาจะคิดอ่านเช่นไร นางจำต้องพูดคุยกับเขาให้กระจ่างมิใช่ว่าถึงยามเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา แล้วค่อยมากล่าวโทษนาง“จัดการเรื่องของเจ้าให้ดีเถิด”จ้าวหยวนเช่อยกมือขึ้นเก็บตลับยาและผ้าพันแผลบนโต๊ะเจียงโย่วหนิงคอตกด้วยความหดหู่ใจเป็นนางที่คิดมากไปเองเขาทำสิ่งใดล้วนรอบคอบรัดกุมเสมอมา การที่เขายอมตกลงช่วยนางใช้แผนยุแยง คาดว่าคงคิดหาวิธีช่วยซูอวิ๋นชิงรับมือกับองค์หญิงจิ้งเหอไว้พร้อมสรรพแล้วไฉนต้องให้นางมาคอยวุ่นวายใจด้วยเล่า?“คืนนี้คงไม่ต้องทบทวนบทเรียนแล้วกระมัง?”นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำ
เจียงโย่วหนิงตกตะลึงจนอดมิได้ที่จะเงยหน้ามองเขาความหมายของเขาคือ เขายินดีจะช่วยเหลือนางเช่นนั้นหรือ?เหตุใดกัน?ภายในใจของนางสับสนวุ่นวายอีกครา ขบคิดเท่าใดก็ไม่เข้าใจ“ทว่า...”จ้าวหยวนเช่อเชยคางของนางขึ้นมาเจียงโย่วหนิงถูกบีบบังคับให้ต้องสบตาเขา ขนตางอนยาวสั่นระริกดุจปีกผีเสื้อที่ตื่นตระหนก จิตใต้สำนึกสั่งให้ผลักมือที่กอบกุมดวงหน้าของนางออก ทว่ากลับผลักไม่ออก“ในใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยเปล่า”เขาเอ่ยน้ำเสียงนั้นฟังดูแผ่วเบา ทว่าเจียงโย่วหนิงกลับรู้สึกว่าถ้อยคำของเขาแต่ละตัวอักษร ราวกับก้อนหินแข็งกร้าวที่ทุบลงบนศีรษะของนาง“ข้าไม่ให้ท่านช่วยแล้ว...”นางทั้งอับอายทั้งขัดเคืองจนใบหน้าแดงก่ำ ออกแรงผลักมือเขาออกไป หมายจะหันหลังหนีจากอ้อมกอดเขาทันทีสิ่งใดคือ “ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยเปล่า” กัน? สู้บอกมาตามตรงเลยดีกว่าว่าเขาจะไม่ยอมช่วยเหลือนางอย่างไร้เหตุผล แต่ต้องการให้นางนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนนอกจากตัวนางเองแล้ว ยังมีสิ่งใดให้น่าหมายปองอีกหรือ?กล่าวมาตั้งยืดยาว มิใช่ว่าต้องการให้นางเอาเรือนร่างเข้าแลกกับความช่วยเหลือของเขาหรอกหรือ?แผนยุแยงให้แตกแยกนี้ นางไม่ใช้แล้วมิไ
นางรวบรวมสติให้มั่นคง แล้วถ่ายทอดคำพูดระหว่างตนเองกับองค์หญิงจิ้งเหอให้เขาฟังอีกรอบจ้าวหยวนเช่อนิ่งเงียบไปชั่วขณะมิได้เอ่ยสิ่งใด“ข้าทำสิ่งใดผิดพลาดไปหรือไม่?”เจียงโย่วหนิงไม่ค่อยมั่นใจในตนเองนัก จึงเอ่ยถามเขาด้วยความระมัดระวังถึงอย่างไรนางก็มิเคยกระทำเรื่องพรรค์นี้มาก่อน แม้เอ่ยออกไปแล้ว ทว่าในใจลึก ๆ กลับมิได้มั่นใจสักเพียงไรนางเพียงอยากรับฟังว่าเขาจะกล่าวเช่นไรจ้าวหยวนเช่อพันแผลที่นิ้วสุดท้ายให้นางเสร็จสรรพ ก็รวบเอวบางให้หันกลับมานั่งเผชิญหน้าอยู่บนตักของเขา“วันนี้เข้าไปในวังหลวง อยู่ต่อหน้าฮ่องเต้และผู้คนมากมายเพียงนั้น เจ้ายังอดทนต่อความเจ็บปวดชงชาได้ มิได้ตื่นตระหนกตกใจ มิได้เสียกิริยา นับว่าทำได้ดีมากแล้ว”จ้าวหยวนเช่อจ้องมองนาง พลางยกมือขึ้นจัดปอยผมระผมที่ข้างแก้มให้นาง นัยน์ตาดำขลับคล้ายจะทอประกายความสงสารทะนุถนอมพาดผ่านถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวทั้งหมดนี้นัยน์ตาดำขลับของเจียงโย่วหนิงพลันเปล่งประกายสว่างวาบ รู้สึกเพียงว่าในอกราวกับมีลูกกระต่ายหลายตัวกำลังกระโดดโลดเต้นไปมานางไม่กล้าสบตาเขาเขากล่าวว่านางทำได้ดีมากหรือ?นี่กำ
จ้าวหยวนเช่อช่วยนางทำความสะอาดตุ่มพองอย่างระมัดระวัง แล้วจึงทายาให้อย่างเบามือความเย็นซาบซ่านซึมผ่านปลายนิ้ว ความเจ็บปวดพลันบรรเทาลงไปมิใช่น้อย“มิต้องพันแผลแล้วเจ้าค่ะ”เจียงโย่วหนิงเห็นเขาเริ่มตัดผ้าพันแผลบาง ๆ จึงรีบเอ่ยปากพลางผละลุกขึ้นจากอ้อมอกของเขาบาดแผลของนางล้วนอยู่บริเวณปลายนิ้วซึ่งเป็นจุดที่พันผ้าได้ยากจ้าวหยวนเช่อไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่รั้งตัวนางให้กลับมาพิงซบในอ้อมอกดังเดิมเจียงโย่วหนิงดิ้นรนด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ“อย่าขยับซี้ซั้ว”จ้าวหยวนเช่อหลุบตาลงเอ่ยเตือนนางเจียงโย่วหนิงพลันชะงักค้างไปในทันทีการที่เขาเอ่ยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร นางย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดใบหน้าของนางแดงก่ำ บังเกิดความรู้สึกทั้งเขินอายและขัดเคืองใจขึ้นมาพร้อมกันเขาช่างหน้าหนายิ่งนัก!ดีแต่เอาเรื่องพรรค์นั้นมาข่มขู่นางอยู่เรื่อยจ้าวหยวนเช่อทำทีประหนึ่งไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ยังคงง่วนกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อไปเจียงโย่วหนิงเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่นด้วยความกระดากอายเขาชอบทำนักก็ปล่อยให้เขาทำไปเถิดแล้วแต่เขา“เรื่องราวในวันนี้เป็นมาอย่างไร? รู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือผู้ใด?”จ้าวหยว
“อย่าขยับซี้ซั้ว” จ้าวหยวนเช่อดึงรั้งนางไว้ แล้วเอ่ยเรียกคนด้านนอก “ชิงเจี้ยน ไปหยิบเข็มเงินมา แล้วเอาน้ำเกลือมาอ่างหนึ่งด้วย”“ท่านปล่อยเถิด หากชิงเจี้ยนมาเห็นเข้าจะดูไม่งาม”เจียงโย่วหนิงยอมอ่อนข้อให้ แล้วเอ่ยเสียงเบานางค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง รู้ดีว่ามิอาจดื้อดึงเอาชนะเขาได้ จึงเปลี่ยนมาส่งสายตาเว้าวอนทั้งน้ำตาแทน“เขามิใช่คนนอก”จ้าวหยวนเช่อมิได้ปล่อยมือ ทั้งยังมิได้ใส่ใจเจียงโย่วหนิงถูกเขาจับข้อมือเอาไว้ นางเบือนหน้าหนีไปทางอื่นและมิได้เอ่ยสิ่งใดอีก นางรู้ซึ้งถึงนิสัยของเขาดี ขืนพูดต่อไปก็ไร้ประโยชน์ทว่านางก็ยังคงรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนักอันที่จริงนางรู้ดีแก่ใจ ชิงเจี้ยนในฐานะคนสนิทของจ้าวหยวนเช่อ มักจะคอยส่งของและถ่ายทอดคำพูดจากเขามาให้นางอยู่บ่อยครั้ง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาแต่การปล่อยให้ชิงเจี้ยนมาเห็นพวกเขาฉุดกระชากลากถูเช่นนี้ต่อหน้า นางก็ยังรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่ดีท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์เช่นนี้ระหว่างนางกับจ้าวหยวนเช่อ ย่อมเป็นสิ่งที่โลกีย์วิสัยยากจะยอมรับได้…ชิงเจี้ยนขานรับอยู่ด้านนอก เพียงครู่เดียวก็ผลักประตูเ
ชิงเจี้ยนมองไปเบื้องหน้า ส่ายหน้าพร้อมทอดถอนใจ “ล้ำลึกก็ส่วนล้ำลึก กลัวเพียงว่าแม่นางจะเข้าใจผิดอีกครา”“กลัวอันใดกัน? นายท่านมีหรือจะง้อแม่นางมิได้?”ชิงหลิวเป็นคนไร้หัวจิตหัวใจ จึงมิได้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องสลักสำคัญอันใดสตรีก็เช่นนี้ ง้อเสียหน่อยก็สิ้นเรื่อง ยิ่งไปกว่านั้น แม่นางเจียงก็เป็นสตรีที่พูดจาง่ายดายมิใช่หรือ?……เรือนเยาเยว่เจียงโย่วหนิงรั้งชายกระโปรงขึ้น ก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณเรือนยามได้ยินเสียงฝีเท้าจากเบื้องหลัง นางก็เร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น ในใจพลันรู้สึกปวดแปลบและขมขื่นเขากระทั่งจับนางแต่งกายงดงาม หมายจะส่งตัวให้รุ่ยอ๋องแล้ว ยังจะตามมาทำไมอีกเล่า?จ้าวหยวนเช่อมิได้เอ่ยสิ่งใด เพียงเร่งฝีเท้าติดตามนางไปอย่างกระชั้นชิดเจียงโย่วหนิงร้อนรนกระวนกระวายใจ นางรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนแล้วหมุนตัวกลับมาปิดประตูเขามาก็มีแต่จะรังแกนาง ทำให้นางต้องเสียน้ำตานางไม่อยากพบหน้าเขาเลยแม้แต่น้อยพลันเกิดเสียงดังทึบขึ้นคราหนึ่งก่อนที่บานประตูจะปิดสนิท จ้าวหยวนเช่อก็สอดปลายเท้าที่สวมรองเท้าหนังกวางเย็บหกตะเข็บเข้าไปขวางไว้เสียงดังทึบเมื่อครู่คือเสียงประตูหนีบเข้าที่เท้
นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด
เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ
“ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย
เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบางภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่นเจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่าง







