เข้าสู่ระบบ“อ่า...แต่ที่นี่คือห้องหอของท่านอ๋องสูงศักดิ์และผู้ป่วยคือพระชายาเชียวนะ”“ยิ่งต้องรักษา! หลบไป!”“โอ๊ย!”เสียงไม้เท้าเคาะศีรษะดังขึ้นหนึ่งที เสียงสนทนาจึงจบลง ประตูห้องพลันถูกเคาะเบาๆ“ท่านอ๋อง กระหม่อมหวังซุนพ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเซียวเล่ออยากเชิญหมอหวังพอดีจึงเอ่ยเสียงเรียบ “เข้ามา!”ทว่าผู้ปรากฏกายเข้าถึงในห้องหอกลับมิใช่เพียงหวังซุน แต่มีจางฉวนและหลี่เค่อติดตามมาด้วย ท่าทางเมาเหล้ามาเชียวเสียงทุ้มกังวานของหัวหน้าองครักษ์และกุนซือจึงดังขึ้น “มาเพราะเป็นห่วง ถ้าไม่ห่วงย่อมไม่มา ใครกันทำให้ห่วงใย...”สีหน้าของอ๋องหนุ่มยิ่งขรึมเครียดเจ้าพวกนี้คือตัวป่วนห้องหอโดยแท้ช่วยมิได้ที่หวังซุนคือผู้อาวุโสที่เจิ้งเซียวเล่อให้ความไว้วางใจกระทั่งวางชีวิตเอาไว้ให้อีกฝ่ายในทุกคราที่เขาบาดเจ็บ ส่วนบุรุษหนุ่มทั้งสองคือคนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันในห้องหอของเจี้ยนอ๋องยามนี้ที่แม้แต่ข้ารับใช้ยังไม่กล้ามายืนเวรยามใกล้ๆ เรือนด้วยเกรงจะเป็นการรบกวนนายเหนือหัว จึงมีผู้กล้าเข้ามาป่วนห้องหอถึงด้านในเมื่อผู้คนมากกว่าหนึ่งพร้อมกลิ่นยาโชยคลุ้งปรากฏขึ้น สตรีชุดแดงพลันมีปฏิกิริยาบางประการ นางชะงักงัน เบิกตากว้าง สะบั
ทว่าชั่วจังหวะที่ใบหน้าพริ้มเพราได้รับอิสระ ชายหนุ่มให้นึกแปลกใจไม่น้อยเพราะคนงามกะพริบตาฉ่ำวาวเบาๆ แหงนหน้ามองเขาอย่างออดอ้อนพลางคลี่ยิ้มเย้ายวนพร้อมเอ่ยคำแว่วหวานว่า“ท่านอ๋อง...”ท่าทางของนางคล้ายท่านหญิงหยี่ซินไม่ผิดเพี้ยนเจิ้งเซียวเล่อขมวดคิ้ว แสร้งถามเสียงเย็น “เจ้าเป็นใคร?”อีกฝ่ายยิ่งคลี่ยิ้มหวานล้ำ “หม่อมฉันหยี่ซินเพคะ” เมื่อกล่าวจบนางนิ่วหน้าทำท่าจะร้องไห้พลางตัดพ้อด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้นน่าสงสารว่า“เหตุใดท่านอ๋องถึงได้ถามหม่อมฉันเช่นนั้น พระองค์ทรงจำหม่อมฉันมิได้หรือไร เราเคยเจอกันแล้วนี่นา หัวใจก็มอบให้ท่านอ๋องแล้วด้วย”“...!?”คำพูดอันแสนจะมารยา ทำคนฟังถึงกับอึ้งเท่านั้นยังไม่พอ หญิงสาวยังลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆ โถมกายเข้าหาแผงอกแกร่งอย่างถือวิสาสะเรือนร่างระหงอ้อนแอ้นในชุดสีแดงดุจโฉมงามที่กำลังเปล่งประกายภายใต้แสงเทียนหงส์คู่มังกร งามเลิศหาใดเทียมดวงหน้าอ่อนหวานงดงามดั่งบุปผาพรมน้ำค้างยามเช้า ออดอ้อนออเซาะปานนั้น ชวนให้ผู้คนรู้สึกรักถนอมเมื่อได้เห็นแต่เจิ้งเซียวเล่อกลับยืนนิ่งตัวเกร็งแข็งทื่อแน่นอนว่าสตรีผู้นี้มีสัดส่วนรูปร่างใบหน้าแม้กระทั่งน้ำเสียงเหมื
หากคนของเขาเห็นมีใครบังอาจแอบเข้ามาอย่างย่ามใจมีแต่ต้องลากตัวออกไปปาดคอไกลๆ ให้ตายในดาบเดียวคล้อยหลังเจ้าสาว เจิ้งเซียวเล่อหันมาสั่งการจางฉวนที่เดินตามอยู่ด้านหลังอย่างใกล้ชิด“เจ้ารีบไปแจ้งลุงหวังให้หาวิธีต้มยาแก้ ‘ยาสั่ง’ มาโดยเร็ว อย่าได้แพร่งพรายให้ใครรู้”ลุงหวังคือหมอชราแซ่หวัง นามว่าซุนเขามีวิชาแพทย์สูงส่ง ฉายาติดกายคือ ‘เซียนโอสถ’แต่เรื่องนี้มีเพียงเจิ้งเซียวเล่อที่รู้ ผู้คนทั่วไปคิดว่าหวังซุนเป็นเพียงหมอชราฝีมือดีผู้หนึ่งเท่านั้นส่วนความสามารถทางด้านปรุงยา ไม่มีใครล่วงรู้ทั้งสิ้นหวังซุนมีนิสัยเย่อหยิ่งถือตัวเป็นที่สุด เลือกมาประจำอยู่วังเจี้ยนอ๋องโดยไม่ยอมไปอยู่ในพระราชวัง เขาไม่คิดจะปรนนิบัติรับใช้เชื้อพระวงศ์หรือรักษาขุนนางคนใดทั้งนั้น สาบานจะติดตามเพียงเจิ้งเซียวเล่อผู้เดียว เรื่องนี้ทำฮ่องเต้เคืองพระทัยยิ่งนักเจิ้งเซียวเล่อจึงยอมถูกกล่าวหาด้วยถ้อยคำว่าเห็นแก่ตัวอยากได้หมอเก่งกาจไว้ข้างกายโดยไม่สนใจราชนิกุลคนอื่น ๆ เขาแบกรับคำครหาเพื่อที่โทษทัณฑ์จะได้ไม่ตกแก่หมอชราหวังซุน แค่ถูกพระบิดาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเท่านั้น ไม่นับเป็นอะไรจางฉวนรับคำล่าถอยไป จาก
เจ้าสาวถูกจับประคองเดินออกมาอย่างเนิบนาบเชื่องช้า นางก้าวเท้าด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนโยนอ๋องหนุ่มเห็นนางยังคงมีท่าทีปกติเรียบร้อยไร้วี่แววขัดขืนก็ลอบถอนหายใจเบาๆเจิ้งเซียวเล่อจ้องมองเจ้าสาวของเขาจนแขกเหรื่อในงานถึงกับอมยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ บางคนยังกระซิบเจือเสียงหัวเราะว่า‘เจี้ยนอ๋องทรงหลงรักเจ้าสาวของเขาปานนี้เชียว?’ท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นมหามงคล ผู้คนต่างมองว่าเจี้ยนอ๋องผู้นี้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายผู้หื่นกระหายในรักไปแล้วสายตาร้อนแรงแฝงแววหยอกเย้าของเหล่าผู้คนล้วนส่งมาไม่ถึงอ๋องหนุ่ม เพราะเขายังคงจ้องมองเพียงเจ้าสาวของตนกระทั่งนางถูกพาขึ้นเกี้ยวโดยบุรุษผู้มีความสำคัญต่อวังฝูอ๋องซึ่งทำหน้าที่ส่งสตรีออกเรือนเขาก็ยังคงจ้องมองอยู่อย่างไม่วางตาเมื่อแน่ใจว่าเรียบร้อยดีแล้วเจิ้งเซียวเล่อจึงหมุนตัวเดินไปขึ้นหลังม้า ควบเหยาะย่างอยู่ข้างๆ เกี้ยวเจ้าสาวไม่ห่างท่าทางของเจ้าบ่าวทำเอาสายตาแขกเหรื่อยิ่งร้อนแรง ใบหน้าร้อนผ่าว กระซิบกระซาบด้วยประโยคคล้ายคลึงกันว่าหวงแหนปานนั้น หลังเข้าหอเจ้าสาวจะเดินได้ไหมหนอ รอฟังข่าวตั้งครรภ์ในลำดับต่อไปได้เลยดนตรีบรรเลงอยู่นานท่ามกลางขบวนสีแดงยาวเหยียดก่อนที่เ
ทางฝั่งเจ้าบ่าวบนหลังอาชานำขบวนแม้ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นชาไม่เผยอารมณ์ออกมา หากแต่ใครไหนเลยจักล่วงรู้ว่าในอกแกร่งแอบพะวงอยู่ไม่น้อยเนื่องจากก่อนแต่งงานเพียงวันเดียว จางฉวนสืบได้ว่า แท้จริงแล้วหยี่ซินผู้นั้นร้ายกาจไม่เบา เจ้าเล่ห์กว่าที่คาดการณ์นางจับตัวน้องสาวฝาแฝดแล้วคุมขังเอาไว้ เพื่อบังคับให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวของเขาในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้น้องฝาแฝดนางนั้นมิได้เต็มใจร่วมมือหลอกลวงเขาแต่อย่างใดในใจของอ๋องหนุ่มให้รู้สึกร้อนรุ่มอย่างประหลาด... สิ่งนี้ทำให้เจิ้งเซียวเล่อรู้สึกเสียใจอย่างมากที่จับคนงามมาทรมานตั้งหลายวันแม้ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชายังคงนิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ ทว่าฝ่ามือใต้แขนเสื้อกลับกำแน่น อ๋องหนุ่มขมวดคิ้วเคร่งเครียด คิดเพียงต้องการชดใช้ความผิดให้อีกฝ่ายอย่างสาสมนางจะตีเขาก็ได้ เขาพร้อมยืดอกรับอย่างไม่อิดออด ขอแค่นางให้อภัยเขาก็พอ...ขบวนยิ่งใหญ่ส่งเสียงแห่งความมงคลดังสนั่นสั่นแผ่นดิน กระทั่งเจิ้งเซียวเล่อเดินทางมาถึงหน้าประตูใหญ่ของวังฝูอ๋อง เขาจึงได้คลายความพะวงเมื่อลงจากหลังม้าแล้วถือโอกาสฟังคำกระซิบรายงานอันรวดเร็วจากจางฉวนที่มายืนรออยู่ทางด้านหลังคล
แผนการของซือเร่อมิได้ซับซ้อน หากแต่ต้องละเอียดรอบคอบถึงขั้นใจร้ายแน่นอนว่าหากให้น้องสาวฝาแฝดสวมรอยแต่งงานแทน ตำแหน่งท่านหญิงหยี่ซินย่อมตกไปอยู่ที่เฟิงลี่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ส่วนซือเร่อต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วจะอยู่อย่างไร? ชีวิตที่เหลือมิต้องอยู่อย่างหลบซ่อน เร่ร่อนไปเรื่อยหรือ เช่นนั้นก็สมควรไปรับตัวเฟิงลี่มาอย่างเปิดเผย เสนอให้ท่านพ่อบุญธรรมยกเฟิงลี่ให้องค์ชายรองผู้นั้นตามตรงทว่าท่านพ่อบุญธรรมจะเห็นชอบหรือไม่?เฟิงลี่จะยินยอมหรือเปล่า?องค์ชายรูปงามจะยินดีหรือไร?ความจริงเรื่องผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเมื่อครั้งนั้นเล่าจะถูกเปิดเผยด้วยหรือไม่?ฐานะหน้าตา อำนาจบารมี น้ำหนักในใจของท่านอ๋อง รวมถึงการยกย่องชื่นชมและความยำเกรงของชาวประชาที่มีให้นางเสมอมาจะไม่สูญสิ้นไปด้วยหรือไร?ทุกสิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะสองเรื่องสุดท้ายคือเรื่องร้ายแรงที่สุด ซือเร่อให้นึกหวาดกลัวยิ่งนักเช่นนั้นก็มีวิธีเดียวคือแต่งงานแบบสวมรอยแทนเท่านั้น และเพื่อป้องกันเฟิงลี่มาแทนที่ตนซึ่งเป็นถึงท่านหญิง รอให้พิธีแต่งงานเสร็จสิ้น แปรสภาพไม้เป็นเรือ เปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุก มิอาจย้อนคืนเสียก่อน นางค่อยปรา







