LOGINซือเร่อใช้เวลาแต่งกายงดงามเกือบครึ่งชั่วยาม
เมื่อพึงพอใจกับความงามของตนแล้วจึงได้เดินกรีดกรายออกมาถึงศาลากลางลานหน้าเรือนโดยมีสาวใช้นามจื่อซิ่วช่วยจับประคอง
ในศาลา นางมองเห็นชินอ๋องกับชายหนุ่มรูปงามอีกคน
เขาหล่อเหลาจริงดั่งคำสาวใช้ รูปร่างสง่างามสูงใหญ่ ใบหน้าหมดจดคมคาย จมูกโด่ง ปากแดง คิ้วเข้ม
รูปโฉมโดดเด่นแต่น่าเกรงขามยิ่ง
แม้ว่าจะสวมเพียงชุดสีม่วงเรียบๆ ธรรมดา ทว่ากลับมองเห็นถึงสง่าราศีเทียมฟ้า เป็นบุรุษสูงศักดิ์นับแต่เกิด กลิ่นอายเป็นเลิศเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ขนาดนั่งนิ่งๆ ยังดูสูงส่งปานนั้น เขามองดูคล้ายองค์ราชันของทวยเทพที่จำแลงลงมาเยือนมนุษย์
ซือเร่อเหม่อมองเจิ้งเซียวเล่อเนิ่นนานจนเผลอไผลเดินด้วยปลายเท้าหนักเกินไป เกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นตรงพื้นหินตรงทางเดิน กระทั่งชินอ๋องเหลือบตาขึ้นเห็นจึงส่งเสียงเรียกนางอย่างอารมณ์ดี “หยี่ซิน เจ้ามาแล้วหรือ? มานั่งนี่มา...”
เด็กสาวก้มหน้าหลุบตากล่าวเสียงหวานอย่างเขินอาย “ข้าขออภัยที่ไร้มารยาท รบกวนความสำราญของพวกท่านแล้ว”
อันที่จริง สิ่งที่รบกวนบุรุษในศาลากลางลานหาใช่เสียงการลงน้ำหนักเท้ายามก้าวเดินที่ผิดพลาดไม่ หากแต่เป็นกลิ่นหอมรวยรินที่โชยมาแต่ไกลต่างหาก
ชินอ๋องเอ่ยอีกว่า “เหลวใหล ใครว่ารบกวน พ่อบุญธรรมกำลังจะให้คนไปเรียกเจ้าอยู่เชียว”
เขาเอื้อมมือตบที่นั่งด้านข้างตัวเองเบาๆ “มานั่งนี่...”
ซือเร่อย่อกายรับคำอย่างนอบน้อมประสานเรียวนิ้วอยู่ใต้แขนเสื้ออย่างเรียบร้อย ก่อนยืดตัวขึ้นแล้วเดินเข้าไปนั่งในศาลาด้วยกิริยานุ่มนวล
หลายปีที่อยู่วังฝูอ๋อง นางได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมมารยาทและศาสตร์สตรีชั้นสูงทุกแขนงจนแตกฉาน จริตพื้นฐานจึงไม่ต่างจากองค์หญิงแม้แต่น้อย
เมื่อนั่งลงแล้วจึงค่อยๆ เงยหน้าช้อนตามองบุรุษรูปงามที่นั่งอยู่ตรงข้าม ภายใต้กิริยาสูงส่งท่าทางเรียบร้อย ดวงตาของนางแวววาวราวกับมีน้ำผึ้งหยาดหยด พวงแก้มของนางแดงก่ำประหนึ่งจะคั้นน้ำสีแดงออกมาได้ ท่าทางของนางเอียงอายอย่างอ่อนโยนแลดูบอบบางน่าทะนุถนอมเหลือเกิน
แต่กระนั้น เจิ้งเซียวเล่อเพียงมองนิ่งๆ ยกยิ้มบางๆ
สตรีชั้นสูงในวังหลวง คุณหนูตระกูลใหญ่ทั้งหลาย รวมถึงสตรีทั่วไป มีใครบ้างที่ไม่มองเขาด้วยท่าทีเช่นนี้...
อย่างไรก็ตาม บุรุษสูงศักดิ์ผู้หนึ่งซึ่งฐานะสูงส่งของเขาทำให้เคยพบเห็นสตรีงดงามมามากมาย ย่อมไม่แปลกใจหรือตื่นเต้นอันใดกับคนงามตรงหน้า ยามนี้เขาจึงรู้สึกเฉยชายิ่ง
ทว่าคนตรงหน้าคือแม่นางคนสำคัญที่เสด็จลุงฝากฝัง เขาจึงไร้ความคิดที่จะลุกขึ้นแล้วเดินหนีออกไปอย่างถือตัว เหมือนที่ชอบทำกับสตรีทุกคน
สำหรับเจิ้งเซียวเล่อ หากเขาไม่ยินดี คำว่า ‘ไม่’ คำเดียวย่อมเอาอยู่ในทุกสถานการณ์ ไม่มีใครกล้างัดข้อกับเขาทั้งนั้น
ทว่าแม้เขาจะมิใคร่ใส่ใจใครหน้าไหน มีนิสัยชั่วร้ายแฝงอยู่ในความหยิ่งทะนงเต็มเปี่ยม เป็นคนยโสโอหัง ไม่เห็นหัวใครและบ้าการเอาชนะ แต่กลับเป็นบุรุษที่มีความรับผิดชอบสูงยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องกตัญญูเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือคำนึงถึงเป็นอันดับหนึ่ง
ดวงตาคู่คมเรียวยาวพราวเสน่ห์จึงมองสตรีนางน้อยนิ่งๆ แม้ปราศจากความรู้สึกพึงใจใดๆ แต่ก็ไม่มีความเย่อหยิ่งให้เห็น
ยามนี้เจิ้งเทียนฉีเป็นชายชราที่มีสีหน้าเปี่ยมสุขกว่าใคร คนหนึ่งคือบุตรสาวบุญธรรม ส่วนอีกคนคือหลานชายสุดที่รัก หากทั้งสองได้แต่งงานกันย่อมรักใคร่มีใจต่อกันในสักวัน
หากเป็นเช่นนั้นเขาคงนอนตายตาหลับแล้ว...
บุคคลสูงศักดิ์ในศาลาใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายสนทนากันด้วยสุ้มเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมมิตรไมตรี ส่วนใหญ่จะเป็นเสียงของบุรุษที่คุยเรื่องตำรา ดินฟ้าอากาศและเรื่องทั่วไปตามวิสัย
สตรีหนึ่งเดียวเพียงก้มหน้าหลุบตานั่งฟังอย่างสำรวม มองคล้ายเป็นเพียงตุ๊กตาประดับศาลา มิได้อยู่ในสายตาของบุรุษหนุ่มแต่อย่างใด นานครั้งจึงได้รับคำถามสั้นๆ ง่าย ๆ ว่าถูกต้องไหม?เห็นด้วยหรือไม่?จากชินอ๋อง
นางแค่เพียงคอยตอบว่า ‘เพคะ’ แล้วยิ้มหวานเท่านั้น
ยามค่ำมาเยือน แสงโคมถูกจุดให้ความสว่างแทนแสงตะวัน
หลังจากซือเร่อร์รับมื้อเย็นด้วยอาหารรสเลิศเรียบร้อย นางก็กึ่งนั่งกึ่งนอนพริ้มตาหลับอยู่บนตั่งยาวริมหน้าต่าง ปล่อยให้จื่อซิ่วนวดเรียวขาอย่างเบามือ
เพราะช่วงบ่ายที่ผ่านมานางต้องนั่งประสานเรียวนิ้วอย่างสำรวมถูกระเบียบในท่าเดิมเนิ่นนาน จึงรู้สึกเมื่อยขบอยู่บ้าง
ระหว่างผ่อนคลายหลังมื้ออาหาร ในใจยังประหวัดไปถึงใบหน้าหล่อเหลาคมคายขององค์ชายผู้นั้นตลอดเวลา
จื่อซิ่วค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมองนายสาวของตนพลางกล่าว “ท่านหญิง บ่าวขอกล่าวสักประโยคได้หรือไม่?”
ซือเร่อปรายตามองสาวใช้คนสนิทนิ่งๆ เป็นเชิงอนุญาต
เพราะตั้งแต่เข้ามาอาศัยอยู่วังฝูอ๋อง นางก็ได้จื่อซิ่วคอยดูแลทุกสิ่ง ตั้งแต่อาหารการกินกระทั่งเรื่องราวทั้งหลาย ไม่ต่างจากพี่สาวแสนดีผู้หนึ่ง นางย่อมรับฟังอยู่แล้ว
สองปีต่อมา...ขณะที่เฟิงลี่กำลังดูแลบุตรชายบุตรสาว นางเพียรสังเกตเจิ้งเซียวเล่อกับเจิ้งเหวินไท่ตลอดเวลาบุรุษทั้งสองร่ำสุราสนทนาบางอย่างกันตั้งแต่เมื่อวานจนบัดนี้ล่วงเวลาค่ำแล้วก็ยังไร้วี่แววเลิกรานางจึงพาลูกๆ เข้าเรือนนอน กล่อมพวกเขาจนหลับสนิทก่อนเรียกบ่าวรับใช้มาสั่งการบางอย่างแล้วออกมาร่วมวงสนทนากับเหล่าบุรุษในศาลาส่องจันทร์เจิ้งเซียวเล่อเห็นภรรยามาจึงเชื้อเชิญให้นางนั่ง รินเหล้าใส่จอกให้อย่างเอาใจใส่เจิ้งเหวินไท่เห็นสามีภรรยารักใคร่ปรองดองท่าทางเข้าอกเข้าใจกันและกันปานนั้นจึงเอ่ยตัดพ้ออย่างน่าสงสาร“พี่สะใภ้ เหตุใดพวกท่านถึงทำให้ข้ารู้สึกริษยาถึงเพียงนี้”เมื่อได้ยินคำถามแปลกประหลาด เฟิงลี่พลันเลิกคิ้วสูง“สาเหตุที่รัชทายาททรงดื่มเหล้าเมามายไม่ยอมกลับตำหนักบูรพาเพราะทะเลาะกับพระชายาหรือ?”เจิ้งเหวินไท่ส่ายหน้ายิ้มขื่น “ข้ากับนางมิได้ทะเลาะกัน นางปรนนิบัติดูแลข้าอย่างดี ไม่เคยเลยสักคราที่จะทำให้ข้าเห็นถึงความบกพร่องต่อหน้าที่ นางเป็นสตรีเพียบพร้อมงดงามไร้ที่ติ”“แล้วเช่นนั้นท่านมาดื่มเหล้าอย่างกลัดกลุ้มเรื่องใดกัน” เฟิงลี่ถามเสียงนุ่มอย่างรอฟังคำตอบที่แท้จริงในขณะที่เจิ้งเซียวเ
เจิ้งเหวินไท่ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทเข้าปีที่สามเขาช่วยงานราชกิจพระบิดาได้อย่างดีเยี่ยมไร้ที่ติสืบมา ส่วนหลังเรือนยังปกครองได้อย่างเด็ดขาดเที่ยงธรรมไร้คลื่นโหม ทว่ากลับไร้ชายาเอกมาโดยตลอดผู้คนล้วนกังขาว่าเหตุใดรัชทายาทเจิ้งเหวินไท่ผู้เก่งกาจไม่แต่งชายาเอกเสียทีแต่แล้วความสงสัยก็ได้รับคำตอบ เมื่องานมงคลเกิดขึ้น โดยมีบุตรสาวสายตรงของแม่ทัพโจวผู้ยิ่งใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวสวมชุดแดงนั่งสง่างามอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวของเจิ้งเหวินไท่นางคือโจวหลิวหลันภายใต้ขบวนแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ สาวน้อยแอบเปิดผ้าม่านรถม้าออกดูเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าบุรุษชุดแดงที่มารับนางด้วยตนเองคือเจิ้งเหวินไท่จริงๆ ใช่ไหม?นางมิได้ฝันไปแน่นะ!และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือใบหน้าหล่อเหลาที่แสนจะราบเรียบไร้ความรู้สึก ประหนึ่งคนที่ถูกบังคับให้รับสมรสพระราชทานคือเจ้าบ่าว มิใช่เจ้าสาวอย่างนางโจวหลิวหลันขมวดคิ้ว จ้องมองเจิ้งเหวินไท่อย่างงุนงงยิ่งหน้าขบวนมงคล บุรุษชุดแดงบนหลังม้าลอบชำเลืองมองใครบางคนในเกี้ยวเจ้าสาวอยู่เช่นกัน ช่องว่างหน้าต่างรถม้านั้น ม่านถูกแง้มเปิด เขาเห็นนางเผยเพียงดวงตากระจ่างใสวับวาว ซึ่
เจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อที่โกรธาถึงขั้นจะก่อกบฏกลางเมืองเพื่อปลดรัชทายาทผู้บังอาจกล่าวคำใส่ร้ายต่อภรรยาอันเป็นที่รัก จึงสงบลงได้ในที่สุด เขาแอบยกทัพสายลับนักฆ่าในอาณัติกลับไปอย่างเงียบเชียบเรื่องราวมิได้เกินความคาดหมาย รัชทายาทถูกปลด อัครมหาเสนาบดีมู่หย่งร่วมกับเหล่าขุนนางใหญ่ต่างลงชื่อเสนอองค์ชายสี่เจิ้งเหวินไท่ขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทแทนการแต่งตั้งเกิดขึ้นอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ กลุ่มขั้วอำนาจทั้งหลายล้วนเปลี่ยนท่าทีมายืนอยู่ฝั่งองค์ชายสี่อย่างล้นหลามเจิ้งซงหยวนหมดอำนาจในที่สุดโดนยึดตำแหน่งไม่พอยังถูกยึดทรัพย์จนสิ้นไม่มีเหลือ บัดนี้เขาจึงกลายเป็นแค่บุรุษธรรมดาไร้ความสามารถผู้หนึ่ง กระทั่งเหล่าอนุชายายังเบือนหน้าหนี ขอหย่าโดยพร้อมเพรียงกันเรื่องควรสิ้นสุดแค่เท่านั้น ทว่ากลับมีผู้เดือดร้อนหาความสงบสุขมิได้ คนผู้นั้นคือฮองเฮาหลี่ม่านย่าพระนางโกรธมาก เกลียดชังถึงขั้นสั่งคนตามฆ่าชิงเยว่ สตรีผู้เป็นที่รักของบุตรชายชิงเยว่ผู้นี้คือต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมด สตรีหายนะไม่ควรมีชีวิตรอดเด็ดขาด...หลี่ม่านย่าปองร้ายชิงเยว่อย่างหมายมาดเจิ้งซงหยวนในยามนี้ไม่อาจต่อกรกับภัยจากพระมารดา หรื
แม้นางมีวัยโรยราแต่ความสะคราญโฉมกลับมิร่วงโรยเห็นได้ชัดเจนว่าฮองเฮาหลี่ม่านย่าผู้นี้ได้รับการฟูมฟักทะนุถนอมปานใดไม่แปลกใจที่สตรีวังหลังต่างอิจฉาริษยาจนสร้างความวุ่นวายไม่เว้นวัน หากมิใช่ฮ่องเต้คอยควบคุมเอาไว้อย่างเข้มงวด นางคงมิได้ยืนหยัดจนบัดนี้เมื่อถูกต่อว่าอย่างรุนแรงเยี่ยงนั้น ฮองเฮาหลี่จึงยืนร่ำไห้แบบไร้เสียง น้ำตาค่อยๆ ไหลรินอาบสองแก้มนวลอย่างสวยงามท่าทางบอบบางราวกลีบบุปผาต้องหยาดพิรุณจนหลุดร่วงห่างเกสรเช่นนี้ ทำให้คนมองต้องปวดใจทุกคราทว่าครั้งนี้เจิ้งเทียนหมิงฮ่องเต้ไม่อาจพระทัยอ่อนให้นางได้อีกแล้ว หากยังปกป้องกันเช่นนี้ เห็นทีราชวงศ์เจิ้งที่สืบทอดมาหลายรุ่นคงถึงคราวสิ้นสุดลงที่รุ่นนี้มาตรว่าราชันมั่นคงต้องเริ่มจากวังหลัง หากวังหลังเข้มแข็งย่อมค้ำชูบัลลังก์ให้แข็งแกร่งสืบไปทว่ารัชทายาทต้าเจิ้งกลับปกครองหลังเรือนจนวุ่นวาย กระทั่งชายาเอกต้องชอกช้ำตรอมตรมถึงขั้นพาบุตรชายในครรภ์กลับไปตายที่บ้านเดิมอย่างอนาถเรื่องนี้หากถูกแพร่งพรายออกไป วิญญาณปฐมกษัตริย์คงไม่แคล้วลุกขึ้นจากหลุมมาทวงความยุติธรรม ผู้คนคงสาปแช่งมิให้ผุดมิให้เกิด ต่างแคว้นคงดูแคลน ประชาราษฎร์คงถ่มน้ำลาย ทั่วหล้า
ผ้าห่มค่อยๆ คลี่คลุมเรือนกายบอบบางชุ่มเลือดที่สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุมนั้น เฟิงลี่เห็นซือเร่อร้องไห้ไร้สุ้มเสียงเช่นกันน้ำตาของคนเป็นพี่หยาดรินจนเปียกชุ่มหมอนด้านล่าง ริมฝีปากแห้งแตกสั่นระริกไม่หยุดคนเจ็บคล้ายอยากพูดบางอย่างแต่กระทั่งเรี่ยงแรงขยับกลีบปากก็ยังไม่มี เฟิงลี่เห็นซือเร่อทำได้เพียงนอนมองนางนิ่งๆ อย่างทำอะไรมิได้มากกว่านั้น“พี่ซือซือ...” เฟิงลี่สะอึกสะอื้น นางพูดอะไรไม่ออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำขอบคุณ ขออภัย หรือเรียกร้องให้ขอโทษจากใจคำขอโทษจากซือเร่อผู้เป็นพี่สาวของนาง...มันไม่จำเป็นอีกแล้วไม่ว่าคนหนึ่งจะโกรธเคือง หรืออีกคนจะเกลียดชังไม่ว่าพวกนางจะเคยรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมอย่างไรบัดนี้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยแล้วเพราะอย่างน้อย พวกนางสองพี่น้องก็ยังดีกว่าบิดามารดา พวกท่านทั้งสองผู้ล่วงลับแม้แต่ล่ำลาด้วยสายตาก็ยังไม่มีโอกาสจะทำทั้งบิดามารดาตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก็ตายแล้ว พวกท่านคงละทิ้งความรู้สึกและประโยคตัดพ้อมากมายไม่ลงและคงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่แท้เฟิงลี่กุมมือเย็นชืดของซือเร่ออย่างถนอม นางเห็นพี่สาวเม้มปากแน่น พยายามเพ่งมองตนอย่างสุดกำลังและนั่น...คือเรี่ยวแร
เนื่องจากมีปัญหารุมเร้าจนจิตใจร้อนรุ่มผิดปกติ กอปรกับครรภ์ได้รับยาบางชนิดที่มีผลกระทบกับเด็กน้อยซือเร่อที่ตั้งท้องได้หกเดือนจึงรักษาทายาทเอาไว้มิได้ นางตกเลือดอย่างหนัก กระทั่งคลอดก่อนกำหนดในเวลาต่อมาบนเตียงชุ่มโลหิตในเรือนส่วนตัวอันหรูหราของวังฝูอ๋อง เด็กชายฝาแฝดไร้ชีวิตทั้งสองถูกเบ่งออกมาจากท้องที่เจ็บปวดปานขาดใจของซือเร่อนางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งว่าสวรรค์ไม่มีตา กระทั่งสลบไปนานเท่าใดไม่อาจทราบ ก่อนฟื้นขึ้นมาใหม่แล้วพบว่าท้องของตนว่างเปล่าเสียแล้วพันธนการอันล้ำค่าได้สลายหายไปอย่างไม่หวนกลับมาไม่มีแล้ว...ไม่เหลือแล้ว....หญิงสาวนอนร่ำไห้อย่างไร้เรี่ยวแรงไม่มีแม้กระทั่งเสียงสะอื้นไห้เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าหมองโศกตรมขีดสุด หมอตำแยอุ้มศพทารกเพศชายทั้งสองออกไปแล้วอย่างเงียบงัน คงเหลือเพียงร่างโชกเลือดบนเตียงฉ่ำคาวคลุ้งเฟิงลี่ยืนอยู่ข้างเตียงห่างออกไปเล็กน้อย นางมิได้เก่งกาจถึงขั้นมีวิชาแพทย์สูงส่ง จึงทำได้เพียงยืนมองม่านอวี้ตรวจจับชีพจรให้พี่สาวอย่างเงียบเชียบกลิ่นคาวเลือดที่ตลบคละคลุ้งมิได้ทำให้นางรู้สึกปวดร้าวในหัวใจเทียบเท่ากับแววตาของพี่สาวท
เฟิงลี่ค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ กดข่มอารมณ์เดือดดาลลงไปความจริงเป็นเช่นใดนางรู้ดีแก่ใจที่สุดนางถูกพี่สาวส่งคนมาจับตัวไปกักขัง ยังถูกใส่ร้ายป้ายสีจนกลายเป็นหญิงใจทราม เป็นคนเห็นแก่ตัว ทำร้ายพี่สาวของตนอย่างไร้ยางอาย ละโมบโลภมาก หมายมาดในอำนาจของผู้อื่น“พี่ซือซือคงล้อเล่นแล้ว”หญิงสาวเอ่ยได้แค่นั้น แต่ค
เพียงแต่สีดำจะอย่างไรก็มิใช่สีขาว บุรุษผู้หนึ่งมีนิสัยแบ่งแยกดีชั่วชัดเจนมีหรือจะปล่อยคนผิดให้ลอยนวลสตรีนางนี้กล้าดีอย่างไรมาแย่งงานแต่งแสนดีของบุตรีคนสำคัญไปเป็นพี่น้องแล้วอย่างไร ไยมิใช่คนละคนกัน! การห้ำหั่นโดยไม่เห็นสายสัมพันธ์อยู่ในสายตา ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นเขาแค่ปัดกวาดเศษฝุ่นให้สะอาดมิให้ร
อ๋องหนุ่มลอบยิ้มชอบใจ เขาสนุกที่ได้เย้าแหย่ภรรยาหลี่เค่อขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึม “แต่ข่าวที่สืบมาได้ เห็นชัดว่าชินอ๋องไม่คิดละเว้นพระชายาเฟิ่งซิน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อวังเจี้ยนอ๋องแล้วถึงขนาดคิดจะเอาความพระชายาอย่างถึงที่สุด โดยจะกระทำการลับหลังท่านหญิงนะพ่ะย่ะค่ะ”ข่าวที่คนของเจิ้
“จริงหรือ?”เห็นเขายิ้มรับ นางจึงถามอีกว่า “รักหม่อมฉันหรือไม่?”“แน่นอน”“ความผิดทั้งหมดทั้งมวล ละเว้นได้หรือไม่?”“ย่อมได้”“เรื่องสวมรอย วันนี้ไม่พูดถึง ภายภาคหน้าไม่รื้อฟื้นนะ”“อืม...”เฟิงลี่ยิ้มพราย กล่าวชมไม่หยุด “ดีมาก ดีๆ”คนเมาก็คือคนเมา แม้นางมีสติไม่ครบถ้วน ทว่าทุกประโยคกลับตรงประเด็นแ







