Beranda / แฟนตาซี / พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน / ตอนที่ 19 จุดเริ่มต้นของการโกหก

Share

ตอนที่ 19 จุดเริ่มต้นของการโกหก

Penulis: Abyssgloom
last update Tanggal publikasi: 2024-10-28 23:11:16

เอรอสก้าวช้าๆ เข้าหาชายหนุ่มที่นอนนิ่งกับพื้น กลิ่นอับชื้นผสมเลือดและเหงื่อทำให้บรรยากาศในห้องแคบยิ่งกดดัน ดวงตาสำรวจไปทั่วร่างที่อ่อนแรงจนแทบไม่เหลือเค้าความมั่นใจในอดีต แขนและขาเต็มไปด้วยรอยช้ำและแผลที่บ่งบอกถึงการทรมานอย่างแสนสาหัส

เขานั่งลงข้างๆ สัมผัสชีพจรที่เต้นแผ่วเบา ความเงียบรอบตัวกลับทำให้เสียงหัวใจของเขาดังก้อง เขาเคยเจอชายคนนี้ที่ในที่ทำงานมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นในสภาพที่น่าอดสูเช่นนี้มาก่อน

“นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น?” เขาพูดพึมพำด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา จนแทบไม่มีใครได้ยิน

บาดแผลบนร่างสะท้อนถึงความทรมานทั้งกายและใจ ร่างกายซูบผอมจนเห็นโครงกระดูกชัดเจน ราวกับขาดอาหารมานาน รอบตัวมีเพียงกำแพงหินที่ถูกปิดตายอย่างเร่งรีบ ไร้หน้าต่างหรือทางออกอื่น

สายลมบางเบาโชยมาจากกระดุมข้อมือที่ตกหล่น เขาหยิบมันขึ้นมาดู และทันทีที่สัมผัส พลังเวทที่คุ้นเคยก็แผ่ซ่านออกมา

“เอเลน่า...” เขาพึมพำ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน รีริคชิ้นนี้บรรจุพลังเวทที่เธอฝากไว้ราวกับสัญลักษณ์แห่งความห่วงใย แต่ในสถานที่อับมิดเช่นนี้ สายใยนั้นไม่อาจส่งสัญญาณไปถึง

เขาจับมือของชายที่นอนอยู่ตรงหน้า เพื่อถ่ายพลังเวทย์ให้ช่วยฟื้นฟูร่างกาย แม้จะเป็นเหมือนการเทน้ำลงไปในเหยือกที่ก้นแตกแล้ว แต่มันก็ยังพอเยียวยาความเจ็บปวดของชายตรงหน้าในช่วงเวลาสุดท้ายของชายตรงหน้าได้

หลังถ่ายเทพลังเวทเสร็จ เขาก็เฝ้าดูอย่างเงียบงัน จนกระทั่งเปลือกตาของร่างตรงหน้าค่อยๆกระพริบตอบสนอง ร่างที่นอนนิ่งเริ่มขยับเล็กน้อย

“เอรอส…ใช่ไหม?” เสียงแผ่วเบาดังขึ้น ทำให้เขาชะงัก สายตาเปลี่ยนไปด้วยความสงสัย—ชายคนนี้จำเขาได้อย่างไร ทั้งที่จอนนี้เขายังไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์กลับมาเป็นเหมือนเดิมเลย

ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นมองตรงมา แม้ร่างกายยังอ่อนแรง แต่ประกายบางอย่างในดวงตากลับสื่อความหมายที่ลึกซึ้งเกินจะบรรยาย ราวกับว่าเห็นแสงสว่างสุดท้ายของชีวิต

ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยขณะที่สบตากับร่างตรงหน้า ความประหลาดใจผุดขึ้นในใจ แม้ไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน แต่ความสงสัยก็ยังแฝงอยู่ในแววตาคู่นั้น

ร่างตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมองเขา แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง แต่ดวงตาสีฟ้ากลับฉายแววเจิดจ้า ราวกับเก็บซ่อนคำพูดนับพันที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย แสงสีฟ้าค่อยๆ แผ่กระจายออกมาจากดวงตาคู่นั้น เงียบงันแต่หนักแน่น ก่อนที่เขาจะทันได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ความทรงจำของชายตรงหน้าก็ถาโถมเข้าสู่จิตใจของเขา—ชัดเจน รวดเร็ว และราวกับไร้จุดจบ

ทุกสิ่งรอบตัวค่อยๆเลือนหาย ความเป็นจริงถูกแทนที่ด้วยภาพแห่งอดีตที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้เฝ้าดู แต่กำลังเป็นชายตรงหน้าจริงๆ ความเจ็บปวด ความหวัง และความสิ้นหวังที่ชายตรงหน้าเคยแบกรับทั้งหมด ไหลบ่ามาสู่หัวใจของเขาในชั่วพริบตาเดียว โลกเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงของความทรงจำที่ดังก้องในหัวเขาอย่างชัดเจน...

ในวัยเด็ก อาร์วินเติบโตมาท่ามกลางตระกูลที่เกือบล่มสลายหลังสงคราม การสูญเสียผู้นำทำให้เขาต้องรับหน้าที่ดูแลทุกอย่างในฐานะหัวหน้าตระกูลคนใหม่ แม้จะยังเป็นเพียงเด็ก แต่เขาจำต้องแบกรับความหวังของผู้คน พร้อมทั้งแรงกดดันจากตระกูลคู่แข่งที่พร้อมจะฉวยโอกาสทำลายทุกสิ่งที่เหลืออยู่

คืนหนึ่ง ขณะที่เด็กน้อยกำลังเดินผ่านตรอกมืดในเมืองเงียบสงัด หลังจากที่แอบกลับมาจากการทำงานพิเศษ เขาเหลือบเห็นเด็กสาวในชุดหรูหรากำลังถูกชายปริศนาฉุดกระชากด้วยความรุนแรง เสียงร้องไห้ของเธอกรีดแทงลึกเข้าไปในหัวใจของเขา

ความกลัวกัดกินจิตใจแต่ไม่อาจหยุดยั้งเขาได้ เด็กน้อยร่ายเวทย์เสริมแกร่งให้ร่างกาย แม้ว่าร่างกายในตอนนั้นจะยังทำให้เขาสามารถใช้เวทย์นี้ได้เพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่เขาก็พุ่งเข้าไปหาเป้าหมายโดยไม่ลังเล คทาในมือฟาดลงใส่ชายคนนั้นจนเขาล้มลงกับพื้น

ร่างของชายปริศนาทรุดฮวบลง พลังเวทย์ถูกใช้จนหมดสิ้น หัวใจเต้นรัวแข่งกับความอ่อนล้าที่เข้าครอบงำ ความโล่งใจแทรกเข้ามาเพียงชั่ววินาที แต่ทันใดนั้น เด็กน้อยก็สังเกตเห็นเงาร่างอีกคนในมุมมืด ชายผิวคล้ำ ผมสีขาวเทา รูปร่างกำยำ เต็มไปด้วยคราบเลือด แต่จิตวิญญาณกลับแตกต่างจากสิ่งที่เห็น—วิญญาณที่ดูเยาว์วัยกับรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขาม—ทำให้เด็กน้อยตกอยู่ในความสับสน

แม้จะอ่อนล้า แต่เด็กน้อยก็ยังยกคทาขึ้นเตรียมพร้อมรับมือ ชายคนนั้นไม่ได้เคลื่อนไหว เพียงจ้องมองเขาเงียบๆ ก่อนจะถอยหลังหายลับไปในเงามืด ทิ้งไว้เพียงคำถามมากมายในใจ ใครกันที่จ้องมองเขาในความมืด? และทำไมดวงตานั้นถึงดูเหมือนกำลังแบกรับบางสิ่งที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้?

จนกระทั่งในภายหลัง ความจริงก็ปรากฏขึ้น เมื่อเขาเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นถูกขับไล่ออกจากตระกูลอย่างไร้ความปราณี ความเข้าใจผิดที่เคยมีทั้งหมดก็ถูกลบออกไปทันที

หลังจากเหตุการณ์นั้น เด็กน้อยที่ได้ช่วยชีวิตลูกสาวของตระกูลใหญ่โดยบังเอิญ ก็ได้หมั้นหมายกับเธออย่างเป็นทางการ การหมั้นครั้งนั้นทำให้ตระกูลของเธอเข้ามาช่วยสนับสนุนตระกูลของเขา จนสถานการณ์ของตระกูลค่อยๆดีขึ้น แต่สิ่งที่แลกมากลับเป็นความรู้สึกผิดที่เด็กน้อยไม่อาจลืมลงได้

เด็กสาวในตอนนั้นเข้าใจมาตลอดว่าคู่หมั้นคนก่อนหนีเอาชีวิตรอดไปคนเดียว แต่ความจริงที่รู้ กลับแตกต่างออกไป เขาไม่ได้ทิ้งเธอ แต่ล่อมือสังหารคนอื่นๆไปจัดการต่างหาก แม้มันจะผิดแผน เพราะดันมีคนนึงไม่ได้ตามเขาไปด้วยก็ตาม

แต่เขาก็ไม่ได้บอกความจริงข้อนี้กับเธอ เพราะคิดว่ามันอาจจะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเด็กสาวลง รวมถึงตระกูลของเขา ก็ไม่อาจขาดความช่วยเหลือจากตระกูลของเธอได้ ความกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่าง ทำให้เขาเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจมาตลอด ไม่กล้าที่พูดออกไป

“เอรอส…” เสียงชายตรงหน้าเบาราวกระซิบ ปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ ในความแผ่วเบานั้นกลับแฝงไปด้วยความเสียใจเอาไว้

เอรอสขมวดคิ้ว หัวใจบีบตัวอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินชื่อของตัวเองถูกเรียกด้วยน้ำเสียงแบบนั้น สายตาของเขามองลงไปที่ชายตรงหน้า ดวงตาสีฟ้าที่ครั้งหนึ่งเคยแข็งกร้าว ทว่าบัดนี้กลับสั่นไหวอย่างไม่น่าเชื่อ 

ลมหายใจของเขาสะดุดลง รู้สึกถึงความหนักอึ้งที่กดทับลงในอก มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาพยายามจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อปลอบโยน แต่คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ เขาทำได้เพียงจ้องมองชายตรงหน้า ราวกับถูกสายตาของอีกฝ่ายตรึงเอาไว้

แววตาของเขาสั่นไหวเต็มไปด้วยความอ้อนวอน ดั่งเปลวเทียนใกล้มอดที่พยายามสู้กับสายลมสุดแรง แววตานั้นไม่ได้มีเพียงความหวัง แต่ยังแบกรับคำขอร้องครั้งสุดท้าย ความหวังสุดท้ายที่จะผลักภาระหนักอึ้งไปยังคนตรงหน้า

ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ขณะที่เขาใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่เงยหน้ามองคนตรงหน้า ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความสำนึกผิด "เอรอส..." เสียงแผ่วเบาเรียกชื่อเขา ดังก้องในบรรยากาศที่เงียบงัน

"ฉันรู้ว่า...ฉันไม่มีสิทธิ์...แต่ได้โปรด..." เขาไอออกมา เลือดสีแดงเข้มไหลออกจากริมฝีปาก แต่เขายังคงฝืนพูดต่อแม้ลมหายใจจะรวยริน

"ช่วยเอเลน่า...และปกป้องตระกูลของเรา...อย่าให้มันจบสิ้นลงเพราะฉัน..."

สายตาของเขาเบิกกว้าง ราวกับกำลังกลัวความจริงที่เลี่ยงไม่ได้

"ถ้าฉันตาย...แล้วเรื่องนี้ถูกเปิดเผย...ไม่ใช่แค่ตระกูลฉันที่จะจบสิ้น...ตระกูลของเธอ...ของเอเลน่า...ก็จะพังไปด้วย..."

มือที่สั่นเทายกขึ้นเหมือนจะคว้าอะไรบางอย่าง ก่อนจะร่วงลงข้างกาย

"ฉันรู้ว่าฉันมันขี้ขลาด...ฉันไม่ควรจะขออะไรจากนาย..." เขาสูดลมหายใจอย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยคำสุดท้าย น้ำเสียงทั้งอ้อนวอนและเจ็บปวด "แต่ได้โปรด…ปกป้องพวกเขา...แทนฉัน..."

ดวงตาของอาร์วินเริ่มพร่ามัว เขาปล่อยลมหายใจออกอย่างแผ่วเบา รอคำตอบที่เขาอาจไม่มีโอกาสได้รับ

ถ้อยคำแผ่วเบานั้นคล้ายละอองลม แต่กลับแทรกซึมลึกลงในหัวใจอีกฝ่าย ราวกับมีดปลายแหลมที่ฝังลึก ไม่อาจดึงออกได้ง่ายๆ ความรู้สึกเดือดพล่านที่ไม่รู้ว่าคือความโกรธ ความเจ็บ หรือความหวาดกลัว บีบแน่นในอกจนเขาหายใจไม่ออก แต่สำหรับเขา...นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะตอบรับเลย

ในใจลึกๆ เขาโกรธ—โกรธที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตระกูลทอดทิ้งเหมือนขยะไร้ค่า โกรธที่แม้แต่เธอ...คนที่เขาเคยเชื่อมั่น ก็ยังจะขับไล่ออกไป แล้วตอนนี้เล่า? ทำไมเขาต้องกลับไป? ทำไมภาระนี้ถึงต้องตกมาที่เขา ทั้งๆที่พวกเขาเป็นคนผลักเขาออกมาเองแท้ๆ

เขาควรจะปฏิเสธ—มันเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้ เขาไม่มีเหตุผลที่จะกลับไป ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาต้องยอมก้าวเท้ากลับไปสู่ตระกูลนั้นอีก แต่สายตาที่จ้องมาของอีกฝ่ายกลับทำให้คำว่า "ปฏิเสธ" ติดอยู่แค่ปลายลิ้น เขาทำได้เพียงนิ่งงัน ความลังเลค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาแทนที่

แต่หากใช้เหตุผลล่ะก็ สถานการณ์ตอนนี้ไม่ปลอดภัยเอาซ่ะเลย ตัวตนของ เอรอส...ไม่รู้ว่าหอคอยได้ทำอะไรลงไปบ้าง และถ้าต้องออกไปจากที่นี่โดยใช้ตัวตนของ "จอมเชือด" ผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่เรื่องดี มันเสี่ยงเกินไป—อันตรายเกินไป แถมยังเสี่ยงที่จะเปิดเผยพลังที่เขาพยายามซ่อนเร้นด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนของอาร์วินสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้ตายลงไปได้ ตระกูลวัลธอเรนคือสมดุลของอำนาจ หากมันพังทลาย ตระกูลที่เหลือจะฉวยโอกาสนี้สร้างอิทธิพลมากขึ้น และเมื่อถึงตอนนั้น การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เขาวางแผนไว้จะกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และกระทบต่อเป้าหมายระยะยาวของเขา

เขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึกพยายามเรียกสติกลับคืนมา ทั้งความโกรธ ความลังเล และความกดดันถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นที่ไม่มีวันสงบ เขาควรจะเดินจากไป ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง... แต่เมื่อเปิดตาขึ้นมาสบกับแววตาคู่นั้นอีกครั้ง เขากลับพบว่ามันไม่ง่ายเลย—ไม่ง่ายเลยที่จะปล่อยวาง

ดวงตาที่เคยสับสนกลับแน่วแน่ขึ้น เขาไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป ในใจลึกๆเขายังเป็นห่วงเธออยู่ แม้ว่่าในอนาคตเขาอาจจะต้องเสียใจกับทางเลือกนี้ก็ตาม

"ฉันจะจัดการทุกอย่างให้เอง" เขาเอ่ยออกมาในที่สุด น้ำเสียงนั้นแม้จะแข็งกร้าว แต่มันซ่อนความรู้สึกภายในที่บีบคั้นเอาไว้ ความกลัวและภาระหนักที่เขารับรู้ได้ชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็รู้ดีว่าเขาไม่มีทางหันหลังกลับไปอีกแล้ว

ชายตรงหน้ามองเขาด้วยสายตาที่อ่อนแรง แต่ในแววตานั้นกลับมีความสงบเสงี่ยมปรากฏขึ้น ราวกับว่าเขาได้ปล่อยวางสิ่งที่แบกไว้มาอย่างยาวนาน เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาของเขาจะค่อยๆปิดลง ลมหายใจที่เหลือน้อยนิดค่อยๆ หยุดลงเช่นเดียวกับแสงสุดท้ายในดวงตาของเขา

เขานั่งนิ่ง เสียงคำขอสุดท้ายของชายตรงหน้ายังดังก้องอยู่ในใจ ร่างของอาร์วินยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า เขามองมันด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แต่ภายในใจเขารู้ดี—นี่คือสิ่งที่ต้องทำ

ในตอนนั้น หมอกสีดำค่อยๆคืบคลานออกจากร่างกายของเขา ไหลเลื้อยไปตามพื้นหินอย่างเงียบงัน ราวกับสิ่งมีชีวิตที่หล่อหลอมจากความมืดล้วนๆ มันเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ ไม่แน่ชัด—บางคราวคล้ายเงาที่คืบคลานเพื่อโอบล้อม บางครั้งกลับเหมือนมือที่พยายามจะฉุดรั้งทุกสิ่งเข้าสู่ห้วงลึก

หมอกนั้นแผ่ปกคลุมระหว่างพวกเขาทั้งสอง กลืนกินพวกเขาจนเห็นแต่เงาที่เลือนราง ลมหายใจสุดท้ายเลือนหายไปพร้อมกับเงาความมืด ทุกสิ่งถูกดูดกลืนเข้าหาความเงียบงันรอบตัว ราวกับความว่างเปล่าที่ไร้ที่สิ้นสุด

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 45 รากไม้ที่ชอนไช

    แสงแดดยามบ่ายแผดเผาลงบนพื้นกรวด ผ่านหลังคากระเบื้องเก่าจนเกิดเงาแสงวูบวาบ รถม้าที่ประดับตราสัญลักษณ์ของตระกูลแล่นช้าๆ ไปตามถนน ผู้คนริมทางยังคงเดินกันขวักไขว่เช่นทุกวัน เพียงแต่คราวนี้ สายหลายคู่ก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองรถม้าคันนั้นด้วยความสงสัยและกระซิบกระซาบกันเบาๆม่านผ้าถูกแง้มออกเล็กน้อยจากด้านใน เผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวที่หลบซ่อนอยู่ เอเลน่านั่งนิ่งอยู่ตรงเบาะเบื้องหลัง มือวางบนตักขณะกุมกล่องในมืออย่างเรียบร้อย ดวงตาเหม่อมองภาพผู้คนที่เคลื่อนไหวอยู่ภายนอกโดยไม่เอ่ยถ้อยคำใดตั้งแต่ลงจากสถานี เธอก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในสายตาของผู้คนรอบตัว สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย และ ความไม่ไว้ใจ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเดินมาถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังเหตุเพลิงไหม้ที่โรงพยาบาล ข่าวลือแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตัวเธอเองในตอนนี้ก็ยังไม่อาจออกมาชี้แจงอะไรได้ เพราะหลักฐานยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่การรอให้การสืบสวนเสร็จเรียบร้อยแต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอปฏิเสธไม่ได้ เธอเป็นคนพาชายคนนั้นไปที่โรงพยาบาลเอง โดยที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเขาอันตรายหรือไม่ จนกระทั่ง

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 44 ผู้เฝ้ามองจากเบื้องล่างบัลลังก์

    “ถ้าอย่างนั้น ก็ตามที่ตกลงกันไว้” เอลดริกกล่าวเสียงหนักแน่น ท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกสี ดวงตาที่ซึ่งเคยแฝงด้วยความสงสัยก่อนหน้านี้สงบลงเล็กน้อย ราวกับความเคลือบแคลงก่อนหน้านี้ได้ถูกคลี่คลายสลายไปจนหมด“ข้าจะกลับไปจัดการเรื่องให้มันเรียบร้อบ พวกเราจะได้รับรองว่าท่านเป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบอย่างถูกต้องจริงๆ”เอรอสในรูปลักษณ์อาร์วิน เมื่อได้ฟังก็เอนหลังลงเล็กน้อยบนเก้าอี้ไม้เนื้อดี เสียงลมหายใจที่หลุดออกมาราวกับปลดภาระในใจบางอย่าง แต่แม้เขาจะพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่าในแววตากลับยังไม่ลดความระวังลง“ในเมื่อเรื่องสำคัญตกลงกันได้แล้ว…ก็มาเข้าสู่เรื่องต่อไป”ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นทางการขึ้นเล็กน้อย“ข้าได้ส่งคนไปนำเครื่องตรวจสอบพลังเวทย์มาแล้ว อีกไม่นานก็คงมาถึง… หากผลออกมาเป็นไปตามที่ว่าจริงๆ ก็จะสามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้”เอรอสเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นนิดหนึ่งคล้ายจะเย้ยขัน “จำเป็นขนาดนั้นเลยหรือ?”“จำเป็น?” เอลดริกกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาที่เคยมองด้วยความเกรงใจเปลี่ยนเป็นแน่วแน่“เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี และ เพื่อความชัดเจนว่าท่านคือผู้เสียหายจริงๆ เร

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 43 เมื่อเงาในอดีตทับซ้อนกับปัจจุบัน

    โจชัวเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้านิ่งเงียบ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังแผ่วเบาในห้องรับรองอันเงียบสงัด แสงแดดยามเช้าผ่านม่านผ้าเนื้อบางที่ปลิวไหว เฉดสีทองอบอุ่นสะท้อนผ่านแว่นตาทรงเรียบที่เขาสวมอยู่ ท่ามกลางแสงนั้น ใบหน้าของเขายิ่งดูเย็นชาและยากจะคาดเดาพื้นไม้โอ๊คขัดมันสะท้อนเงาของหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้วในมุมห้อง โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มรับร่างของเธอไว้ราวกับรู้ตำแหน่งอย่างเหมาะสมที่สุดคาร์ลินนั่งไขว่ห้างอย่างสง่างามบนเก้าอี้ไม้บุหนัง ผมยาวเป็นลอนคลื่นสีม่วงเข้มถูกรวบไว้อย่างหลวมๆ ด้านหลัง ดวงตาสีชมพูจางทอประกายราวอัญมณีต้องแสง ภายใต้แสงสลัวในห้อง มันดูราวกับกำลังเรืองแสงอยู่เบาๆเธอสวมชุดคลุมจอมเวทย์สีดำแต่งขอบม่วงเข้ม ลายอักขระเวทแผ่เรืองแสงบางๆ ตัดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวและผ้าคลุมไหล่ยาวที่ปักตราสัญลักษณ์ขององค์กรอย่างประณีต ท่าทางของเธอสงบเฉย...แต่ไม่อาจมีใครละสายตาได้แม้จะไม่เอ่ยสักคำ แต่พลังของเธอก็แผ่ซ่านอย่างชัดเจน หนาวเย็น ลึกลับ และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกันมือเรียวของเธอถือถ้วยชาพอร์ซเลนเนื้อดี ลวดลายสีม่วงอมเทาทอแสงเบาบางจากเวทเสริมพลังที่สลักอยู่ที่ก้นถ้วย...ชาร้อนนั้นแทบ

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 42 เงามืดนำทาง

    แสงอรุณยามเช้าส่องผ่านม่านเมฆจางๆ ทอแสงลงมาบนถนนหินเปียกชื้นจากน้ำค้าง รถม้าค่อยๆโยกไปตามเส้นทางที่เงียบสงบ ทำให้บรรยากาศภายในยิ่งหนักอึ้งขึ้นไปอีกโจชัวนั่งนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของรถม้า ดวงตาสีฟ้าทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่สายตากลับไม่ได้จับจ้องสิ่งใดโดยเฉพาะ เขาเพียงมองออกไปเพื่อไล่ความไม่สบายใจที่เก็บไว้เท่านั้นเมื่อคืนมันแย่พอสมควรสำหรับเขา แม้ตอนนี้จะเก็บอารมณ์ไว้ แต่ใครที่รู้จักเขาดีพอ ย่อมรู้ว่าเขากำลังอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัดเมื่อคืนเขาถูกบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ ไม่ใช่เพราะมันยากหรือเสี่ยงอันตราย แต่เพราะมันทำให้เขานึกถึงอดีต—อดีตที่เขาต้องทนมองดูภรรยาถูกกระทำการทดลองต่อหน้าต่อตา โดยที่เขาทำอะไรไม่ได้ นอกจากจดจำภาพนั้นฝังลึกเข้าไปในใจ เพื่อเฝ้ารอวันที่จะได้แก้แค้นมาถึงและคนที่ขอให้ทำการผ่าตัดในครั้งนี้ ก็รู้ดีว่าเขาผ่านเหตุการณ์อะไรมา ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ยังบังคับให้เขาทำ โดยอ้างเรื่องบุญคุณ แม้ว่าจะทำให้เขาไม่พอใจ และ นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เพื่อตอบแทนหนี้บุญคุณแล้ว ก็มีแต่ต้องทำแต่สิ่งที่ได้รับหลังจากนั้น…ไม่คาดคิดเลยว่าคำพูดแรกที่ได้รับหลังจากทำการผ่าตัดเสร็จ

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 41 ความจริงที่ถูกบิดเบือน

    "ท่านอาร์วิน จอมเวทย์จากหอคอยเวทมนตร์ต้องการเข้าพบขอรับ"เอรอสในรูปลักษณ์ของอาร์วินลืมตาขึ้นจากความคิด เขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดบอกให้รู้ว่าอีกสักพักใหญ่เอเลน่าถึงจะเดินทางกลับมาที่เมือง ซึ่งมันก็ดีแล้ว เพราะเขาไม่อยากให้เธอเข้ามาวุ่นวายเกี่ยวกับการเจรจาในครั้งนี้แน่นอนว่าหัวข้อเจรจาคงเป็น เรื่องที่อาร์วินถูกจับทรมาณอยู่ในคุกลับใต้ดินตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยที่พวกมันไม่รู้ตัว และ มันก็ยากจะปกปิดเพราะเอเลน่าดันอุ้มเขาออกมากลางถนน...ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเยอะมาก ทำให้ผู้คนต่างเห็นว่าพวกเราออกมาจากพื้นที่ของหอคอย และ มันกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ทำไมชายที่หายตัวไปถึงออกมาจากที่นั้น? หรือว่าหอคอยจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวคู่หมั้นของตระกูลวัลธอเรนจริงๆ?และที่สำคัญยิ่งกว่า...คนที่จับตัวมาจริงๆมันหายไปไหน เขารู้อะไรรึเปล่า? แล้วในการทอดสอบ เขาได้รับอะไรกลับมา นั้นคือสิ่งที่พวกมันอยากรู้จริงๆเขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดต่อว่า… แต่ก็พอดี เขาเองก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงต้องเผาโรงพยาบาล ในหนังสือพิมพ์ก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้ชี้แจงอะไร ถ้าอยากรู้ก็คงต

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 40 ในที่สุด ฉันก็เจอคุณ

    ภายในห้องพักที่เงียบสงัด แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหน้าต่าง ความทรงจำพร่าเลือนราวกับเป็นเพียงเงาของอดีตค่อยๆไหลซึมหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกแปลกประหลาด ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้นเธอจำได้ว่าเมื่อคืนตัวเองได้ไปสถานที่แห่งหนึ่งกับชายคนนึง จำได้ว่าได้รับขนมรสขมและชาสมุนไพรจากหมอคนนั้น และ หลังจากนั้น……ว่างเปล่าคิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในอก‘…ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่?’ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไรต่อ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา สาวใช้ในชุดเครื่องแบบสีเรียบก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่ง ราวกับไม่รู้ว่าคนในห้องได้สติอยู่ เธอถือพานน้ำชาที่ควันลอยขึ้นเป็นสายบางๆ วางลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างนุ่มนวลเมื่อสาวใช้หันกลับมา สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับหญิงสาวที่กำลังลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง สีหน้าที่เรียบนิ่งของสาวใช้ก็เปลี่ยนไปในทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มหน้านอบน้อม“คุณ...คุณฟื้นแล้วหรือคะ?” เสียงของเธอแผ่วเบาแต่แฝงด้วยความโล่งใจ“ข้า...ข้าขอโทษที่เข้ามารบกวน ข้าจะรีบไปแจ้งท่านอาร์วินให้ทราบในทันที”ชื่

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 39 ชื่อของฉันคือ....

    โพรงหินขนาดมหึมาขยายตัวออกเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงไปในความมืด เสาหินโบราณตั้งเรียงรายตามระเบียงทางเดินสูงต่ำ ราวกับขั้นบันไดแห่งอารยธรรมที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาแต่แทนที่สถานที่แห่งนี้จะเป็นเพียงซากโบราณสถานที่รกร้าง กลับมีเหล็กกล้าสนิมเขรอะ ปราการคุมขัง และกรงเหล็กที่แขวนห้อยอยู่ตามแนวผนัง บ่งบอกว่า

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 38 บทเพลงของ ขวานสีทองและเสียงกรีดร้อง

    เสียงฝีเท้าของผู้คุมหยุดชะงักกะทันหัน ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่เพียงชั่วพริบตาแล้วร่างนั้นก็พุ่งผ่านเธอไปรวดเร็วเกินกว่าสายตาจะมองทัน—ราวกับสายลมสีดำที่พัดผ่านไปเงียบงันเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นก่อนเด็กสาวจะทันหันไปมอง ขวานสีทองตวัดฟาดลงอย่างไร้ความลังเล เสียงเนื้อฉีกสะท้อนก้องในอากาศ ลำคอ

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 37 ความฝันของนกในกรง

    เมื่อเรือเดินทางมาถึงชายฝั่ง เธอถูกส่งตัวไปยังสถานที่ที่เรียกว่า "ตลาดทาส" ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสถานกักกันที่มืดมิดและสกปรก เด็กๆ ถูกแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มตามอายุและรูปลักษณ์ เด็กสาวถูกประเมินเหมือนสิ่งของ มีการตรวจสอบรูปร่าง ผิวพรรณ และความบริสุทธิ์เธอถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเด็กสาวอายุ 8-12 ปีที่ยัง "บริส

  • พันธะสัญญาของผู้กลืนกิน   ตอนที่ 36 ข้อตกลงใต้แสงไฟ

    ห้องทำงานของโจชัวยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด แสงจากโคมไฟด้านบนส่องวูบไหวไปตามผนังห้องที่เรียงรายด้วยชั้นหนังสือสูงตระหง่าน เงาของเฟอร์นิเจอร์ทอดยาวอย่างบิดเบี้ยว ราวกับมีบางสิ่งกำลังคืบคลานในความมืดโจชัวยืนพิงโต๊ะทำงาน มือข้างหนึ่งกำปากกาแน่นจนปลายเล็บซีดขาว ส่วนอีกข้างวางทับลงบนหนังสือเวทมนต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status