Beranda / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / # บทที่ 49 ผู้หญิงที่ขโมยชื่อ

Share

# บทที่ 49 ผู้หญิงที่ขโมยชื่อ

last update Tanggal publikasi: 2026-10-24 09:50:36

“ข้อมือของผู้หญิงคนนั้น…”

โรสลินพึมพำขณะจ้องมองจี้หินสีขาวในมือ

ภาพความทรงจำที่เพิ่งปรากฏยังคงติดอยู่ในหัวอย่างชัดเจน หญิงสาวในชุดสีขาวกรีดชื่อออกจากแผ่นป้ายเงินของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ใบหน้าของนางเหมือนราชินีลูนาเรียทุกประการ และสัญลักษณ์สามวงซ้อนบนข้อมือก็เหมือนกับรอยสลักของเซเวอริน

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่ใครบางคนเปลี่ยนชื่อของเธอ

แต่เป็นความเป็นไปได้ที่ว่า ผู้หญิงซึ่งเธอเคยเรียกว่าแม่ อาจมีส่วนทำให้ตัวตนเดิมของเธอหายไปจากโลก

“เซเวอริน” โรสลินเรียก “คุณบอกว่ามีคำสั่งเปลี่ยนชื่อผู้สืบทอดคนที่สอง แล้วคนที่ส่งคำสั่งนั้นคือใคร?”

ชายผมสีเงินยกมือกุมขมับ สีหน้าของเขาซีดลงกว่าเดิม

“ข้าจำได้เพียงลายเซ็น ไม่เห็นใบหน้าของผู้ส่งสาร และไม่รู้ว่าคำสั่งถูกเขียนขึ้นก่อนหรือหลังการปิดผนึกเมืองหลวง”

“แต่คุณจำสัญลักษณ์สามวงได้”

“ใช่”

“มันเป็นตราของคุณหรือ?”

เซเวอรินมองรอยสลักบนมือของตัวเอง

“มันเป็นตราของผู้ทำพันธสัญญาทั้งสามฝ่าย ผู้เฝ้าประตู ผู้ถือครองนาม และผู้ที่ไม่อาจถูกจดจำ”

“ถ้าอย่างนั้น คนที่มีตรานี้ก็อาจเป็นใครก็ได้ในสามฝ่ายสินะ”

“ไม่ใช่ทุกคนจะมีรอยสลักนี้ รอยสลักบนมือของข้าหมายความว่าข้าเคยลงนามในพันธสัญญาที่มีสิทธิ์แก้ไขทะเบียนตัวตน แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าสามารถเปลี่ยนชื่อของใครก็ได้ตามใจชอบ”

โรสลินหรี่ตา

“คุณกำลังพยายามบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์หรือเปล่า?”

“ไม่ ข้าเพียงบอกว่าอำนาจของข้ามีขอบเขต”

“แล้วความผิดของคุณล่ะ มีขอบเขตหรือไม่?”

เซเวอรินนิ่งเงียบ

อาเดรียนซึ่งนั่งพิงโขดหินอยู่ไม่ไกลเอ่ยขึ้น

“อย่าเสียเวลาซักถามเขาในตอนนี้ เราต้องหาหลักฐานที่ตรวจสอบได้”

“ฉันไม่ได้เสียเวลา” โรสลินตอบ “ฉันกำลังแยกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากคนที่รู้เรื่องเพียงบางส่วน”

เธอหันกลับไปหาเซเวอริน

“ฉันจะยังไม่ตัดสินว่าคุณเป็นคนเปลี่ยนชื่อฉัน แต่ถ้าคุณรู้อะไรอีกแม้แต่นิดเดียว คุณต้องบอกทั้งหมด”

“ข้าจะพยายาม”

“ไม่ค่ะ คุณต้องทำมากกว่าพยายาม”

โรสลินเก็บจี้หินลงในกระเป๋า

“เพราะครั้งต่อไปที่ความทรงจำของฉันถูกใครบางคนแก้ไข ฉันจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงด้วยคำว่าไม่มีทางเลือกอีกแล้ว”

พวกเขากลับถึงปราสาทแบล็กธอร์นในช่วงค่ำ

เอเวอเร็ตต์ยืนยันให้อาเดรียนพักอยู่ในห้องบรรทม ส่วนเซราฟีนจัดกำลังรักษาการณ์รอบปราสาท เพราะการปรากฏตัวของความว่างเปล่าในสถานที่ไร้นามอาจทิ้งร่องรอยให้ศัตรูติดตามมาได้

โรสลินไม่ได้คัดค้านที่อาเดรียนต้องพัก แต่เธอไม่ยอมให้เขาขังตัวเองอยู่ตามลำพัง

เธอนั่งอยู่ข้างเตียง ขณะที่เขาดื่มยาที่เอเวอเร็ตต์เตรียมไว้

“คุณจำอะไรได้บ้างหลังจากเห็นชื่ออิซารา?” เธอถาม

อาเดรียนวางถ้วยลง

“ข้าจำห้องพิธีได้ จำแสงสีเงิน และจำได้ว่ามีใครบางคนร้องไห้อยู่ข้างกายข้า แต่ใบหน้าของนางเลือนหายไปทุกครั้งที่ข้าพยายามนึกถึง”

“คุณคิดว่าเป็นอิซาราหรือเปล่า?”

“อาจเป็นนาง”

“แล้วเด็กทารกในภาพ?”

อาเดรียนหลับตาลงครู่หนึ่ง

“ข้าไม่รู้”

โรสลินสังเกตเห็นความเจ็บปวดในแววตาของเขา แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้รีบปลอบด้วยคำพูดที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

“ถ้าความทรงจำของคุณถูกแก้ไขเหมือนของฉัน เราอาจไม่มีทางรู้ความจริงจากความทรงจำเพียงอย่างเดียว”

“ข้าคิดเช่นนั้น”

“งั้นเราจะหาหลักฐานอื่น”

อาเดรียนยื่นมือมาให้ เธอจับมือเขาไว้โดยไม่ลังเล

“เจ้ากลัวหรือไม่?” เขาถาม

โรสลินคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“กลัวค่ะ ฉันกลัวว่าทุกอย่างที่ฉันเชื่อมาตลอดจะเป็นเรื่องโกหก กลัวว่าผู้หญิงที่ฉันคิดถึงอาจเป็นคนที่ทำให้ฉันสูญเสียตัวตน และกลัวว่าถ้าฉันได้รู้ชื่อเดิมจริง ๆ ฉันอาจไม่เหลือความรู้สึกแบบเดิมให้กับตัวเองอีก”

เธอหยุดไปเล็กน้อย ก่อนสบตาเขา

“แต่ฉันกลัวมากกว่าถ้าต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยปล่อยให้คนอื่นเลือกความจริงให้ฉัน”

อาเดรียนยกมือขึ้นแตะแก้มเธออย่างแผ่วเบา

“ข้าจะอยู่ข้างเจ้า”

“ฉันรู้ค่ะ แต่คุณไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาทุกอย่างให้ฉัน”

“ข้ากำลังเรียนรู้เรื่องนั้นอยู่”

โรสลินยิ้มบาง ๆ

“งั้นก็เรียนต่อไปนะคะ เพราะฉันยังมีปัญหาอีกเยอะ”

“ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าความรักของเจ้าคือการมอบงานให้ข้าทำไม่รู้จบหรือไม่”

“เพิ่งรู้หรือคะ?”

อาเดรียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนสีหน้าจะจริงจังขึ้นอีกครั้ง

“โรสลิน หากวันหนึ่งเจ้าพบว่าชื่อของเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับอิซาราจริง ๆ อย่าคิดว่ามันทำให้สิ่งที่เรามีอยู่กลายเป็นเรื่องโกหก”

เธอบีบมือเขา

“ฉันไม่คิดอย่างนั้นค่ะ ความทรงจำในอดีตอาจถูกขโมยได้ แต่สิ่งที่ฉันเลือกในวันนี้ยังเป็นของฉัน”

“รวมถึงข้าด้วยหรือไม่?”

“คุณเป็นคน ไม่ใช่สิ่งของนะคะ”

“ข้ารู้”

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าพูดเหมือนฉันเป็นคนเลือกครอบครองคุณสิคะ เราเลือกกันและกันต่างหาก”

อาเดรียนยิ้ม

“ข้าจะจำไว้”

แต่เมื่อโรสลินลุกขึ้นเพื่อกลับไปค้นเอกสาร เขากลับจับมือเธอไว้ก่อน

“คืนนี้อยู่กับข้าได้หรือไม่?”

เธอมองเขาอย่างประหลาดใจ

อาเดรียนไม่ได้พูดต่อ เพียงสบตาเธออย่างเปิดเผย

ไม่มีคำสั่ง ไม่มีการใช้พันธะเลือดบังคับ และไม่มีข้ออ้างเรื่องความปลอดภัย

มีเพียงคำขอจากผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังกลัวว่าความทรงจำของตัวเองจะถูกพรากไปอีกครั้ง

โรสลินนั่งลงข้างเขา

“ได้ค่ะ แต่ถ้าคุณฝันร้าย คุณต้องปลุกฉันนะ”

“ตกลง”

“ห้ามแอบทนคนเดียวด้วย”

“ตกลง”

“และห้ามบอกว่าตัวเองไม่เป็นไรถ้าคุณกำลังจะเป็นลม”

อาเดรียนถอนหายใจ

“ข้าควรขอให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อน หรือขอให้เจ้าหยุดสอบสวนข้ากันแน่?”

“ทั้งสองอย่างเป็นไปไม่ได้ค่ะ”

เสียงหัวเราะของเขาดังขึ้นในห้อง ก่อนค่อย ๆ เบาลงเมื่อเขาเอนตัวพัก

โรสลินนั่งจับมือเขาอยู่ข้างเตียงจนลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ

และในความเงียบ เธอก็ตัดสินใจอย่างหนึ่ง

เธอจะไม่ยอมให้ชื่อที่ยังไม่รู้จักพรากคนที่เธอรักไปจากเธอ

ไม่ว่าจะเป็นชื่อของใครก็ตาม

เช้าวันต่อมา เอเวอเร็ตต์นำกล่องไม้สีดำเข้ามาในห้องทำงานของโรสลิน

“ข้าพบสิ่งนี้ในห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดินพ่ะย่ะค่ะ เป็นทะเบียนกำเนิดของราชวงศ์จันทราที่ถูกนำออกจากหอจดหมายเหตุก่อนเมืองหลวงล่มสลาย”

โรสลินเปิดกล่อง

ข้างในมีแผ่นโลหะสีเงินสามแผ่น แต่ละแผ่นถูกจารึกด้วยอักษรโบราณ แผ่นแรกมีรายชื่อของราชินีผู้ครองบัลลังก์ แผ่นที่สองเป็นรายชื่อของผู้สืบทอด ส่วนแผ่นสุดท้ายไม่มีชื่อใดเลย

มีเพียงรอยขีดข่วนคล้ายใครบางคนพยายามลบข้อความออกอย่างเร่งรีบ

“ทำไมแผ่นสุดท้ายถึงไม่มีชื่อ?” เธอถาม

เอเวอเร็ตต์ส่ายหน้า

“ข้าไม่ทราบ แต่ข้าพบอักษรบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ใต้รอยขูด”

เขายื่นแว่นขยายให้เธอ

โรสลินก้มลงตรวจดู

แม้ตัวอักษรจะเสียหาย แต่เธออ่านคำหนึ่งออก

ผู้สืบทอดคนแรก

เธอพลิกแผ่นโลหะกลับด้าน

มีข้อความอีกบรรทัดซ่อนอยู่ตรงขอบล่าง

เมื่อผู้สืบทอดคนแรกถูกลบ ผู้สืบทอดคนที่สองจะได้รับชื่อแทน

โรสลินรู้สึกเย็นวาบ

“นี่หมายความว่าฉันไม่ได้เป็นผู้สืบทอดคนแรกตั้งแต่ต้น”

“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วผู้สืบทอดคนแรกคือใคร?”

เอเวอเร็ตต์ชี้ไปยังแผ่นโลหะที่สาม

“ชื่อของเขาหรือเธอถูกลบไปแล้ว แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือร่องรอยของพันธสัญญา”

โรสลินนำจี้หินสีขาวออกมาวางข้างแผ่นโลหะ

แสงสีเงินจากจี้ส่องลงบนรอยขีดข่วน ตัวอักษรที่ถูกลบเริ่มปรากฏขึ้นทีละเส้น

แต่แทนที่จะเป็นชื่อ มันกลับเป็นประโยคสั้น ๆ

ผู้สืบทอดคนแรกไม่ได้ถูกลบเพราะความผิดของตนเอง

เขาถูกลบเพื่อให้คนที่สองมีชีวิตอยู่

โรสลินจ้องข้อความนั้นอย่างเงียบงัน

หากเธอเป็นผู้สืบทอดคนที่สองจริง ก็หมายความว่ามีใครบางคนยอมลบตัวตนของผู้สืบทอดคนแรกเพื่อปกป้องเธอ

แต่เหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น?

และผู้สืบทอดคนแรกคือชายผมสีเงินที่พวกเขาพบในสถานที่ไร้นามหรือไม่?

เธอยังไม่มีคำตอบ

สิ่งที่เธอรู้คือมีใครบางคนสร้างเรื่องราวทั้งหมดขึ้นอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนบันทึก และทำให้คนบางคนหายไปจากประวัติศาสตร์ เพื่อรักษาความลับบางอย่างเอาไว้

“มีอีกเรื่องที่ข้าต้องรายงาน” เอเวอเร็ตต์กล่าว

โรสลินเงยหน้า

“อะไรคะ?”

“ขณะตรวจสอบทะเบียน ข้าพบว่ามีเอกสารอีกชุดหนึ่งถูกนำออกจากหอจดหมายเหตุเมื่อไม่นานมานี้ ร่องรอยเวทมนตร์ยังสดใหม่มาก”

“ใครเป็นคนเอาไป?”

“ข้าไม่อาจยืนยันได้ แต่มีร่องรอยพลังของผู้ที่เคยสัมผัสประตูรัตติกาลนิรันดร์”

โรสลินนึกถึงวาเลเรียนทันที

ลอร์ดแวมไพร์ผู้นั้นยังคงตามล่าความลับของราชวงศ์จันทรา และตอนนี้เขาก็กำลังตามหาผู้สืบทอดคนแรกเช่นกัน

หากเขาได้รู้ความจริงก่อนพวกเธอ ผลลัพธ์อาจเลวร้ายยิ่งกว่าการเปิดประตูเสียอีก

“เราต้องรู้ว่าเขาได้เอกสารอะไรไป”

เอเวอเร็ตต์พยักหน้า

“ข้าจะให้เซราฟีนตรวจสอบเส้นทางการขนย้ายเอกสารพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่ค่ะ” โรสลินกล่าว “ฉันจะไปเอง”

ในเวลาเดียวกัน ณ ซากเมืองหลวงของราชวงศ์จันทรา วาเลเรียนยืนอยู่หน้าห้องพิธีใต้ดิน

ตรงหน้าเขาคือแท่นหินที่มีวงเวทสามชั้นสลักอยู่บนพื้น แสงสีดำไหลผ่านร่องสลักเหมือนเลือดที่กำลังเคลื่อนไหว

ในมือของวาเลเรียนมีแผ่นโลหะสีเงินซึ่งถูกขโมยมาจากหอจดหมายเหตุ

เขาอ่านข้อความที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนผิวโลหะด้วยความพึงพอใจ

ผู้สืบทอดคนแรกยังคงมีชีวิต

“ในที่สุด…”

เขาพึมพำ

“ข้าก็จะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมาจริง ๆ”

เงาดำหลังแท่นหินเคลื่อนไหว

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความว่างเปล่า

“เจ้าไม่ได้ต้องการรู้ความจริง วาเลเรียน”

เขายิ้ม

“แล้วข้าต้องการอะไร?”

“เจ้าต้องการแก้ไขสิ่งที่ตัวเองเคยทำผิดพลาด”

รอยยิ้มของวาเลเรียนแข็งค้างไปชั่วขณะ

“ข้าไม่ได้ทำผิดพลาด”

“เจ้าเปิดประตูเพื่อเอาชนะความตาย แต่สิ่งที่เจ้าปลุกขึ้นมาไม่เคยเป็นของเจ้า”

“ข้าควบคุมมันได้”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากเงามืด

“เช่นนั้น จงเรียกชื่อของผู้สืบทอดคนแรกออกมาสิ”

วาเลเรียนก้มมองแผ่นโลหะ

ริมฝีปากของเขาขยับ แต่ไม่มีเสียงใดออกมา

ตัวอักษรบนแผ่นโลหะเริ่มเลือนหาย

ไม่ใช่เพราะมีใครทำลายมัน

แต่เพราะชื่อที่เขาพยายามอ่านกำลังถูกลบออกจากความคิดของเขาเอง

วาเลเรียนถอยหลังด้วยความตกใจ

“ไม่…เป็นไปไม่ได้!”

“เจ้าไม่สามารถเรียกชื่อของคนที่โลกไม่ยอมจดจำได้”

เงาดำแผ่ขยายขึ้นมาตามแท่นหิน

“แต่ผู้สืบทอดคนที่สองทำได้”

วาเลเรียนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

ความโลภปรากฏในดวงตาของเขาอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ต้องได้ตัวโรสลินมา”

“ไม่”

เสียงจากความมืดตอบกลับอย่างเด็ดขาด

“เจ้าต้องทำให้นางระลึกถึงชื่อเดิมของตัวเอง”

วาเลเรียนยิ้มช้า ๆ

“แล้วเมื่อถึงตอนนั้น นางก็จะเปิดทางให้ข้าเอง”

เสียงหัวเราะจากความว่างเปล่าดังขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้มันคล้ายเสียงของผู้หญิงที่กำลังร้องไห้

“เจ้าคิดผิดแล้ว วาเลเรียน”

“เพราะเมื่อชื่อเดิมกลับคืนสู่เจ้าของ…”

เงาดำทั้งหมดหยุดนิ่ง

“คนที่จะถูกลบออกจากโลกเป็นคนต่อไป อาจเป็นเจ้าเอง”

คืนนั้น โรสลินกลับมาที่ห้องพร้อมแผ่นโลหะสีเงิน

อาเดรียนรอเธออยู่ข้างหน้าต่าง สีหน้าของเขาดีขึ้นเล็กน้อย แต่เงาดำใต้ผิวหนังยังไม่หายไปทั้งหมด

“มีอะไรคืบหน้าหรือไม่?” เขาถาม

โรสลินวางแผ่นโลหะลงบนโต๊ะ

“ฉันอาจไม่ใช่ผู้สืบทอดคนแรก แต่ฉันเป็นคนที่สอง และคนแรกถูกลบเพื่อให้ฉันมีชีวิตอยู่”

อาเดรียนพิจารณาข้อความอย่างเงียบงัน

“ถ้าเช่นนั้น ชายผมสีเงินคนนั้นอาจเป็นผู้สืบทอดคนแรก”

“หรืออาจเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา เรายังสรุปไม่ได้”

เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเล่าถึงเอกสารที่วาเลเรียนขโมยไปและความเป็นไปได้ที่เขากำลังตามหาผู้สืบทอดคนแรก

อาเดรียนขมวดคิ้ว

“หากวาเลเรียนไปถึงสถานที่ไร้นามก่อนเรา เขาอาจใช้พลังของประตูบังคับให้ความทรงจำของผู้ถูกลบกลับคืนมา”

“แล้วถ้าทำเช่นนั้นได้จริง เขาจะทำอะไร?”

“ข้าไม่รู้ แต่ข้าไม่คิดว่าเขาจะหยุดอยู่แค่การเปิดประตู”

โรสลินมองออกไปนอกหน้าต่าง

เธอเคยคิดว่าความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดจะช่วยให้เข้าใจอดีตได้ง่ายขึ้น

แต่ตอนนี้ยิ่งรู้มากเท่าไร เธอก็ยิ่งเห็นว่ามีคนจำนวนมากพยายามกำหนดอนาคตของเธอไว้ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิด

บางคนอาจทำไปเพื่อปกป้องเธอ

บางคนอาจทำไปเพื่อใช้ประโยชน์จากเธอ

และบางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไร เธอจะไม่ยอมให้ใครตัดสินใจแทนเธออีก

“อาเดรียน ฉันอยากกลับไปที่สถานที่ไร้นาม”

เขาหันมามองเธอ

“เพื่อช่วยผู้สืบทอดคนแรก?”

“เพื่อหาความจริงก่อนที่วาเลเรียนจะไปถึงเขา และเพื่อรู้ว่าชื่อที่ฉันใช้มาตลอดชีวิตเป็นของฉันจริงหรือไม่”

อาเดรียนลุกขึ้นยืน

“ข้าจะไปกับเจ้า”

“ฉันรู้ค่ะ”

เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนยื่นมือให้เขา

“แต่ครั้งนี้เราจะไม่ไปเพื่อให้ใครเลือกชะตากรรมแทนเรา”

อาเดรียนจับมือเธอ

“เราจะไปเพื่อเลือกด้วยตัวเอง”

โรสลินพยักหน้า

ทว่าในวินาทีที่มือของทั้งสองสัมผัสกัน แผ่นโลหะสีเงินบนโต๊ะกลับส่องแสงขึ้นอย่างฉับพลัน

ตัวอักษรใหม่ปรากฏขึ้นบนพื้นผิว

ผู้สืบทอดคนแรกกำลังถูกเรียกคืน

ตามด้วยข้อความอีกบรรทัดหนึ่ง

ผู้สืบทอดคนที่สองต้องเลือกว่าจะรักษาชื่อของตนเอง หรือคืนชีวิตให้ผู้ที่ถูกลบ

โรสลินจ้องข้อความนั้นอย่างไม่กะพริบตา

ก่อนที่เธอจะทันเอ่ยอะไร เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง

คราวนี้ไม่ใช่เสียงของผู้หญิงหลังผนึก

แต่เป็นเสียงของชายผมสีเงินที่พวกเขาพบในสถานที่ไร้นาม

โรสลิน…หากเจ้ายังจำข้าได้ จงอย่าเรียกชื่อของข้า

เพราะชื่อของข้าไม่ใช่สิ่งที่ถูกขโมยไป

เสียงนั้นสั่นไหวราวกับกำลังจะขาดหาย

แต่เป็นสิ่งที่ข้าใช้แลกกับชีวิตของเจ้าเอง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 55 เมื่อจันทราเลือกหัวใจ

    รุ่งอรุณแรกหลังจากการล่มสลายของแดนไร้นามมาถึงอย่างเงียบงัน แสงสีทองส่องผ่านหน้าต่างสูงของปราสาทแวมไพร์ สาดลงบนพื้นหินอ่อนที่เคยเย็นเยียบมานานนับศตวรรษ ทหารเวรยามกลับมาประจำตำแหน่ง ผู้คนที่เคยสูญเสียความทรงจำเริ่มจดจำชื่อของตนเองได้อีกครั้ง และข่าวการรอดชีวิตของราชาแวมไพร์ก็แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทว่าสำหรับโรสลิน วินเทอร์ การกลับมาของแสงสว่างไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ เธอยืนอยู่ริมระเบียง มองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำเงินเข้ม มือข้างหนึ่งแตะจี้หินสีขาวซึ่งได้รับการซ่อมแซมด้วยเวทมนตร์ของเอเวอเร็ตต์ แม้มันจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่เศษหินทั้งสองชิ้นกลับเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง ไม่มีชื่อซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีคำสั่งจากอดีต มีเพียงแสงสีเงินจาง ๆ ที่ส่องสว่างเมื่อเธอต้องการเท่านั้น “เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไร” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินหันกลับไปเห็นอาเดรียนยืนอยู่ตรงประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบง่าย ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเครื่องหมายราชวงศ์ และไม่มีดาบประจำตัว เขาดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันยาวนานมาเช่นเดียวกับเธอ “ไม่นานค่ะ” “ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้แล

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 54 ความจริงก่อนรุ่งอรุณ

    “ต้นกำเนิดของเจ้าเอง” คำพูดของอาเดรียนทำให้โรสลินนิ่งงัน รอบตัวพวกเขา ห้องหินกำลังพังทลาย แสงสีดำจากรอยแยกบนพื้นค่อย ๆ แผ่กระจายไปตามผนัง เสียงของสิ่งที่อยู่หลังประตูยังคงกระซิบเรียกชื่อผู้คนที่ไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไป แต่โรสลินกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง เธอค่อย ๆ ปล่อยมือจากอาเดรียน “อธิบายมา” อาเดรียนไม่หลบสายตา “ข้าจะอธิบายทุกอย่างที่ข้าจำได้ แต่ข้าไม่กล้ารับรองว่าความทรงจำทั้งหมดเป็นความจริง” “เริ่มจากเรื่องที่คุณเพิ่งพูด” เขาสูดลมหายใจลึก “หญิงที่ข้าเคยรู้จักในนามอิซาราไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือครองนามแห่งพันธสัญญา นางเป็นร่างที่ใช้กักเก็บตัวตนของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่อยู่ก่อนการกำเนิดราชวงศ์จันทรา และเป็นต้นกำเนิดของพลังที่สืบทอดมาถึงเจ้า” โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “ผู้หญิงหลังผนึก” “ใช่” “ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จันทรา” “ข้าคิดว่าใช่” เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “ทุกคนมีคำตอบให้ฉันครึ่งเดียวเสมอ” อาเดรียนก้มหน้าลง “ข้าขอโทษ” “อย่าเพิ่งขอโทษแทนสิ่งที่คุณยังไม่รู้” โรสลินตอบ “ฉันต้องการความจริง ไม่ใช่ความรู้สึกผิดของคุณ” เขาเงยห

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 53 หัวใจที่ไม่ยอมตาย

    “อิซารา... ผู้หญิงที่ข้าฆ่าเพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่” เสียงนั้นดังสะท้อนทั่วห้องหิน ราวกับไม่ได้มาจากหัวใจสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศ แต่ดังขึ้นจากภายในร่างของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น โรสลินไม่อาจละสายตาจากสิ่งตรงหน้าได้ หัวใจสีดำเต้นช้า ๆ มีเส้นแสงสีแดงแทรกอยู่ตามรอยแตก และทุกครั้งที่มันบีบตัว พลังจันทราในร่างของเธอจะตอบสนองราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหา เธอรู้สึกถึงความเศร้า ความเจ็บปวด และความรักที่รุนแรงจนเกือบกลายเป็นความเกลียดชัง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความรู้สึกทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเธอ “อย่าเข้าใกล้มัน” อาเดรียนเตือน เขายืนอยู่ข้างเธอ ดาบในมือพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ทว่าแววตาของเขากลับจับจ้องหัวใจสีดำด้วยความสับสนอย่างที่โรสลินไม่เคยเห็นมาก่อน “มันกำลังเชื่อมต่อกับเจ้า” “ฉันรู้” “ถ้าเช่นนั้น ถอยออกมา” โรสลินหันไปมองเขา “คุณกำลังสั่งฉันหรือขอให้ฉันระวัง” อาเดรียนชะงัก ก่อนลดดาบลงเล็กน้อย “ข้ากำลังขอให้เจ้าระวัง เพราะข้าไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรกับเจ้า” เธอพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะระวัง แต่ฉันจะไม่หนีจากความจริงเพียงเพราะมันน่ากลัว” อาเดรียนไม่ได้ขัดขวาง เขาเพียงขยับเข้าม

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 52 หัวใจของผู้ถูกลบ

    เสียงแตกร้าวของจี้หินสีขาวยังคงก้องอยู่ในหูของโรสลิน เศษหินสองชิ้นตกลงบนพื้นหินสีดำ แสงสีเงินที่เคยส่องสว่างจากจี้ค่อย ๆ ดับลง ทว่าก่อนที่มันจะมอดหายไปโดยสมบูรณ์ อักขระเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในกลับปรากฏขึ้นชั่วขณะ ไม่ใช่ชื่อโรสลิน วินเทอร์ ไม่ใช่ชื่ออิซารา แต่เป็นสัญลักษณ์วงแหวนสามวงซ้อนกัน และมีเส้นหนึ่งพาดผ่านตรงกลาง โรสลินก้มมองเศษจี้ ก่อนเงยหน้าขึ้นเผชิญชายที่มีใบหน้าเหมือนอาเดรียน “คุณพูดว่าฉันขโมยหัวใจของคุณไป หมายความว่าอย่างไร” ชายคนนั้นยิ้มอย่างคนที่รอคำถามนี้มานาน “เจ้าจำไม่ได้จริง ๆ หรือ” “ถ้าฉันจำได้ ฉันคงไม่ถาม” “เจ้าก็ยังใจร้อนเหมือนเดิม” “ส่วนคุณก็ยังพูดมากโดยไม่ตอบคำถามเหมือนเดิม” รอยยิ้มของเขาหายไปชั่วขณะ ด้านหลังโรสลิน อาเดรียนตัวจริงยืนเงียบสนิท ตั้งแต่วาเลเรียนเรียกชายอีกคนว่า ฝ่าบาท เขาก็ไม่เอ่ยอะไรอีกเลย ดวงตาสีแดงจับจ้องแผ่นโลหะในมือวาเลเรียนราวกับกำลังพยายามดึงความทรงจำที่ถูกฝังไว้กลับคืนมา “ส่งแผ่นโลหะนั่นมา” อาเดรียนกล่าวในที่สุด วาเลเรียนเลิกคิ้ว “ฝ่าบาทต้องการสิ่งนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” “ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าประชด” “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 51 เงาสะท้อนของราชาแวมไพร์

    “ในที่สุดเจ้าก็มาถึง อิซารา” เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางห้องหินอันเงียบงัน โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกำจี้หินสีขาวที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ ขณะที่อาเดรียนตัวจริงก้าวมายืนเคียงข้างเธอ ดวงตาสีแดงของราชาแวมไพร์จับจ้องชายอีกคนซึ่งมีใบหน้าเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ผมสีดำสนิท ดวงตาสีแดงเข้ม รูปร่างสูงสง่า และดาบประจำราชวงศ์แวมไพร์ในมือ แม้แต่รอยแผลเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้วมือซ้ายก็เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างมีเพียงแววตา อาเดรียนที่ยืนอยู่ข้างโรสลินมีความเยือกเย็นที่ผ่านความเจ็บปวดมานับพันปี ส่วนชายบนแท่นหินกลับมีแววตาของผู้ที่ไม่เคยยอมรับการสูญเสีย และพร้อมทำลายทุกสิ่งเพื่อเอาคืน “ถอยไปจากนาง” อาเดรียนตัวจริงเอ่ยเสียงต่ำ ชายอีกคนหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากล้าสั่งข้าหรือ” “ข้าไม่จำเป็นต้องสั่งตัวเอง” “ตัวเอง?” อีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ อาเดรียน” บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้ง เส้นสีดำที่พันธนาการชายผมสีเงินบนแท่นหินขยับราวกับสิ่งมีชีวิต มันเลื้อยผ่านแขนและลำคอของเขา ก่อนจะรัดแน่นขึ้นเมื่อชายผู้นั้นพยายามขยับตัว โรสลินมองภาพนั้นแล้วก้าวไปข้างหน้า “ก่อนจะมีใครเริ่มต่อสู้ก

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 50 ชีวิตที่แลกด้วยชื่อ

    เสียงของชายผมสีเงินยังคงดังก้องอยู่ในหัวของโรสลิน แม้แผ่นโลหะสีเงินบนโต๊ะจะดับแสงลงแล้วก็ตาม ชื่อของข้าไม่ใช่สิ่งที่ถูกขโมยไป แต่เป็นสิ่งที่ข้าใช้แลกกับชีวิตของเจ้าเอง โรสลินยืนนิ่ง มือที่จับแผ่นโลหะเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก “เขากำลังพยายามบอกอะไรฉันกันแน่…” อาเดรียนยืนอยู่ข้างเธอ สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “บางทีเขาอาจยอมสละชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเจ้าให้รอดจากการถูกลบ” “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมชื่อของฉันถึงถูกเปลี่ยนตามไปด้วย?” “เพราะชื่อของเจ้าอาจเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่เขาทำไว้” โรสลินหลับตาลง พยายามจัดเรียงข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา ผู้สืบทอดคนแรกถูกลบออกจากโลกเพื่อให้ผู้สืบทอดคนที่สองมีชีวิตอยู่ ชายผมสีเงินยอมแลกชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเธอ ขณะที่ชื่อเดิมของเธอกลับถูกซ่อนเอาไว้ และอาเดรียนก็มีคำสาปที่เชื่อมโยงกับเธอมานานกว่าพันปี ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีใครยอมเปิดเผยความจริงทั้งหมด “ฉันจะไม่ยอมให้ใครใช้ชีวิตของฉันเป็นข้ออ้างในการเสียสละตัวเองอีกแล้ว” เธอกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นพ่อของฉัน อิซารา หรือแม้แต่คุณ” อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น” “คุณเคยพูดแบบน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status