LOGIN“อิซารา…”
โรสลินทวนชื่อนั้นอย่างแผ่วเบา ทันทีที่เสียงของเธอเอ่ยออกมา พื้นห้องสีขาวก็สั่นสะเทือน หนังสือสีเงินบนแท่นพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว ก่อนหยุดลงตรงหน้าที่ว่างเปล่า ตัวอักษรสีดำค่อย ๆ ปรากฏขึ้นราวกับมีใครบางคนกำลังเขียนมันจากอีกฟากของโลก อิซารา — ผู้ถือครองนามแห่งพันธสัญญา สถานะ: เสียชีวิตแล้ว การปรากฏตัวซ้ำ: ไม่ได้รับอนุญาต โรสลินอ่านทุกบรรทัดด้วยความรู้สึกเย็นวาบ “อาเดรียน คุณรู้จักชื่อนี้ใช่ไหม?” ราชาแวมไพร์ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งกดหน้าอกตรงตำแหน่งที่เงาดำกำลังขยายตัว เส้นเลือดสีดำแผ่ขึ้นมาตามลำคอ ก่อนหยุดอยู่ใต้แนวกราม เขาไม่ได้ตอบในทันที “อาเดรียน!” “ข้ารู้จัก” คำตอบนั้นแหบพร่า “นางเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ช่วยชีวิตข้าเมื่อพันกว่าปีก่อน” โรสลินชะงัก อิซาราคือหญิงผู้สร้างพันธสัญญาแห่งนามร่วมกับเอเรน คือคนที่ยอมสละความทรงจำส่วนใหญ่เพื่อผูกชีวิตของอาเดรียนเข้ากับผนึก และเป็นชื่อที่ปรากฏในบันทึกโบราณซึ่งพวกเขาค้นพบก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีบันทึกฉบับใดกล่าวว่านางเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จันทราในฐานะผู้สืบทอด “แล้วทำไมหนังสือถึงเรียกชื่อนี้ว่าเป็นชื่อเดิมของฉัน?” “ข้าไม่รู้” “คุณแน่ใจหรือ?” อาเดรียนเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ “ข้าจำอิซาราได้ในฐานะผู้หญิงที่ยอมสูญเสียความทรงจำเพื่อช่วยข้า แต่ข้าไม่เคยรู้ว่านางมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าอย่างไร และข้าไม่เคยรู้ว่านางเป็นผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จันทราหรือไม่” โรสลินก้มมองหนังสืออีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้น เราต้องแยกให้ออกว่าชื่อนี้เป็นความจริง หรือเป็นเพียงสิ่งที่สถานที่แห่งนี้ต้องการให้เราเชื่อ” “ถูกต้อง” เขาพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง โรสลินประคองเขาไว้ทันที “อย่าฝืน!” “ข้าไม่เป็นไร” “คุณกำลังโกหกค่ะ” เธอจ้องหน้าเขาอย่างไม่พอใจ “เราเพิ่งตกลงกันว่าจะไม่ปิดบังอาการของตัวเอง คุณจำไม่ได้หรือ?” อาเดรียนเม้มปาก ก่อนยอมรับอย่างเสียไม่ได้ “ความมืดกำลังดึงบางอย่างออกจากข้า ไม่ใช่พลัง แต่เป็นความทรงจำ” “ความทรงจำเรื่องอะไร?” เขาหลับตาลงชั่วครู่ “ข้ายังบอกไม่ได้ เพราะมันกำลังหายไปก่อนที่ข้าจะมองเห็นชัดเจน” โรสลินวางมือบนหลังมือของเขา แสงจันทร์สีเงินค่อย ๆ แผ่ออกมาจากปลายนิ้ว แต่เธอไม่ได้พยายามกำจัดความมืดทั้งหมด เพียงสร้างขอบเขตบาง ๆ ล้อมรอบร่างของเขาเพื่อหยุดการรุกล้ำ “ฉันจะช่วยประคองมันไว้ แต่ฉันจะไม่ดึงความทรงจำออกจากคุณโดยพลการ” อาเดรียนมองเธอด้วยแววตาอ่อนลง “ขอบใจ” “เก็บคำขอบคุณไว้ก่อนค่ะ เราต้องออกจากที่นี่” เสียงหัวเราะของผู้หญิงดังขึ้นจากหลังผนัง “เจ้าคิดว่าจะออกไปได้อย่างนั้นหรือ?” โรสลินหันขวับ “ถ้าคุณอยากให้ฉันอยู่ต่อ ก็ออกมาคุยกันตรง ๆ สิคะ อย่าเอาแต่ซ่อนตัวแล้วพูดเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของทุกสิ่ง” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถง จากนั้นเสียงผู้หญิงก็ตอบกลับมา “เจ้ายังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อไปกี่ครั้ง” โรสลินกำมือแน่น “ฉันไม่เคยรู้จักคุณ” “แต่ข้ารู้จักเจ้า” “นั่นไม่ได้แปลว่าคุณมีสิทธิ์กำหนดว่าฉันเป็นใคร” ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง ผนังสีขาวด้านหน้าก็แยกออกเป็นช่องยาว แสงสีเงินส่องลอดออกมา เผยให้เห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หลังม่านบางใสราวกับกระจก ใบหน้าของนางเหมือนโรสลินอย่างน่าประหลาด เส้นผมสีเงินยาวถึงเอว ดวงตาสีเทาส่องประกายเย็นเยียบ และบนหน้าผากมีเครื่องหมายพระจันทร์เสี้ยวซึ่งถูกขีดทับด้วยเส้นสีดำ แต่สิ่งที่ทำให้โรสลินใจสั่นไม่ใช่รูปลักษณ์ หากเป็นแววตาของผู้หญิงคนนั้น มันเหมือนกับแววตาที่เธอเคยเห็นในความทรงจำของราชินีลูนาเรีย เพียงแต่ลึกกว่า เก่าแก่กว่า และเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ไม่มีวันสิ้นสุด “เจ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นใครหรือไม่?” หญิงคนนั้นถาม “แน่นอน” “เช่นนั้น จงคืนชื่อที่ขโมยไปให้ข้า” โรสลินไม่ตอบรับทันที “ถ้าชื่อนั้นเป็นของคุณจริง คุณก็ต้องพิสูจน์ให้ฉันเห็นก่อน” รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้าของหญิงหลังม่าน “เจ้าฉลาดขึ้นมาก” “ฉันไม่แน่ใจว่าควรถือว่านั่นเป็นคำชมหรือคำดูถูก” “มันเป็นเพียงความจริง” หญิงคนนั้นยกมือขึ้นแตะกระจก ทันใดนั้น ภาพความทรงจำก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ โรสลินเห็นเมืองหลวงของราชวงศ์จันทราในคืนที่ท้องฟ้าแตกสลาย ผู้คนวิ่งหนีไปตามถนน ขณะที่เงาดำมหาศาลแผ่ขยายอยู่เหนือพระราชวัง ท่ามกลางความโกลาหล หญิงผมสีเงินคนหนึ่งยืนอยู่หน้าแท่นพิธี นางอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมแขน ข้างกายมีชายผมสีเงินดวงตาสีเทาคุกเข่าอยู่ ชายคนนั้นคือผู้ถูกลบคนแรกที่พวกเขาพบในสถานที่ไร้นาม “เจ้าต้องพาเด็กคนนี้ออกไป” หญิงผมสีเงินกล่าว “แล้วเจ้าล่ะ?” ชายคนนั้นถาม “ข้าจะอยู่ที่นี่” “ถ้าเจ้าอยู่ เจ้าจะถูกลบไปพร้อมกับเมืองหลวง!” “ข้ารู้” หญิงคนนั้นก้มมองเด็กทารกในอ้อมแขน น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนผ้าห่มสีขาว “แต่หากไม่มีใครยอมเสียสละ ความว่างเปล่าจะตามเด็กคนนี้ไปจนถึงโลกอีกฟากหนึ่ง” โรสลินรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางอก ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง หญิงคนนั้นวางเด็กทารกลงบนแท่นหิน ขณะที่ชายผมสีเงินยื่นมือเข้าหานาง แต่ถูกแสงสีดำผลักกระเด็นออกไป จากนั้นมีผู้หญิงอีกคนเดินเข้ามา นางสวมชุดราชสำนักสีขาว ใบหน้าเหมือนหญิงที่อยู่หลังม่านทุกประการ แต่ดวงตาเป็นสีฟ้าอ่อน ลูนาเรีย ชื่อดังกล่าวปรากฏขึ้นในใจโรสลินอย่างไม่มีเหตุผล ผู้หญิงในชุดราชสำนักรับเด็กทารกไปอุ้ม ก่อนก้มลงกระซิบข้างหู “ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะมีชื่อใหม่” ภาพความทรงจำหยุดลงกะทันหัน โรสลินถอยหลังไปครึ่งก้าว “ผู้หญิงสองคนนี้เป็นใคร?” “คนหนึ่งคือผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จันทรา” เสียงจากหลังม่านตอบ “อีกคนคือผู้ที่รับช่วงชื่อของข้าไป” “รับช่วงชื่อ?” “ลูนาเรียไม่ใช่ชื่อที่ติดตัวผู้หญิงคนหนึ่งมาตั้งแต่เกิด มันเป็นตำแหน่ง เป็นนามที่ส่งต่อกันเมื่อผู้ถือครองคนก่อนหายไปจากโลก” โรสลินรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าเอียงวูบ “คุณกำลังบอกว่าราชินีลูนาเรียที่ฉันรู้จัก อาจไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวกับที่ให้กำเนิดฉัน?” “ข้ากำลังบอกว่าเจ้าจำสิ่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้จำ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด” อาเดรียนฝืนลุกขึ้นยืน แม้สีหน้าจะยังซีดเผือด “หากเจ้าเป็นอิซาราจริง เหตุใดจึงมีชื่อของนางอยู่ในบันทึกว่าตายไปแล้ว? และเหตุใดจึงเรียกโรสลินว่าเป็นลูกสาวของเจ้า?” หญิงหลังม่านหันไปมองเขา “เพราะชื่อหนึ่งสามารถตายได้ โดยที่ผู้ถือครองยังคงมีชีวิตอยู่” “อธิบายให้ชัดเจนกว่านี้” “เจ้าไม่มีสิทธิ์เรียกร้องคำอธิบายจากข้า ราชาแวมไพร์” คำพูดนั้นทำให้เงาดำใต้ผิวหนังของอาเดรียนเคลื่อนไหวอีกครั้ง โรสลินรีบจับมือเขา “อย่าตอบโต้ เธอกำลังพยายามยั่วยุคุณ” อาเดรียนมองเธอ ก่อนยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว หญิงหลังม่านหัวเราะเบา ๆ “เจ้าคิดว่าเขาจะอยู่ข้างเจ้าได้ตลอดไปหรือ?” “นั่นเป็นเรื่องที่ฉันกับเขาจะตัดสินใจเอง” “แม้คำสาปของเขาจะเกิดขึ้นเพราะเจ้า?” โรสลินนิ่งงัน หญิงคนนั้นยกมือขึ้นอีกครั้ง ภาพใหม่ปรากฏขึ้น เป็นคืนหนึ่งในอดีต อาเดรียนในวัยหนุ่มยืนอยู่กลางวงเวทสีเงิน เสื้อผ้าของเขาเปื้อนเลือด ขณะที่อิซาราคุกเข่าอยู่ตรงหน้า แต่ครั้งนี้โรสลินเห็นรายละเอียดที่ไม่เคยปรากฏในบันทึกเก่า อิซาราไม่ได้ผูกพันธสัญญาเข้ากับผนึกเพียงอย่างเดียว นางวางมือบนอกของอาเดรียน แล้วดึงเส้นแสงเส้นหนึ่งออกจากร่างเขา เส้นแสงนั้นเชื่อมต่อไปยังอีกฟากของวงเวท ซึ่งมีเด็กทารกคนหนึ่งนอนอยู่ เด็กทารกที่มีดวงตาสีเทา “นั่นคืออะไร?” โรสลินถาม “สิ่งที่เขาไม่เคยรู้” หญิงหลังม่านตอบอย่างเย็นชา “อิซาราไม่ได้ผูกชีวิตของอาเดรียนไว้กับผนึกเท่านั้น นางผูกส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไว้กับผู้สืบทอด เพื่อให้ความว่างเปล่าไม่อาจลบเด็กคนนั้นออกจากโลกได้” อาเดรียนจ้องภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “ไม่จริง…” “เจ้าคิดว่าคำสาปเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดของพิธีกรรมหรือ? เจ้าคิดว่าความมืดตามล่าเจ้าเพราะเจ้าพยายามเปิดประตู?” หญิงคนนั้นลดมือลง “คำสาปคือหลักฐานว่าเจ้าเคยถูกใช้เป็นสมอสำหรับยึดชีวิตของผู้สืบทอดไว้กับโลกนี้” โรสลินรู้สึกถึงแรงบีบที่มือของอาเดรียน “ถ้าอย่างนั้น ตั้งแต่ต้นฉันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องทรมาน?” “ไม่ใช่” อาเดรียนพูดทันที เขาหันมาสบตาเธอ แม้ความเจ็บปวดจะยังปรากฏอยู่ในแววตา “อย่าเอาความผิดของคนในอดีตมาใส่ตัวเอง โรสลิน เจ้าไม่ได้เป็นคนทำพิธีนั้น และไม่ได้เป็นคนเลือกให้ข้าต้องแบกรับคำสาป” “แต่ถ้าฉันเป็นเหตุผลที่ทำให้คำสาปยังคงอยู่—” “การเป็นเหตุผลไม่เหมือนกับการเป็นผู้กระทำผิด” น้ำเสียงของเขาหนักแน่น “ข้าไม่เคยเสียใจที่ได้พบเจ้า และไม่ต้องการให้เจ้าชดใช้สิ่งที่คนอื่นทำแทนข้า” โรสลินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ เธอจะไม่ยอมให้ใครเปลี่ยนความรักของพวกเขาให้กลายเป็นหนี้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหนี้เลือด หนี้ชีวิต หรือหนี้ที่สืบทอดมาจากพันธสัญญาโบราณก็ตาม “ถ้าคำพูดของคุณเป็นความจริง” โรสลินหันกลับไปหาหญิงหลังม่าน “ฉันต้องการรู้ว่าทำไมคุณถึงยอมให้ชื่อของฉันถูกเปลี่ยน” หญิงคนนั้นเงียบไปนาน เมื่อเสียงของนางดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ได้เย็นชาเหมือนก่อนหน้า “เพราะชื่อเดิมของเจ้าคือสิ่งเดียวที่สามารถเรียกผู้ถูกลบคนแรกกลับมาได้” โรสลินนึกถึงชายผมสีเงินที่กำลังเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา “เขาคือพ่อของฉันจริงหรือ?” “เขาเป็นคนที่ให้กำเนิดเจ้า” คำตอบนั้นทำให้โรสลินแทบลืมหายใจ “แล้วคุณล่ะ?” “ข้าเป็นคนที่ให้กำเนิดสายเลือดซึ่งเจ้าสืบทอด” “นั่นไม่ใช่คำตอบ” “มันเป็นคำตอบเดียวที่ข้าจะให้เจ้าได้ในตอนนี้” โรสลินขบกรามแน่น เธอเกลียดคำตอบครึ่งเดียว เกลียดการที่ทุกคนพยายามกำหนดว่าความจริงส่วนใดที่เธอสมควรรับรู้ แต่คราวนี้เธอจะไม่ยอมให้ความโกรธผลักตัวเองไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด “ฉันจะไม่คืนชื่อให้คุณเพียงเพราะคุณบอกว่ามันเป็นของคุณ” หญิงหลังม่านเงียบงัน “และฉันจะไม่ยอมรับว่าฉันเป็นอิซารา จนกว่าจะรู้ว่าชื่อนั้นหมายถึงอะไรสำหรับชีวิตของฉัน” “ถ้าเจ้าไม่คืนชื่อ ผนึกจะอ่อนแอลง” “ถ้าฉันคืนชื่อโดยไม่รู้ผลลัพธ์ ฉันอาจสูญเสียตัวตนที่มีอยู่ตอนนี้ไปตลอดกาล” โรสลินยกคางขึ้น “คุณอยากให้ฉันเลือกอย่างมีเจตจำนงของตัวเองไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของฉันด้วย” เป็นครั้งแรกที่หญิงหลังม่านไม่ตอบกลับทันที จากนั้นเสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้น “ดีมาก” ม่านสีเงินเริ่มสั่นไหว “ในที่สุด เจ้าก็เรียนรู้ที่จะปฏิเสธข้าได้แล้ว” “คุณพูดเหมือนฉันเคยรู้จักคุณมาก่อน” “เจ้าเคยรู้จักข้า” แสงด้านหลังม่านดับลงชั่วขณะ ก่อนปรากฏเป็นภาพใบหน้าของหญิงผมสีเงินอย่างชัดเจน “และข้าก็เคยสัญญาว่าจะไม่พรากสิทธิ์ในการเลือกไปจากเจ้า” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย “แต่ข้าผิดสัญญานั้นไปแล้ว” ทันใดนั้น พื้นห้องก็แตกร้าวอย่างรุนแรง หนังสือสีเงินปิดลงเอง แสงรอบตัวพวกเขากะพริบถี่ขึ้น ราวกับสถานที่แห่งนี้กำลังถูกดึงออกจากความเป็นจริง เซเวอรินทรุดเข่าลง มือที่สวมถุงมือสีเงินมีควันดำลอยออกมา “ต้องรีบไปแล้ว! สถานที่นี้กำลังถูกลบ!” เซราฟีนดึงดาบออกจากฝัก ขณะที่เอเวอเร็ตต์พยายามประคองเซเวอรินให้ลุกขึ้น โรสลินหันกลับไปหาม่านสีเงินเป็นครั้งสุดท้าย “ฉันจะกลับมา แต่ครั้งหน้าฉันต้องการคำตอบทั้งหมด” เสียงผู้หญิงดังขึ้นท่ามกลางความสั่นสะเทือน “เจ้าจะกลับมาแน่นอน โรสลิน…” เสียงนั้นหยุดไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวต่อ “เพราะครั้งต่อไป คนที่เจ้าต้องเลือกว่าจะช่วย ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่บิดาของเจ้า และไม่ใช่ราชาแวมไพร์” เงาดำพุ่งขึ้นจากพื้นและกลืนกินแท่นหินทั้งแท่น “แต่เป็นตัวเจ้าเอง” พวกเขาหนีออกจากห้องโถงได้ก่อนที่มันจะพังทลาย บันไดหินที่เคยทอดลงมาจากหน้าผาหายไปเกือบหมด เหลือเพียงเส้นแสงบาง ๆ ที่นำทางกลับขึ้นสู่โลกเบื้องบน เมื่อทุกคนกลับถึงหน้าผา ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี ราวกับเวลาภายในสถานที่ไร้นามเดินไปไม่ตรงกับโลกภายนอก เอเวอเร็ตต์รีบตรวจดูอาการของอาเดรียน “ชีพจรของพระองค์ยังคงผิดปกติ แต่ความมืดหยุดขยายแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “เขาต้องพัก” โรสลินกล่าว “ข้าพักได้” อาเดรียนตอบ “คุณจะพักค่ะ” “โรสลิน—” “นี่ไม่ใช่การต่อรอง” เซราฟีนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนรีบกระแอมกลบเกลื่อนเมื่ออาเดรียนหันไปมอง แต่เสียงหัวเราะนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะเซเวอรินซึ่งนั่งพิงก้อนหินอยู่ใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็ยกมือขึ้นกุมศีรษะ “ข้า…จำบางอย่างได้แล้ว” โรสลินเดินเข้าไปหาเขา “อะไร?” เซเวอรินเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ในคืนที่เมืองหลวงล่มสลาย ข้าไม่ได้เซ็นคำสั่งปิดผนึกเพียงฉบับเดียว” เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ “มีคำสั่งอีกฉบับหนึ่ง ถูกส่งไปยังผู้ดูแลทะเบียนกำเนิด เพื่อเปลี่ยนชื่อของผู้สืบทอดคนที่สอง” “ใครเป็นคนสั่ง?” เซเวอรินมองโรสลินอย่างช้า ๆ “ข้าไม่เห็นใบหน้าของคนที่ส่งคำสั่งนั้น แต่ข้าจำลายเซ็นได้” “ลายเซ็นของใคร?” เขากลืนน้ำลาย “ลายเซ็นของอิซารา” โรสลินนิ่งงัน เซเวอรินยังไม่ทันพูดต่อ จี้หินสีขาวของเธอก็ส่องแสงขึ้นอย่างฉับพลัน เสียงกระซิบดังขึ้นในหัวของโรสลิน ไม่ใช่เสียงของหญิงหลังม่าน แต่เป็นเสียงของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังร้องไห้ อย่าให้พวกเขาเอาชื่อของหนูไปอีก… โรสลินยกมือกุมจี้หิน หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกขณะ ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในความคิด ห้องสีขาว เด็กหญิงผมสีเงินนั่งอยู่บนเตียง ข้อมือทั้งสองข้างมีรอยเลือด ข้างเตียงมีหญิงสาวในชุดสีขาวยืนอยู่ หญิงสาวคนนั้นก้มลงกระซิบข้างหูเด็กหญิง “ขอโทษนะ อิซารา” จากนั้นนางก็ใช้มีดกรีดชื่อบนแผ่นป้ายเงินที่ห้อยอยู่ตรงคอของเด็กหญิง ชื่อบนป้ายไม่ใช่โรสลิน วินเทอร์ และไม่ใช่อิซารา มันเป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ถูกลบออกจากความทรงจำของเธอทันทีที่ภาพนั้นปรากฏ แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับ โรสลินได้ยินเสียงของอาเดรียนดังขึ้นข้างหู “ไม่ว่าเจ้าจะมีชื่ออะไร ข้าจะไม่ใช้มันเป็นข้ออ้างในการครอบครองเจ้า” เธอหันไปหาเขา เขายังคงซีดเซียว แต่ดวงตาสีแดงกลับมั่นคง “และหากวันหนึ่งเจ้าตัดสินใจเลือกชื่อใหม่ ข้าก็จะเรียกเจ้าด้วยชื่อนั้น ตราบใดที่มันเป็นชื่อที่เจ้าเลือกเอง” โรสลินบีบมือเขาแน่น เธอยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครในอดีต แต่เธอรู้ว่าตัวเองต้องการเป็นใครต่อจากนี้ ทว่าความทรงจำสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นก่อนจี้หินจะดับลง กลับทำให้เธอไม่อาจสงบใจได้อีก เพราะในภาพนั้น หญิงสาวที่กรีดชื่อของเด็กหญิงออกจากแผ่นป้ายเงินมีใบหน้าเหมือนราชินีลูนาเรียทุกประการ และบนข้อมือของนางมีรอยสลักสามวงซ้อนกัน สัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่บนมือของเซเวอริน ผู้ที่เปลี่ยนชื่อของโรสลิน อาจเป็นคนเดียวกับผู้ที่สั่งปิดผนึกเมืองหลวง และหากเป็นเช่นนั้นจริง… ราชินีผู้เลี้ยงดูเธอมาตลอดชีวิต อาจไม่ได้เพียงซ่อนความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเธอ แต่อาจเป็นคนที่ลบตัวตนเดิมของเธอออกจากโลกด้วยมือตัวเองรุ่งอรุณแรกหลังจากการล่มสลายของแดนไร้นามมาถึงอย่างเงียบงัน แสงสีทองส่องผ่านหน้าต่างสูงของปราสาทแวมไพร์ สาดลงบนพื้นหินอ่อนที่เคยเย็นเยียบมานานนับศตวรรษ ทหารเวรยามกลับมาประจำตำแหน่ง ผู้คนที่เคยสูญเสียความทรงจำเริ่มจดจำชื่อของตนเองได้อีกครั้ง และข่าวการรอดชีวิตของราชาแวมไพร์ก็แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทว่าสำหรับโรสลิน วินเทอร์ การกลับมาของแสงสว่างไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ เธอยืนอยู่ริมระเบียง มองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำเงินเข้ม มือข้างหนึ่งแตะจี้หินสีขาวซึ่งได้รับการซ่อมแซมด้วยเวทมนตร์ของเอเวอเร็ตต์ แม้มันจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่เศษหินทั้งสองชิ้นกลับเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง ไม่มีชื่อซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีคำสั่งจากอดีต มีเพียงแสงสีเงินจาง ๆ ที่ส่องสว่างเมื่อเธอต้องการเท่านั้น “เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไร” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินหันกลับไปเห็นอาเดรียนยืนอยู่ตรงประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบง่าย ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเครื่องหมายราชวงศ์ และไม่มีดาบประจำตัว เขาดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันยาวนานมาเช่นเดียวกับเธอ “ไม่นานค่ะ” “ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้แล
“ต้นกำเนิดของเจ้าเอง” คำพูดของอาเดรียนทำให้โรสลินนิ่งงัน รอบตัวพวกเขา ห้องหินกำลังพังทลาย แสงสีดำจากรอยแยกบนพื้นค่อย ๆ แผ่กระจายไปตามผนัง เสียงของสิ่งที่อยู่หลังประตูยังคงกระซิบเรียกชื่อผู้คนที่ไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไป แต่โรสลินกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง เธอค่อย ๆ ปล่อยมือจากอาเดรียน “อธิบายมา” อาเดรียนไม่หลบสายตา “ข้าจะอธิบายทุกอย่างที่ข้าจำได้ แต่ข้าไม่กล้ารับรองว่าความทรงจำทั้งหมดเป็นความจริง” “เริ่มจากเรื่องที่คุณเพิ่งพูด” เขาสูดลมหายใจลึก “หญิงที่ข้าเคยรู้จักในนามอิซาราไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือครองนามแห่งพันธสัญญา นางเป็นร่างที่ใช้กักเก็บตัวตนของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่อยู่ก่อนการกำเนิดราชวงศ์จันทรา และเป็นต้นกำเนิดของพลังที่สืบทอดมาถึงเจ้า” โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “ผู้หญิงหลังผนึก” “ใช่” “ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จันทรา” “ข้าคิดว่าใช่” เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “ทุกคนมีคำตอบให้ฉันครึ่งเดียวเสมอ” อาเดรียนก้มหน้าลง “ข้าขอโทษ” “อย่าเพิ่งขอโทษแทนสิ่งที่คุณยังไม่รู้” โรสลินตอบ “ฉันต้องการความจริง ไม่ใช่ความรู้สึกผิดของคุณ” เขาเงยห
“อิซารา... ผู้หญิงที่ข้าฆ่าเพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่” เสียงนั้นดังสะท้อนทั่วห้องหิน ราวกับไม่ได้มาจากหัวใจสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศ แต่ดังขึ้นจากภายในร่างของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น โรสลินไม่อาจละสายตาจากสิ่งตรงหน้าได้ หัวใจสีดำเต้นช้า ๆ มีเส้นแสงสีแดงแทรกอยู่ตามรอยแตก และทุกครั้งที่มันบีบตัว พลังจันทราในร่างของเธอจะตอบสนองราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหา เธอรู้สึกถึงความเศร้า ความเจ็บปวด และความรักที่รุนแรงจนเกือบกลายเป็นความเกลียดชัง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความรู้สึกทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเธอ “อย่าเข้าใกล้มัน” อาเดรียนเตือน เขายืนอยู่ข้างเธอ ดาบในมือพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ทว่าแววตาของเขากลับจับจ้องหัวใจสีดำด้วยความสับสนอย่างที่โรสลินไม่เคยเห็นมาก่อน “มันกำลังเชื่อมต่อกับเจ้า” “ฉันรู้” “ถ้าเช่นนั้น ถอยออกมา” โรสลินหันไปมองเขา “คุณกำลังสั่งฉันหรือขอให้ฉันระวัง” อาเดรียนชะงัก ก่อนลดดาบลงเล็กน้อย “ข้ากำลังขอให้เจ้าระวัง เพราะข้าไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรกับเจ้า” เธอพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะระวัง แต่ฉันจะไม่หนีจากความจริงเพียงเพราะมันน่ากลัว” อาเดรียนไม่ได้ขัดขวาง เขาเพียงขยับเข้าม
เสียงแตกร้าวของจี้หินสีขาวยังคงก้องอยู่ในหูของโรสลิน เศษหินสองชิ้นตกลงบนพื้นหินสีดำ แสงสีเงินที่เคยส่องสว่างจากจี้ค่อย ๆ ดับลง ทว่าก่อนที่มันจะมอดหายไปโดยสมบูรณ์ อักขระเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในกลับปรากฏขึ้นชั่วขณะ ไม่ใช่ชื่อโรสลิน วินเทอร์ ไม่ใช่ชื่ออิซารา แต่เป็นสัญลักษณ์วงแหวนสามวงซ้อนกัน และมีเส้นหนึ่งพาดผ่านตรงกลาง โรสลินก้มมองเศษจี้ ก่อนเงยหน้าขึ้นเผชิญชายที่มีใบหน้าเหมือนอาเดรียน “คุณพูดว่าฉันขโมยหัวใจของคุณไป หมายความว่าอย่างไร” ชายคนนั้นยิ้มอย่างคนที่รอคำถามนี้มานาน “เจ้าจำไม่ได้จริง ๆ หรือ” “ถ้าฉันจำได้ ฉันคงไม่ถาม” “เจ้าก็ยังใจร้อนเหมือนเดิม” “ส่วนคุณก็ยังพูดมากโดยไม่ตอบคำถามเหมือนเดิม” รอยยิ้มของเขาหายไปชั่วขณะ ด้านหลังโรสลิน อาเดรียนตัวจริงยืนเงียบสนิท ตั้งแต่วาเลเรียนเรียกชายอีกคนว่า ฝ่าบาท เขาก็ไม่เอ่ยอะไรอีกเลย ดวงตาสีแดงจับจ้องแผ่นโลหะในมือวาเลเรียนราวกับกำลังพยายามดึงความทรงจำที่ถูกฝังไว้กลับคืนมา “ส่งแผ่นโลหะนั่นมา” อาเดรียนกล่าวในที่สุด วาเลเรียนเลิกคิ้ว “ฝ่าบาทต้องการสิ่งนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” “ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าประชด” “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่
“ในที่สุดเจ้าก็มาถึง อิซารา” เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางห้องหินอันเงียบงัน โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกำจี้หินสีขาวที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ ขณะที่อาเดรียนตัวจริงก้าวมายืนเคียงข้างเธอ ดวงตาสีแดงของราชาแวมไพร์จับจ้องชายอีกคนซึ่งมีใบหน้าเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ผมสีดำสนิท ดวงตาสีแดงเข้ม รูปร่างสูงสง่า และดาบประจำราชวงศ์แวมไพร์ในมือ แม้แต่รอยแผลเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้วมือซ้ายก็เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างมีเพียงแววตา อาเดรียนที่ยืนอยู่ข้างโรสลินมีความเยือกเย็นที่ผ่านความเจ็บปวดมานับพันปี ส่วนชายบนแท่นหินกลับมีแววตาของผู้ที่ไม่เคยยอมรับการสูญเสีย และพร้อมทำลายทุกสิ่งเพื่อเอาคืน “ถอยไปจากนาง” อาเดรียนตัวจริงเอ่ยเสียงต่ำ ชายอีกคนหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากล้าสั่งข้าหรือ” “ข้าไม่จำเป็นต้องสั่งตัวเอง” “ตัวเอง?” อีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ อาเดรียน” บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้ง เส้นสีดำที่พันธนาการชายผมสีเงินบนแท่นหินขยับราวกับสิ่งมีชีวิต มันเลื้อยผ่านแขนและลำคอของเขา ก่อนจะรัดแน่นขึ้นเมื่อชายผู้นั้นพยายามขยับตัว โรสลินมองภาพนั้นแล้วก้าวไปข้างหน้า “ก่อนจะมีใครเริ่มต่อสู้ก
เสียงของชายผมสีเงินยังคงดังก้องอยู่ในหัวของโรสลิน แม้แผ่นโลหะสีเงินบนโต๊ะจะดับแสงลงแล้วก็ตาม ชื่อของข้าไม่ใช่สิ่งที่ถูกขโมยไป แต่เป็นสิ่งที่ข้าใช้แลกกับชีวิตของเจ้าเอง โรสลินยืนนิ่ง มือที่จับแผ่นโลหะเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก “เขากำลังพยายามบอกอะไรฉันกันแน่…” อาเดรียนยืนอยู่ข้างเธอ สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “บางทีเขาอาจยอมสละชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเจ้าให้รอดจากการถูกลบ” “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมชื่อของฉันถึงถูกเปลี่ยนตามไปด้วย?” “เพราะชื่อของเจ้าอาจเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่เขาทำไว้” โรสลินหลับตาลง พยายามจัดเรียงข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา ผู้สืบทอดคนแรกถูกลบออกจากโลกเพื่อให้ผู้สืบทอดคนที่สองมีชีวิตอยู่ ชายผมสีเงินยอมแลกชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเธอ ขณะที่ชื่อเดิมของเธอกลับถูกซ่อนเอาไว้ และอาเดรียนก็มีคำสาปที่เชื่อมโยงกับเธอมานานกว่าพันปี ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีใครยอมเปิดเผยความจริงทั้งหมด “ฉันจะไม่ยอมให้ใครใช้ชีวิตของฉันเป็นข้ออ้างในการเสียสละตัวเองอีกแล้ว” เธอกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นพ่อของฉัน อิซารา หรือแม้แต่คุณ” อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น” “คุณเคยพูดแบบน







