Masukรักเห็นน้าพิรุณค่ะ”
“พิรุณเหรอ” สุพรรณีเอ่ยพร้อมมองหา เพราะยังไม่เคยเจอพิรุณมาก่อน วันที่ปองรักถูกส่งตัวมาขัดดอก มีเพียงอมรเทพเท่านั้นที่มาส่งบุตรสาว
“ใช่ค่ะ คนที่ใส่เสื้อสีส้ม” ปองรักชี้ไปยังร่างแม่เลี้ยงที่กำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าอยู่ฝั่งตรงข้าม แถมยังเกาะแขนชายคนนั้นอย่างสนิทสนม “รักขอไปหาน้าพิรุณก่อนนะคะ”
“จะไปทำไมรัก” สุพรรณีคว้าแขนหญิงสาวไว้
“ไปบอกเขาให้ไปเฝ้าพ่อสิคะ เวลานี้เขาควรต้องไปดูแลพ่อที่โรงพยาบาลไม่ใช่...” ปองรักจุกจนพูดไม่ออก สงสารบิดาจับใจ
“จำที่พ่อเธอบอกได้ไหม ว่าเขากำลังจะเลิกกับพิรุณ และคงไม่มีเหตุผลใดที่พ่อเธออยากจะเลิก นอกจากเรื่องนอกใจ”
“พ่อรู้หรือคะ” ปองรักแทบทรุดลงกับพื้น ยังดีที่สุพรรณีถลาร่างเข้ามาประคองไว้
“ฉันคิดว่าใช่”
“โธ่พ่อ...รักอยากไปอยู่กับพ่อค่ะคุณป้า” เวลานี้บิดาต้องการกำลังใจมากที่สุด
“ไม่ต้องห่วงพ่อเธอหรอกนะ ฉันจ้างพยาบาลให้แล้ว”
“แต่ว่า...”
“หากอยากกลับไปอยู่กับพ่อเธอจริงๆ ก็ต้องไปคุยกับตาพฤกษ์เอง” ตอนนี้อำนาจอยู่กับพฤกษ์โดยตรง เพราะบุตรชายต้องเข้ามาดูแลกิจการทั้งหมดของสามี
“คุณพฤกษ์คงไม่ยอม”
“หรือไม่ก็ต้องยอมให้เขายึดบ้านหลังนั้นไป” งานนี้หากนางยื่นมือเข้าไปช่วย บุตรชายคงไม่ยอมรับแน่
“ยึดบ้านหรือคะ”
“ก็พ่อเธอบอกว่าไม่ได้ส่งดอกให้กับคุณชัยเลย”
“รักจะทำยังไงดีคะ”
“มีอีกทาง”
“ทางไหนคะ”
“แต่งงานกับตาพฤกษ์ เชื่อว่าเรื่องหนี้สินที่แม่เลี้ยงเธอสร้างไว้ จะเป็นเรื่องเล็กทันที” สุพรรณียังคาดหวังที่จะให้ปองรักแต่งงานกับพฤกษ์
“คุณป้าคะ รักบอกแล้วว่าไม่ต้องการความรับผิดชอบจากคุณพฤกษ์ การอยู่โดยไม่รักกันมันทรมานมากนะคะ ที่สำคัญคุณพฤกษ์เขาเกลียดรัก” น้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ แต่บาดลึกลงไปในหัวใจ
“แต่งงานกันไปก็รักกันไปเอง ตาพฤกษ์ล่วงเกินเธอไปแล้วนะ ยังไงก็ต้องรับผิดชอบ”
“ขอผ่านเรื่องดูแลเสี่ยไปก่อนดีไหมคะ หากคุณพฤกษ์ยังต้องการรับผิดชอบ รักจะไม่คัดค้านเลย” เธอเชื่อว่าจะไม่มีวันนั้น ถึงเขาไม่พูด แต่ท่าทางการแสดงบ่งบอกว่าเขาไม่ต้องการรับผิดชอบเธอ ก็เขาเกลียดเธอซะขนาดนั้น
“แล้วนี่จะกลับไปทำตามที่ตกลงกับตาพฤกษ์แล้วใช่ไหม”
“ค่ะ รักไม่อยากให้บ้านต้องถูกยึดไป ยิ่งพ่อป่วยแบบนี้คงต้องลำบาก หากออกไปอยู่ห้องเช่า”
“คิดถูกแล้วรัก ฉันเชื่อว่าตาพฤกษ์คงไม่แตะต้องบ้านหลังนั้น ตราบใดที่เธอยังดูแลพ่อเขาอยู่”
“ค่ะ แต่รักอยากไปเยี่ยมพ่อบ้าง”
“เธอก็ต้องไปคุยกับตาพฤกษ์เขาเอง” นางคงไปตัดสินใจแทนเองไม่ได้ เพราะทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับบุตรชาย “งั้นไปซื้อเสื้อผ้ากันก่อนเถอะ จะได้รีบกลับ นี่ออกมากันหลายชั่วโมงแล้ว กลัวตาพฤกษ์สงสัย”
“ค่ะคุณป้า” ปองรักขานรับคำแล้วหันไปมองตรงจุดที่พิรุณยืนอยู่อีกครั้ง ซึ่งฝ่ายนั้นไม่รู้ตัวว่าถูกมอง เพราะมัวแต่สนใจกระซิบกระซาบหน้าแทบติดกับผู้ชายคนนั้น รู้สึกเจ็บแทนบิดายิ่งนักแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ก่อนตัดใจเดินตามสุพรรณีไปยังห้องเสื้อ
กว่าจะซื้อเสื้อผ้ากันเสร็จก็เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง จะไม่ให้ใช้เวลานานได้อย่างไร ในเมื่อสุพรรณีมัวแต่เลือกเสื้อผ้าให้เธอเกือบสิบชุด แถมยังสั่งให้เข้าไปลองอีกต่างหาก และแต่ละชุดก็เป็นแบรนด์เนมทั้งนั้น ราคาไม่ใช่ถูกๆ เสียด้วย แม้ปองรักจะพยายามปฏิเสธแล้วก็ตาม แต่ถูกอีกฝ่ายดุเสียงเข้ม จนไม่กล้าโต้แย้งอะไรออกมา จากนั้นนางก็ชวนเธอไปกินข้าวมื้อเที่ยงก่อนจะกลับไปที่คอนโดฯ ของพฤกษ์
“ไปซื้อของกันถึงไหนครับ ทำไมถึงมาช้า” ทันทีที่มารดาเปิดประตูเข้ามา พฤกษ์รีบยิงคำถามใส่ทันที
“อ้าวยังอยู่หรือเรา แม่คิดว่าอยู่ที่บริษัท”
“ไม่ครับ วันนี้ผมตั้งใจจะไม่เข้าบริษัท จะรอไปส่งคุณแม่ที่สนามบินก่อน แล้วซื้ออะไรมาเยอะแยะครับ” เขาเห็นปองรักถือถุงที่มีโลโก้ห้างสรรพสินค้าชื่อดังติดอยู่เต็มไม้เต็มมือทั้งสองข้าง
“เสื้อผ้าน่ะ รักเอาไปเก็บที่ห้องเถอะ”
“ค่ะ” ปองรักขานรับคำ ก่อนจะเดินหายเข้าไปยังห้องนอน เพราะคิดว่าสองแม่ลูกคงอยากมีเวลาคุยกันตามลำพัง ก่อนที่สุพรรณีจะบินกลับเชียงใหม่
“มีอะไรสำคัญหรือเปล่า”
“ผมอยากพาคุณแม่ไปเยี่ยมคุณพ่อที่โรงพยาบาลครับ”
“แม่ต้องเตรียมตัวกลับเชียงใหม่ ไม่มีเวลาไปเยี่ยมพ่อแกหรอก” สุพรรณีบอกปัดออกไป ยอมรับว่ายังไม่พร้อมไปเจอหน้าสามีตอนนี้
“มีเวลาตะลอนพาคนอื่นออกไปข้างนอกครึ่งค่อนวัน แต่คนในครอบครัวกลับไม่มีเวลาให้” เขาไม่เข้าใจมารดา จะโกรธบิดาจนไม่ไปเยี่ยมไข้กันเลยหรืออย่างไร
“แม่ยังไม่พร้อมพฤกษ์”
“เรื่องก็ผ่านมาเกือบสองปีแล้วนะครับ ให้อภัยคุณพ่อเถอะ”
ตั้งแต่แยกกันอยู่ บิดาก็สำนึกผิดไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงคนไหนอีกเลย ทุกครั้งที่เขาเข้ามาที่กรุงเทพฯ ท่านก็มักถามถึงมารดาเสมอ
“ให้เวลาแม่หน่อยนะพฤกษ์” นางไม่รู้เลยว่าชาตินี้จะสามารถให้อภัยสามีได้หรือเปล่า เวลามองหน้าทุกภาพที่เขากระทำไว้มันยังติดตราตรึงใจ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับบุตรชาย
“แล้วคนที่เป็นต้นเหตุทำให้ครอบครัวเราพัง ทำไมคุณแม่ยังมีแก่ใจเลี้ยงดูเขาได้ ประคบประหงมเหมือนเขาเป็นลูกเลยด้วยซ้ำ แต่คุณพ่อ ท่านเจ็บจนล้มหมอนนอนเสื่อ น่าเวทนาแค่ไหน ทำไมคุณแม่ถึงไม่เห็นใจบ้าง” พฤกษ์ได้เพียงแต่ตัดพ้อกับสิ่งที่มารดาทำ เขาไม่เคยเข้าใจการกระทำท่านเลยจริงๆ“จะว่าแม่ใจดำก็ได้ แต่แม่มีเหตุผล”
“เหตุผลอะไรบอกผมมาสิครับ” เขาเอื้อมมือมากุมมือมารดาพร้อมจะรับฟังเหตุผลที่ท่านบอก
“แม่พูดไม่ได้พฤกษ์” นางพูดไม่ได้จริงๆ เพราะคนที่จะเสียใจมากที่สุดคือพฤกษ์
“พูดมาสิครับ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณพ่อทำอะไร คุณแม่ถึงได้โกรธเกลียดท่านขนาดนี้ แล้วทำไมปองรัก คนที่เข้ามาทำร้ายครอบครัวเรา ทำไมคุณแม่ยอมให้อภัยได้”
เสียงดังเอะอะด้านล่าง ทำให้ปองรักรีบเดินลงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นสุพรรณีเอาแต่ส่ายหน้าร้องไห้ เธอทนไม่ไหวจนต้องวิ่งเข้ามาถาม
“คุณป้าเป็นอะไรคะ” ปองรักเข้ามาสวมกอดท่านด้วยความเป็นห่วง
“ออกไปปองรัก!” น้ำเสียงพฤกษ์ตวาดใส่
“ไม่ค่ะ! คุณป้ากำลังร้องไห้คุณไม่เห็นหรือไง” หญิงสาวหันไปสวนกลับอีกฝ่ายด้วยความโมโห
“ก็เพราะเธอไง แม่ฉันร้องไห้เพราะเธอ”
“เพราะฉันเหรอ มีอะไรคะคุณป้า” ปองรักหันถาม
สุพรรณีด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเธอหรอก พาฉันไปที่ห้องนอนที” สุพรรณีกล่าววิงวอนเสียงเครือ
“ค่ะ” ปองรักประคองร่างผู้มีพระคุณขึ้นไปยังห้องนอน ขณะพฤกษ์ได้แต่มองตามจนพูดไม่ออก เสียใจที่ทำให้ท่านต้องร้องไห้ นี่เขาคงกดดันมารดาเกินไป แต่เขาก็อยากรู้ว่ามีเรื่องอะไรกันที่ทำให้ท่านให้อภัยบิดาไม่ได้
พฤกษ์จัดแจงของใส่สังฆทานด้วยตัวเองราวกับเจ้าของวันเกิด จนปองรักอดยิ้มไม่ได้ ตั้งแต่อยู่ร่วมบ้านกันก็ไม่เคยเห็นเขาทำแบบนี้สักครั้ง แม้แต่วันเกิดตัวเอง“วันนี้ป้ามาลีไม่ต้องไปเป็นเพื่อนรักนะครับ ผมจะพารักไปที่วัดเอง”“ได้ค่ะคุณพฤกษ์ แล้วจะพากันไปฉลองที่ไหนหรือเปล่าคะ”“ความลับครับ” เขาขยิบตาเมื่อปองรักกำลังเดินเข้ามา เมื่อจัดของเสร็จพฤกษ์เป็นสารถีขับรถพาหญิงสาวไปทำบุญยังวัดใกล้บ้าน หลังจากทำบุญรับพรจากหลวงพ่อเสร็จก็ชวนกันปล่อยนกปล่อยปลาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต“พี่พฤกษ์จะพารักไปไหนคะ” หญิงสาวหันมาเอ่ยถามเมื่อไม่ใช่เส้นทางกลับบ้าน“แวะไปกินโจ๊กก่อนค่อยกลับ จะได้ซื้อไปฝากคุณพ่อด้วย เจ้านี้อร่อยมากนะ”“แล้วจะทันเข้าบริษัทเหรอคะ ประธานเข้าประชุมสายไม่ดีนะคะ” หญิงสาวห่วงภาพพจน์ของชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย“ไม่ต้องห่วงหรอก ยังพอมีเวลา” เขาตั้งใจพาหญิงสาวมากินหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่มีเวลา วันนี้เป็นโอกาสดีออกมาทำบุญก็เลยขับรถพามากิน“คนเยอะจังเลยค่ะ”“ของอร่อยคนเยอะเป็นธรรมดา” ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะพาหญิงสาวเข้าไปนั่งในร้าน และเหมือนเจ้าข
“คุณแก้วรายงานให้ฟังอีกใช่ไหม” ตอนนี้กรองแก้วเหมือนไม่ได้เป็นเลขาฯ เขาแล้ว แทบจะเป็นเลขาฯ ให้ปองรัก มีอะไรก็ต้องรายงานปองรักก่อนเสมอ“รักถามพี่แก้วเองค่ะ” เธอรีบแก้ต่างให้อีกฝ่าย“มาปรึกษาเรื่องงาน นายเอกคงต้องเรียนรู้อีกเยอะ”“แล้วพี่พฤกษ์ต้องเข้าไปดูแลที่นั่นหรือเปล่าคะ” ยามบริษัทมีปัญหา พฤกษ์ก็ต้องเข้าออกบริษัทนั้นเป็นว่าเล่น เธอเห็นแล้วเหนื่อยแทน“ไม่ต้องแล้ว ต่อไปก็ต้องให้นายเอกบริหารเอง เขาต้องเผชิญปัญหาด้วยตัวเองบ้าง”“พี่พฤกษ์ช่วยเขามามากแล้ว ถึงเวลาที่คุณเอกต้องเรียนรู้เองบ้าง งั้นเราก็ต้องช่วยเขาแบบนี้ไปตลอดชีวิต” เธอเห็นด้วยที่จะให้เอกสิทธิ์บริหารงานเอง“ตอนนี้นายเอกก็รู้จักผิดชอบขึ้นเยอะ น้าษาฝากขอบคุณรักมาด้วย”“ขอบคุณรัก เกี่ยวอะไรคะ”“ท่านบอกว่าตั้งแต่นายเอกรู้จักรักก็เปลี่ยนไปเยอะ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น”“คงไม่เกี่ยวกับรักหรอกค่ะ”“พี่ก็ไม่รู้หรอก แต่นายเอกเปลี่ยนไปจากเดิม เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือ”“คงมีพี่พฤกษ์เป็นไอดอลมากกว่าค่ะ งานนี้น้าษาต้องขอบคุณพี่พฤกษ์”“แต่อะไรก็ช่าง เมื่อ
“เราจะได้เรียนรู้กันลึกๆ ถึงแก่นเนื้อในเลยไง”“บ้าจริง!” ใบหน้านวลแดงก่ำ“บ้าที่ไหน พี่พูดความจริงทั้งนั้น ผัวเมียกันก็ไม่แปลกที่เราแสดงความรักต่อกัน” เขาปิดฝักบัวแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวมาห่อหุ้มร่างบาง ก่อนจะอุ้มร่างเธอออกจากห้องน้ำ แล้วตรงไปยังเตียงนอนก่อนจะวางร่างบางลงอย่างทะนุถนอม “สวยเหลือเกินยอดรัก”“อย่ามองแบบนี้สิคะ รักก็อายเป็น”“มองแบบไหน” เขาแกล้งไขสือแต่สายตากวาดมองร่างบางทุกซอกมุม จะเรียกว่าแทบจะกลืนกินถ้าทำได้“คุณพฤกษ์!” เธอคว้าผ้าขนหนูมาปิดเรือนร่างแต่ถูกพฤกษ์โยนทิ้งไปยังมุมห้อง“เราตกลงกันแล้วไง ให้เรียกพี่”“ก็มันไม่ชินนี่คะ”“แต่พี่รู้สึกถึงความห่างเหิน” เขาพูดคุยเพื่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย เข้าใจว่ากำลังกังวลกับแสงจากภายนอกที่กำลังสอดส่องเข้ามา ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปดึงผ้าม่านปิด เพียงไม่กี่อึดใจภายในห้องกลับมืดสนิทพอมีแสงเลือนรางสอดส่องเข้ามา “มืดแบบนี้พอคุยกันได้ไหม”“พี่พฤกษ์...ตอนนี้มันกลางวัน เดี๋ยวคุณแม่ตามหา”“คุณแม่ขอดูแลคุณพ่อวันนี้ เพราะอีกไม่กี่วันท่านต้องกลับเชียงใหม่” เขารั้งร่างบาง
“ครับ เรามาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง”“พฤกษ์ยังหวังให้พ่อแม่กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งไหม”“ผมจะไม่บีบบังคับอะไรคุณแม่อีกแล้วครับ”“ขอบใจนะพฤกษ์” นางเอื้อมมือไปแตะศีรษะบุตรชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู“ถึงพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยกัน แต่ยังเป็นพ่อแม่ของพฤกษ์เหมือนเดิม แม่คงไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ”“คุณแม่คงเหนื่อยแย่ ผมเองก็ทิ้งคุณพ่อไปไม่ได้เหมือนก่อน”“อยู่ดูแลพ่อน่ะดีแล้ว แม่ยังมีตองนวลกับนายนพคอยดูแลอยู่ ถ้าว่างๆ ก็พาพ่อเราไปเที่ยวพักผ่อนก็ได้ น่าจะอึดอัดแย่ไม่ได้ไปไหนแบบนี้”“นั่นสิครับ ตั้งแต่ป่วยคุณพ่อก็แทบไม่ได้ออกบ้านเลย นอกจากเวลาหมอนัด งั้นผมขอเคลียร์งานที่ค้างไว้ก่อน จะพาคุณพ่อไปเที่ยวที่ไร่สักพัก”“อืม...ว่าแต่ยายรักไปไหน แม่กลับมาจากวัดกับพี่มาลี ยังไม่เห็นหน้าเลย”“หมอนัดคุยเรื่องทำกายภาพบำบัดให้คุณพ่อครับ”“แม่ว่าจ้างพยาบาลดีไหมพฤกษ์ ให้น้องมาดูแลพ่อตลอดแบบนี้ จะมีเวลาทำอะไรที่อยากทำหรือเปล่า” นางไม่อยากให้ปองรักรู้สึกอึดอัด“รักบอกคุณแม่หรือครับ”“เปล่าหรอก แม่คิดว่าควรให้อิสระกับน้องบ้างเท่านั้น” ตล
“แต่ก็ไม่ได้รัก จะใช้ชีวิตคู่กันได้ยังไงคะ”“ใครบอกล่ะไม่ได้รักกัน”“หมายความว่ายังไงคะ” หญิงสาวเลิกคิ้วเชิงถาม ขณะหัวใจเต้นแรง“ฉันน่ะไม่จำเป็นต้องลงทุนแต่งงานกับใครก็ได้ เพื่อไล่คัดนางค์ไปจากชีวิต เพราะฉันจัดการได้อยู่แล้ว แต่นั่นมันเพียงข้ออ้างที่ทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้”“เพราะคุณเอกด้วยหรือเปล่าคะ”“อันนี้ฉันยอมรับ ต้นตอก็มาจากนายเอก หมอนั่นเข้ามาสนใจเธอจนออกนอกหน้า แถมหน้าด้านมาขอให้ฉันช่วยอีก วินาทีนั้นบอกเลยว่าไม่มีทาง ฉันจะไม่ยอมเสียเธอไปให้ใคร เธอเป็นของฉัน ฉันรักเธอนะปองรัก”“รักฉัน”“เธอก็น่าจะรู้ ว่าฉันไม่เคยพูดโกหก ฉันไม่รู้มันเริ่มจากตรงไหน พอมารู้ตัวเธอก็จับจองหัวใจฉันไว้หมดแล้ว ฉันอยากดูแลเธอ อยากปกป้องเธอ ไม่อยากเห็นหน้าเศร้าๆ ของเธออีกแล้วปองรัก”“คุณแน่ใจนะ ว่าไม่ทำเพียงเพราะต้องการชัยชนะ”“ฉันเคยคิดว่าจะเอาชนะนายเอก ให้รู้จักการถูกแย่งของเสียบ้าง ถึงเป็นแบบนั้นฉันคงไม่เอาชีวิตการแต่งงานมาเดิมพันหรอก แต่เพราะรักถึงอยากแต่งงานด้วย”“คนใจร้ายแบบคุณ รู้จักคำว่ารักด้วยเหรอ” แม้จะใจเต้นแรงกับคำคำนี้ แต่
“อย่ามาเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง พ่อถามจริงๆ นะพฤกษ์ รักปองรักหรือเปล่า”“ครับ ผมรักเธอ”“รักก็ต้องถนอมจิตใจกันไว้ ดูพ่อแม่เป็นตัวอย่าง ผลลัพธ์มันเป็นยังไง” ธวัชชัยนำเรื่องในอดีตขึ้นมาพูด เพื่อให้บุตรชายนำมาเตือนใจ“ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ ผมขอตัวไปหาปองรักก่อนนะครับ”“อืม...ไปเถอะ ไปคุยกันให้เข้าใจ”“ครับคุณพ่อ” พฤกษ์ฝืนยิ้มก่อนจะเดินออกจากห้องนอนของบิดา แต่ทว่าเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน ซึ่งพบว่าเป็นเบอร์ของกรองแก้วเลขาฯ ของตนนั่นเอง“ว่าไงครับคุณแก้ว”“บอสอยู่ไหนคะ” น้ำเสียงเธอร้อนใจจนเห็นได้ชัด“ผมอยู่ที่บ้านที่กรุงเทพฯ มีอะไรงั้นเหรอ”“งั้นบอสรีบมาที่บริษัทด่วนเลยนะคะ”“ได้ๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” จากที่ตั้งใจจะไปหาปองรัก ต้องเปลี่ยนทิศทางออกจากบ้านแทน ไว้กลับมาค่อยปรับความเข้าใจกันก็คงไม่สายตลอดทั้งบ่ายพฤกษ์หายออกไปจากบ้านโดยไม่บอกกล่าวใคร แม้แต่บิดามารดาของเขาเอง ปองรักก็เอาแต่ปิดปากเงียบ และย้ายข้าวของจากห้องนอนของพฤกษ์ และกลับมาที่ห้องเก่าชั่วคราว เชื่อว่าอีกไม่นานเขาคงมาคุยเรื่องหย่ากับตน







