LOGIN“ฉันอยู่คนเดียวต่างหาก ฉันกลายเป็นส่วนเกินของคุณกับสิรีมากี่ปี หลังจากหย่ากัน ทรัพย์สมบัติคุณพอใจจะแบ่งให้ฉันกับลูกเท่าไหร่ หรือจะไม่แบ่งเลยก็ได้ ตามใจคุณ ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น”
ภรรยาจริงจังเกินกว่าจะมองในแง่มุมประชด นายแพทย์สิทธิเดชไม่ต้องการให้เรื่องเป็นอย่างนี้เข้าไปคว้ามือ
“ผมไม่หย่ากับคุณเด็ดขาด เราจะไม่คุยเรื่องนี้อีก”
“คุณไปได้แล้ว อยู่ที่นี่นานๆ สิรีจะไม่พอใจ”
ลากแขนสามีออกไป ปิดประตูกลับเข้ามา ยกกระเป๋าเดินทางขึ้นบนเตียงกวาดเอาเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวลงไป
จัดได้ไม่ถึงครึ่งลดตัวลงมานั่งกอดเข่าร้องไห้ คนวัยนี้ควรเกษียณจากการทำงานมาใช้ชีวิตบั้นปลายกับลูกหลานให้มีความสุข แต่ความฝันนั้นช่างริบหรี่ ตราบใดที่ดื้อดึงอาศัยในบ้านหลังนี้ เมื่อต้องเลือกระหว่างความสุขที่เหลือกับเงินทอง กาญจนาในวัยนี้ขอเลือกความสุข ไม่อยากทนทุกข์ทรมานในสถานะเมียหลวงต่อไป
“ไปห้องนั้นไม่กี่นาที ทำไมหน้าเศร้ากลับมาล่ะคะคุณพี่”
สิรีข่มอารมณ์โกรธถามราวกับไม่รู้สึกรู้สาที่สามีไปหาภรรยาหลวง เธออาบน้ำเพิ่งเสร็จมานั่งสางผมหน้าโต๊ะกระจก แต่งตัวสวยสวมชุดนอนอวดสรีระ อายุแม้จะเข้าเลขห้า แต่เธอยังสาวยังสวยกว่าอายุจริงเนื่องจากดูแลตัวเองดี สิรีเคยเป็นนักแสดงตัวประกอบไม่โด่งดัง ชีวิตพลิกผันหลังได้รับการเลี้ยงดูจากเศรษฐีเจ้าของโรงพยาบาล เสียแต่ท่านมีภรรยาอยู่แล้ว ถูกนักข่าวรุมถามก็หาได้แคร์ เชิดหน้าใส่
นับว่าเป็นความโชคดีของเธอที่นายแพทย์สิทธิเดชเมตตา แม้จะให้ทะเบียนสมรสไม่ได้ แต่อนุญาตให้เข้ามาอยู่ในบ้านร่วมกับภรรยาหลวง ทอดทิ้งภรรยาหลวงย้ายของใช้ส่วนตัวมาหลับนอนกับเธอ ถึงวันนี้นานกว่ายี่สิบปี สิรีกล้าพูดเต็มปากว่าสามารถมัดใจนายแพทย์สิทธิเดชได้ แต่ไม่กล้าแสดงอิทธิฤทธิ์มากนัก ค้างคาใจกับบางเรื่อง หากนายแพทย์สิทธิเดชรักเธอ ทำไมถึงไม่หย่ากับภรรยาหลวง
“อย่าอยากรู้ไปหมดทุกเรื่องนักเลย”
นายแพทย์สูงวัยเดินผ่านเก้าอี้ที่เธอนั่งเข้าไปในห้องแต่งตัวดึงกระชากผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำ
“ถามนิดหน่อยจะเป็นไรไปคะ พี่นาพูดอะไรกับคุณพี่”
สิรีตามหลังมาติดๆ จะเอาใจช่วยอาบน้ำ
แต่นายแพทย์สิทธิเดชปิดประตูก่อนเธอเข้าถึงตัว จากหัวไหล่ลงมาถึงแผ่นหลังสั่นสะท้าน เสียใจที่เป็นต้นเหตุทำให้ทุกคนในบ้านไม่มีความสุข มีลูกชายที่พอจะฝากความหวังไว้ได้คนเดียว กลับลั่นวาจาไม่เอาพ่อตัวเอง ตัดขาดสายสัมพันธ์ง่ายราวกับกรรไกรตัดกระดาษ ภรรยาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขและให้คำมั่นว่าจะรักกันไปจนวันสุดท้าย ก็ไม่สามารถทนอยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้อีกต่อไป บอกจะขอหย่าขาด
นายแพทย์สิทธิเดชรู้ต้นเหตุเรื่องทั้งหมดมาจากตัวเอง มันลุกลามบานปลายไปไกล แม้แต่ท่านก็ทำให้กลับเป็นเหมือนเดิมไม่ได้
เช้าวันต่อมา โรงพยาบาลยังคงวุ่นวายเนื่องจากมีคนไข้เข้ามารับการรักษาเป็นจำนวนมาก การบริหารจัดการดีเยี่ยม บุคลากรทางการแพทย์ ขยันขันแข็งช่วยเหลือคนไข้ ตรีวิทย์ยึกๆ ยักๆ ยืนดักหน้าห้องแห่งหนึ่งรอกันต์ดนัย เพื่อนสนิทงานล้นมือผ่าตัดคนไข้กลุ่มใหญ่ทั้งวันทั้งคืน ตาดำ ตาโบ๋เดินวนเวียนในโรงพยาบาลแต่ถึงอย่างนั้นก็หล่อมัดใจสาวๆ อยู่มือ เขาสิ นอนครบเจ็ดชั่วโมงหน้าใสปิ๊งสาวๆ ไม่ชายตามอง
“ขอเวลาสักครู่นะครับ” เพิ่งออกจากห้องผ่าตัด พยาบาลอีกคนเอาแผ่นภาพเอกซเรย์กระดูกขาคนไข้รายอื่นไล่ตามมารายงาน
“กันต์ ปลื้มโทรหาหรือเปล่า โทรไม่ติดตั้งแต่เมื่อคืน”
“ไม่ได้โทร มันทะเลาะกับผู้อำนวยการออกจะบ่อย นายยังไม่ชินอีกเหรอ อย่าห่วงเลยน่า สบายใจเมื่อไหร่ก็กลับมาเอง”
“แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ปลื้มจริงจังมาก แม่นาบอกมันประกาศตัดขาดพ่อ ท้าให้พ่อยกสมบัติให้คุณสิรี ส่วนตัวมันบอกว่าจะลาออก มันไม่มีความสุข ไม่อยากทะเลาะกับพ่อ ไม่อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ บอกตามตรง กลัวปลื้มไม่กลับมาว่ะ”
กันต์ดนัยเก็บมาคิด ลำบากใจตามไปด้วย
“ก็จริง พักหลังมานี้ปลื้มเศร้า เหงา หน้าตาไม่มีความสุข”
“สงสารมันว่ะ เครียดสะสมเรื่องเดิมๆ มาไม่รู้กี่ปี”
“ลองโทรถามน้องญาหรือยัง เผื่อมันไปหาลูกที่เชียงใหม่”
“เออ จริงด้วย ลืมไปเลย ฉลาดมากกันต์ ปลื้มอาจไปหาลูก ทำไมคิดไม่ได้ตั้งแต่ตอนไปส่งปลื้มที่สนามบินวะ”
ทำงานหนักจนสมองเบลอ หรือสมองเบลออยู่แล้วแต่แรก
“ลองโทร ได้ความยังไงส่งข้อความมาบอกด้วย”
“หมอกันต์! หมอกันต์อย่าเพิ่งไปค่ะ” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์วิ่งผมม้าเปิดเข้ามาหา
“หมอตรีก็อยู่ด้วย โชคดีจังเลยที่เจอคุณทั้งสองคน”
“ผมยืนอยู่ก่อนหมอกันต์สิบนาทีได้แล้วคุณ”
อยากจะพูดคำว่าแหมลากยาวไปถึงสี่แยกไฟแดง ในสายตาสาวๆ มีแต่กันต์ดนัยหรือยังไง
“ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่มองเห็นหมอตรีจริงๆ”
“พูดธุระของคุณมาเถอะครับ ผมต้องรีบไปดูคนไข้”
“ได้ค่ะหมอกันต์ คือ เมื่อสักครู่หมอปลื้มโทรเข้ามาที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ฝากดิฉันปรินต์เอกสารฉบับนี้มาให้หมอกันต์ไม่ก็หมอตรีเอาไปส่งให้ท่านผู้อำนวยการ”
“เอกสารอะไร” ได้ยินชื่อเพื่อนสนิทสองหนุ่มรับมาอ่าน พลันขนอ่อนลุกเกรียวมองกันและกัน
“ฉิบหาย” ตรีวิทย์หลุดปากสบถ คนมองกันเต็ม ลากแขนกันต์ดนัยไปคุยส่วนตัว
‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก
“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ
“ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ
ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ
“ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี
“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล







