หน้าหลัก / โรแมนติก / พิษรักพันธะวิวาห์ / บทที่ 6/3 ทางเบี่ยงของชีวิต

แชร์

บทที่ 6/3 ทางเบี่ยงของชีวิต

ผู้เขียน: คณานางค์
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-09 01:44:57

“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”

ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”

“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”

“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”

“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”

“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!”

สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถนน มอเตอร์ไซค์ปรากฏขึ้นในระยะใกล้อย่างไม่คาดคิด สุชาดาหวาดกลัวมากที่สุดในชีวิต พริบตาเดียวถูกชนเต็มแรง สลบไป และฟื้นมาพบหน้าพี่ชาย

“จ๋า! ได้ยินพี่หรือเปล่า ลืมตา พี่อยู่ตรงนี้ พยายามหน่อย!”

ความพยายามสัมฤทธิผล สุชาดาเปิดเปลือกตามาพบพี่ชายคนแรก เสียงกระซิบแห้งบ่งบอกถึงระยะเวลายาวนานที่ไม่ได้สติ

“พี่ปลื้ม จ๋าเจ็บ ฮือ... ใครทำอะไรกับแขนขาของจ๋า”

“จ๋าปลอดภัย ไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องร้องไห้ พี่อยู่ตรงนี้”

“ฮือ... พี่ปลื้ม เกิดอะไรขึ้นกับจ๋า ที่นี่ที่ไหน”

“ปลื้ม! รีบไปรับคุณพ่อมาดูน้อง ทางนี้อาดูแลเอง”

“ขอบคุณครับอา ฝากดูน้องด้วยนะครับ”

ถอยออกห่างจากเตียงน้องสาว เปิดทางให้ทีมแพทย์ที่ทำการผ่าตัดเข้าติดตามอาการหญิงสาวอย่างใกล้ชิด

ย้อนกลับมาเอากุญแจรถ ลูกสาวและภรรยาสาวยังคงนอนในห้องพักฟื้น ปรเมศวร์ไม่มีเวลารอรีบดิ่งออกไปข้างนอก เขามาถึงโรงแรมค่อนข้างเช้า กวาดสายตามองหาไม่นานพบชายสูงวัยราศีดี ออกอาการกระวนกระวายใจบนชุดรับแขกข้างมารดา

ดวงตาภายใต้กรอบแว่นทรงกลมแสดงออกถึงความเครียด ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือพิมพ์ตามกิจวัตร โยนทิ้งลงบนโต๊ะ

“เมื่อไหร่จะถึง! บอกให้มาเร็วๆ แต่ชักช้าเสียเวลา รู้อย่างนี้ผมเรียกรถโรงแรมไปส่งก็ดี จะได้ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยลูกชายคุณ”

“ใครสั่งห้ามไม่ทราบ อยากเรียกก็ไปเรียกสิ” ไม่ไยดีสามี ยังคงปั้นปึ่งใส่กันนับจากสามีมีปากเสียงกับลูกชายคนเดียว

“ยัยจ๋าเจ็บปางตาย! ต่อให้ไม่ใช่ลูกของคุณ แต่ยัยจ๋าเป็นลูกแท้ๆ ของผม คุณไม่เป็นห่วงเลยเหรอถึงเมินเฉยอย่างนี้!”

“ฉันห้ามคุณไม่ให้ไปเยี่ยมตอนไหนคะ แค่บอกว่าถ้ารอลูกไม่ไหวก็ให้เรียกรถสาธารณะ คุณอยากหาเรื่องลูกชายฉันมากกว่า”

“พอไม่ใช่ลูกตัวเอง คุณใจจืดใจดำเหลือเกินนะคุณนา”

“ก่อนว่าแม่ผมไม่กลับไปว่าเมียน้อยก่อนล่ะ สายป่านนี้ทำไมไม่โผล่หัวออกมา มีลูกเพราะรักหรือมีเพราะอยากจับผู้ชายรวยกันแน่!”

ปรเมศวร์เปิดตัวสายฟ้าฟาด ไม่เคยแผ่วกับการหาเรื่องทะเลาะโดยไม่รู้สึกผิด ตรงเข้ามาหามารดาพูดจาดีกับท่านคนเดียวเท่านั้น

“รอนานไหมครับคุณแม่ ผมแวะเติมน้ำมันมานิดหน่อย”

“ไม่นานหรอกลูก ไปกันเถอะ แม่คิดถึงหลาน”

“หนูวายังไม่ตื่นนะครับ เมื่อคืนดึกดื่นกว่าจะได้นอน”

“ไม่เป็นไร แม่ไปนั่งเฝ้าก็ได้ อยากเจอหลานจะแย่แล้ว”

“สิรียังไม่ลงมา รออีกสักหน่อย คงไม่เป็นไร!”

เสียงเข้มของคนกัดฟันฟังมาแต่ต้นดังขัด

คุณสิทธิเดชกำมือแน่น ไม่ใช่โกรธลูกชาย แต่โกรธภรรยาน้อยที่อ้อยอิ่งแต่งหน้าทำผมปรุงแต่งให้สวยไปวันๆ ทั้งที่ลูกสาวนอนเจ็บปางตายอยู่โรงพยาบาลกลับไม่รีบร้อนอยากไปเยี่ยม

“รถสาธารณะมีเยอะ ค่ากินค่าช็อปที่เมียเขาแบมือขอใช้แต่ละเดือน แบ่งจ่ายได้เป็นแสนรอบ ไม่จำเป็นต้องรอหรอกลูก”

“ไปกันเถอะครับ”

ปรเมศวร์ส่องสายตาไปทางผู้ให้กำเนิดพริบตาเดียวเท่านั้นนำทางมารดาพาเดินออกไป เป็นฝ่ายนายแพทย์สิทธิเดชที่เดินเร็วตามมา ไม่อยากเสียเวลารอเมียน้อยที่บ้าแต่งตัว

“คุณพ่อ!”

ทายาทคนสุดท้องของเจ้าของโรงพยาบาลส่งเสียงร้องดีใจ เรียกชื่อชายสูงวัยผู้มีศักดิ์เป็นบิดาที่เพิ่งจะก้าวผ่านประตูเข้ามาในห้องพักฟื้น น้ำตาซึมหางตาดีใจที่ตัวเองมีชีวิตรอดมาพบหน้าท่าน และได้เห็นว่าบิดา พี่ชาย และเพื่อนๆ ห่วงเธอมากขนาดนี้

“ขวัญเอยขวัญมา ฟาดเคราะห์ครั้งใหญ่” นายแพทย์สิทธิเดชห่วงใยลูกสาวจับใจรุดเข้ามากอด ดีใจสุดชีวิตที่ลูกสาวปลอดภัย

สุชาดาคลายอ้อมกอด มองผ่านชายสูงวัยไปทางด้านหลังคาดหวังให้ใครอีกคนตามมากอดตนเอง “คุณแม่ล่ะคะ”

“แม่ติดธุระ พอรีบมาหาจ๋า ไม่รอมาด้วยกัน”

ป่วยการจะพูดความจริง จงใจหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงให้ขายหน้า

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่มีคุณพ่อ พี่ปลื้ม กับเพื่อนๆ จ๋าก็ดีใจที่สุด เพื่อนเล่าให้ฟังว่าพี่ปลื้มเป็นห่วงจ๋ามาก อยู่เป็นเพื่อนจนจ๋าออกจากห้องผ่าตัด ตอนที่จ๋าได้สติก็เห็นหน้าพี่ปลื้มเป็นคนแรกค่ะ”

สุชาดาบอกเล่าความประทับใจที่มีต่อพี่ชาย ปรเมศวร์ทำตัวเฉยชา แต่เขาใจดีมาก รัก และไม่รังเกียจแม้ว่าสุชาดาจะเกิดจากผู้หญิงที่เขาเกลียดชังเข้าไส้มาตั้งแต่เด็ก

ผู้เป็นพ่อนิ่งคิด อยู่ต่อหน้าปรเมศวร์ไม่เคยพูดถึงความดีตัวเอง ยอมรับความจริงว่าท่านรักลูกไม่เท่ากัน ในบรรดาลูกทั้งสี่คนนายแพทย์สิทธิเดชรักสุชาดาลูกสาวคนเล็กมากที่สุด สุชาดาเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ไม่เคยทำให้ท่านผิดหวัง สุธีไม่เอาไหน หัวช้า ล้าหลัง เรียนไม่จบปริญญาตรี ขอเงินไปลงทุนทีไรถูกโกงกลับมาไม่เคยจำ ทำท่านขายหน้าไม่เว้นในแต่ละวัน สุจิราไม่เอาไหนเหมือนพี่ชาย เพื่อนวัยเดียวกันเรียนจบไปหมดแล้วเหลือแค่เจ้าตัวยังเรียนซ้ำชั้นกับรุ่นน้อง ไม่อ่านหนังสือ ไม่ตั้งใจเรียน ติดโซเชียล ตระเวนเที่ยวใช้เงินถ่ายรูปโพสต์อินสตาแกรมไม่เคยซ้ำ

ปรเมศวร์ดีกว่าน้องๆ เรียนเก่ง ทำงานเก่ง เสียแต่มันเป็นคนหัวรั้นไม่เข้าหน้าพ่อ ความรักที่มีให้จึงน้อยกว่าน้องคนเล็ก สุชาดามีข้อดีอย่างหนึ่งที่พี่คนอื่นสู้ไม่ได้ คือไม่เข้าข้างสุธีกับสุจิราสุดโต่ง แม้ว่าสองคนนั้นจะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด หากสุชาดาเป็นน้องสาวร่วมแม่กับปรเมศวร์ ปรเมศวร์คงจะรักน้องสาวคนนี้มาก

“พี่ปลื้มไปไหน ไม่กลับมากับคุณพ่อเหรอคะ”

“คุยโทรศัพท์อยู่ข้างนอก พ่อมากับแม่นา แม่ไปอีกห้อง เมื่อคืนหลานอาเจียนเข้าโรงพยาบาล พี่ปลื้มเลยยุ่ง ไปกลับสองห้อง”

“อาเจียนอีกแล้วเหรอ หลานไม่สบายบ่อยไปหรือเปล่า”

“พ่อมาเยี่ยมจ๋า รอจ๋าพักผ่อนถึงจะไปเยี่ยมหลาน จ๋าไม่ต้องห่วงทางนั้น พักผ่อนเยอะๆ รออาการดีขึ้น พ่อจะเหมาเครื่องเจ็ทมารับจ๋ากลับไปรักษาที่กรุงเทพ ระหว่างนี้พ่อจะให้แม่มาอยู่เป็นเพื่อน”

“คุณพ่อจะกลับไปทำงานวันไหนเหรอคะ”

“พรุ่งนี้บ่าย พ่อกลับไปเคลียร์งานจะหาเวลามาใหม่”

“คุณพ่อโทรหาจ๋าก็พอค่ะ ไม่ต้องมาบ่อยๆ คุณพ่องานยุ่ง จ๋าเข้าใจ อยู่ที่นี่จ๋ามีเพื่อนๆ คอยแวะเวียนมาเยี่ยม ไม่เหงาหรอกค่ะ”

ใบหน้าซีดโทรมของคนเจ็บเอียงไปทางกลุ่มเพื่อนสนิท ทุกคนใจดีกับเธอ มาเยี่ยมแต่เช้า ทั้งที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเธอจะฟื้นเร็ว

“ขอบใจพวกหนูมากนะจ๊ะ ที่คอยดูแลลูกสาวพ่อเป็นอย่างดี”

ถ้าไม่ได้เด็กกลุ่มนี้ดูแลลูกสาวท่านอาจจะสาหัสมากกว่านี้ หนึ่งในนั้นเป็นคนที่ท่านรู้จัก สายฝน ลูกสาวสายชลแพทย์รุ่นน้องที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ก่อนจะแต่งงานและย้ายมาอยู่เชียงใหม่

“รีบไปเรียนหรือเปล่าจ๊ะ อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน พ่อเลี้ยง”

“พวกหนูอยู่นานไม่ได้ค่ะ ต้องรีบไปโรงพยาบาล”

“แต่พี่ฝนไม่ต้องรีบกลับอยู่กินข้าวกับคุณพ่อได้นะคะ”

เพื่อนๆ กันซีนแทบตาย สุชาดาโผล่มาจากไหนไม่รู้ทำเสียเรื่องหมด สามสาวที่เหลือเหลือบมามองตากันทะลุไปถึงหัวใจ หมั่นไส้หญิงสาวที่กระแอมไอคอแทบแตกอยากให้ทุกคนหันมาให้ความสนใจ

“งั้นดีเลย หลังจากเยี่ยมจ๋าค่อยชวนสายชลไปกินข้าวด้วยกัน”

“ด้วยความยินดีค่ะท่าน ขอบพระคุณมากนะคะ”

“พี่ปลื้ม” สาวๆ ทักปรเมศวร์ที่เข้ามา สายฝนตื่นเต้นตามไปด้วย แต่แล้วรอยยิ้มหายไปเมื่อเขามาพร้อมกับตำรวจสองคน

“สวัสดีจ้ะ ไม่ไปเรียนกันเหรอวันนี้” ทักทายกลับเป็นกันเอง ไม่ถือโทษโกรธเรื่องเมื่อวานจำได้แค่ภาพเด็กๆ ห่วงใยสุชาดา ร้องไห้ระงมหน้าห้องผ่าตัด ไม่มีใครกลับบ้านรอจนสุชาดาปลอดภัย

“ตำรวจเข้ามาทำไม มีอะไรหรือเปล่า” นายแพทย์สิทธิเดชไม่สนใจการสนทนาระหว่างลูกชายกับพวกเด็กๆ แทรกถามสิ่งที่สงสัย

“สาวๆ ออกไปรอข้างนอกก่อนนะ พี่อยากได้เวลาส่วนตัว”

“พวกเรากลับเลยดีกว่าค่ะพี่ปลื้ม กลัวจะไปไม่ทันเรียน”

พวกนินยกมือไหว้ปรเมศวร์และคุณพ่อสุชาดา โบกมือให้เพื่อนสนิทเป็นการปิดท้าย สุชาดาโบกมือตอบไม่ได้แต่ฉีกยิ้มมาเสียกว้าง

“ไม่ไปเหรอครับ”

สายฝนหน้าแตกยับเยินนึกว่าตนเองเป็นข้อยกเว้น หันหลังให้ทุกคนตามกลุ่มเพื่อนสุชาดาออกมา ในใจแอบบ่นว่าทำไมจะต้องตามติดยัยเด็กพวกนี้ ไม่ได้อยากลดตัวมาสนิทด้วย

“พี่ถามหน่อยสิ ตำรวจสองคนนั้นมาทำอะไรที่นี่เหรอ”

“ไม่รู้ค่ะ พวกเราก็อยู่กับพี่ฝนตอนที่ตำรวจเข้ามา”

“เมื่อวานพวกเธอนั่งตัวติดกับปลื้ม เขาไม่ได้บอกอะไรเหรอ”

“ไม่นะคะ พี่ปลื้มไม่ได้บอกอะไรพวกเราเลย”

“ถ้าไม่รีบไปต้องเข้าเรียนสายแน่ๆ พี่ฝนจะกลับพร้อมกันไหมคะ” รักถามดีๆ แต่สายฝนกลับชักสีหน้าแววตาไม่พอใจกลับมา

“กลับได้ยังไง ได้ยินไม่ใช่เหรอ พ่อจ๋าชวนพี่อยู่กินข้าวกับท่าน จะเสียมารยาทได้ยังไง ไปกันก่อน ค่ารถไม่เท่าไหร่น่าจะจ่ายเองได้!”

“พวกเราไปก่อนนะคะ” สามสาวส่งยิ้มแปลกๆ ให้กัน ทิ้งห่างจวบประตูลิฟต์ปิดลง ลิฟต์แทบแตกจากการแย่งกันพูด

“ไปอารมณ์เสียมาจากไหน จู่ๆ มาตะคอกใส่พวกเรา พวกเราไม่ได้ขอให้ไปส่งสักหน่อยแค่ถามไปตามมารยาท” นินเปิดประเด็น

“นั่นสิ เมื่อเช้าพวกเราไม่ได้ขอให้ขับรถไปรับที่หอ ไม่ได้ขอให้ช่วยลาอาจารย์ให้สักหน่อย กลับพูดจาไม่ดีเหมือนเห็นเราเป็นภาระ”

“งงตรงที่ พวกเราสังเกตเห็นความแปลกในตัวพี่ฝน แต่ยัยจ๋าคนเดียวที่มองไม่เห็น คอยชมว่าพี่ฝนทำอะไรก็ดูดีดูสวยไปหมด”

“แปลกตรงไหน ถ้าฉันรู้ว่ายัยจ๋าเป็นลูกสาวเจ้าของโรงพยาบาลระดับโลก ฉันก็ประจบสอพลอเหมือนกันแหละ ไป กลับไปตั้งใจเรียนให้จบ เผื่อจะได้ทำงานโรงพยาบาลเดียวกับที่ปลื้ม”

“เห็นด้วย!”

ความมุมานะเพิ่มสูงเมื่อมีผู้ชายเป็นแรงบันดาลใจ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 6/4 ทางเบี่ยงของชีวิต

    ‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 6/3 ทางเบี่ยงของชีวิต

    “พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 6/2 ทางเบี่ยงของชีวิต

    “ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 6/1 ทางเบี่ยงของชีวิต

    ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 5/3 คิดถึงสุดหัวใจ

    “ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 5/2 คิดถึงสุดหัวใจ

    “คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status