เข้าสู่ระบบ“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...”
ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา
“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”
ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง
“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”
“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”
“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”
พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เลย ปลายนิ้วสั่นระริกกดหมายเลขโทรศัพท์นายแพทย์สิทธิเดช
“ท่านใช่ไหม! สั่งห้ามญาไม่ให้ไปหาลูก!”
“ใช่ ฝีมือฉัน” ยอมรับนิ่มๆ ไม่สะทกสะท้านว่าทำผิดหรือถูก
“มีสิทธิ์อะไรมากีดกัน อยากให้ญาพังประตูเข้าไปหรือไง!”
“กล้าก็ลองดู! คนของฉันจับเธอโยนทิ้งแน่! แม่ได้ความไม่มียังดีกว่า พาหลานฉันไปลำบากแทนที่จะขอโทษกลับมาต่อว่า! ถ้าหลานฉันเป็นอะไร เธอเตรียมตัวตายได้เลย ฉันไม่เก็บคนอย่างเธอไว้แน่!”
“พรากลูกไปจากญาก็ไม่ต่างจากฆ่าญาทั้งเป็น คนที่มีแต่ตัวอย่างญา ลองไม่มีลูกสักคนญาก็ไม่มีจุดหมายอีกแล้ว!”
“ฉันเคยให้โอกาส แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องดูแลหลานฉันให้ดี! ไม่ทันไร เธอปล่อยให้หลานฉันเจ็บป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล! ฉันจะไม่ยอมให้เธอเอาหลานฉันไปเลี้ยงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ฉันจะไปรับหลานกลับมาเลี้ยงที่กรุงเทพ อย่าฝันเลย ว่าจะได้แตะต้องหลานฉันอีก!”
“ญาไม่เคยละเลยลูก! ไม่เคยปล่อยให้ลูกลำบากเลยสักครั้ง! ที่ลูกอาเจียน เพราะลูกร้องไห้คิดถึงพี่ปลื้ม! ท่านก็รู้ไม่ใช่เหรอ ว่าหนูวาอาเจียนทุกครั้งเวลาร้องไห้หนักๆ ลูกของญาควบคุมตัวเองไม่ได้!”
“สาเหตุมาจากอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอพรากลูกพรากพ่อจากกัน! อยู่กรุงเทพเหมือนเดิมดีแล้ว ทำเก่งย้ายไปอยู่ไกลเหมือนมีญาติพี่น้องที่นั่น เวลาลูกสาวเจ็บป่วยไม่มีใครช่วยเหลือ ถ้าอยากไปอยู่ที่นั่นมากนักก็อยู่คนเดียวเ! อย่าพาหลานฉันไปลำบาก! ตอนนี้ฉันอยู่ที่สนามบินกำลังจะไปเชียงใหม่ ขากลับ! ฉันจะรับหลานกลับมาด้วย!”
ไม่ใช่คำขู่ เป็นคำเตือนให้หญิงสาวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า!
“ญาไม่ยอม! เราตกลงกันแล้ว! ให้ญาหย่ากับพี่ปลื้มแล้วท่านจะยกลูกให้มาอยู่กับญา ท่านจะมาผิดคำพูดง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้!”
“ไหนล่ะหลักฐาน มีหรือเปล่า พูดปากเปล่าใครก็พูดได้”
นายแพทย์เจ้าเล่ห์ขับไล่อดีตลูกสะใภ้ออกจากชีวิตลูกชายสำเร็จ ไม่เคยมีความคิดจะรักษาสัญญากับผู้หญิงไร้คุณค่า เพียงแค่หลอกให้เธอตายใจ เพื่อเธอจะยอมหย่าและไปจากลูกชาย
“เรามันคนละระดับกัน คนอย่างเธอไม่มีทางเอาชนะคนอย่างฉันได้ ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปถึงศาลก็น่าจะรู้ว่าใครจะชนะคดีนี้! เงินหนึ่งล้านที่เคยเสนอ ฉันยืนยันจะให้เหมือนเดิม ถ้าเธอยินดีรับไว้!”
“ญาไม่มีวันปล่อยให้ลูกกลับไปอยู่ในการดูแลของท่านเ! คนที่ดูแลลูกเมียตัวเองให้มีความสุขไม่ได้! ถือดีจากไหนจะมาเอาลูกของญาไปเลี้ยง! ถึงญาจะเป็นแม่ที่ไม่ได้ความ แต่ญาก็เลี้ยงลูกจนแกโตป่านนี้! ญารัก ทะนุถนอม ปกป้อง ดูแล ทำดีที่สุดเท่าที่คนอย่างญาจะทำได้ เก้าเดือนที่ลูกอยู่ในท้องกับห้าปีที่ลูกลืมตาดูโลก ลูกไม่สบายไม่รู้กี่ครั้ง มีแค่ญาคนเดียวคอยดูแลไม่เคยทอดทิ้งลูกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตอนนั้นท่านไปอยู่ไหน! ทำไมถึงเพิ่งมาเป็นห่วงหลานตอนนี้ ตอนที่หลานพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ยังคลานอยู่บนพื้น ไม่เคยมาดูดำดูดีสักครั้ง!”
ระบายความในใจออกมาพร้อมน้ำตา ยกมือข้างหนึ่งปิดใบหน้า ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอในช่วงที่พยายามเข้มแข็ง ไม่มีอีกแล้วความเคารพความเกรงใจ คนเดียวที่เธอจะยอมให้เอาลูกไปคือปรเมศวร์ ไม่ใช่ชายสูงวัยคนนี้ ถ้าเป็นท่าน เธอจะสู้ให้ยิบตา
“เธอเสียสติไปแล้วหรือไงญาตาวี! ถึงกล้าพูดจาเลวๆ กับฉัน คนที่ให้ข้าว ให้น้ำ ชุบเลี้ยงเธอมาหลายปี! ที่มีกินมีใช้ทุกวันนี้เพราะฉันไม่ใช่เหรอ! ถอนคำพูด! ไม่อย่างนั้นฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!”
“อย่ามาลำเลิกบุญคุณ! เศษเงินที่ท่านโยนมาใส่หัว เทียบได้เหรอกับความสูญเสียของญา! เทียบได้เหรอกับสิ่งที่ท่านทำกับญากับลูกมาตลอดหกปีที่ผ่านมา! ฮือ... ท่านสั่งห้ามไม่ให้ญาเรียนหนังสือ ไม่ให้ออกไปเจอเพื่อน ไม่ให้มีสังคม ไม่ให้ไปหางานทำ ไม่ให้ญาออกไปไหน ขังญาให้เลี้ยงลูกในบ้าน! เพราะกลัวญาจะทำให้ท่านเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยไม่เคยสนใจเลยว่าญาจะรู้สึกยังไง จะเจ็บปวดมากแค่ไหน ที่ต้องอยู่คนเดียวมาตลอดหกปี! ฮือ... ญาไม่มีเพื่อน ไม่มีครอบครัว ไม่มีใครสักคนที่รัก ญาจะไม่ยอมให้ท่านควบคุมชีวิตลูกเหมือนที่ท่านเคยควบคุมชีวิตญา ลองมาเอาลูกไปสิ! ญาจะทำให้ท่านเห็นว่าหมาจนตรอกอย่างญา มันจะบ้าได้มากแค่ไหน!”
พลันโทรศัพท์ถูกกระชากจากมือญาตาวีลักษณะคล้ายถูกรูดทรัพย์ หญิงสาวเอียงหน้านองน้ำตากลับไปพบชายหนุ่มคนคุ้นเคย
“ลูกเมียผม! ผมดูแลเองได้! ถ้าอยากเลี้ยงหลานมากนักไปบอกยัยฟ้าให้เบ่งหลานออกมาให้เลี้ยงเร็วๆ จะได้ไม่ว่างไประรานครอบครัวคนอื่น! ข้องใจตรงไหนมาเคลียร์กับผม! อย่าไปลงที่ญา!”
ว่านายแพทย์สิทธิเดชอารมณ์รุนแรง ไม่ได้ครึ่งอารมณ์ปรเมศวร์ เขาแย่งโทรศัพท์มาจัดการให้เสร็จสิ้น
“ถ้าพ่อทำอะไรญา ให้มาบอกพี่ พี่จะจัดการให้” บอกสอนสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง ไม่ได้ตั้งตัวว่าหญิงสาวจะโถมตัวเข้ามากอด
“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่ต้องร้องไห้”
ปรเมศวร์เกร็งหน้าท้องรับสัมผัสวางมือบนศีรษะปลอบพักใหญ่ กว่าญาตาวีจะได้สติว่าจู่โจมกอดอดีตสามีโดยที่เขาไม่ได้ตั้งตัวไม่ได้เต็มใจ ร่างกายบอบบางถอยห่างเร็วปานสายฟ้า
“ขอโทษค่ะ ญาไม่ได้ตั้งใจทำให้พี่ปลื้มขายหน้า”
เธอไม่ได้ทำให้เขาขายหน้า เขายินดี ปรเมศวร์แตะตัวหญิงสาวยลโฉมดวงหน้าไร้ความสุข ตาเธอแดงมาก แมสก์เปียกน้ำมูกน้ำตาไม่น่าดู แต่เขากลับมองเนิ่นนานไม่รู้เบื่อ อยากซับน้ำตาและปลอบเธอให้หายกลัว ตัวเธอยังสั่นอยู่เลย เธอห่วงลูกและเกลียดชังพ่อเขามาก อยู่ใกล้ไม่เคยคิดถึงแต่หลังจากแยกทางกันกลับคิดถึงมากขึ้นทุกวัน มีหลายเรื่องที่เขาอยากพูดกับเธอ แต่ตอนนี้ลูกสาวสำคัญมากที่สุด
“พี่ได้ยินว่าลูกไม่สบาย ลูกเป็นอะไร อาเจียนอีกแล้วเหรอ”
“อาเจียนหนักกว่าครั้งที่แล้วอีกค่ะ ลูกคิดถึงพี่ปลื้ม โทรหาพี่ปลื้มยังไงพี่ปลื้มก็ไม่รับสาย ญาปลอบลูกไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง พามาโรงพยาบาล แต่พยาบาลพวกนั้นไม่ให้ญาเข้าไปหาลูก”
ความรักที่มีต่อลูกส่งผลให้ญาตาวีมีอาการเครียดจนคลื่นเหียนและวิงเวียนศีรษะ ดวงหน้าแดงก่ำก้มต่ำก่อนเข้าไปกระชากท่อนแขนฉุดดึงกึ่งขอร้องให้เขาพาเข้าไปหาลูก
“ลูกอยู่ในห้องนั้น พี่ปลื้มพาญาเข้าไปหาลูกได้ไหม ฮึก... ได้ไหม”
“ได้ แต่ญาไหวแน่นะ สีหน้า ท่าทางเหมือนไม่ค่อยสบาย”
มือแข็งแรงจับท่อนแขนเล็กมั่นเหมาะ พยุงไว้ กลัวเธอจะทรุดล้มลงไปกองบนพื้น เสียงเล็กร้องหาแม่ดังระงมมาถึงตรงนี้ บีบหัวใจปรเมศวร์เหลือเกิน
“ญาไม่เป็นไรค่ะ”
ความคิดถึงฉายผ่านดวงตาคู่อ่อนเยาว์สั่งได้ราวกับม้วนภาพยนตร์ แต่พริบตาเดียวเธอสั่งปิดด้วยตัวเอง เก็บซ่อนไว้ในหัวใจ “รีบเข้าไปดูลูกเถอะ ถ้าเป็นพี่ปลื้ม พวกเขาต้องยอมให้เข้าไป”
“เราจะไปด้วยกัน”
ชายหนุ่มวางมือบนศีรษะบอบบางปลอบโยนญาตาวีที่ถึงแม้จะเป็นแม่คน แต่เธอยังเด็กเหลือเกิน อายุเท่านี้แต่ต้องเลี้ยงดูลูกตามลำพัง มีความรับผิดชอบมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเขา
ปรเมศวร์เช็ดก้อนน้ำตาเล็กๆ บนหางตา สั่งตัวเองให้พอแค่นั้น เขาลดมือลงโอบไหล่โอบประคองพาตรงไปยังห้องนั้นด้วยกัน ประตูถูกล็อก เขาเขย่าไม่ยั้งมือคนข้างในรีบวิ่งมาเปิด พยาบาลสาวคนเดิมหลบสายตาอาฆาต มารวมตัวกับคนอื่นๆ เปิดทางให้เขาไปหาลูกสาว ถ้านี่คือเหตุผลที่ญาตาวีโทรศัพท์ไปต่อว่าบิดา ก็น่าอยู่หรอก มีอย่างที่ไหนมากีดกันแม่ไม่ให้เข้าไปหาลูกที่ป่วย น่าเจ็บใจตรงที่เขาดูแลลูกสาวชายคนนั้นเป็นอย่างดี แต่ชายคนนั้นกลับทำให้ลูกสาวและภรรยาของเขาทุกข์ทรมานอย่างไม่น่าให้อภัย
“คุณแม่ขา คุณแม่ไปไหนมา ทิ้งหนูไว้คนเดียว ฮือ...”
เด็กติดแม่อาเจียนหนักจนหมดเรี่ยวแรง เพิ่งหยุดร้องไห้ไม่นานน้ำตาเม็ดเล็กกลับมาไหลอีกครั้งเมื่อเห็นว่าใครมายืนแทนที่คุณหมอ
“คุณแม่มาแล้ว ไม่ต้องร้องไห้นะลูก” ญาตาวีสอดมือเรียวเข้าใต้แผ่นหลังลูกสาวดึงเข้ามากอด โยกเบาๆ ปลอบลูกให้หยุดร้องไห้
“คุณหมอใจร้าย ฮือ... หนูอยากกลับบ้าน คุณแม่พาหนูกลับได้ไหมคะ หนูสัญญา หนูจะไม่อาเจียน ไม่ร้องไห้อีกแล้วค่ะ ฮือ...”
“ไม่ต้องร้อง...”
บทส่งท้าย“บ้านเงียบชอบกลน่าจะไม่มีใครอยู่ เราเลี้ยวรถกลับเลยดีไหม” “อ๊ะ! มาถึงขนาดนี้แล้วจะกลับไปทั้งที่ของเต็มมือได้ยังไงคะ จอดรถไว้หน้าบ้านนี่แหละค่ะ เข้าไปแป๊บเดียวไม่เป็นไรหรอก ดับรถแล้วลงมา”ดื้อเหลือเกินสามีเธอ ญาตาวีดับเครื่องยนต์แทนเสียเลย ปรเมศวร์มีสีหน้าหนักใจเล็กน้อยแต่เขาไม่ขัดใจ คว้าถุงของฝากจากห้างฯ เดอะแกรนด์ที่พวกเขาร่วมใจพิถีพิถันเลือกลงจากรถมากดกริ่งหน้าบ้านบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรราคาหลักหนึ่งร้อยล้าน กว้างขวาง สวยงาม สมฐานะลูกชายคนรองของนายแพทย์สิทธิเดช มหาเศรษฐีเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยสุธีไม่ได้มีความสุขในการทำงานในโรงพยาบาลตามคำสั่งของบิดา ไม่ได้สุขใจกับการพาภรรยาย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ แต่เพราะไม่มีเงินทองมากมายมาตั้งต้นธุรกิจจึงต้องพึ่งพาอาศัยบารมีบิดา เมื่อถึงวันหนึ่งที่บิดาปล่อยวาง ยินยอมให้ลูกๆ ทุกคนดำเนินชีวิตตามความต้องการของตัวเองสุธีได้รับเงินทุนก้อนใหญ่ลงทุนเปิดร้านอาหารหลากหลายสไตล์ ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม ขยายสาขารวดเร็วภายในระยะเวลาห้าปี มีเงินทองมากมายซื้อบ้านหลังใหญ่ และรับมารดาออกมาอาศัยด้วยกันน้าสิรีห่วงบิ
ในวันครบรอบสี่ขวบของน้องปริ๊นซ์ น้าสิรีเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ มาถึงเชียงใหม่เพื่อขอคุยกับปรเมศวร์และครอบครัวน้าสิรีพูดกับเขาว่า ‘น้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อก่อกวน หรือหาเรื่องให้ปลื้มไม่สบายใจ น้าแค่อยากมาส่งข่าวให้ปลื้มรู้ อาการป่วยของคุณพ่อปลื้มทรุดลง ท่านไม่สามารถเครียดและทำงานเต็มตัวเหมือนเมื่อก่อน ตำแหน่งในโรงพยาบาลสั่นคลอน ท่านต้องการผู้สืบทอด ในบ้านเราเห็นจะมีแค่ปลื้มคนเดียว ที่จะเข้ามาบริหารโรงพยาบาลแทนคุณพ่อปลื้มได้ ถึงคุณพี่เดชจะไม่เคยขอร้องให้ปลื้มกลับไป แต่น้ามองออกว่าท่านคิดถึงปลื้มและอยากเจอหลานมาก ปลื้มออกจากบ้านมาเกือบ 5 ปี มันนานเกินไปแล้วนะปลื้ม’‘น้าเคยทำไม่ดีกับปลื้มไว้มาก น้ารู้ แต่ถ้าหากน้ามีสิทธิ์ขอปลื้มได้หนึ่งอย่าง น้าขอร้องให้ปลื้มพาลูกเมียกับคุณพี่นากลับไปอยู่กรุงเทพฯ กับพ่อปลื้มได้หรือเปล่า โรงพยาบาลต้องการคนสืบทอดกิจการ ปลื้มคือทายาทตัวจริง ปลื้มสมควรได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของคุณพี่เดช ปลื้มไม่ต้องกังวลว่าน้ากับน้องๆ จะมาเบียดเบียนปลื้ม พวกเรามีความสุขดี แล้วพวกเราก็อยากเห็นคุณพี่เดชมีความสุข อยากให้ท่านคืนดีกับลูกชายของท่าน น้าไปๆ กลับๆ ระหว่างบ้านธีกับบ้
“ธุรกิจร้านอาหารกำไรไม่ได้เยอะหรอกนะ ได้สัก 10% ต่อรายรับทั้งหมดต่อหนึ่งสาขาก็ถือว่าเพอร์เฟกต์มาก พี่กับฟ้าถึงต้องวางแผนขยายสาขาร้านออกไปให้ได้เยอะๆ ผลประกอบการโดยรวมจะได้โตตาม”“พูดจาดีมีหลักการ ร่ำรวยเมื่อไหร่ อย่าลืมน้องสาวคนนี้นะคะ”“งานยูทูบเบอร์ของจินก็ไปได้สวยไม่ใช่เหรอ รายได้โฆษณา รายได้สปอนเซอร์ รวมๆ รับต่อเดือนน่าจะหลายแสนเอาเรื่องอยู่ใช่ไหม ยังคุยกับฟ้าอยู่เลย จินเดือนทางบ่อยจะมีเวลาแวะมาเฝ้าไข้คุณพ่อหรือเปล่า”“เรื่องงานเรื่องเที่ยวจะสำคัญเท่าชีวิตคุณพ่อได้ยังไงคะ จินเลื่อนไปหมดแล้ว ถ้าพี่ธีมีงานด่วนปลีกตัวไปได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงคุณพ่อ”“มีพยาบาลสวยขนาดนี้คอยเอาใจ คุณพ่อมีหวังหายวันหายคืน”สุธีแซวน้องสาวคนรอง ขโมยผลไม้ที่เธอตั้งใจปอกเปลือกเก็บใส่ตู้เย็นรอป้อนบิดาที่อยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ“พี่ธี! มือไม่ล้างมาหยิบกิน เชื้อโรคลงท้องคุณพ่อไปด้วยจะทำยังไง”“ชิ้นเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า คุณพ่อนอนหลับ ไม่ตื่นมาบ่นพี่หรอก”“ใครว่าฉันไม่อยาก ฉันไม่มีแรงบ่นพวกแกต่างหาก”นายแพทย์สิทธิเดชตื่นมาส่งยิ้มให้ลูกๆท่านพักฟื้นในห้องไอซียูเจ็ดวัน ก่อนจะย้ายออกมานอนพักที่ห้องผู
ในวัย 29 ปีบริบูรณ์ ลูกสาวเพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ปรเมศวร์บินไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนเจาะจงด้านการผ่าตัด เขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้การเรียนและทำงานอยู่ที่นั่นนานกว่าสองปีโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ในรัฐนั้นเสนอตำแหน่งงานให้เขา มีช่วงว่างหนึ่งเดือนสั้นๆ ให้พักผ่อนและตัดสินใจ ปรเมศวร์คิดถึงเพื่อนสนิททั้งสองเลือกใช้ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นกลับมาเยี่ยมเพื่อนๆ และครอบครัวกันต์ดนัยกับตรีวิทย์ไปรับถึงสนามบินไม่ได้พาไปกินเลี้ยงสังสรรค์อย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่พาเขามาบ้านเดี่ยวหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ที่เขาเคยเกือบจะลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยซื้อให้ใครอาศัยในบ้านหลังนั้นเขามีโอกาสได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่โตขึ้นกว่าวันที่เขาไปจากประเทศไทย เธอน่าจะอายุย่าง 20 ปี จูงมือลูกสาววัย 2 ขวบออกมารับแขก เด็กผู้หญิงผิวพรรณดีหน้าตาน่ารักถอดพิมพ์เดียวกับเขา ยิ้มตาหยีหัวเราะดีใจที่เห็นว่าใครมา เด็กร้องเรียก พ่อ ไม่เต็มเสียง เพราะเพิ่งฝึกพูดไม่กี่คำ เท้าเล็กๆ เดินตรงมาทางเขาแต่ผ่านไปกอดกันต์ดนัยสลับกับตรีวิทย์ เพื่อนสนิททั้งสองมีของติดมือมาฝากเป็นขนมกับของเล่นเด็กหญิงจิ้มนิ้วลงบนซองขนมให้พ่อตรีช่วยแกะ ล้วงมือป้อมๆ
ความสัมพันธ์เปราะบางระหว่างสองพ่อลูกจบลงอย่างไม่มีชิ้นดี นายแพทย์สิทธิเดชข้ามสะพานไม้กลับมาฝั่งตัวบ้านมองเห็นหลานสาว จะเรียกให้เข้ามาหาหลานสาวกลับหันหลังวิ่งหนีไปทางอื่น จุดจบคนจิตใจคับแคบไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ ลูกชาย หลานสาว อาจจะรวมถึงหลานอีกคนที่กำลังจะเกิด จะไม่มีใครอยากกราบไหว้และเรียกท่านว่าปู่ชายสูงวัยยืนตัวตรงอยู่ดีๆ ตัวกลับเอียงไปทางด้านขวาซวนเซเกือบจะล้ม คว้าราวจับสะพานไว้ทันแต่มือข้างนั้นกลับหมดแรง ตัวท่านล้มลงเสียงดังโครม! “คุณเดช/ท่าน” ภรรยาหลวงกับสายฝนอับอายขายหน้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนรีบตามมา ทั้งสองคนช่วยกันออกแรงพยุงท่านให้กลับมายืน แต่นายแพทย์สิทธิเดชเกลียดชังเด็กสาวรุ่นลูกเหลือเกิน“สายฝน! อย่ามาแตะตัวฉัน นับต่อจากนี้ ห้ามติดต่อฉันมาอีก!”“โทษดิฉันคนเดียวไม่ได้หรอกนะคะ! ดิฉันแค่ส่งข้อมูลให้ท่านทราบ หน้าที่ปักใจเชื่อหรือเปล่าเป็นของท่าน ดิฉันไม่ได้ผิด อย่ามาว่าดิฉัน!”“ฉันรู้ หนูฝน อย่าถือสาคุณเดชเลย มาช่วยฉันพยุงท่านออกไป”“เห็นแก่คุณกาญจนา ดิฉันจะช่วยค่ะ” สายตาสายฝนก้าวร้าว ในเมื่อแผนแยกปรเมศวร์ออกจากเด็กคนนั้นล่มไม่เป็นท่า เธอไม่มีความจำเป็นต้องพะเน้าพะนอเอาใจ ช
‘ประกาศจากกัปตัน ขณะนี้ลมมรสุมพัดผ่านจังหวัดเชียงใหม่ ฝนตกหนัก ลมพัดแรง ท้องฟ้าเหนือท่าอากาศยานเชียงใหม่ปิด ย้ำ ท้องฟ้าปิด ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องลงจอด กัปตันจะนำเครื่องบินวนรอสภาพอากาศเปิด แต่หากสุดวิสัยอาจจะต้องนำเครื่องกลับท่าอากาศยานต้นทาง...’ “ไม่ได้!”นายแพทย์สิทธิเดชร้อนใจอยากไปให้ถึงจุดหมายตามกำหนด เตรียมปลดสายรัดเข็มขัดประท้วงแต่ภรรยาหลวงคว้าแขนไว้“คุณเดช มันอันตราย”ท่านไม่พอใจ แต่เพราะเครื่องสั่นและทุกคนต่างหันมามอง ทำให้ท่านจำใจนั่งลงที่เดิมกอดอกรอคอยอย่างใจร้อน“เมื่อไหร่จะมาถึงสักที!”คนมารอรับ รอนานเข้าเริ่มอารมณ์เสียสายฝนสะบัดหน้าสะบัดตาอย่างคนโมโหร้าย แต่งตัวสวยเดินวนรอบโถงผู้โดยสารขาเข้าหลายสิบรอบ รอเที่ยวบินที่เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนโดยสารมาเชียงใหม่ รู้อย่างนี้ไม่รอเสียก็ดี คุณสิทธิเดชกำลังจะทำให้เธอพลาดไปร่วมงานแต่งกันต์ดนัย ระยะทางจากตัวเมืองเข้าไปในไร่อรุณรุ่งไกลเกือบสี่สิบกิโลเมตร กว่าจะไปถึงเพื่อนเก่าที่เคยเรียนด้วยกันมาอาจจะแยกย้ายไปหมด เสียงเรียกเข้าแผดลั่น เผลอดีใจนึกว่านายแพทย์สิทธิเดช ที่ไหนได้บิดาเธอนั่นเองที่โทรหา สายฝนกดรับสายอย่างไม่เต็มใจ เสียงเข้มๆ
‘หย่ากันแล้วจะลงเอยกันได้ยังไง จบไม่แฮปปี้ ขอเท!’‘นางเอกโง่ แทนที่จะบอกพระเอกว่าตัวเองท้อง’‘พล็อตน้ำเน่า! อ่านมาร้อยเรื่องเขียนเหมือนกันหมด’ลงตัวอย่างนิยายเรื่องใหม่สี่ตอนแรกคอมเมนต์มาเป็นร้อย อย่าว่าแต่นักอ่านที่สงสัยเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ญาตาวีเขียนบางส่วนอิงมาจากชีวิตจริงตัวเอง ไม่รู้เช่นกัน
กลวัชรมีศักดิ์เป็นลูกชายนอกสมรสของพ่อเลี้ยงเกริก บุตรชายคนเดียวของคุณย่าสมสมัย แม่เขาเป็นเพียงแม่บ้านในไร่ ถึงแม้ชาติตระกูลทางแม่จะไม่ได้ดี คุณย่าก็ให้ความรักและเลี้ยงเขามาเป็นอย่างดี ปัจจุบันคุณพ่อเกริกเสียชีวิตไปแล้ว แม่หลวง แม่แท้ๆ ของกฤตพลกับกันต์ดนัยย้ายไปอยู่ที่อื่น ส่วนแม่เขาทำงานเป็นแม่บ้าน
ปรเมศวร์ขอให้กลวัชรช่วยดูแลญาตาวีกับลูกสาวจนกว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่จะเข้าที่เข้าทาง ตากลก็เหลือเกิน ดูแลดีจนไม่กลับบ้านช่อง ไปขลุกอยู่บ้านหลังนั้นทุกวัน ไม่รู้ว่าสนใจลูกหรือแม่กันแน่“แวะไปเล่นกับหลานนิดหน่อยครับ”ช่วงเดือนแรกดูแลเพราะปรเมศวร์ขอร้อง แต่เข้าสู่เดือนที่สองชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิ ว่าม
“เขามีแต่ชุดโกโก้วาค่ะอากล ไม่มีชุดไก่ทอด อิอิ”“เพลงใหม่ไงคะ อากลซื้อมาฝาก กินให้หมดเลยนะคะ”“ว้าว ไก่ถังใหญ่ ขอบคุณค่ะ อากลใจดีที่สุดในโลก!”“เกรงใจพี่กลจังเลยค่ะ มาบ้านญาทีไร สิ้นเปลืองเงินทุกที”“ไม่เป็นไรจ้ะแค่นี้เอง ป้าข้างบ้านแกสติดีหรือเปล่า พี่สังเกตหลายครั้งชอบมาชวนคุย ถ้ามีท่าทีรุกรานบอก







