เข้าสู่ระบบ‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’
‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’
‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’
‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’
‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’
‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’
“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัว
ท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย
“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”
“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก็แคบตกมากลัวจะเจ็บ”
ไม่ชอบที่มารดาพูดจาเหน็บแนม กระปุกน้ำเกลือว่างเปล่าขนาดปานกลางห้อยกลางอากาศ เรื่องอะไรจะมองไม่เห็น อยากหาเรื่องญาตาวีมากกว่า ถึงได้แอบถ่ายรูปเธอตอนนอนส่งเข้ากลุ่มไลน์ ให้เพื่อนๆ วิจารณ์ออกรสชาติ ทั้งที่ท่านไม่ควรละเมิดสิทธิคนอื่น
“ตกแค่นั้นไม่ตายหรอก อย่าเอาใจกันออกนอกหน้านัก ควรรู้สถานะ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร”
ลูกชายอธิบายดีๆ แต่แพทย์หญิงกาญจนาในวัยทองมีนิสัยเอาแต่ใจและหวงลูกชายไม่ยอมฟัง
“แล้วคุณแม่ล่ะครับ รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา”
“แม่พูดผิดตรงไหน แม่หวังดีกับปลื้ม ไม่อยากให้เด็กคนนี้ตื่นมาแล้วเข้าใจผิดคิดว่าปลื้มมีเยื่อใย”
“พอเถอะครับ ผมไม่อยากทะเลาะกับคุณแม่”
“ถ้าถึงขั้นจะทะเลาะกับแม่ แตกหักกับแม่เพราะผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าก็เกินไป แม่ไม่ยุ่งด้วยก็ได้ จะตื่นสายแค่ไหนก็ตามใจ!”
สะบัดต้นคอใส่ลูกชาย มีท่าทางฮึดฮัดขัดใจ จ้ำเท้าเดินหนีไปเปิดหน้าต่างกระจกสูดอากาศบริสุทธิ์ กอดอก เอี้ยวลำคอกลับมามองลูกชายที่เขย่าแขนปลุกเมียเก่าเบามือราวกับว่าเขย่าแรงกว่านั้น เนื้อทองที่ห่อหุ้มแขนเจ้าเธอจะล่อนหลุด ขัดตา ขัดใจ ทนดูเฉยๆ ไม่ได้
“เขย่าให้แรงกว่านั้นไม่ได้เหรอ หรือจะให้แม่ช่วยปลุก”
“ไม่เป็นไรครับ ผมปลุกเมียผมเองได้”
ปรเมศวร์ไม่พอใจ ชักสีหน้าแววตารำคาญปฏิเสธมารดา แปดโมงเช้าสำหรับคนป่วยและนอนดึก ไม่ได้ถือว่าสาย ถ้านอนพักที่บ้าน ปรเมศวร์จะปล่อยให้เธอนอนพักผ่อนนานกว่านี้ แต่ที่นี่คือโรงพยาบาล และมีสายตามารดาจ้องจะจับผิด เขาจำใจปลุกญาตาวี
“ญา ตื่นเถอะ ได้ยินเสียงพี่หรือเปล่า”
“เช้าแล้วเหรอคะ” ญาตาวีรู้สึกตัว ดวงตาแห้งแสบไม่สู้แสง กะพริบหลายครั้งกว่าจะเปิดขึ้นมาพบใบหน้าอดีตสามีลอยเด่นชัด
“ไม่ใช่เช้า แต่สายแล้ว จะนอนถึงเที่ยงเลยหรือไง!”
เสียงที่ตอบกลับ ห้วน แหลม ไม่ใช่ปรเมศวร์ ญาตาวีนอนพักเอาแรงมาทั้งคืนแต่ยังเวียนศีรษะไม่หาย ขยับตัวขึ้นนั่งได้โดยแรงพยุงจากปรเมศวร์ รูม่านตาขยายออกตกใจที่พบนางยักษ์ในคราบมารดาปรเมศวร์จ้องตาเขม็ง หมดเรี่ยวแรงลงอีกครั้งเนื้อตัวอ่อนยวบภายในวงแขนกว้าง
“จะซบลูกชายฉันอีกนานไหม หรือต้องให้อุ้มถึงจะยอมลงจากเตียง ไม่รู้เหรอ เตียงที่เธอนอนมันเกะกะขวางทางเดินคนอื่น”
“คุณแม่ อย่าโวยวายได้ไหม ผมเพิ่งพูดไปว่าญาป่วย”
“แม่ถึงอยากให้รีบตื่น จะได้รีบไล่ให้ลงไปหาหมอไง”
เสียงแว้ดแหลมบาดแก้วหูดังต่อเนื่อง กระตุ้นให้คนป่วยแข็งใจแสดงออกว่าไม่เป็นไร
“ญาจะไปไหน”
“ห้องน้ำค่ะ”
“พี่พาไป”
“ไม่เป็นไรค่ะ ญาไปเองได้”
ปัดมืออดีตสามี ไม่ให้เขาเข้ามาโอบหรือแตะตัว จับผ้าห่มออกจากเรียวขามองหาทางลง เดินงอมๆ ผ่านเขาไปเข้าห้องน้ำ
“กางเกงตัวนั้น ของปลื้มไม่ใช่เหรอ ทำไมไปอยู่ที่ญา” จับผิดแม้กระทั่งของนอกกาย การกระทำของท่านทำให้ปรเมศวร์โมโห
“คุณแม่เป็นอะไร มาถึงโวยวาย เห็นทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมด ถ้ารู้อย่างนี้ผมรอให้ลูกตื่นก่อนค่อยไปรับคุณแม่ยังจะดีกว่า”
“แม่หวังดีกับปลื้ม! อยากให้ปลื้มเว้นระยะห่างกับเมียเก่าให้มากๆ ไม่ใช่ไปใกล้ชิดสนิทสนมให้ฝ่ายหญิงคิดเข้าข้างตัวเอง”
“ญาเป็นเมียผม ญาไม่สบาย ผมดูแล ไม่ถูกต้องตรงไหน”
“ก็แค่เมียเก่า! คิดบ้างหรือเปล่า ถ้าผู้หญิงคนนั้นอยากกลับมาหาปลื้มจะทำยังไง อาจเข้าหน้ากันไม่ติด ปลื้มมีน้องแหวนแล้วนะ!”
“เลิกพูดถึงคนอื่นสักที! เป็นไปหมดทั้งพ่อกับแม่ ไม่ยอมฟังผมบ้างเลย ฟังผมบ้างสิ ผมพูดหลายครั้งแล้วว่าผมไม่ได้ชอบแหวน”
“แต่คุณพ่อชอบน้องแหวน และเกริ่นๆ กับพ่อแม่เธอไว้แล้ว”
“ก่อนจะทำอะไรเคยถามความสมัครใจผมบ้างไหม ในเมื่อไม่เคยถาม ใครทาบทามก็ไปแต่งงานเองแล้วกัน ผมออกจากบ้านหลังนั้นมาแล้ว จะไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีก ไม่สนใจด้วยว่าใครจะคิดยังไง!”
“ไม่กลับบ้าน ไม่กลับไปทำงาน แล้วปลื้มจะอยู่ที่ไหน! จะทำงานอะไร! ทำงานโรงพยาบาลอื่นได้เงินเดือนเท่าไหร่กันเชียว อย่าคิดว่าโรงพยาบาลทุกที่จะให้เงินเดือนสูงเท่าโรงพยาบาลคุณพ่อ”
“ขอแค่ลูกเมียผมมีกินมีใช้ จะสักกี่พันกี่หมื่น ผมจะอยู่ให้ได้”
“ปลื้ม! อย่าพูดเพราะโมโห! ลืมแล้วเหรอ ว่าปลื้มหย่ากับผู้หญิงคนนั้น!” คับแค้นใจกับความคิดลูกชาย ไม่อยากให้ปรเมศวร์ลาออกจากงานมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้หญิงที่เพิ่งจะหย่าขาด
“หย่าแล้วยังไง ในเมื่อหย่าได้ ก็จดทะเบียนใหม่ได้เหมือนกัน มันเป็นเรื่องของผมกับญา ไม่เกี่ยวกับคุณพ่อ คุณแม่ หรือใครก็ตาม”
อกจะแตก กาญจนายกมือทาบอกตกใจกับคำพูดนั้น
“แม่ไม่อยากเชื่อ ว่าปลื้มจะอาลัยอาวรณ์เด็กคนนั้น มันมีอะไรดี! ถึงได้อยากกลับไปหามัน ทั้งที่พ่อกับแม่อุตส่าห์หาผู้หญิงที่คู่ควรมาให้!”
“ดีตรงที่เขาเป็นแม่ของลูกผม เหตุผลแค่นี้พอไหมครับ”
“สมัยไหนแล้ว การมีแม่เลี้ยงให้ลูก ไม่ได้แย่ ตรงข้าม หลานแม่จะมีความสุขมากกว่า ถ้าถูกเลี้ยงดูโดยคนที่พร้อมในทุกๆ ด้าน”
“คุณแม่น่าจะมีลูกเยอะๆ เหมือนน้าสิรีนะครับ จะได้ไม่ต้องมาคาดหวังทุกอย่างจากผมคนเดียว”
“ปลื้ม!”
‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก
“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ
“ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ
ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ
“ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี
“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล