หน้าหลัก / โรแมนติก / พิษรักพันธะวิวาห์ / บทที่ 6/2 ทางเบี่ยงของชีวิต

แชร์

บทที่ 6/2 ทางเบี่ยงของชีวิต

ผู้เขียน: คณานางค์
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-09 01:44:37

“ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”

“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”

สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้

“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเล่าให้ฟัง

ที่น่าเศร้ากว่านั้น ญาตาวีไม่มีเพื่อนสนิทคนอื่นอีกเลย คนที่โทรมาหาคนที่ส่งไลน์มาคุยด้วยมีแค่สุชาดาคนเดียว เพราะขาดการศึกษาในรั้วมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย และไร้ญาติขาดมิตรทำให้สังคมของญาตาวีค่อนข้างแคบ เวลามีปัญหาแทบไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร

“จะบั่นทอนความรู้สึกตัวเองให้มันแย่ลงทำไม มีพี่อยู่ตรงนี้ทั้งคน พี่ไม่ยอมให้ใครเป็นอะไรไปแน่นอน จะลูกหรือยัยจ๋า พี่จะดูแลให้ดีที่สุด”

ร่างกายญาตาวีอ่อนล้าเป็นทุนเดิม กลับต้องมาเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้เธอเวียนศีรษะ พะอืดพะอม แขนขาสองข้างไร้เรี่ยวแรงทรุดล้มดื้อๆ น้ำเสียงห่วงใยจากปรเมศวร์เงียบหายไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ กว่าญาตาวีจะได้กลิ่นแอมโมเนียในระยะใกล้เสียจนต้องเอียงหน้าหลบ หญิงสาวฝืนลืมตาขึ้นมาพบก้อนสำลีม้วนติดกับก้านไม้ยาว

“ญา” เจ้าของมือที่แกว่งก้านสำลีร้องดีใจ เสียงเดินขลุกขลิกไปทางอื่นก่อนกลับมาพยุงขึ้นจิบน้ำ ยกศีรษะนานไม่ไหวเอนลงหนุนหมอน

แสงในห้องค่อนข้างแสบตา ดวงตาพร่ามัวมองไม่ชัดต้องเพ่งนานพิเศษกว่าจะมองเห็นใบหน้าปรเมศวร์ชัดเจน เขายิ้มทำไมไม่รู้ ดีใจที่เธอฟื้นอย่างนั้นเหรอ หรือมีเรื่องอื่น ลำพังเขาทำหน้านิ่ง หน้าบึ้ง ก็ตรงสเปคเธอจะแย่ มายิ้มให้กันแบบนี้ จะห้ามใจไม่ให้ชอบเขายังไงไหว

ในช่วงที่ร่างกายและจิตใจอ่อนแอพร้อมกัน ญาตาวีดีใจที่เขาอยู่ตรงนี้ ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ เคยต้องการมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เขาไม่เคยมีให้เธอเลย จะเจ็บหรือป่วยก็ต้องดูแลตัวเองเรื่อยมา หรือนี่คือข้อดีของการหย่าร้าง เพราะไม่ได้ชื่อว่าภรรยาจึงได้รับความห่วงใยจากเขามากขึ้น อาจจะมองเห็นเธอเป็นน้องสาว หรือแม่ของลูก ที่ถึงจะไม่ได้รัก แต่ไม่ได้ใจร้ายถึงขั้นอยากให้ตาย การมาของเขาทำให้ญาตาวีดีใจ แต่เมื่อถึงเวลาได้อยู่ใกล้ชิดเขาอย่างตอนนี้กลับทำให้เธอเสียใจมากกว่า ไม่อยากเจอเขาอีก เพื่อจะได้ลืมเขาให้หมดจากใจ

“เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นหรือเปล่า ไม่สบายทำไมไม่บอก”

“ญาไม่ได้เป็นอะไร แค่เหนื่อยนิดหน่อย เลยหน้ามืด”

ริมฝีปากกับใบหน้าอ่อนเยาว์ซีดจนน่ากลัว ขัดแย้งกับคำตอบ สองคนสบตากัน ไม่มีใครอ่านความในใจของกันและกันได้

ถึงอย่างนั้นญาตาวีก็พยายามฝืนส่งยิ้มตลอดเวลา ให้ปรเมศวร์รับรู้ ว่าถึงจะแยกทางกัน แต่เธอไม่เคยโกรธหรือเกลียดเขาเลย เธอยังรัก และปรารถนาดีต่อเขา อยากให้เขามีความสุข มีรอยยิ้มทุกวัน

“มือสั่น ปากสั่น เรียกว่านิดหน่อยเหรอ วันหลังห้ามทำอย่างวันนี้อีกนะ ไม่ไหว ไม่สบายต้องบอกพี่ ไม่ให้เก็บเงียบไว้คนเดียว ถ้าญาออกไปเป็นลมข้างนอกตอนที่พี่ไม่อยู่ จะแย่แค่ไหน จะเป็นอันตรายต่อตัวเองยังไงเคยคิดบ้างหรือเปล่า พี่อยู่ไกล ต่อให้ลูกโทรหาก็ใช่ว่าจะมาถึงทันใจ ถ้าเกิดขึ้นอีกครั้ง ลูกจะตกใจ จะเคว้งคว้างแค่ไหน รู้บ้างหรือเปล่า”

“ฮือ...”

“ร้องไห้ทำไม พี่แค่พูด ไม่ได้ดุ”

ทุกประโยคพูดด้วยเสียงนุ่มนวล ไม่ได้ทำให้เธอกลัว แต่ถึงอย่างนั้นในความคิดญาตาวีไม่ต่างจากการถูกตะคอก

เธอไม่เคยมีภาพจำแง่มุมดีว่าปรเมศวร์เคยพูดจาอ่อนโยน ไม่ว่าจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เขาคอยดุด่าเสมอ มองเห็นเธอเป็นแค่เด็กกะโปโลไม่รู้เรื่องรู้ราว ด้วยเหตุนี้น้ำตาแห่งความน้อยใจจึงไหลออกมา

“พี่รักแค่ลูก คิดถึงแค่ลูก แต่ไม่เคยสนใจเลยว่าญาจะเป็นยังไง จะรู้สึกยังไง ฮือ... ญาทำเพื่อลูกมากแค่ไหน พี่ไม่เคยมองว่าญาดีเลย คอยแต่จะดุด่า ญารู้... ว่าญาอ่อนแอ ออกไปไหนไกลๆ ไม่ได้ ญาถึงได้ขลุกอยู่ในบ้าน สองเดือนมานี้ญาไม่ได้ออกไปไหนเลย ทั้งที่อยากไปจะแย่...”

“ญาต้องเลี้ยงลูก เล่นกับลูก ไม่ให้ลูกเบื่อ งานตัวเองก็ต้องทำ ถ้าพี่ปลื้มคิดว่าญาเป็นแม่ที่แย่มากนัก ก็เอาลูกกลับไปเลี้ยงเองเลย ฮือ... พาลูกกลับกรุงเทพฯ จะได้รู้ว่าเลี้ยงลูกคนเดียวเหนื่อยแค่ไหน พี่ปลื้มไม่ต่างจากพ่อแม่พี่ คอยแต่จะด่า จะว่า ดีแต่ปาก แต่ไม่มีใครช่วยญาเลย ญาก็เหนื่อยเป็นเหมือนกันนะ ต้องพูดยังไง ถึงจะเห็นใจกันบ้าง...”

“นึกว่าใคร หนุ่มเนื้อหอมของเรานั่นเอง กาแฟแต่เช้าเลยนะ”

นายแพทย์สายชลมาถึงโรงพยาบาลเอกชนเช้าตรู่ สังเกตเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีนั่งดื่มกาแฟกระป๋องจากตู้กดอัตโนมัติ คุ้นๆ หน้า เข้าไปดูใกล้ๆ ให้แน่ใจ ทักทายทันทีเมื่อชายหนุ่มรุ่นลูกเงยหน้าและยกมือไหว้

“แก้ง่วงครับอา มาแต่เช้า มาดูน้องเหรอครับ”

“กลัวพ่อปลื้มมาถึงก่อน ไม่เจออา โดนด่าหูชากันพอดี”

“ไม่โดนด่าหรอกครับ น่าจะยังไม่ตื่น”

“คงงั้น พี่เดชลงเครื่องห้าทุ่มกว่า กว่าจะได้พักน่าจะค่อนคืน แล้วนี่หนูวาเป็นยังไงบ้าง อาได้ยินว่าหลานอาเจียนเข้าโรงพยาบาล”

“อาเจียนหนัก มีไข้นิดหน่อยครับ ยังไม่ดีขึ้น”

“เดือนสองเดือนก่อนก็เพิ่งนอนโรงพยาบาลไปไม่ใช่เหรอ”

“ครับ ลูกอาเจียนบ่อยจนผมกังวล ให้หมอเฉพาะทางเก่งๆ มาตรวจหลายคนไม่เจอว่าป่วยเป็นโรคอะไร แต่ทุกครั้งที่มีเรื่องกระทบกระเทือนใจ ทุกครั้งที่ร้องไห้หนักๆ ลูกจะอาเจียนเสมอ”

“สภาพจิตใจเด็กอ่อนไหวอ่อนแอมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า ถ้าตรวจทางร่างกายไม่เจอ อาว่าลองพาไปตรวจทางสภาพจิตใจดีไหม”

“จิตแพทย์ก็เคยพาไปพบแล้ว”

บอกเล่าเสียงเบาหวิว เอนศีรษะพิงกำแพงเหนือพนักเก้าอี้

นึกย้อนกลับไปถึงคำแนะนำจากจิตแพทย์เด็กอาวุโส ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหนูวาเกิดจากความเครียดที่ผู้ใหญ่ทุกคนร่วมกันสร้าง ความสัมพันธ์ไม่ดีระหว่างเขากับพ่อ เขากับญาตาวี และพ่อกับแม่ที่ไม่ดีกับญาตาวี

หนูวามองเห็นภาพเหตุการ์ทั้งหมดด้วยสายตาตัวเอง ได้ยินทุกคำพูดจากหูตัวเอง นานวันเข้าเกิดเป็นความเครียดตกค้างภายในใจ

“มาเถอะครับ ผมพาไปเยี่ยมน้อง” ทิ้งกระป๋องกาแฟว่างเปล่าลงถังขยะ นำทางนายแพทย์สูงวัยมายังห้องพักฟื้นสุชาดา

“คุณหมอ! ร่างกายคุณจ๋ามีอาการเกร็งค่ะ”

เสียงนางพยาบาลทำให้คุณหมอทั้งสองคนที่เพิ่งเข้ามาตกใจ

สุชาดาไม่รับรู้โลกภายนอก ความเจ็บปวดทางร่างกายดึงเธอให้จมอยู่ในห้วงความทรงจำไม่สามารถฝืนลืมตาตื่น ใกล้หมดเวลาพักกินข้าวเพื่อนๆ เดินนำหน้าไปก่อน สุชาดาอยากตามไปรวมกลุ่มแต่จับสังเกตได้ว่าสายฝนเงียบผิดปกติ จึงจงใจเดินช้าเพื่อรอคุยเป็นการส่วนตัว

“ตอนที่ตามไป พี่ปลื้มพูดจาให้พี่ฝนไม่สบายใจหรือเปล่าคะ”

“เปล่าหรอกจ้ะ พี่แค่ถามปลื้มเรื่องงานแต่งกันต์ก็เท่านั้น”

“เรื่องงานแต่งพี่กันต์นั่นเอง จ๋าได้ยินคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าพี่กันต์เตรียมจะแต่งงานเร็วๆ นี้ อย่างนี้ พี่ฝนก็ไปด้วยใช่ไหมคะ”

“แน่นอนจ้ะ จ๋าไปหรือเปล่า ไปพร้อมกันจะได้ไม่เขิน”

“จ๋าคงไม่ไปหรอกค่ะ ไม่ได้สนิทกับเพื่อนพี่ปลื้มถึงขั้นนั้น อย่าว่าแต่เพื่อนพี่ปลื้มเลย แม้แต่พี่ปลื้มเองจ๋ายังไม่กล้าชวนคุย”

“งานแต่งจัดที่เชียงใหม่ ไม่ได้ไปไกล จ๋าไป จะเป็นไรไป”

“พี่ฝนคนนอก ไม่เข้าใจความสัมพันธ์พวกเรา”

“ช่างเถอะ พี่ไปพร้อมปลื้มก็ได้ เมื่อกี้ปลื้มก็ชวน”

“จริงเหรอคะ น่าดีใจจังเลย เมื่อก่อนพี่ปลื้มกับพี่ฝนน่าจะสนิทกันน่าดูเลยนะคะ ไม่รู้ว่าจ๋าเคยเล่าให้ฟังหรือยัง แต่จ๋าไม่เคยกินข้าวนอกบ้านกับพี่ปลื้มมาก่อน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้”

“แต่พี่ว่าปลื้มเขาไม่ได้รังเกียจจ๋าเลยนะ สายตา ท่าทางปกติ ถ้าหากปลื้มไม่ชอบ เขาคงจะพูดจาไม่ดีแล้วก็ปฏิเสธเรา”

“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 6/4 ทางเบี่ยงของชีวิต

    ‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 6/3 ทางเบี่ยงของชีวิต

    “พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 6/2 ทางเบี่ยงของชีวิต

    “ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 6/1 ทางเบี่ยงของชีวิต

    ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 5/3 คิดถึงสุดหัวใจ

    “ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี

  • พิษรักพันธะวิวาห์   บทที่ 5/2 คิดถึงสุดหัวใจ

    “คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status