Masuk@Seiji Talk
ผมค่อย ๆ ย่องเข้าห้องของตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดเสียงจนเซนโตะรู้ว่าผมไม่ได้อยู่ห้องทั้งคืน
“เอ้า ตื่นแล้วเหรอ?” เซนโตะเดินออกมาพร้อมกับหยิบจานและช้อนไปทานอาหารเช้า
“อ...เออ...” ทำไมอยู่ ๆ วันนี้มันถามวะ ปกติไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
“กูว่าวันนี้จะเข้าคณะสายหน่อย วิชาแรกไม่ค่อยมีอะไรเยอะ” มันว่าพลางตักอาหารเข้าปากก่อนจะพูดต่อ “ฝากมึงเอาของขวัญไปส่งด้วยแล้วกัน”
“ก็ให้ของขวัญไปเองดิวะ โตแล้วยังต้องให้รับส่งอยู่อีกเหรอ?”
“อ้าว มึงไม่ว่างเหรอ ถ้างั้นไม่เป็นไร...” มันเงียบไปสักพักเพราะอาหารเต็มปาก แต่ผมก็ยังขมวดคิ้วรอว่ามันจะจัดการปัญหานี้ยังไง
“?”
“เดี๋ยวกูฝากคิรันเข้ามารับเอง”
“เออก็ได้ กูไปส่งเอง จบ ไม่ต้องลำบากคนอื่นเขา” ว่าจบผมก็รีบเดินเข้าไปในห้องก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวและออกมาทานข้าวเช้าเช่นกัน มื้อเช้าค่อนข้างสำคัญ ว่าแต่...ของขวัญจะทานอะไรแล้วหรือยังนะ
เห้ย แล้วทำไมจะต้องไปห่วงยัยเด็กนั่นด้วยล่ะ! ดึงสติหน่อยเซจิ!
“กูไปละ” น้องชายตัวดีบอกแล้วลุกขึ้นเตรียมตัวออกไปข้างนอก
“ไหนว่าวันนี้เข้าสาย สรุปยังไง?”
“ก็เข้าสาย กูจะไปหาแฟนก่อน” เซนโตะหยิบกุญแจรถแล้วเดินไปทางประตูห้อง ก่อนที่ผมจะนึกถึงคำพูดของของขวัญที่บอกก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้
“เห้ย นั่นกุญแจรถกูป้ะ” ผมทำทีเป็นกล่าวหาว่ามันแอบหยิบกุญแจรถของผมไปแทนที่จะบอกเรื่องนั้นตรง ๆ
“อะไร นี่ของกู ของมึงอยู่บนโต๊ะนู่นไม่ใช่เหรอวะ” เซนโตะชี้ไปทางโต๊ะข้างโซฟา ก่อนที่สายตาของผมจะสังเกตเห็นกุญแจรถอีกอันวางอยู่บนนั้น
“เออ...พอดีกูลืม...” ผมรีบก้มหน้าก้มตาทานข้าวต่อ แล้วไม่พูดถึงเรื่องกุญแจรถอีก แต่แล้วเสียงของเซนโตะก็ลอยเข้ามากระทบหูอย่างแผ่วเบาแบบจับใจความไม่ค่อยได้นัก
“เหอะ ไปลืมเอาไว้ที่ไหนล่ะ”
“อะไรนะ?” เนื่องจากขณะที่เซนโตะพูดมันก้มลงไปใส่รองเท้าด้วย ผมจึงฟังไม่ค่อยถนัดนัก
“เปล่า ไม่มีอะไร กูไปละ” แล้วมันก็เดินออกไปอย่างนั้นเลย ทิ้งให้ผมสงสัยว่าเมื่อสักครู่มันพูดว่าอะไรกันแน่
หลังจากทานข้าวเสร็จ ผมก็เตรียมของเพื่อออกไปมหาลัย แต่ก็ไม่ลืมที่น้องชายฝากฝังว่าให้พาน้องสาวไปด้วยกัน ว่าแต่...ควรเอาอะไรไปให้เธอทานระหว่างนั่งรถดีไหมนะ เผื่อว่าเธอยังไม่ได้ทานข้าวไง
“ขนมปังกับไส้กรอกเหรอ” ผมพูดกับตัวเองแล้วหยิบขนมปังแผ่นไปปิ้งรวมถึงลงมือทอดไส้กรอกด้วย นี่ลงทุนไปหรือเปล่าเนี่ยะเรา ไม่เพียงเท่านี้ ผมยังหยิบนมกล้วยใส่กระเป๋าไปด้วย ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้หยิบมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งที่ผมไม่ดื่มนมกล้วยเสียด้วยซ้ำ
เอาเถอะ...ก็ดูแลน้องไงเซจิ...แค่นี้ไม่ถือว่าเกินหน้าที่หรอก
ก๊อก ก๊อก
ผมมายืนเคาะประตูหน้าห้องของขวัญอีก...แล้ว...ช่วงนี้ยอมรับตามตรงว่ามาเคาะห้องนี้บ่อยเหลือเกิน แต่ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อน้องชายของผมมันฝากมานี่นา
“พี่เซจิ? แล้วเซนโตะล่ะคะ?” ของขวัญกวาดสายตาทั่วบริเวณนอกห้องเพื่อมองหาเพื่อนสนิทของตัวเอง
“มันบอกว่าจะเข้าคณะสายน่ะ”
“อ้าว อย่างนั้นเหรอคะ”
“เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง”
“?” ดวงตากลมแป๋วเบิกกว้างท่าทางดูตกใจกับคำพูดของผม หรือว่ามันดูระราบระล้วงเกินอย่างนั้นเหรอ?
“เอ่อ...พอดีเซนโตะมันฝากให้ไปส่งน่ะ” ผมรีบแก้ข่าวทันทีก่อนที่เธอจะตกใจไปมากกว่านี้ ก็มันเป็นเรื่องจริงนี่นา ถึงผมจะเต็มใจก็เถอะ
“อ๋อ...” ของขวัญพยักหน้ารับทราบ แต่แล้วก็ยังพูดขึ้นด้วยความเกรงใจ “แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ลำบากพี่เปล่า ๆ”
นั่นไง...ลงเอยที่เกรงใจเราทุกทีเลยสินะ -_- หากเป็นผู้หญิงคนอื่นคงแค่บอกขอบคุณและตามผมไปขึ้นรถอย่างว่าง่าย แต่กับของขวัญ เธอมักจะมีถ้อยคำที่ทำตัวหลีกเลี่ยงผมอยู่เสมอ
“ไม่ลำบากหรอก วันนี้พี่มีเรียนที่คณะพอดี ไปได้แล้ว” พูดจบผมก็คว้ามือของของขวัญแล้วพาลงไปที่ลานจอดรถ ไม่ให้เธอได้มีโอกาสปฏิเสธอีก
ระหว่างทางในรถ บรรยากาศก็ดูเงียบงันขึ้นมาเสียอย่างนั้น ว่าแต่...ทำไมผมถึงหายใจไม่ทั่วท้องแบบนี้นะ...เกิดมาเพิ่งเคยรู้สึกแบบนี้ครั้งแรกด้วยสิ แบบนี้ต้องทำยังไงกัน
ผมเหลือบมองของขวัญที่กำลังนั่งไถโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมรอยยิ้มสดใสของเธอ ไม่รู้ว่ากำลังดูอะไร หรือคุยกับใครอยู่!?
“เอ่อ...เธอหิวหรือเปล่า?” ผมถามขึ้นขณะที่รถกำลังจอดติดไฟจราจร ก่อนจะเอื้อมไปหยิบกระเป๋าที่เตรียมใส่กล่องอาหารออกมา
“น้องกินข้าวเช้ามาแล้วค่ะ ตอนนี้ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”
“อ๋อ...อย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินเธอบอกแบบนั้น ผมก็รีบวางกระเป๋าที่กำลังจะส่งให้เธอลงทันที แต่แล้วของขวัญก็เอื้อมมาคว้ามันไปเสียอย่างนั้น
“อะไรคะเนี่ยะ?” ของขวัญเปิดกระเป๋าใบนั้นออกดู ก่อนจะพบว่าข้างในมีกล่องที่ใส่ขนมปังปิ้งและไส้กรอกที่ผมลงมือทอดเอง รวมถึงนมกล้วยของโปรดเธอด้วย...
ของขวัญเหลือบมองผมด้วยสายตาแปลกใจ...
“เออ...ก็กลัวเธอหิวไง ก็เลยเตรียมของมาให้กิน เผื่อรถติดน่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นน้องขอเอาไปกินที่มหาลัยนะ”
“ตามใจสิ ก็ของเธอทั้งนั้น” ผมตอบเธอทั้งที่สายตายังมองตรงไปข้างหน้า แต่หางตาก็แอบเห็นสีหน้าของเธอที่ดูยิ้มแย้มสดใสมากกว่าเดิม โล่งอกไปที...
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” เมื่อขับรถมาถึงคณะแล้วดูเหมือนว่าลานจอดรถจะเต็มแล้ว ผมจึงต้องวนหาที่จอดจึงบอกให้ของขวัญลงไปที่คณะก่อนได้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว
“ตอนเย็นก็เจอกันที่ลานคณะนะ”
“ตอนเย็นเหรอ?” ของขวัญขมวดคิ้วทำท่าทางฉงน
“เซนโตะมันก็คงจะไปหาแฟนอีกนั่นแหละ”
“อ๋อ ค่ะ...ไปก่อนนะพี่เซจิ” เธอโบกมือให้ผมแล้วยิ้มหวานมาให้
จำได้ว่าตัวเองก็เคยได้รับรอยยิ้มจากเธอหลายครั้งแล้ว แต่ทำไม...วันนี้มันดูมีอิทธิพลต่อใจแปลก ๆ แฮะ จนกระทั่งของขวัญปิดประตูรถแล้วเดินเข้าคณะไป ผมจึงเพิ่งสังเกตเห็นเงาที่สะท้อนในกระจกของประตูอีกฝั่ง ทำไมถึงได้ยิ้มล่องลอยแบบนี้ล่ะ พอรู้ตัวผมก็รีบหุบยิ้มทันที
ผมขับรถไปหาที่จอดรอตรงแถวหอสมุดแทน จริง ๆ แล้ววันนี้ผมไม่ได้มีเรียนเช้าหรอก คลาสของผมเริ่มช่วงบ่าย แต่ในเมื่อน้องชายของผมมันไหว้วานให้มาส่งของขวัญ แล้วผมจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะ
ดีเหมือนกัน จะได้มานั่งอ่านหนังสือก่อนด้วย...
เมื่อถึงช่วงพักเที่ยง ผมก็เดินไปทานข้าวที่โรงอาหารคณะแพทย์ เมื่อเข้าไปถึง สายตาของผมก็เห็นของขวัญที่กำลังนั่งทานข้าวกับเพื่อน ๆ ด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน แต่สิ่งทีทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด ก้คือคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ของขวัญ...
ไอ้คิรันนั่น...
ผมนั่งลงทานอาหารอยู่ตรงโต๊ะที่ห่างจากกลุ่มเพื่อนของของขวัญไม่ไกลมาก ประมาณสามช่วงโต๊ะ แต่ก็นั่งอยู่คนเดียวไม่นาน กลุ่มเพื่อนของผมก็เดินเข้ามานั่งด้วยจนเต็มโต๊ะ
“มาเร็วว่ะ วันนี้” เพื่อนในคณะของผมนั่งลงพร้อมจานข้าว
“กูมีธุระ” ถึงจะตอบเพื่อนแต่สายตาของผมก็ยังจับจ้องไปตรงที่นั่งของของขวัญและคิรัน ที่อีกนิดเดียวก็แทบจะสิงกันอยู่แล้ว ถึงจะห่างประมาณศอกแตะกันแต่ผมก็มองว่าแบบนั้นมันจ้องจะสิงกันชัด ๆ -_-
“มึงมองใครอยู่วะ?” //ตั้งใจถามเซจิแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ฟังเลย
“....” //จ้องแต่ของขวัญ ไม่ได้ฟังสิ่งที่เพื่อนพูดเลย
“น้องของขวัญเหรอวะ?”
“มึงรู้จักด้วยเหรอ?”
“ถามว่ามีใครไม่รู้จักบ้างดีกว่า แค่เพื่อนร่วมรุ่นเราก็พากันชอบไปเกือบครึ่งแล้ว คนอะไรน่ารักเป็นบ้าเลย”
ใคร!? ใครมันช่างกล้านัก!?
ระหว่างที่ผมกำลังรู้สึกขุ่นเคือง กลุ่มโต๊ะของขวัญก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอาจานไปเก็บ แต่ถึงอย่างนั้นไอ้คิรันนั่นก็ยังเดินตามเธออยู่ไม่ห่าง ไม่ว่าจะไปที่ไหน ซื้อน้ำหวานทาน หรือแม้แต่ยืนรอหน้าห้องน้ำ!
มันจะเกินไปแล้ว!
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว
“วันนี้ดูอารมณ์ดีเนอะมึงอ่ะ” เซ็นโตะนั่งท้าวคางมองฉันที่กำลังหั่นผักเตรียมทำอาหารอยู่ในห้องของมัน“ยังไงวะ กูก็ยิ้มแบบนี้ทุกวันมั้ยล่ะ”“ไม่อ่ะ กูรู้สึกว่าวันนี้มึงยิ้มมากกว่าปกติ เหมือน....”“เหมือนอะไร?”“...คนบ้า”“ไอ้%#@$%$” ฉันบ่นมันอุบอิบแล้วจัดการทำกับข้าวของตัวเองต่อไป โดยสายตาเจ้ากรรมก็ยัง
ก๊อก ก๊อก“ไอ้เซน! อยู่มั้ย!” ฉันเดินไปเคาะประตูห้องเพื่อนสนิทตอนเวลาเกือบจะตีสอง ด้วยความหิวของตัวเองที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามา เป็นเพราะเพิ่งจัดของเสร็จจึงยังไม่ได้ทานอะไรเลย จึงมีความคิดว่าจะชวนเซ็นโตะออกไปทานข้าวข้างนอกด้วยกันแต่เคาะอยู่นานสองนาน ก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีใครมาเปิดประตูเลยสักนิด จนฉันเก
“ของขวัญ อาซื้อของมาฝาก ไม่รู้จะถูกใจหนูหรือเปล่านะ”หลายวันผ่านไป สองแม่ลูกทั้งอาน้ำและเซ็นโตะก็กลับมาถึงบ้าน หลังจากไปเที่ยวต่างประเทศกันมาหลายวัน แต่ก็ไม่ได้กลับมามือเปล่าแต่อย่างใด ช่วงเย็น อาน้ำจึงมาที่บ้านของฉันและชวนไปทานข้าวที่บ้านของท่าน แต่ก็จะมีแค่แม่ ๆ ของพวกเราเท่านั้น เพราะปกติแล้วพ่อ
วันต่อมา...“ขอบคุณมากนะมึง... เออเดี๋ยวกูเลี้ยงเหล้า”เสียงคุยจากนอกห้องนอนปลุกฉันให้ตื่นจากฝันขึ้น ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียพลางมองสำรวจโดยรอบ ห้องสีขาวที่ไม่คุ้นตา แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นห้องของใครฉันจำภาพเหตุการณ์เมื่อคืนได้อย่างแจ่มชัด เพียงแค่ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น ไม่อยากจะคิดเลย







