LOGINก๊อก ก๊อก
ฉันลืมตาขึ้นมาด้วยสภาพงัวเงียเพราะได้ยินเสียงเหมือนกับว่าใครมาเคาะประตู หรือว่าเป็นเสียงจากความฝันกันนะ ฉันรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่มเลยสักนิด เพราะเมื่อคืนกว่าจะหลับก็กลิ้งไปมาอยู่บนเตียงนานมา
ว่าแต่...ทำไมฉันรู้สึกว่าที่นอนมันแคบแปลก ๆ ล่ะ -_-
“พี่เซจิ!” เมื่อพลิกตัวหันไปอีกด้านของเตียงก็พบว่าร่างสูงของเขากำลังนอนทอดกายอยู่บนเตียงข้างฉันเสียอย่างนั้น และด้วยความที่ฉันตะโกนดังสุดเสียง ทำให้เขาเหมือนจะรู้ตัวแล้วลืมตาตื่นขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังนอนกระพริบตาพริ้มอยู่บนเตียงอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร
ให้ตายเถอะ...น่ารักจังเลยอ่ะ เมื่อไหร่เขาจะเลิกน่ารักสักทีเนี่ยะ แต่เดี๋ยวก่อนของขวัญ นี่มันใช่เวลาจะมาชื่นชมความน่ารักของเขาเหรอ!
“ทำไมพี่มานอนบนเตียงได้”
“ก็ฟูกมันนอนไม่ค่อยสบายเท่าไหร่น่ะ เกร็งหลังไปหมดเลย” ว่าพลางดันตัวเองลุกขึ้นนั่งแล้วขยี้ผมตัวเองด้วยความงัวเงีย ทุกคนเชื่อไหม ว่าเพียงอากัปกิริยาเล็กน้อยของเขาก็ทำเอาใจของของขวัญคนนี้เต้นรัวเลยทีเดียว
ก๊อก ก๊อก
เอ๊ะ เสียงเคาะประตูจริงนี่หว่า ไม่ใช่ในฝันแต่อย่างใด แล้วใครมันมาเคาะประตูแต่เช้าเนี่ยะ...
ในขณะที่ฉันกำลังจะเดินไปเปิดประตูหน้าห้อง ข้อความในโทรศัพท์ก็เด้งขึ้นมาเสียก่อน ทำให้ฉันรู้ได้ทันทีว่าแขกผู้มาเยือนถึงหน้าประตูคือใคร
“เซนโตะเหรอ? มาทำอะไรแต่เช้าเนี่ยะ...”
พึ่บ!
เสียงลุกจากที่นอนอย่างรีบร้อนดังขึ้น แต่มันไม่ได้เกิดจากฉันหรอก...เป็นคนข้าง ๆ ฉันเนี่ยะแหละ!
“เซนโตะมาเหรอ?” พี่เซจิรีบร้อนลุกขึ้นจากที่นอนก่อนจะควานหาโทรศัพท์ของตัวเองแล้วรีบไปหาที่ซ่อนตัวทันที ดูทำเข้า เหมือนตัวเองเป็นชายชู้ที่แอบมาอยู่ห้องแฟนคนอื่นอย่างนั้นแหละ -_-
นี่เขาไม่ได้บอกเซนโตะหรอกเหรอว่ามานอนค้างที่ห้องฉัน ไหนว่ามาคุมประพฤติแทนน้องชายยังไงล่ะ แทนที่จะบอกกันให้เรียบร้อย แบบนี้ฉันเองก็จนปัญญาว่าจะอธิบายเรื่องที่เขามานอนที่ห้องให้เซนโตะฟังยังไงน่ะสิ และในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ ฉันจึงรีบนำฟูกเสริมเก็บกลับเข้าที่ก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้เซนโตะเดินเข้ามา
“เปิดช้านะมึงอะ” พอเห็นหน้าฉันมันก็บ่นทันที
“นี่มึงอาบน้ำยังเนี่ยะ” ฉันรีบชิงถามเรื่องของมันก่อนที่มันจะวกเข้ามาถามเรื่องของฉันก่อน เรียกได้ว่า เป็นการดึงหัวข้อสนทนาตั้งแต่แรกเริ่ม
“กูน่ะเหรอ ยังอะ ว่าจะกลับมาอาบที่ห้องเนี่ยะแหละ แค่แวะมาปลุกมึงก่อนเฉย ๆ” เซนโตะเดินเข้ามาแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น
“เออค่ะ กูก็ตื่นของกูได้อยู่แล้วไหม มาห่วงคนอื่นเนี่ยะส่องกระจกดูสภาพตัวเองก่อนเถอะ”
“สภาพมึงก็ไม่ต่างจากกูหรอกมั้ยวะ รีบไปอาบน้ำซะไป วันนี้เรียนสิบโมง เดี๋ยวกูขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวบนห้องแล้วจะลงมารับมึง”
“เออ”
“อย่าสายล่ะ ไม่งั้นกูจะให้มึงไปเอง” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เซนโตะก็ยังนั่งไถโทรศัพท์ของตัวเองไปเรื่อย ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น แต่แล้วสายตาเจ้ากรรมของฉํนก็ไปโฟกัสเข้ากับของบางอย่าง ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะวางรีโมททีวี ตายห่าแล้ว!
มันคือกุญแจรถของพี่เซจิ!
“เดี๋ยวนะ กูว่าแปลก ๆ” เซนโตะว่าพลางหันมองสำรวจภายในห้อง ทำเอาใจฉันเริ่มเต้นรัวประหนึ่งผู้ร้ายกำลังจะถูกตำรวจสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัย
“อะไรของมึงอีก ห๊ะ” ฉันทำเสียงเหนื่อยหน่าย พลันสายตาก็ยังจ้องกุญแจรถนั้นอยู่เป็นระยะ
จะเอาออกมายังไงดีล่ะเนี่ยะของขวัญ...
“มึงอยู่คนเดียวกินอะไรเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะ” มันว่าแล้วปรายตามองไปยังชามมาม่าที่พี่เซจิทานแล้วตั้งเอาไว้เมื่อวานนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีจานข้าวและขนมของฉันวางเอาไว้ด้วย
“ก...ก็เออดิ่ กูก็หิวเป็นมั้ยวะ หนังสือก็ต้องอ่าน” เมื่อแถจบ ฉันก็รีบเดินไปรวยจานชามพวกนั้นไปวางไว้ในอ่างทันที ก่อนจะเดินออกมาหาเซนโตะอีกรอบ แต่ในตอนนั้นเอง บานประตูห้องนอนก็แง้มออกนิดหน่อย ฉันจึงได้เห็นว่าพี่เซจิพยายามจะหาทางออกไปจากห้องอย่างแนบเนียน
แต่มันจะเนียนได้ยังไงกัน...ในเมื่อกุญแจรถของเขามันยังวางเด่นอยู่บนโต๊ะข้างโซฟาแบบนั้น!
“กลับเข้าไปก่อน...” ฉันรีบโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณให้พี่เซจิที่ตอนนี้กำลังจะคลานออกมาทางห้องครัว
“ห๊ะ?” พี่เซจิทำหน้าฉงน
“เข้าไปก่อน...” ฉันไม่ได้พูดออกเสียงหรอกนะ พยายามอ้าปากกว้างเพื่อให้เขาอ่านได้ก็เท่านั้น
“?”
“กุญแจ...” ฉันทำสัญญาณมือ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจตรงกันหรือเปล่าเนี่ยะสิ
“ทำอะไรวะของขวัญ” เสียงเซนโตะดังขึ้นทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก พี่เซจิเองก็รีบหลบเข้าไปในห้องอีกครั้งเช่นกัน
“อ๋อ...ไม่มีอะไรมึง กูปัดแมลงอะ สงสัยเมื่อคืนทิ้งจานแช่เอาไว้แมลงก็เลยมาตอม” ฉันว่าพลางทำท่าปัดแมลงโชว์มันอีกรอบ
“สกปรกนะมึง” มันว่าแล้วทำหน้าทำตาเหมือนรังเกียจ
“มึงนั่นแหละสกปรก น้ำก็ยังไม่อาบ กลับไปได้แล้ว!”
“เออ ๆ กูไปละ” ไม่คิดว่าเซนโตะจะยอมกลับออกไปง่ายขนาดนี้ แต่ในขณะที่มันลุกขึ้นยืนนั้น ก็เหลือบมองไปยังกุญแจรถตัวต้นเหตุนั่นเข้าจนได้
“เอ๊ะ...กูเอามาวางไว้ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” เซนโตะหยิบกุญแจขึ้นมาอย่างพิจารณาก่อนจะเดินหยิบมันติดตัวไปด้วย และสาเหตุที่เนเช่นนี้ก็เพราะว่าสองพี่น้องใช้รถยี่ห้อเดียวกันน่ะสิ
“เอ่อ...นั่นมัน(ไม่ใช่ของมึงค่ะ)...” ฉันอยากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ก็ไม่สามารถทำได้
“อะไรนะ?”
“เปล่ามึง ไม่มีอะไร...มึงไปเถอะ”
“มึงนี่...ช่วงนี้ทำตัวพิลึกจังวะ” เซนโตะบ่นใส่ฉันก่อนจะเดินออกจากห้องไป เอาเถอะ ถึงยังไงฉันก็ไม่สามารถทักท้วงได้อยู่แล้วว่านั่นเป็นกุญแจรถของพี่เซจิ ให้เขาไปตามทวงกุญแจรถจากน้องชายเองแล้วกัน...
หลังจากเซนโตะเดินออกจากห้องไป พี่เซจิก็เปิดประตูแล้วเดินออกมาจากห้องนอน
“พี่เซจิ...เซนโตะมันหยิบกุญแจรถพี่ไปนะ”
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเรื่องนั้นพี่จัดการเอง”
พี่เซจิรอให้เวลาผ่านไปอีกสักพักก่อนเดินกลับไปที่ห้องของตัวเองไปเพื่อไม่ให้เซนโตะทันสังเกตได้ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่ห้องของตัวเองทั้งคืน...
“สายแล้วของขวัญ วุ่นวายอะไรไม่รู้แต่เช้าเลย!” เมื่อพี่เซจิกลับไปแล้ว ฉันก็รีบตารีตาเหลือกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วมานั่งทานอาหารเช้าระหว่างที่รอให้เซนโตะลงมาหา แล้วไปมหาลัยพร้อมกัน
ในขณะที่ชายหนุ่มและหญิงสาวทั้งสองคิดว่าแผนการณ์ของพวกเขาแนบเนียนมากนั้น มือหนาของเซนโตะก็ควานหยิบของในกระเป๋าของตัวเองเข้าพอดี
มันอาจไม่ได้น่าฉงนมากนัก หากสิ่งที่เขาบังเอิญเจอในกระเป๋าของตัวเองไม่ใช่กุญแจรถอีกคัน ซึ่งอันนี้ดูเหมือนจะเป็นของเขาเอง
ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา ก่อนจะมองกุญแจสองอันสลับกันไปมา พลางแสยะยิ้มอย่างทีชัยขึ้นมา “เหอะ กูก็ว่า ช่วงนี้ทำตัวเหมือนผีเข้ากันทั้งคู่เลย” ว่าจบ เซนโตะก็เดินเอากุญแจรถไปวางลงบนบาร์ครัว ซึ่งเป็นจุดที่เขาวางเอาไว้เป็นประจำ ส่วนของเซจิก็วางเอาไว้บนโต๊ะข้างโซฟา เพื่อแสร้งทำเป็นว่าตัวเองไม่รู้เรื่องของพี่ชายและเพื่อนสนิทของตัวเองเลย
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว
เพิ่งรู้ตัวว่าโทรศัพท์แบตหมดไปตั้งแต่ตอนอยู่ในห้าง ฉันกลับมาถึงบ้านจึงเพิ่งมีโอกาสได้ชาร์จ ถือว่าโชคดีนะเนี่ยะของขวัญที่ตัดสินใจให้คิรันมาส่ง ไม่อย่างนั้นคงใช้ชีวิตลำบากแน่เลย“ยังไงเนี่ยะเรา ทำไมอยู่ ๆ ถึงกลับมานอนที่บ้าน” หลังจากลงมานั่งทานอาหารกันพร้อมหน้า แม่ของฉันก็เปิดประเด็นขึ้นทันที เพราะช่
ฉันเดินอย่างล่องลอยไปทั่วห้างหลังจากปลีกวิเวกออกมาจากสองคนนั้น ในสมองตอนนี้ขาวโพลนไปหมด จึงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปไหนต่อดี ครั้นจะกลับคอนโดก็รู้สึกว่าไม่อยากอยู่ในห้องคนเดียว“ของขวัญ...”“เอ๊ะ คิรัน นายมาได้ไงเนี่ยะ” ฉันทำเสียงแปลกใจเมื่อเห็นว่าเขามาปรากฎอยู่ตรงหน้าพอดี“มาซื้อของน่ะ แล้วของขวัญมาทำ
“ของขวัญ เราลงแข่งว่ายน้ำในงานกีฬาเฟรชชี่ด้วย” คิรันบอกฉันขณะที่เดินขึ้นไปยังห้องเลคเชอร์คณะด้วยกัน“จริงเหรอ?” นึกไม่ถึงเลยว่าคิรันจะลงแข่งว่ายน้ำ ดูไม่ออกเลยว่าถนัดทางด้านกีฬาด้วย เพราะเขาดูสุขุมเรียบร้อยมาก“ใช่ เธอจะไปเชียร์ไหม?” เขาว่าพลางส่งสายตาคาดหวัง แล้วเรื่องแบบนี้คนอย่างของขวัญจะพลาดได้
@Seiji Talkผมค่อย ๆ ย่องเข้าห้องของตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดเสียงจนเซนโตะรู้ว่าผมไม่ได้อยู่ห้องทั้งคืน“เอ้า ตื่นแล้วเหรอ?” เซนโตะเดินออกมาพร้อมกับหยิบจานและช้อนไปทานอาหารเช้า“อ...เออ...” ทำไมอยู่ ๆ วันนี้มันถามวะ ปกติไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ“กูว่าวันนี้จะเข้าคณะสายหน่อย วิชาแรกไม่ค่อยมีอะไรเย







