Share

บทที่ 1

last update Tanggal publikasi: 2026-02-03 02:39:43

10 years later...

ขอให้พี่เซจิรักฉัน

นั้นคือคำอธิษฐานของของขวัญ หญิงสาววัยสิบแปดปี ที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คำอธิษฐานของเธอก็ยังคงเป็นเช่นเดิมเสมอมา เธอหลงรักเซจิ พี่ชายของเพื่อนสนิทตัวเองมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็ยังรักเขาไม่มีเปลี่ยน แม้จะปิดบังความรู้สึกนี้กับเขามาโดยตลอดมา แต่ก็หวังว่าสักวันเขาจะรับรู้ความรู้สึกของเธอบ้างไม่มากก็น้อย เพียงเท่านี้ก็ยังดี ขอให้เขารู้สึกแบบเดียวกับเธอ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เขาจะไม่เคยแสดงออกว่าชอบเธอก็ตามที

เธอทราบดีว่างานวันเกิดร่วมที่ถูกจัดขึ้นในทุกปีนี้เขาไม่เต็มใจที่จะจัดร่วมกับเธอสักเท่าไหร่นักหรอก แต่อย่างน้อยก็ยังได้เห็นหน้าของเขาในทุกปี ถึงแม้ว่าในตอนนี้ เขาจะไม่ได้อยู่ให้เธอเห็นหน้าทุกวันเหมือนสมัยเด็กแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น ทุกปีในวันเกิดเขาก็จะต้องกลับมาเป่าเค้กร่วมกับเธอตลอด นั่นถือเป็นข้อผูกมัดระหว่างพวกเขา...

“อธิษฐานว่าอะไรครับคนสวย” เซนโตะ เพื่อนสนิทต่างเพศก็มักจะชะโงกหน้าเข้ามาถามเธอแบบนี้ประจำ แต่ว่าตอนนี้เซนโตะไม่ได้ดูเหมือนเด็กขี้สงสัยเหมือนแต่ก่อน พอโตขึ้นมาเขากลับมีออร่าโดดเด่นไม่แพ้พี่ชายตัวเอง แถมยังมีความทะเล้นเจ้าคารม จนกลายเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ไม่แพ้พี่ชายตัวเองเลยสักนิด ต่างกันตรงที่ว่าพี่ชายของเขาค่อนข้างเป็นคนเงียบขรึมไปสักหน่อย แต่เพราะว่าหน้าตาและฐานะล้วนๆ ทำให้เป็นที่ถูกใจของผู้หญิงหมู่มาก

“เอาหัวไปไกล ๆ เลยไอ้เซนโตะ กูจั๊กจี้หูเว้ย!”

“ก็กูอยากให้มึงจั๊กจี้ไง ฮ่าๆ อะ...” เซนโตะหัวเราะชอบใจใหญ่ที่ทำให้เพื่อนสนิทตัวเองจั๊กจี้หูได้สำเร็จ แล้วเขาก็แกล้งเธอเรื่อยๆ จนกระทั่ง…..

“เซนโตะ!” เสียงนั้นคือเสียงของเซจิ พี่ชายของเขานั่นเอง ใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้ดูบึ้งตึงไม่ต่างจากสมัยเด็กเท่าไหร่นัก ไม่สิ! เป็นแบบนี้ทุกปีอยู่แล้ว ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเขาไม่ค่อยชอบวันเกิดตัวเองนักหรอก ส่วนสาเหตุนั้น ไม่มีใครทราบแน่ชัดนอกจากตัวของเซจิเอง

-ย้อนกลับไปสมัยเซจิยังเป็นเด็ก-

“คุณเซจิครับ ถึงเวลาเรียนพิเศษแล้วครับ” เสียงพ่อบ้านผู้ดูแลความเรียบร้อยดังขึ้น ก่อนจะปรากฎภาพเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งทานอาหารเย็นอยู่บนโต๊ะหรูตัวยาว เขามีนามว่า เซจิ หรือ ทากาฮาชิ เซจิ เขาลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น เติบโตมาในครอบครัวที่ถือได้ว่าค่อนข้างเพรียบพร้อม หากหมายถึงในด้านการเงินแหละนะ เรียกได้ว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดกันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้น ทางด้านความสัมพันธ์กับคนในตระกูลกลับเป็นเรื่องหนึ่งที่ตระกูลนี้ขาดตกบกพร่องเสียอย่างนั้น

ในทุกวัน เขาจะต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีห้าเพื่อลุกขึ้นมาอ่านหนังสือเตรียมบทเรียน หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ จะต้องมุ่งหน้าไปโรงเรียนก่อนใครอื่น เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่มักจะย้ำเสมอว่า การไปถึงก่อน แสดงให้เห็นถึงการมีความรับผิดชอบ และแม้จะถึงเวลาเลิกเรียนจากสถานศึกษาแล้ว ก็ยังไม่วายที่เขาจะต้องมานั่งเรียนพิเศษต่ออีก

และสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เขาเป็นทายาทซึ่งมีหน้าที่ต้องสืบทอดโรงพยาบาลต่อจากตระกูลของตัวเอง หากจะกล่าวว่าทำไปเพราะใจรัก ก็คงเอ่ยไม่ได้อย่างเต็มปาก เขาทำไปเพราะหน้าที่ของวงศ์ตระกูลเสียมากกว่า

ตระกูลทากาฮาชิ เริ่มเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่รุ่นของคุณพ่อของคุณทวด ซึ่งในสมัยนั้น ท่านเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์คนหนึ่งซึ่งทางตระกูลได้จับพลัดจับผลูมาอยู่ที่ประเทศไทยอย่างกะทันหัน หลังจากเขาศึกษาวิชาแพทย์จบแล้ว ก็เริ่มเข้าสู่วงการธุรกิจ โดยเริ่มแรกเปิดเป็นคลินิกเล็ก ๆ ก่อนจะขยายเป็นโรงพยาบาลทากาฮาชิ ที่ในปัจจุบันมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศ

“ครับ” เซจิตอบกลับ ท่าทางของเขาเหนื่อยล้าเต็มทน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังฝืนเรียนต่อไป และในที่สุด ความพยายามของเขาก็เป็นผล เมื่อเขาสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศได้

แต่ถึงอย่างนั้น ทางครอบครัวก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นและแสดงความยินดีกับเขาแต่อย่างใด ซึ่งหากเป็นครอบครัวอื่น ซึ่งอยู่ในสังคมที่ค่านิยมในการเรียนวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ค่อนข้างสูงอย่างสังคมประเทศไทยแล้ว คงปิดซอยฉลองให้กับลูกหลานของตนกันเสียยกใหญ่ แต่กับทางตระกูลทากาฮาชินั้น การสอบเข้าคณะแพทย์ได้ พวกเขากลับมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ทายาทประจำตระกูลของตนสามารถทำได้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

ตั้งแต่เล็กจนโต ถึงแม้ว่า เซจิ จะสอบได้ที่หนึ่งของรุ่นในโรงเรียนระดับท็อปประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยได้รับคำชมหรือของขวัญแต่อย่างใด มีเพียงในช่วงวันเกิดเท่านั้น ที่เขาจะได้รับของขวัญจากพ่อกับแม่ ซึ่งก็เป็นของขวัญที่พ่อกับแม่ไม่ได้ตั้งใจเลือกสักเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ยังจัดงานเลี้ยงฉลองร่วมกับลูกสาวของเพื่อนแม่คนหนึ่งอยู่ตลอด

เขาไม่ชอบเลยสักนิด ไม่ใช่เพราะน้องของขวัญหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบความใส่ใจที่แตกต่างกันระหว่างครอบครัวของพวกเขาทั้งสองต่างหาก ครอบครัวของของขวัญอบอุ่นและเลี้ยงลูกอย่างเอาอกเอาใจ ส่วนเขากับน้องชายนั้นต่างออกไปอีกขั้วหนึ่งเลยก็ว่าได้

นอกจากนี้ ของขวัญที่เขาได้รับก็เป็นเพียงแค่การเปิดสุ่มจากนิตยาสารรายเดือนเท่านั้น หากเปิดเจออันไหนก็จะซื้อสิ่งนั้นให้เป็นของขวัญกับเขา มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเคยได้รถซุปเปอร์คาร์ตอนอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น และถ้าหากพ่อกับแม่ใส่ใจจริง คงไม่ซื้อสิ่งของที่เด็กอายุสิบขวบไม่สามารถใช้การได้มาเป็นของขวัญให้กันหรอก ประหนึ่งไม่ได้ตั้งใจจะมอบของขวัญให้เขาเลยสักนิด

และคนที่ขึ้นชื่อว่าต้องเพอร์เฟ็กต์ทุกระเบียบนิ้วอย่างเซจิเอง ก็ไม่ชอบที่จะถูกนำจุดที่แตกต่างกันตรงนี้มาเปรียบเทียบนัก

‘สอบได้ที่หนึ่งไม่มีของขวัญให้ไม่เป็นไร แต่จัดงานเลี้ยงวันเกิดให้ทั้งที ตั้งใจจัดให้หน่อยก็ทำให้กันไม่ได้...’ สิ่งนี้เป็นความจริงที่อยู่ภายในเซจิมาตั้งแต่เด็ก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าไม่ให้ความสำคัญกับวันคล้ายวันเกิดของเขาเลยแหละนะ

จนกระทั่งถึงวันคล้ายวันเกิด เมื่อเขาเข้าสู่ชีวิตมหาลัย เขาก็เริ่มไม่ต้องการความใส่ใจจากพ่อและแม่อีกต่อไปแล้ว...

“เซจิ อยู่ค้างบ้านสักคืนสิ ไหน ๆ ก็กลับบ้านมาแล้ว” อาน้ำ แม่ของหนุ่มหล่อทั้งสองเอ่ยขึ้นหลังจากที่งานเลี้ยงวันเกิดได้จบลงอย่างเป็นทางการเรียบร้อย ต่างคนต่างก็ต้องต่างแยกย้ายกันไป และเซจิเองก็ต้องกลับคอนโดตัวเองเช่นกัน เขาแยกออกมาอยู่คอนโดคนเดียวหลังจากที่เข้ามหาลัย เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้กลับมาบ้าน

“วันนี้ผมคงค้างบ้านไม่ได้ ช่วงนี้สอบทุกอาทิตย์เลย ต้องนัดติวหนังสือกับเพื่อนน่ะครับ”

“น่าเสียดายจัง อาว่าจะให้ช่วยติวหนังสือให้ของขวัญซะหน่อย เห็นบอกว่าอยากเข้าเรียนมหาลัยเดียวกับเซจิด้วยนะ” อาพราวแม่ของของขวัญบอกขึ้นอีกแรง เผื่อว่าเซจิจะเปลี่ยนใจ เธอรู้ว่าเพื่อนสาวของตนคิดถึงลูกชายมากแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ยังคงได้คำตอบแบบเดิมกลับมา

“ไว้วันหลังแล้วกันนะครับ…อาพราว ผมไปก่อนนะครับแม่” เซจิลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วหมุนตัวหันหลังเดินจากไปโดยไม่มีคำอำลา ก่อนจะเดินไปที่รถของตัวเองเพื่อรีบไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นสถานที่ที่เขานัดเพื่อน ๆ นัดเจอกันเอาไว้

อันที่จริงก็ไม่ได้ติวหนังสืออย่างที่บอกแม่กับอาพราวหรอก แต่เป็นการฉลองวันเกิดอีกรอบหนึ่ง แบบที่เขาต้องการมาตลอดยังไงล่ะ ฉลองวันเกิดโดยที่ไม่มี(น้อง)ของขวัญ…

“เซจิ ไอจัสตินว่างนะ ไปเจอกันที่ร้านเดิมแล้วกัน” ชายหนุ่มอายุรุ่นเดียวกันกับเขาเอ่ยขึ้น เขามีชื่อว่า มาร์ติน อีแวนสัน นักศึกษาจากคณะทันตะ และจัสตินที่เขาพูดถึงก็คือน้องชายฝาแฝดของเขาซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในรงเรียนเตรียมทหาร เรียกได้ว่าเป็นว่าที่นายร้อยอนาคตไกลนั่นเอง และเนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนในกลุ่ม จัสตินจึงลงทุนขอเขียนใบลาเพื่อออกมาร่วมฉลองข้างนอกกันเลยทีเดียว “กูบอกพวกไอเป็นหนึ่งกับภีมละ เดี๋ยวน่าจะตามกันมา”

หากถามว่าคนโลกส่วนตัวสูงอย่างเซจิมีผองเพื่อนเยอะขนาดนี้ได้อย่างไรนั้น ก็คงต้องเกริ่นความไปถึงชั้นประถม พวกเขาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยยังแบเบาะ เนื่องด้วยที่บ้านค่อนข้างสนิทกันและจัดงานเลี้ยงค่อนข้างบ่อย พวกเขาจึงมีโอกาสได้เจอกันบ่อยครั้งจนเริ่มสนิทกันในที่สุด และทุกคนในที่นี้ก็รู้จักน้องของขวัญกันทั้งนั้น

“พวกมึงไม่ต้องแห่กันมาหรอก วันเกิดกูไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น” เขากล่าวเสียงเหนื่อยหน่ายตามประสาคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคมนัก ลำพังแค่ตื่นไปเรียนตอนเช้าก็เหนื่อยมากพอแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากฉลองวันเกิดโดยไร้น้องของขวัญละครอบครัวของตน จึงยอมที่จะมาตามนัดหมายของผองเพื่อน

หากพบเจอแค่ผองเพื่อน เขาก็ไม่ติดใจอะไรอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ พวกเขากำลังจะไปฉลองในร้านซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน และเกินกว่าครึ่งหนึ่งในนั้นรู้จักเขากันเกือบหมด เพียงแค่คิดก็เหนื่อยแล้วสำหรับพวกโลกส่วนตัวสูงดังเช่นเขา

“วันเกิดเดือนคณะแพทย์ทั้งทีเลยนะเว้ย” มาร์ตินกล่าวก่อนจะเข้ามาใช้แขนพาดคอของเซจิเอาไว้ แล้วเดินไปที่รถด้วยกัน

@CLUB JB

แสงไฟภายในผับสาดส่องไปทั่วประกอบกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม ทำเอาบีบจังหวะหัวใจคนในผับได้เป็นอย่างดียิ่งมีแอลกอฮอล์ในร่างกายด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงใจง่ายในสถานที่แบบนี้นัก

หลังจากมาถึงร้าน ก็พบว่าทุกคนในกลุ่มมารวมตัวกันหมดแล้ว และด้วยความที่ผองเพื่อนในกลุ่มนี้เป็นถึงหนุ่มป๊อปปูล่าร์ ถึงขนาดเคยครองตำแหน่งเดือนคณะทั้งห้าของมหาวิทยาลัย จึงเรียกเสียงฮือฮาในบรรดากลุ่มนักศึกษาเป็นอย่างมาก

“ไอจัส ไม่ทักทายพี่หน่อยเหรอวะ” มาร์ตินเอ่ยเรียกน้องชายฝาแฝดของตน ซึ่งรูปร่างหน้าตาของพวกเขาเรียกได้ว่าเหมือนกันอย่างกับจับวาง เหมือนกันถึงขนาดที่ว่าหากไม่ใช่พ่อ แม่ หรือเพื่อนที่สนิทกันมาก จะไม่สามารถแยกพวกเขาได้เลย

แต่สำหรับเซจิแล้ว การจะแยกพวกเขาออกจากกันนั้นช่างง่ายดายนัก เขาสามารถจับจุดสังเกตได้ตรงลักษณะนิสัย มาร์ตินคนพี่ค่อนข้างเฟรนด์ลี่และเข้าถึงง่าย รูปร่างเปราะบางกว่าคนน้อง ซึ่งเป็นถึงนักเรียนนายร้อยทหารที่มีบุคลิกขลึงขลังพร้อมลุยมากกว่า

“ก็คุยกันอยู่ทุกวัน จะให้ทักทายอะไรหนักหนา” จัสตินทำท่าเหนื่อยหน่ายใจใส่พี่ชายของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเดินมาแล้วสวมกอดเขา เป็นการทักทายตามสไตล์ลูกครึ่งอเมริกาของพวกเขา

หากพูดถึงเรื่องความเปราะบางของมาร์ตินคนพี่แล้วตอนช่วงมัธยมปลาย เขาเคยอ่อนแอถึงขนาดที่ว่าน้องชายฝาแฝดอย่างจัสติน ต้องสวมรอยมาเป็นตัวเขาเพื่อจัดการพวกที่มารังแกพี่ชายของตนในโรงเรียนเลยทีเดียว ส่วนเรื่องวิธีการสลับตัวนั้น เซจิก็ไม่อาจทราบได้เหมือนกัน

“แฮปปี้เบิร์ดเดย์เดือนคณะแพทย์ ดูจากสภาพมึงแล้ว กูขออวยพรให้มึงได้นอนครบแปดชั่วโมง เดี๋ยวใบหน้าหล่อ ๆ จะเสียหายหมด” เมื่อเห็นเจ้าของงานวันเกิด ชายหนุ่มอีกคนก็รีบกล่าวอวยพรทันที

“เดือนคณะแพทย์อะไรของมึง กูปีสามแล้ว”

“แต่ก็ยังครองตำแหน่งเดือนคณะแพทย์ขวัญใจของน้อง ๆ ถึงสามปีเลยนะ ถึงจะผ่านไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีคนตามกรี๊ดพวกเรามากกว่าพวกเด็กปีหนึ่งที่มารับตำแหน่งต่อซะอีก”

คำพูดคำจาที่แสดงถึงความมั่นหน้าขนาดนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก โฮป ปพนธีร์ ปัญญารัศมิ์สกุล นักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ความมาดมั่นและวาทศิลป์ถือเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ของเขา จนบางครั้งเพื่อนในกลุ่มก็อยากจะพากันแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอายแทน

“มึงเลิกจ้อเสียงดังได้แล้ว กูอายคนอื่นเขา รู้ว่าพวกกูหล่อ แต่มึงไม่ต้องนำเสนอขนาดนั้นก็ได้” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงโซฟาในห้องวีไอพีกล่าวขึ้น ท่าทางของเขาดูภูมิฐานและโตเป็นผู้ใหญ่มากที่สุดในห้องนี้ อีกทั้งชื่อเสียงของเขายังดังก้องไปในหมู่นักธุรกิจหลายคนด้วย

เพราะเขาคือ เป็นหนึ่ง อมรสิริโยธิน หรือที่เพื่อนชอบเรียกกันว่า ไอ้ที่หนึ่ง เพราะเขามักจะเป็นที่หนึ่งในทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจ รวมไปถึงการเป็นที่หนึ่งของการแข่งขันประกวดเดือนมหาวิทยาลัยเมื่อสามปีก่อนด้วย นอกจากนี้เขายังถือเป็นทายาทของเคเอกรุ๊ปซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอสังหา ห้างร้าน หรือแม้แต่ธุรกิจการบินก็ตาม รวมถึงเป็นเจ้าของร้านนี้ด้วย…

“สรุปพวกมึงมาฉลองวันเกิดกูหรือมาทะเลาะกันวะ” เซจิที่เงียบอยู่นานเอ่ยปากขึ้น “ดูอย่างไอเท็มดิ ออกจะเรียบร้อย”

“นั่งเล่นเกมทั้งวันเนี่ยะนะ” โฮปกล่าวขึ้นก่อนจะปรายตามองไอเท็มซึ่งกำลังหมกมุ่นกับการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ

“กูศึกษารูปแบบเกมเว้ย” ไอเท็มสวนกลับ แล้วตั้งใจเล่นเกมต่อไป น้อยครั้งที่เขาจะเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ นอกเสียจากว่ามีสิ่งที่เรียกสายตาและความสนใจจากเขาได้จริง แต่ก็อย่างว่า เขาเป็นถึง ไอเท็ม ธนวินท์ วราเจริญภิวัฒน์ โปรเพลย์เยอร์เกมยิงชื่อดัง หากจะนั่งเล่นเกมตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ที่น่าฉงนก็คือ เขากลับสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยระดับท็อปประเทศได้ ถึงแม้จะนั่งเล่นแต่เกมทั้งวันทั้งคืนก็ตาม

“แล้วไอภีมหายหัวไปไหนวะ”

“มันบอกว่าไปหาซื้อของอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวคงมามั้ง”

“นินทากูอยู่เหรอวะ” ไม่นานชายหนุ่มที่ถูกเอ่ยถึงก็ปรากฎตัว และดูเหมือนว่าจะเป็นแขกคนสุดท้ายของงานนี้

“เปล่า กูคิดว่ามึงจะเบี้ยวนัด เห็นพูดซะดิบดี” จัสตินกล่าวสวน สองคนนี้ตอนเรียนมัธยมต้นถือว่าเป็นคู่อริกันเลยทีเดียว แต่ตีกันไปตีกันมา กลับกลายเป็นเพื่อนกันไปเสียอย่างนั้น เรียกได้ว่าสองคนนี้เป็นคู่ซี้กันเลยทีเดียว เพราะเลือดร้อนด้วยกันทั้งคู่ ตอนมัธยมปลายจึงชวนกันไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยด้วยกัน แต่ติดตรงที่ว่าสอบกันคนละเหล่าทัพ ภีม ภัครพล อัฎฐกรเมธา เลือกเข้ากองทัพเรือ ส่วนจัสตินเข้ากองทัพบก

“กูไปหาซื้อของขวัญมาเว้ย วันเกิดก็ควรมีของขวัญให้เจ้าของวันเกิดป่าววะ” หลังจากกล่าวจบ ชายหนุ่มผู้มีชื่อว่าภีมก็ยื่นกล่องของขวัญไปทางเซจิ

“ซึ้งใจว่ะ” เซจิกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะรับกล่องของขวัญไป “ขอบใจมากมึง”

“ไม่เห็นต้องลำบาก กูเตรียมไว้แล้ว มีให้พวกมึงทุกคนด้วยนะ” เป็นหนึ่งกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืน หลังจากนั้นเขาก็เดินไปเปิดประตูห้องวีไอพีออก ก่อนจะมีขบวนสาว ๆ แห่กันเดินออกมา “และสำหรับมึงด้วย ไอโฮป”

สิ้นประโยคนั้นก็มีชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาคนหนึ่งเดินเข้ามา เป็นหนึ่งทราบรสนิยมของเพื่อนทุกคน จึงสรรหาหญิงสาวและชายหนุ่มมาได้อย่างตรงใจ

หลังจากนั้น งานเลี้ยงฉลองวันเกิดโดยไม่มีของขวัญก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ....

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 30

    ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 29

    “ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 28

    “หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 27

    กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 26

    พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 25

    และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 20

    ก๊อก ก๊อกฉันลืมตาขึ้นมาด้วยสภาพงัวเงียเพราะได้ยินเสียงเหมือนกับว่าใครมาเคาะประตู หรือว่าเป็นเสียงจากความฝันกันนะ ฉันรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่มเลยสักนิด เพราะเมื่อคืนกว่าจะหลับก็กลิ้งไปมาอยู่บนเตียงนานมาว่าแต่...ทำไมฉันรู้สึกว่าที่นอนมันแคบแปลก ๆ ล่ะ -_-“พี่เซจิ!” เมื่อพลิกตัวหันไปอีกด้านของเตียงก็พบว่

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 8

    วันต่อมา...“ขอบคุณมากนะมึง... เออเดี๋ยวกูเลี้ยงเหล้า”เสียงคุยจากนอกห้องนอนปลุกฉันให้ตื่นจากฝันขึ้น ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียพลางมองสำรวจโดยรอบ ห้องสีขาวที่ไม่คุ้นตา แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นห้องของใครฉันจำภาพเหตุการณ์เมื่อคืนได้อย่างแจ่มชัด เพียงแค่ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น ไม่อยากจะคิดเลย

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 7

    @Seiji Talkไม่คิดเลยว่าจะเจอกันที่นี่ได้!ผมเหลืออบตามองไปเห็นเพื่อนสนิทของน้องชายตัวเองที่ดูเหมือนจะแอบมาเที่ยวกับผู้ชายคนอื่น แถมวันนี้ยังไม่มีเพื่อนในกลุ่มด้วยเลย เว้นแต่คนชือน้ำหวาน ซึ่งพวกเธอเป็นผู้หญิงเพียงแค่สองคนในกลุ่มนั้น พนันได้เลยว่าไอ้เซ็นโตะน้องชายของผมจะต้องไม่รู้แน่นอน ว่าเพื่อนสนิ

  • พี่ชาย(ข้างบ้าน)ที่รัก   บทที่ 6

    @CLUB JBแล้วในที่สุดฉันก็มาที่ผับเดิมอีกจนได้ แต่โชคร้ายหน่อยที่ลากหวานมาได้แค่คนเดียว เพราะพี่ไอเท็มแฟนมันก็มาที่ร้านนี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งพี่ไอเท็มเองก็เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับพี่เซจิด้วย นั่นหมายความว่าพี่เซจิก็อยู่ที่ร้านนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ว่าโต๊ะของเขาห่างจากโต๊ะของฉันพอสมควร แต่ด้วยสกิลของฉัน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status