Masuk**“เธอแอบรักเขามานานหลายปี ยอมเป็นทุกอย่าง...แม้แต่ ‘เพื่อน’ แต่เขากลับทำเหมือนมีใจ ทั้งที่ไม่เคยคิดจะรักกันจริง ๆ จนวันที่เธอเลือกจะเดินออกมา คนที่เคยเฉยชา กลับเป็นฝ่ายรั้งไว้แทบไม่ทัน เพราะครั้งนี้... ‘เพื่อนเล่น’ กำลังจะเสีย ‘คนที่เล่นด้วยหัวใจ’ ไปตลอดกาล”**
Lihat lebih banyakเสียงโหวกเหวกของนักศึกษาปีหนึ่งดังไปทั่วลานกิจกรรมหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ แดดเช้าสาดลงมาบนพื้นปูนจนแสบตา แต่ไม่มีใครสนใจเท่าเสียงรุ่นพี่ที่กำลังตะโกนจัดแถว
สิตา ยืนอยู่กลางฝูงคน มือกำสายกระเป๋าแน่นเล็กน้อย สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดลงที่ใครบางคนโดยอัตโนมัติ
คีตะ เขายืนอยู่ไม่ไกลนัก เสื้อยืดสีขาวธรรมดา กางเกงยีนส์ซีด ๆ แต่กลับดูเด่นกว่าคนอื่นอย่างน่าหงุดหงิด ผมสีดำถูกเซตลวก ๆ เหมือนคนที่ไม่ตั้งใจหล่อ แต่ดันหล่อเอง และที่สำคัญ...เขาคือคนที่เธอแอบรักมาตั้งแต่ ม.ปลาย
เพื่อนห้องเดียวกัน
นั่งเรียนด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ทะเลาะกันบ้างในบางวันทุกอย่างมันควรจะ “ชิน”แต่ไม่เคยชินเลยสักครั้ง
“ยังมองอยู่เหรอ”เสียงแซวจากข้าง ๆ ทำให้สิตาสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันไปมองฝนที่ยิ้มกรุ้มกริ่มเหมือนจับได้คาหนังคาเขา
“มองอะไร” เธอทำหน้านิ่ง
ฝนยกคางไปทางคีตะ “คนที่แกมองจนตาจะหลุดออกไปแล้วนั่นแหละ”
“เวอร์”
“ไม่เวอร์ แกมองตั้งแต่ตอนเข้าแถวแล้ว”
สิตาเบือนหน้าหนี “ก็ยืนอยู่ตรงนั้น จะไม่ให้มองได้ไง”
“อ๋อ มองแบบนี้เรียกว่าปกติสินะ” ฝนยิ้ม “แล้วที่แกเลือกเรียนโยธาเหมือนเขานี่ก็บังเอิญด้วยใช่ไหม”
สิตาเงียบไปนิดหนึ่ง
คำว่าบังเอิญมันฟังดูง่ายดี
ง่ายกว่าการยอมรับว่าเธอ “ตั้งใจ”
“ก็อยากเรียนเหมือนกัน” เธอตอบเลี่ยง ๆ
“อือ อยากเรียน...หรืออยากอยู่กับเขา”
“ฝน”
“โอเค ๆ ไม่แซวแล้ว” อีกฝ่ายยกมือยอมแพ้ แต่ก็ยังทิ้งท้าย “แต่แกบอกเองนะว่าจะเริ่มจีบจริงตอนเข้ามหาลัย”
สิตาเม้มปากเล็กน้อย ใช่ เธอเคยพูดแบบนั้น เพราะที่ผ่านมา เธอแค่แอบรักอยู่เงียบ ๆ ไม่เคยข้ามเส้นคำว่า “เพื่อน” แต่ตอนนี้…เธอไม่อยากอยู่แค่ตรงนั้นแล้ว
“นักศึกษาปีหนึ่ง! แยกตามสาขา!”
เสียงรุ่นพี่ดังขึ้นทำให้ทุกคนเริ่มขยับตัว สิตากำลังจะก้าวเดินตามคนอื่น แต่ยังไม่ทันระวังตัวก็ชนเข้ากับใครบางคนเต็มแรง
“โอ๊ย”
“เดินไม่ดูทางอีกแล้ว” น้ำเสียงคุ้นเคยดังขึ้นเหนือหัว สิตาเงยหน้าขึ้นทันที แล้วก็ต้องสบตากับคีตะตรง ๆ ระยะใกล้เกินไปจนเธอเผลอหยุดหายใจไปหนึ่งจังหวะ
“นายยืนขวางเองต่างหาก” เธอรีบเถียงกลบความเขิน
“โทษคนอื่นเก่งเหมือนเดิม”
“แล้วนายไม่ขวางจริงเหรอ”
“ไม่”
“งั้นฉันก็ไม่ผิด”คีตะมองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มมุมปากแบบกวน ๆ
“ดื้อ”
“นายก็ปากหมา”
“ก็เถียงไม่แพ้กันนี่”บทสนทนาสั้น ๆ แต่คุ้นเคยเหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนตอนมัธยม เหมือนตอนที่ยังเป็น “แค่เพื่อน”
“ไปทางนี้” คีตะพยักหน้าไปอีกฝั่ง ก่อนเดินนำไปเฉย ๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติที่เธอจะต้องเดินตาม และสิตาก็เดินตามจริง เหมือนที่ผ่านมา
กิจกรรมรับน้องดำเนินไปอย่างวุ่นวาย เสียงเชียร์ เสียงหัวเราะ และเสียงบ่นปนกันไปหมด สิตาพยายามตั้งใจฟังรุ่นพี่ แต่สายตาก็ยังเผลอหันไปหาคนเดิมเป็นระยะ จนกระทั่ง...
“น้ำ”
เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูพร้อมมือที่ยื่นมาทางเธอโดยไม่ต้องมอง
สิตาชะงักไปเล็กน้อย “อะไร”
“ขวดน้ำไง ถืออยู่ไม่ใช่เหรอ”
เธอก้มมองขวดน้ำในมือแล้วเลิกคิ้ว “นายรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ตรงนี้”
คีตะยังไม่หันมา “ก็แกยืนอยู่ตรงนี้ตลอด”คำตอบง่าย ๆ แต่ทำให้ใจเธอสะดุด เขาสังเกตเธอด้วยเหรอ สิตายื่นขวดน้ำให้เขาเงียบ ๆ คีตะรับไปเปิดดื่ม ก่อนพูดลอย ๆ
“กลิ่นน้ำหอมเดิม”
เธอแทบสำลักลมหายใจ “อะไรนะ”
“กลิ่นที่แกใช้ตอน ม.6 ไง ยังไม่เปลี่ยน”
สิตานิ่งไป เขาจำได้ แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ เขาก็ยังจำได้ หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
“จำเก่งจัง” เธอพยายามพูดให้ดูปกติ
“เรื่องแค่นี้เอง”
สำหรับเขาอาจจะใช่ แต่สำหรับเธอ…มันไม่เคยเล็กเลย
ช่วงพัก สิตานั่งลงใต้ร่มไม้ใหญ่ ขณะที่คีตะนั่งข้าง ๆ แบบไม่รู้ตั้งใจหรือบังเอิญ ระยะห่างใกล้พอให้เธอรู้สึกถึงไออุ่นจากตัวเขา ใกล้เกินไปสำหรับคำว่าเพื่อน แต่ก็ยังไม่ใช่อย่างอื่น
“สิตา”
“หือ?”
“แกเลือกโยธาจริงดิ”
“อือ”
“นึกว่าแกจะไปสายอื่น”
“ทำไม”
“ก็แกไม่ได้ชอบอะไรแบบนี้นี่”
สิตามองหน้าเขานิ่ง ๆ ก่อนตอบเรียบ ๆ “แล้วนายคิดว่าฉันควรชอบอะไร”
“ไม่รู้สิ แต่อย่างน้อยไม่ใช่แบบเดียวกับฉัน”
คำว่า “แบบเดียวกับฉัน” ทำให้เธอเงียบไป
เธอเลือกเหมือนเขา มันแปลว่าอะไรสำหรับเขา
“คิดไปเองนะ” เธอพูดกลบ
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย”
“แต่นายคิด”
คีตะหัวเราะเบา ๆ “งั้นถ้าคิดว่าแกตามฉันมา...ผิดไหม”
หัวใจสิตากระตุกแรง เขาพูดตรงเกินไป
“มั่นใจตัวเองเกินไปแล้ว” เธอพยายามทำเสียงนิ่ง
“งั้นก็ดี”
“ดีตรงไหน”
“อย่างน้อยแกก็ยังเถียงฉันเหมือนเดิม” เขาตอบแบบไม่จริงจัง แต่สายตากลับมองเธอนานกว่าปกติ แล้วอยู่ ๆ เขาก็เอื้อมมือมาจับคางเธอเบา ๆ สิตาชะงักทันที
“มีอะไรติดหน้า” เสียงเขาอยู่ใกล้เกินไป ลมหายใจอุ่น ๆ กระทบแก้มเธอโดยตรง หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด
“เอาออกให้แล้ว” เขาปล่อยมือออกง่าย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับสิตา..มันไม่ธรรมดาเลย
“นาย...” เธอพูดไม่ออก
คีตะเลิกคิ้วนิด ๆ “ทำหน้าแบบนั้นทำไม”
“นายไม่ต้องจับก็ได้”
“ก็เห็นมันติด”
“มันไม่จำเป็นต้อง—”
“หรือแกคิดอะไร”เขาย้อนกลับมาหน้าตาเฉย สิตาเงียบทันที ใช่ เธอคิด คิดไปไกลทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้ แต่เขาไม่เคยรับผิดชอบความรู้สึกนั้นเลย คีตะยิ้มมุมปากเล็กน้อย เหมือนพอใจกับปฏิกิริยาของเธอ แล้วก็พูดประโยคเดิมที่เขาชอบใช้มาตลอด
“เราเป็นเพื่อนกันนะ”ประโยคที่เหมือนกำแพง กั้นทุกอย่างไว้ชัดเจน ทั้งที่การกระทำของเขา…ไม่เคยชัดเจนเลย
คืนนั้น สิตานอนมองเพดานห้องตัวเองในความมืด มือยังจับโทรศัพท์แน่น ข้อความแชตล่าสุดยังเป็นชื่อเขา
คีตะ คนที่ทำเหมือนมีใจ แต่ก็พูดคำว่า “เพื่อน” ทุกครั้ง เธอรู้ดีว่ามันไม่ควรหวัง รู้ดีว่ามันเสี่ยง แต่พอคิดถึงช่วงเวลาตอนกลางวัน ตอนที่เขาอยู่ใกล้ ตอนที่เขาจำเรื่องเล็ก ๆ ของเธอได้ ตอนที่เขาสัมผัสเธอโดยไม่คิดอะไร หัวใจเธอก็ยังเลือกจะหวังอยู่ดี สิตาหลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะยอมรับกับตัวเองเป็นครั้งแรกแบบจริงจัง
ครั้งนี้เธอจะไม่แอบรักอยู่เฉย ๆ อีกแล้ว ถ้าเขาจะเล่นกับใจ เธอก็จะลองเดินเข้าไปในเกมนั้นเอง ต่อให้สุดท้าย…คนที่เจ็บจะเป็นเธอก็ตาม
สิตามองเขานิ่ง หัวใจเธอเต้นแรงจนเจ็บ แต่ความเจ็บตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันทำให้เธอไม่กล้าเชื่ออะไรง่าย ๆ อีกแล้ว“นายแค่สับสน”เธอพูดเบา ๆคีตะขมวดคิ้วทันที“เราไม่ได้สับสน”“งั้นคืออะไร”เธอถามกลับตรง ๆ“เพราะฉันกำลังจะหายไป เลยเริ่มรู้สึกขึ้นมาเหรอ”คำถามนั้นทำให้เขาพูดไม่ออกสิตาหัวเราะจาง ๆ ทั้งที่ตาเริ่มแดง“คีตะ…ฉันอยู่ข้างนายมาตลอดเลยนะ”“ตอนนายเสียใจเพราะมีน ฉันก็อยู่”“ตอนนายเมา ตอนนายอกหัก ตอนนายอยากอยู่คนเดียว ฉันก็ยังอยู่”เธอสูดหายใจลึก เหมือนพยายามประคองเสียงตัวเอง“แต่พอเป็นฉันบ้าง นายกลับไม่เคยเลือกฉันเลย”คีตะนิ่งทุกคำของเธอจริงจนเขาเถียงไม่ได้เพราะที่ผ่านมา เขารู้ว่าสิตาอยู่ตรงนั้นเสมอจนเคยชินเคยชินเกินไป…จนลืมคิดว่าสักวันเธออาจเดินออกไปจริง ๆ“เรา…”เขาอ้าปาก แต่คำพูดกลับติดอยู่ในคอครั้งแรกในชีวิตที่คีตะรู้สึกว่า ตัวเองโง่กับความรู้สึกขนาดนี้สิตาหลบตาเขา ก่อนพูดเบา ๆ“ฉันเหนื่อยแล้วจริง ๆ”คำว่าเหนื่อยของเธอ ไม่ได้ดังแต่มันเหมือนมีอะไรมาบีบอกเขาแรง ๆคีตะก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด“แล้วถ้าเราจะเริ่มเลือกเธอตอนนี้ล่ะ”สิตาชะงักสายตาเธอสั่นไหวทันทีแต่ยังไม่ทันตอบ เสีย
คืนนั้นคีตะแทบนอนไม่หลับ เขานอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง แอร์เย็นแต่ในอกกลับร้อนจนหงุดหงิด ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเดิมก็ย้อนกลับมา สายตาของสิตาตอนพูดว่า“ไปหาเขาเถอะ”มันไม่ได้ประชด ไม่ได้งอน แต่มันเหมือนคนที่…ยอมแพ้แล้วจริง ๆ คีตะลุกขึ้นนั่ง เสยผมแรง ๆ ก่อนหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีข้อความใหม่ ไม่มีแม้แต่ฝันดี แบบที่สิตาชอบส่งมาแทบทุกคืนเขาจ้องหน้าจออยู่พักใหญ่ ก่อนพิมพ์ไป“คุยกันหน่อย”ส่งแต่ปลายทางยังเงียบ แม่ง… เขาเอนหัวพิงกำแพง ถอนหายใจยาวอย่างคนจนมุมเช้าวันเสาร์สิตาตื่นสายกว่าปกติ เธอนอนมองเพดานห้องอยู่พักหนึ่งก่อนลุกไปอาบน้ำ วันนี้เธอตั้งใจจะออกไปข้างนอก ไปไหนก็ได้ขอแค่ไม่ต้องนั่งคิดถึงใครบางคนอยู่ในห้องเธอแต่งตัวเรียบง่าย เสื้อไหมพรมสีอ่อนกับกางเกงยีนส์ขายาว ก่อนหยิบกระเป๋าแล้วเดินลงจากหอแต่ทันทีที่ออกมาหน้าตึกเธอก็ชะงัก คีตะยืนอยู่ตรงนั้น เสื้อยืดสีดำ กางเกงวอร์ม หน้าตาดูโทรมกว่าปกติ เหมือนคนไม่ได้นอน และทันทีที่เห็นเธอ เขาก็เดินเข้ามา“จะไปไหน”เสียงเขาแหบเล็กน้อย สิตานิ่งไปวูบหนึ่งก่อนตอบเรียบ ๆ“ไปข้างนอก”“กับใคร”คำถามนั้นทำให้เธอขมวดคิ้ว“จำเป็นต้องตอบเหรอ”คีตะเง
เย็นวันนั้นฝนตกไม่ได้ตกหนัก แต่เม็ดฝนโปรยลงมาต่อเนื่องจนฟ้าดูหม่นไปทั้งมหาวิทยาลัย นักศึกษาหลายคนรีบวิ่งหลบเข้าตึก เสียงพูดคุยจอแจดังปะปนกับเสียงฝนกระทบพื้นคีตะยืนอยู่ใต้ชายคาหน้าคณะ มือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกมือกำโทรศัพท์แน่นหน้าจอแชตของสิตายังค้างอยู่ไม่มีข้อความใหม่เขาพิมพ์ไปหลายครั้ง“ถึงหอรึยัง”“กินข้าวยัง”“เมื่อกี้เราไม่ได้หมายความแบบนั้น”แต่สุดท้ายก็ลบหมดเพราะเขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นไม่ใช่สิตาเป็นมีน“คืนนี้ว่างไหม”คีตะมองข้อความนั้นนิ่ง ๆ ก่อนกดล็อกหน้าจอทันที“เหี้ยเอ๊ย…”เขาสบถเบา ๆ แล้วเสยผมแรงเหมือนหงุดหงิดตัวเองทั้งที่เมื่อก่อน…เขาเคยรอข้อความจากมีนตลอดแต่ตอนนี้ คนที่เงียบไปอีกคนต่างหากที่ทำให้เขาอยู่ไม่สุข—หอสิตาหญิงสาวนั่งขดตัวอยู่บนเตียง ผ้าห่มคลุมถึงเข่า มือถือวางคว่ำอยู่ข้างตัวเธอไม่ได้ร้องไห้แค่เหนื่อยเหนื่อยกับการพยายามเข้าใจใครบางคนอยู่ฝ่ายเดียวเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้งเพื่อนในกลุ่มส่งรูปมาเป็นภาพตอนเย็นที่โรงอาหารคีตะกำลังยืนคุยกับมีนใกล้กันเหมือนเดิมใต้รูปมีข้อความแซวจากเพื่อน“รีเทิร์นชัวร์ 555”สิตามองอยู่พั
เช้าวันศุกร์แสงแดดแรงกว่าวันก่อน ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส ทุกอย่างดูปกติยกเว้นความรู้สึกของบางคน คีตะนั่งอยู่ในห้องเรียนตั้งแต่เช้าเร็วกว่าปกติ เร็วจนเขาเองยังแปลกใจแต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้มานั่งรอเรียน เขาแค่…นอนไม่หลับเสียงเก้าอี้ถูกเลื่อน มีคนเดินเข้ามา คีตะเงยหน้าขึ้นแล้วก็ชะงัก“สวัสดี”มีน ยืนอยู่ตรงนั้นยิ้มบาง ๆเหมือนทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยน“มาทำไม” เขาถามตรงเหมือนพยายามกันระยะ“มาหาเธอ”มีนตอบง่าย ไม่ลังเลอากาศรอบตัวเหมือนตึงขึ้นเล็กน้อย“ไม่ต้องมา”คีตะพูด เสียงเรียบมีนหัวเราะเบา ๆ“ยังเหมือนเดิมเลยนะ”“หมายความว่าไง”“ปากแข็ง”เธอยิ้มก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ ใกล้กว่าที่ควร“ถ้าไม่อยากเจอจริง ๆ…เธอจะไม่ถามแบบนั้นหรอก”คีตะนิ่งไม่ตอบ แต่สายตาไม่ได้ปฏิเสธ“เราคิดถึงนะ”มีนพูดเสียงเบาลง จริงขึ้น คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่กระทบตรงที่เดิมที่เขาเคยเก็บไว้“เลิกพูดแบบนี้เถอะ”คีตะพูด หันหน้าหนีเล็กน้อย“ทำไม”“มันจบไปแล้ว”มีนยิ้มจาง ๆ ก่อนจะพูดช้า ๆ“จบแล้ว…แต่เธอยังไม่เคยลืมเราเลยไม่ใช่เหรอ”เงียบ คำตอบนั้น เขาไม่มี หรือมี…แต่ไม่กล้าพูด“เราแค่ไปผิดเวลา”มีนพูดต่อ“ตอนนั้นเราคิดว่าเราจะเจอคนที่
ช่วงเย็นของวันศุกร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ยังไม่เงียบเท่าไหร่ นักศึกษาหลายคนยังนั่งทำงานกลุ่มกันอยู่ตามโต๊ะหินอ่อนใต้ตึก เสียงคุย เสียงหัวเราะ และเสียงบ่นเรื่องการบ้านดังปะปนกันไป สิตานั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของโต๊ะ สมุดเปิดค้าง ดินสอวางนิ่ง แต่สายตา…ไม่ได้อยู่ที่งาน “สิตา” เสียงเรียกทำให้เธอเงยหน้าขึ้น
เสียงฝนตกกระทบพื้นคอนกรีตหน้าตึกคณะดังสม่ำเสมอ บ่ายวันนั้นท้องฟ้าครึ้มตั้งแต่เช้า และสุดท้ายก็เทลงมาจริง ๆ ตอนเลิกเรียนพอดี นักศึกษาหลายคนกรูกันไปยืนหลบฝนใต้ชายคา เสียงบ่นดังระงมไปหมดสิตายืนอยู่ตรงบันได มือกอดกระเป๋าแน่นเล็กน้อย เธอไม่ได้พกร่ม และดูเหมือน…จะไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว“ไม่มีร่ม?”เสียงค
สิตาไม่ได้ยืนลังเลหน้ากระจกนานเหมือนเมื่อวาน เธอแต่งตัวเสร็จเร็ว รวบผมแบบง่าย ๆ หยิบกระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องทันที เพราะวันนี้เธอตัดสินใจแล้ว จะไม่เป็นแค่เพื่อนอีกต่อไปหน้าตึกคณะคีตะยังอยู่ตรงเดิม พิงเสา กดโทรศัพท์เหมือนเมื่อวานไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่พอสิตาเดินเข้าไปใกล้ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองทันที เห
เช้าวันต่อมา สิตายืนอยู่หน้ากระจกนานกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะเธอไม่เคยแต่งตัวไปมหาลัย แต่เพราะวันนี้…มันไม่เหมือนเดิมเธอหยิบเสื้อขึ้นมาลองแล้วลองอีก เปลี่ยนทรงผม ทาลิปอ่อน ๆแล้วก็ลบออก สุดท้ายก็กลับมาธรรมดาเหมือนเดิม แต่หัวใจ…ไม่ธรรมดาเลย“เป็นบ้าอะไรของแกวะ” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆทั้งที่ก็แค่ไปเรียน





