LOGINแฮ่ก แฮ่ก
เสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่
“…”
สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้น
เว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดา
จ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดี
เอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไป
ยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตาเฉย แม้เว่ยหลางจะไม่หันไปตอบรับก็ยังคงเรียกอยู่เช่นนั้น จนคนโดนเรียกอับอายแทนจนต้องหันไปตอบรับคำให้สิ้นเรื่อง
พอถึงเวลาอาหาร คุณชายผู้นี้ที่ตามติดเว่ยหลางตัวเป็นแจก็จะบ่นพึมพำว่าไส้จะขาด แสดงละครเหมือนขอทานหิวข้าวน่าสงสาร เร้าหรือให้เว่ยหลางต้องไปร่วมมื้ออาหารกับตน
แม้เว่ยหลางจะพยายามเมินเฉยต่อคำพูดและการกระทำเหล่านั้นมาตลอด ด้วยความคิดที่ว่าหากจ้าวเฟิ่งอี้เบื่อขึ้นมาแล้ว คงจะเลิกยุ่งกับตนไปเอง
แต่กลายเป็นว่านอกจากอีกฝ่ายจะไม่เป็นไปดังที่่คาด กลับตามติดหนักเขากว่าเดิมเสียอีก!
“…”
ฝ่ามือหยาบกร้านจัดฟืนมัดสุดท้ายใส่ตะกร้าจนเสร็จเรียบร้อย ร่างล่ำสันพลันเหยียดตัวขึ้นยืนตรง ปัดฝุ่นผงออกจากชุดมอซอสีเข้มของตนเองอยู่ครู่ แล้วจึงตัดสินใจคว้าตะกร้านั้นเดินผ่านคุณชายน้อยไปอย่างเมินเฉย ไม่แม้แต่จะสบตาหรือกล่าวคำทักทายใด ๆ ราวกับอีกฝ่ายไม่มีตัวตนในสายตาเขา
อี้ในร่างของคุณชายน้อยเห็นดังนั้นก็ถลึงตามองตามอย่างขัดใจ ก่อนพยายามกดข่มอารมณ์หงุดหงิดที่ตีตื้นขึ้นมาในช่องอกให้หายไป
ยุบหนอ พองหนอ…
ถ้าไม่ติดว่ากลัวโดนจับไปแขวนคอเป็นหมูหันล่ะก็ นายไม่รอดแน่ จ้าวเว่ยหลาง!
ท่าทีเฉยชาเหล่านั้นส่งผลให้เจ้าของดวงตาหงส์ต้องบุ้ยปากลงเล็กน้อยอย่างขัดใจ รอยยิ้มที่เคยประดับบนริมฝีปากพลันแปรเปลี่ยน แต่สุดท้ายอี้ก็จำต้องยอมหันหลังกลับ ก้าวเท้าเดินตามหลังเว่ยหลางไปอย่างช่วยไม่ได้
จะว่าไป เขายังตั้งแง่กับฉันไม่เลิกเลยแฮะ…
ปึ้ก!
“โอ๊ย!”
ทว่าเพียงสองสามก้าวที่เคลื่อนไป เด็กหนุ่มด้านหน้ากลับหยุดชะงักอย่างกะทันหันโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ทำเอาเฟิ่งอี้ที่มัวแต่สบถในใจและเดินตามมาติด ๆ ไม่ทันระวัง ชนเข้ากับแผ่นหลังบึกบึนไปเต็มแรงจนผงะเล็กน้อย
“พี่ชายท่านเป็นอะไร เหตุใดนึกจะหยุดก็หยุด! มี…อะไร?”
เสียงหวานที่บ่นอุบอิบยังไม่ทันจบประโยคก็ดับลงกลางคัน เมื่อได้สบสายตากับคนโตกว่าที่เพียงแค่หันกลับมามองตนแน่นิ่ง ริมฝีปากสวยเปล่งถามออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะกลัวว่าคำตอบที่ได้รับอาจจะเป็นเว่ยหลางที่ไล่ตะเพิดตนกลับไปเหมือนวันก่อน ๆ
“ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?”
“เพราะข้าอยากเป็นสหายของพี่ชายอย่างไรเล่า”
“สหายหรือ? คิดจะเป็นสหายกับข้าเช่นนั้นหรือ?”
ดวงตาคมกริบของจ้าวเว่ยหลางวาววับ ปรากฏร่องรอยบาดแผลจากความเจ็บปวดซึ่งถูกเก็บงำไว้มาอย่างยาวนาน ไม่เปิดเปลื้องให้ผู้ใดได้เห็นมาก่อน
“คิดว่าลูกหญิงอุ่นเตียงต่ำต้อยเช่นข้า จะเป็นสหายผู้ใดได้งั้นหรือ?”
ดวงตาคมหม่นแสงลง ทว่ามีประกายของความโหดเหี้ยมฉายแล่นขึ้นมาก่อนจะหายไปอย่างว่องไว ทำให้ร่างบางที่จับจองอยู่นั้นรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาทันใด
“ข้าไม่รู้ว่าท่านคิดจะทำสิ่งใด ถึงได้คอยตามติดข้าเช่นนี้ แต่อย่ามาเกลือกกลั้วกับคนสกปรกเยี่ยงข้าเลย”
เว่ยหลางถอนใจจนแผ่วเสียงเบาลง แต่มันกลับบาดลึกกลางใจอี้ได้ยิ่งกว่าคำด่าทอใด ๆ อี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คนตรงหน้าคิดไปเช่นนั้น ครั้นจะเอ่ยปากอธิบาย เว่ยหลางที่พูดส่วนของตนจบก็หันหลังกลับไปเสียแล้ว
โถ่เอ๊ย ไอ้เด็กเกรียนจ้าวเฟิ่งอี้ นี่ความผิดแกคนเดียวเลย!
“เดี๋ยวก่อน!” เสียงหวานดังแทรกขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันรอบข้าง
ก่อนอี้จะตัดสินใจพุ่งตัว ก้าวเข้าไปคว้าแขนกำยำของตัวร้ายหนุ่มที่กำลังจะห่างออกไป สัมผัสนั้นฉุดรั้งเว่ยหลางเอาไว้ได้อยู่หมัด เด็กหนุ่มซึ่งกำลังไม่สบอารมณ์ปรายหางตามองร่างเล็กเบื้องหลังเพียงครู่ก็เผลอตัวสะบัดแขนออกอย่างรุนแรงโดยไม่ทันยั้งคิด
พรึ่บ!
“อ๊ะ!”
ทว่าแรงนั้นกลับหนักหน่วงเกิดคาด จนจ้าวเฟิ่งอี้เสียหลัก ล้มลงไปกองกับพื้นหินกรวดอย่างจัง
ดวงตาล้ำลึกของเว่ยหลางที่เคยฉายแววความเดือดดาลพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สะดุดสายตากับฝ่ามือบางของใครอีกคนที่รอยถลอกเมื่อหลายวันก่อนที่ยังไม่ทันสมานดี บัดนี้มีเลือดสีแดงสดซึมออกมา
“คุณชายน้อย!”
เสียงร้องของเฟิ่งอี้ที่ดังขึ้นด้วยความตกใจ เรียกตัวเสี่ยวผิงซึ่งแอบตามอยู่ห่าง ๆ มาตลอดให้วิ่งพรวดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ครั้นอี้ได้แหงนใบหน้ายับยู่ยี่ขึ้น และเห็นสายตาบ่าวหญิงคนสนิทที่จ้องมองเด็กหนุ่มอีกคนด้วยความโกรธ ก็เป็นต้องรีบกล่าวห้ามไม่ให้นางเอ่ยถ้อยคำตำหนิเว่ยหลางออกมา
“พี่เสี่ยวผิงอย่าเสียมารยาท ข้าสะดุดชายผ้าล้มเองน่ะ”
ดวงตาหงส์งามสบมองร่างสูงใหญ่ที่ยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกล ก่อนเว่ยหลางจะหมุนตัวกลับดังเดิม สาวเท้าออกไป โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำขอโทษสักครึ่งคำ
ณ เรือนตงฝู“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิดเว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น…ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม…กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองเพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันเขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ย
แฮ่ก แฮ่กเสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่“…”สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้นเว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดาจ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดีเอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไปยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตา
“ท่านกำลังทำอะไร?!”เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”“…”ฟี่บ!ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจนท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันแ
“...”ภาพตรงหน้าที่เว่ยหลางได้เห็น หาใช่ลานกว้างเงียบเหงาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา แสงยามสายทอดเคลียปลายผมดำขลับของจ้าวเฟิ่งอี้ ผู้ยืนงงงันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสน มือเล็กงุ่นง่านหยิบปลายเชือกผูกเอวขึ้นมาพลิกไปมาเหมือนกำลังไขปริศนาซับซ้อน ทั้งที่มันก็เป็นเพียงเชือกเส้นเดียว“ฮึ่ย… โลกนี้ไม่มีเสื้อยืดหรือไงเนี่ย อยากจะบ้าจริง ๆ”ริมฝีปากเล็กบ่นงึมงำเสียงแผ่ว มือซ้ายดึง มือขวาผูก แต่พอเผลอปล่อยก็หลุดออกหมดก่อนจะออกจากเรือน เสี่ยวผิงก็แสดงวิธีผูกให้ดูหลายตลบ ทว่าเพราะอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาไกลไม่ทันระวังตัว เชือกที่เคยผูกไว้แน่นมันจึงหลุดลุ่ยไปเสียหมด ครั้นต้องลองผูกใหม่เองอีกครั้ง มันกลับยิ่งพันกันจนกลายเป็นปมใหญ่ ราวกับตั้งใจจะท้าทายความอดทนของเขาโดยเฉพาะเกย์น้อยไทยแลนด์อยากจะเดินโทง ๆ ปล่อยเสื้อผ้าให้หลุด ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!“…”ร่างเล็กยืนงงงันกลางลานกว้าง ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าจ้าวเว่ยหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองนั้นอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ภาพความแตกต่าง กลับชัดเจนเกินกว่าคำใดจะบรรยายคนหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชั้นสูง
“ไม่เจ็บแล้ว ขอบใจพี่เสี่ยวผิงมาก”ประโยคสั้น ๆ แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นถ้อยคำที่พิเศษเกินกว่าที่นางจะรับได้เสี่ยวผิงชะงักไปในทันที นิ้วมือที่แตะผ้าชุบน้ำหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยแววตาที่ผละจากความตกใจไม่ทันปิดบัง“ข้า…ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?” อี้เลิกคิ้วถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นเสี่ยวผิงก้มหน้าวูบหรือสำนวนการพูดฉันมันยังไม่กลมกลืนกับคนในโลกนี้ แต่นี่ก็พูดตามสำนวนในนิยายที่อ่านมาแล้วนะ! จีนโบราณสุด ๆ แล้วเนี่ย!ร่างของเด็กสาวพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเสี่ยวผิงจะรีบละล่ำละลักตอบกลับมาแทบไม่เป็นเสียง “ไม่เจ้าค่ะคุณชาย! เพียงแต่บ่าวไม่คุ้นชินที่คุณชายกล่าวขอบคุณ อีกทั้งอย่าได้เรียกบ่าวเช่นนั้นเลย!”โอ้ย ไอ้เด็กเกรียนเฟิ่งอี้!ตอนที่อ่านนิยายเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจ้าวเฟิ่งอี้มีนิสัยเอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ไร้น้ำใจและไม่เคยเห็นค่าผู้อื่น แต่ถึงขั้นที่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวผิงนั้นไม่ได้เคยยินคำขอบคุณจากปากเจ้าเด็กเปรตนี่เลยสักครั้งมันก็เกินเยียวยาจริง ๆ“จากนี้ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยเอาเถอะนะพี่เสี่ยวผิง ถือเสียว่าเป็นคำสั่งของข้า”อี้กระตุกยิ้มเจื่อน ก่อนเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยเส
ลมบ่ายเอื่อยพัดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุแกะลายสลักวิจิตร กลิ่นดอกเหมยฮวาหอมอ่อนพลันลอยผ่านตามเข้ามาเยือน เงาไผ่ยาวทอดทาบเป็นลายเส้นพลิ้วไหวบนพื้นภายในเรือนตงฝู หรืออีกชื่อที่บ่าวไพร่ย่อมรู้กันดีนั่นคือเรือนพักส่วนตัวของคุณชายน้อยจ้าวเฟิ่งอี้“เฮ้อ…”ร่างเล็กในอาภรณ์สีอ่อนทอดกายนิ่งอยู่บนตั่งไม้หอมลายเมฆมงคล คางมนวางเท้าเหนือหลังมืออย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดวงตาทรงลูกท้อสีขลับเข้มเหม่อล่องลอยอยู่กลางห้วงความคิดเฮงซวยชะมัด…นี่ฉันต้องอยู่ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ไปจนตายไม่มีทางกลับไปจริง ๆ หรือ?จ้าวเฟิ่งอี้ หรือก็คือ อี้ ที่ตระหนักได้แล้วว่าหลังเหตุการณ์รถพุ่งชนนั้น ด้วยเหตุผลลึกลับบางประการ เขากลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครประกอบที่ไร้ค่า อย่างคุณชายเกอน้อยจ้าวเฟิ่งอี้ผู้มีนิสัยย่ำแย่…พร้อมจุดจบที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนนั่นคือจะต้องถูกเว่ยหลางในวัยผู้ใหญ่ล้างแค้นจนสิ้นชีพ!“สุดจะเริ่ดเลยคุณแม่!” อี้พูดกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงประชดประชัน ริมฝีปากบางยิ้มเหยเก “ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังต้องมาอยู่ในร่างนี้ที่จุดจบก็ต้องตายซ้ำสองอีก แถมอนาถกว่าเดิมหลายเท่า”เสียงบ่นพึมพำแผ่วเบาแต่กลับหนักอึ้ง สะท้





![Boylove the Serise|ดื่มด่ำค่ำคืนอันเร่าร้อน [YAOI] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

