LOGIN“ท่านกำลังทำอะไร?!”
เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน
“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”
“…”
ฟี่บ!
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น
“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”
“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจน
ท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ
“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”
คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา
“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันและไม่ทำร้ายกัน”
สหายงั้นหรือ?
สำหรับจ้าวเว่ยหลางแล้วมันก็เป็นเพียงเรื่องเหลวไหล
“…ทำเช่นนี้เพื่อจะดูหมิ่นข้าอีกงั้นหรือ?”
“ทำไมท่านคิดแบบนั้นล่ะ”
ร่างกำยำไม่ตอบ เพียงยืนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ทอดเงาทาบลงบนหินกรวด
อี้เข้าใจดีว่าคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคไม่อาจทำลายกำแพงระหว่างเว่ยหลางและเฟิ่งอี้ที่ก่อขึ้นมาอย่างยาวนานได้ เศษเสี้ยวของความเจ็บปวดที่ถูกกดทับมานาน ก่อรากยึดแน่นทำให้เว่ยหลางไม่สามารถเปิดใจ ไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้ได้ง่าย ๆ
“หากท่านคิดแบบนั้น ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านดูเองว่าข้า...ไม่ใช่จ้าวเฟิ่งอี้คนเดิมแล้ว”
อย่าเพิ่งหมดศรัทธาในมนุษย์เลยนะเว่ยหลาง…
อี้จะทำให้เว่ยหลางเห็นเองว่าตัวเขาทำได้อย่างที่พูดจริง ๆ
ณ เรือนเมิ่งฮวา
เรือนพำนักของฮูหยินจ้าว
“…เจ้าค่ะ ในตอนนั้น บ่าวรับใช้ส่วนตัวของคุณชายเฟิ่งอี้เข้าใจผิดว่าเป็นฝีมือของเว่ยหลางจึงได้ตบหน้าไปอย่างแรง แต่คุณชายน้อยกลับออกตัวปกป้องเด็กคนนั้นแทน”
ประโยคบอกเล่าที่ดำเนินมาถึงจุดนี่เรียกให้หญิงวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย จอกชาหยกขาวที่เกือบจรดเรียวปากพลันหยุดนิ่งกลางอากาศ รอยยิ้มแสยะคลี่ตัวบนริมฝีปากบางที่แต้มชาดแดงสด ขับผิวผุดผาดให้ยิ่งเด่นชัด
ภายในโถงใหญ่ของเรือนเมิ่งฮวา สถานที่พำนักของ จ้าวซูเหลียน ฮูหยินแห่งจวนสกุลจ้าว ที่บัดนี้กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมที่จัดวางคู่กับโต๊ะน้ำชาเคลือบสีมรกต
ฮูหยินจ้าวกำลังทอดกายนั่งอย่างสง่างาม เพียงแรกเห็น ใครต่อใครล้วนต้องยอมรับว่านางงดงาม สมกับตำแหน่งผู้คุมอำนาจในจวนและตำแหน่งฮูหยินพระราชทานของ จ้าวเลี่ยงจิน นายท่านใหญ่สกุลจ้าว
หากเมื่อมองลึกลงไปภายใต้ภาพลักษณ์อันแสนงดงาม จะพบบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในแววตาคู่นั้น
“…เว่ยหลางหมายจะปลิดชีพเฟิ่งอี้งั้นหรือ” ฮูหยินจ้าวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ หากแต่คำกล่าวของนางกลับทำให้ข้ารับใช้หญิงต้องรีบยอบกายลงด้วยความเกรงกลัว
นางบรรจงจิบน้ำชาผู่เอ๋อร์[1]เข้าไปอย่างช้า ๆ กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาชั้นดีอบอวลอยู่รอบกาย ทว่ากลิ่นอายรอบตัวของนางกลับมิได้สะอาดบริสุทธิ์
“ตามที่ข้าได้ยินมา เฟิ่งอี้จงเกลียดจงชังเด็กคนนั้นยิ่งนักไม่ใช่หรือ?”
ในจวนสกุลจ้าวนั้นเป็นที่รู้กันดีว่า ฮูหยินจ้าวไม่มีความเมตตารักใคร่ใดต่อเด็กสองคนนี้เลยแม้แต่น้อย
ความอิจฉาริษยาที่ก่อตัวขึ้นในห้วงจิตใจของนางนั้นมิอาจดับมอดลงได้โดยง่าย ความเมตตาปราณีที่จ้าวเลี่ยงจินมอบให้แก่จ้าวเฟิ่งอี้นั้นบดบังรัศมีของ จ้าวเนี่ยเจิน บุตรชายแท้ ๆ ของนางไปจนสิ้น
ด้วยเหตุผลเพราะจ้าวเฟิ่งอี้เป็นเกอที่สูญเสียบิดามารดาไปตั้งแต่วัยเยาว์ สามีของนางจึงเมตตาและยินดีชุบเลี้ยงหลานชายผู้นี้ไว้ด้วยเหตุผลหลายประการ
ประการหลักนั้นคือ เกอล้วนรูปร่างหน้างดงามเย้ายวนแต่ทว่าไม่อาจสืบสกุล ในชนชั้นคนธรรมดา เหล่าเกอส่วนใหญ่ทำได้เพียงใช้หน้าตาและพละกำลังที่เหนือกว่าสตรีหาเลี้ยงตนด้วยการเป็นคณิกาในหอนางโลม รองรับอารมณ์กำหนัดของบุรุษเพศก็เท่านั้น
แต่สถานการณ์ของจ้าวเฟิ่งอี้นั้นต่างออกไป เกอที่เกิดในสกุลสูงศักดิ์นั้นมีวิถีชีวิตที่ดีกว่านั้นมาก ทว่าจุดหมายนั้นก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าแตกต่างกันมากนัก
เพราะว่าเกอในสกุลสูงศักดิ์มักถูกใช้แต่งออกไปสานสัมพันธ์กับบุรุษสกุลต่าง ๆ ด้วยมีความเชื่อว่าเกอในสกุลดีมักนำโชคลาภมาให้แก่ผู้ครอบครอง
จ้าวเฟิ่งอี้จึงเป็นเพียงตัวนำโชคบนเตียงสูงศักดิ์เท่านั้น
“…ทั้งยังคอยพาพวกบ่าวรับใช้ไปเยี่ยมเยียนให้เด็กคนนั้นต้องอับอายและทำงานหนักกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ”
หลานชายน่าสมเพศผู้นี้ ถูกคนนอกเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นลูกชายอีกคนของสามีนาง บ้างถึงขั้นเข้าใจผิดว่าเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของสกุลจ้าวเสียด้วยซ้ำ
ยังไม่นับการมีอยู่ของจ้าวเว่ยหลาง เด็กนอกสมรสน่ารังเกียจ บุตรชายของสาวใช้อุ่นเตียงที่สามีนางเคยโปรดปรานนักหนา
แต่บุปผาโปรยร่วงด้วยมีใจ สายนทีไหลผ่านไร้ไมตรี[2] นางหญิงผู้นั้นหลังคลอดบุตรชายก็กลับกลายเป็นคนวิปลาส สามีของนางจึงไม่ไปเยือนเรือนหลังนั้นอีกเลย
“ทว่า...คราวนี้กลับปกป้องเจ้าลูกนอกสมรสน่ารังเกียจ ที่หมายจะปลดชีพตนอย่างนั้นหรือ”
การมีอยู่ของจ้าวเฟิ่งอี้นั้นน่ารำคาญยิ่ง ราวกับเป็นเข็มแหลม คอยทิ่มแทงหัวใจของนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“น่าสนใจยิ่ง” ดวงตาคู่งามทอดมองไปเบื้องหน้า ฉายประกายวาววามงดงาม แต่ก็ทำให้คนที่มองรู้สึกขนลุกไปตาม ๆ กัน
“ดูเหมือนว่าหลานชายของสามีข้าจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว”
นางเอ่ยแผ่วเบา พลางใช้ปลายนิ้วเรียวงามลูบไล้ขอบจอกชาหยกขาวบนโต๊ะอย่างอ้อยอิ่ง รอยยิ้มบางคลี่ออกบนริมฝีปากสวย ยิ้มนั้นหวานดุจน้ำผึ้งเดือนห้า หากแต่กลับทำให้อากาศรอบกายเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด
“หรือเป็นเพราะตกน้ำจนวิปลาสไปแล้วกันแน่?”
การที่จ้าวเฟิ่งอี้ปกป้องเด็กผู้นั้น...มันผิดแผกจากนิสัยเดิมของเขาไปมากทีเดียว
คุณชายผู้แสนเอาแต่ใจที่คอยเล่นสนุก กลั่นแกล้งคนอื่นไปวัน ๆ กลับออกตัวปกป้องลูกนอกสมรสผู้ต่ำต้อยขึ้นมา ทั้งสองคนล้วนเป็นขวากหนามในจวนที่นางจงเกลียดจงชังมานาน
หากจะเรียกว่าเป็นเหตุบังเอิญ มันจะไม่ฟังดูเหลือเชื่อเกินไปหน่อยหรือ?
[1] ชาผู่เอ๋อร์ (Pu-erh Tea) คือชาหมักจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน มีเอกลักษณ์ที่น้ำชาสีเข้มเหมือนกาแฟแต่รสชาติละมุน
[2] "บุปผาโปรยร่วงด้วยมีใจ สายนทีไหลผ่านไร้ไมตรี" (หรือ บุปผามีใจ ธาราไร้ไมตรี) เป็นสำนวนจีน หมายถึงความรักที่ฝ่ายหนึ่ง (ดอกไม้) มีใจเสน่หา มอบความรักให้อย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความรักตอบจากอีกฝ่าย (สายน้ำ) ซึ่งเปรียบเสมือนคนใจแข็งหรือไร้ความรู้สึก
ณ เรือนตงฝู“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิดเว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น…ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม…กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองเพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันเขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ย
แฮ่ก แฮ่กเสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่“…”สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้นเว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดาจ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดีเอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไปยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตา
“ท่านกำลังทำอะไร?!”เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”“…”ฟี่บ!ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจนท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันแ
“...”ภาพตรงหน้าที่เว่ยหลางได้เห็น หาใช่ลานกว้างเงียบเหงาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา แสงยามสายทอดเคลียปลายผมดำขลับของจ้าวเฟิ่งอี้ ผู้ยืนงงงันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสน มือเล็กงุ่นง่านหยิบปลายเชือกผูกเอวขึ้นมาพลิกไปมาเหมือนกำลังไขปริศนาซับซ้อน ทั้งที่มันก็เป็นเพียงเชือกเส้นเดียว“ฮึ่ย… โลกนี้ไม่มีเสื้อยืดหรือไงเนี่ย อยากจะบ้าจริง ๆ”ริมฝีปากเล็กบ่นงึมงำเสียงแผ่ว มือซ้ายดึง มือขวาผูก แต่พอเผลอปล่อยก็หลุดออกหมดก่อนจะออกจากเรือน เสี่ยวผิงก็แสดงวิธีผูกให้ดูหลายตลบ ทว่าเพราะอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาไกลไม่ทันระวังตัว เชือกที่เคยผูกไว้แน่นมันจึงหลุดลุ่ยไปเสียหมด ครั้นต้องลองผูกใหม่เองอีกครั้ง มันกลับยิ่งพันกันจนกลายเป็นปมใหญ่ ราวกับตั้งใจจะท้าทายความอดทนของเขาโดยเฉพาะเกย์น้อยไทยแลนด์อยากจะเดินโทง ๆ ปล่อยเสื้อผ้าให้หลุด ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!“…”ร่างเล็กยืนงงงันกลางลานกว้าง ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าจ้าวเว่ยหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองนั้นอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ภาพความแตกต่าง กลับชัดเจนเกินกว่าคำใดจะบรรยายคนหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชั้นสูง
“ไม่เจ็บแล้ว ขอบใจพี่เสี่ยวผิงมาก”ประโยคสั้น ๆ แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นถ้อยคำที่พิเศษเกินกว่าที่นางจะรับได้เสี่ยวผิงชะงักไปในทันที นิ้วมือที่แตะผ้าชุบน้ำหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยแววตาที่ผละจากความตกใจไม่ทันปิดบัง“ข้า…ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?” อี้เลิกคิ้วถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นเสี่ยวผิงก้มหน้าวูบหรือสำนวนการพูดฉันมันยังไม่กลมกลืนกับคนในโลกนี้ แต่นี่ก็พูดตามสำนวนในนิยายที่อ่านมาแล้วนะ! จีนโบราณสุด ๆ แล้วเนี่ย!ร่างของเด็กสาวพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเสี่ยวผิงจะรีบละล่ำละลักตอบกลับมาแทบไม่เป็นเสียง “ไม่เจ้าค่ะคุณชาย! เพียงแต่บ่าวไม่คุ้นชินที่คุณชายกล่าวขอบคุณ อีกทั้งอย่าได้เรียกบ่าวเช่นนั้นเลย!”โอ้ย ไอ้เด็กเกรียนเฟิ่งอี้!ตอนที่อ่านนิยายเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจ้าวเฟิ่งอี้มีนิสัยเอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ไร้น้ำใจและไม่เคยเห็นค่าผู้อื่น แต่ถึงขั้นที่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวผิงนั้นไม่ได้เคยยินคำขอบคุณจากปากเจ้าเด็กเปรตนี่เลยสักครั้งมันก็เกินเยียวยาจริง ๆ“จากนี้ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยเอาเถอะนะพี่เสี่ยวผิง ถือเสียว่าเป็นคำสั่งของข้า”อี้กระตุกยิ้มเจื่อน ก่อนเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยเส
ลมบ่ายเอื่อยพัดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุแกะลายสลักวิจิตร กลิ่นดอกเหมยฮวาหอมอ่อนพลันลอยผ่านตามเข้ามาเยือน เงาไผ่ยาวทอดทาบเป็นลายเส้นพลิ้วไหวบนพื้นภายในเรือนตงฝู หรืออีกชื่อที่บ่าวไพร่ย่อมรู้กันดีนั่นคือเรือนพักส่วนตัวของคุณชายน้อยจ้าวเฟิ่งอี้“เฮ้อ…”ร่างเล็กในอาภรณ์สีอ่อนทอดกายนิ่งอยู่บนตั่งไม้หอมลายเมฆมงคล คางมนวางเท้าเหนือหลังมืออย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดวงตาทรงลูกท้อสีขลับเข้มเหม่อล่องลอยอยู่กลางห้วงความคิดเฮงซวยชะมัด…นี่ฉันต้องอยู่ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ไปจนตายไม่มีทางกลับไปจริง ๆ หรือ?จ้าวเฟิ่งอี้ หรือก็คือ อี้ ที่ตระหนักได้แล้วว่าหลังเหตุการณ์รถพุ่งชนนั้น ด้วยเหตุผลลึกลับบางประการ เขากลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครประกอบที่ไร้ค่า อย่างคุณชายเกอน้อยจ้าวเฟิ่งอี้ผู้มีนิสัยย่ำแย่…พร้อมจุดจบที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนนั่นคือจะต้องถูกเว่ยหลางในวัยผู้ใหญ่ล้างแค้นจนสิ้นชีพ!“สุดจะเริ่ดเลยคุณแม่!” อี้พูดกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงประชดประชัน ริมฝีปากบางยิ้มเหยเก “ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังต้องมาอยู่ในร่างนี้ที่จุดจบก็ต้องตายซ้ำสองอีก แถมอนาถกว่าเดิมหลายเท่า”เสียงบ่นพึมพำแผ่วเบาแต่กลับหนักอึ้ง สะท้



![ไขรหัสรัก You’re my keys. [OMEGAVERSE]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



