LOGIN“ไม่เจ็บแล้ว ขอบใจพี่เสี่ยวผิงมาก”
ประโยคสั้น ๆ แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นถ้อยคำที่พิเศษเกินกว่าที่นางจะรับได้
เสี่ยวผิงชะงักไปในทันที นิ้วมือที่แตะผ้าชุบน้ำหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยแววตาที่ผละจากความตกใจไม่ทันปิดบัง
“ข้า…ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?” อี้เลิกคิ้วถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นเสี่ยวผิงก้มหน้าวูบ
หรือสำนวนการพูดฉันมันยังไม่กลมกลืนกับคนในโลกนี้ แต่นี่ก็พูดตามสำนวนในนิยายที่อ่านมาแล้วนะ! จีนโบราณสุด ๆ แล้วเนี่ย!
ร่างของเด็กสาวพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเสี่ยวผิงจะรีบละล่ำละลักตอบกลับมาแทบไม่เป็นเสียง “ไม่เจ้าค่ะคุณชาย! เพียงแต่บ่าวไม่คุ้นชินที่คุณชายกล่าวขอบคุณ อีกทั้งอย่าได้เรียกบ่าวเช่นนั้นเลย!”
โอ้ย ไอ้เด็กเกรียนเฟิ่งอี้!
ตอนที่อ่านนิยายเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจ้าวเฟิ่งอี้มีนิสัยเอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ไร้น้ำใจและไม่เคยเห็นค่าผู้อื่น แต่ถึงขั้นที่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวผิงนั้นไม่ได้เคยยินคำขอบคุณจากปากเจ้าเด็กเปรตนี่เลยสักครั้งมันก็เกินเยียวยาจริง ๆ
“จากนี้ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยเอาเถอะนะพี่เสี่ยวผิง ถือเสียว่าเป็นคำสั่งของข้า”
อี้กระตุกยิ้มเจื่อน ก่อนเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยเสียงกลั้วหัวเราะเบา ๆ แม้จะเป็นเพียงผู้มาเยือนจากอีกโลก แต่ในยามนี้ เขาก็ต้องรับชะตากรรมของเฟิ่งอี้ไว้เต็มสองบ่าอย่างไม่มีทางเลือกเสียได้
ชีวิตในร่างของเจ้าเกอน้อยนี่…คงจะสนุกสุดเหวี่ยงน่าดูเลยล่ะ
“เช่นนั้น คุณชายให้บ่าวช่วยเปลี่ยนชุดให้หรือไม่เจ้าคะ?”
“เปลี่ยน…เอ่อ พี่เสี่ยวผิงจะทำอะไรนะ?” คำถามนั้นเรียกอี้ให้หลุดจากภวังค์ เจ้าตัวเล็กหน้าเหวอ เผลอถามออกไปเสียงสั่น ๆ จนเสี่ยวผิงกะพริบตาด้วยความงุนงง
“ปกติแล้วบ่าวเป็นคนช่วยคุณชายเปลี่ยนชุดเจ้าค่ะ”
ร่างผอมบางบนตั่งไม้หอมชะงักกึก ไม่ต้องรอให้เสี่ยวผิงสาวความต่อจนจบก็พอจะประติดประต่อได้ อี้รีบยกมือปิดช่วงอกเหมือนสาวแรกรุ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือราวกับจะโดนพรากพรหมจรรย์ก็มิปาน
“ไม่เอา! เอ่อ…ไม่จำเป็น ข้าเปลี่ยนเองได้ พี่เสี่ยวผิงเตรียมแค่ชุดมาให้ข้าก็พอ”
แหงสิ! ถึงร่างเจ้าเฟิ่งอี้นี่จะเป็นเกอที่ยังเด็ก ให้บ่าวรับใช้หญิงคนสนิทช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก็คงไม่แปลกอะไร
แต่ฉันไม่ใช่มันนี่! ใครจะบ้าไปทำแบบนั้นได้กันเล่า!
“เช่นนั้นบ่าวจะไปเตรียมชุดมาให้นะเจ้าคะ” เสี่ยวผิงนิ่งไปชั่วอึดใจ ดวงตาไหววูบแต่สุดท้ายก็เพียงโน้มศีรษะรับคำสั่ง
สิ้นเสียงพูด ร่างของเด็กสาวก็ปลีกตัวออกไปหลังบานประตูใหญ่ ก่อนจะปิดมันลงเบา ๆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่คลี่คลุมทั่วห้อง
“เฮ้อ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย!”
อี้ในร่างของคุณชายเกอน้อยนั่งถอนหายใจ บ่นพึมพำพลางเอาหัวทิ่มลงกับหมอนอิงด้านข้างอย่างจนใจในชะตากรรม
และเรือนตงฝูก็ปรากฏภาพของคุณชายจ้าวเฟิ่งอี้ผู้เย่อหยิ่งนั่งทึ้งหัวตัวเองไปตลอดทั้งเช้า…
แดดยามสายทอดลงบนพื้นกรวดเย็นชืดของเรือนอวิ๋นเยี่ย เรือนพักเก่าคร่ำครึที่ตั้งอยู่ในมุมอับของจวน ภายในปรากฏร่างของจ้าวเว่ยหลาง เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าแพรราคาถูกสีขลับเข้มยืนอยู่เบื้องหน้าประตูห้องที่ปิดสนิท ใบหน้าแฝงแววลึกล้ำเกินวัย ถือถ้วยอาหารที่มีเพียงเศษเหลือเอาไว้
ก็อก… ก็อก…
ฝ่ามือกร้านค่อย ๆ ยกขึ้นเคาะประตูแผ่วเบา เพียงให้ดังพอที่จะเรียกความสนใจผู้ที่อยู่ด้านใน
“ท่านแม่... ได้โปรดออกมาทานอาหารสักนิดเถิด”
จ้าวเว่ยหลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด ผิดแผกจากนิสัยเฉยชาที่มักแสดงออกต่อหน้าคนอื่นโดยสิ้นเชิง
เพล้ง!
“ไสหัวออกไป!”
ทันใดนั้น เสียงของแข็งก็ถูกปาออกมาอย่างรุนแรง กระทบหน้าผากของเด็กหนุ่มจนเกิดแผลปริแตก เลือดสีสดไหลออกมาเป็นทาง ก่อนจะตามมาด้วยคำตวาดของ เหมิงลี่ มารดาผู้ให้กำเนิดของจ้าวเว่ยหลาง ผู้ที่ขังตนเองอยู่ด้านหลังประตูไม้บานนี้
เด็กหนุ่มเพียงยืนกายแน่นิ่ง ปล่อยให้เลือดไหลจากรอยแผลเป็นทาง ใบหน้าไม่แสดงเสี้ยวอารมณ์ใดออกมาแม้แต่น้อย เขาเคยชินกับความร้าวรานนี้จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว
เสียงตะโกนด่าทอที่รุนแรงจากปากของผู้เป็นมารดานั้นเป็นสิ่งที่เว่ยหลางคุ้นเคยดี รวมถึงรอยแผลมากมายบนตัวเขาที่มารดากระทำตอนคุ้มคลั่งด้วยเช่นกัน
“…”
มันดังก้องอยู่ทุก ๆ วันจนเว่ยหลางไม่แม้แต่จะถอนหายใจออกมาเพื่อระบายความอัดอั้นใดอีกต่อไปแล้ว ร่างกำยำเกินวัยเพียงโน้มลงวางถ้วยอาหารไว้ที่หน้าห้องอย่างระมัดระวังแล้วถอยหลังออกมาอย่างเงียบเชียบ
เว่ยหลางหมุนตัวจะเดินออกจากเรือน ฉีกชายเสื้อของตนนำมาเช็ดรอยเลือด ก่อนก้าวยาว ๆ หมายจะไปช่วยบ่าวคนอื่น ๆ ต้มข้าว ล้างผักหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขาได้มีข้าวกินเองสักถ้วยหนึ่ง
แต่ทว่า…
“ไอ้สายบ้านี่มันอะไรเนี่ย? ไม่สบายตัวสักนิด ใครเขาออกแบบเสื้อผ้าแบบนี้เนี่ย แบบนี้ต้องส่งไปดูงานกับโพแอ้มซะให้รู้แล้วรู้รอด!”
ร่างสูงที่กำลังก้าวขาพลันชะงักไปทันที เมื่อได้เห็นว่าหน้าเรือนที่ควรจะเงียบสงัด วันนี้กลับไม่ว่างเปล่าดังที่เคย
ณ เรือนตงฝู“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิดเว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น…ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม…กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองเพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันเขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ย
แฮ่ก แฮ่กเสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่“…”สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้นเว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดาจ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดีเอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไปยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตา
“ท่านกำลังทำอะไร?!”เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”“…”ฟี่บ!ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจนท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันแ
“...”ภาพตรงหน้าที่เว่ยหลางได้เห็น หาใช่ลานกว้างเงียบเหงาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา แสงยามสายทอดเคลียปลายผมดำขลับของจ้าวเฟิ่งอี้ ผู้ยืนงงงันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสน มือเล็กงุ่นง่านหยิบปลายเชือกผูกเอวขึ้นมาพลิกไปมาเหมือนกำลังไขปริศนาซับซ้อน ทั้งที่มันก็เป็นเพียงเชือกเส้นเดียว“ฮึ่ย… โลกนี้ไม่มีเสื้อยืดหรือไงเนี่ย อยากจะบ้าจริง ๆ”ริมฝีปากเล็กบ่นงึมงำเสียงแผ่ว มือซ้ายดึง มือขวาผูก แต่พอเผลอปล่อยก็หลุดออกหมดก่อนจะออกจากเรือน เสี่ยวผิงก็แสดงวิธีผูกให้ดูหลายตลบ ทว่าเพราะอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาไกลไม่ทันระวังตัว เชือกที่เคยผูกไว้แน่นมันจึงหลุดลุ่ยไปเสียหมด ครั้นต้องลองผูกใหม่เองอีกครั้ง มันกลับยิ่งพันกันจนกลายเป็นปมใหญ่ ราวกับตั้งใจจะท้าทายความอดทนของเขาโดยเฉพาะเกย์น้อยไทยแลนด์อยากจะเดินโทง ๆ ปล่อยเสื้อผ้าให้หลุด ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!“…”ร่างเล็กยืนงงงันกลางลานกว้าง ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าจ้าวเว่ยหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองนั้นอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ภาพความแตกต่าง กลับชัดเจนเกินกว่าคำใดจะบรรยายคนหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชั้นสูง
“ไม่เจ็บแล้ว ขอบใจพี่เสี่ยวผิงมาก”ประโยคสั้น ๆ แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นถ้อยคำที่พิเศษเกินกว่าที่นางจะรับได้เสี่ยวผิงชะงักไปในทันที นิ้วมือที่แตะผ้าชุบน้ำหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยแววตาที่ผละจากความตกใจไม่ทันปิดบัง“ข้า…ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?” อี้เลิกคิ้วถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นเสี่ยวผิงก้มหน้าวูบหรือสำนวนการพูดฉันมันยังไม่กลมกลืนกับคนในโลกนี้ แต่นี่ก็พูดตามสำนวนในนิยายที่อ่านมาแล้วนะ! จีนโบราณสุด ๆ แล้วเนี่ย!ร่างของเด็กสาวพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเสี่ยวผิงจะรีบละล่ำละลักตอบกลับมาแทบไม่เป็นเสียง “ไม่เจ้าค่ะคุณชาย! เพียงแต่บ่าวไม่คุ้นชินที่คุณชายกล่าวขอบคุณ อีกทั้งอย่าได้เรียกบ่าวเช่นนั้นเลย!”โอ้ย ไอ้เด็กเกรียนเฟิ่งอี้!ตอนที่อ่านนิยายเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจ้าวเฟิ่งอี้มีนิสัยเอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ไร้น้ำใจและไม่เคยเห็นค่าผู้อื่น แต่ถึงขั้นที่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวผิงนั้นไม่ได้เคยยินคำขอบคุณจากปากเจ้าเด็กเปรตนี่เลยสักครั้งมันก็เกินเยียวยาจริง ๆ“จากนี้ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยเอาเถอะนะพี่เสี่ยวผิง ถือเสียว่าเป็นคำสั่งของข้า”อี้กระตุกยิ้มเจื่อน ก่อนเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยเส
ลมบ่ายเอื่อยพัดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุแกะลายสลักวิจิตร กลิ่นดอกเหมยฮวาหอมอ่อนพลันลอยผ่านตามเข้ามาเยือน เงาไผ่ยาวทอดทาบเป็นลายเส้นพลิ้วไหวบนพื้นภายในเรือนตงฝู หรืออีกชื่อที่บ่าวไพร่ย่อมรู้กันดีนั่นคือเรือนพักส่วนตัวของคุณชายน้อยจ้าวเฟิ่งอี้“เฮ้อ…”ร่างเล็กในอาภรณ์สีอ่อนทอดกายนิ่งอยู่บนตั่งไม้หอมลายเมฆมงคล คางมนวางเท้าเหนือหลังมืออย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดวงตาทรงลูกท้อสีขลับเข้มเหม่อล่องลอยอยู่กลางห้วงความคิดเฮงซวยชะมัด…นี่ฉันต้องอยู่ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ไปจนตายไม่มีทางกลับไปจริง ๆ หรือ?จ้าวเฟิ่งอี้ หรือก็คือ อี้ ที่ตระหนักได้แล้วว่าหลังเหตุการณ์รถพุ่งชนนั้น ด้วยเหตุผลลึกลับบางประการ เขากลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครประกอบที่ไร้ค่า อย่างคุณชายเกอน้อยจ้าวเฟิ่งอี้ผู้มีนิสัยย่ำแย่…พร้อมจุดจบที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนนั่นคือจะต้องถูกเว่ยหลางในวัยผู้ใหญ่ล้างแค้นจนสิ้นชีพ!“สุดจะเริ่ดเลยคุณแม่!” อี้พูดกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงประชดประชัน ริมฝีปากบางยิ้มเหยเก “ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังต้องมาอยู่ในร่างนี้ที่จุดจบก็ต้องตายซ้ำสองอีก แถมอนาถกว่าเดิมหลายเท่า”เสียงบ่นพึมพำแผ่วเบาแต่กลับหนักอึ้ง สะท้





![แกรนด์ดยุกของข้าคลั่งรักไม่ไหว [YAOI] + [BDSM] + [PWP] + [NC](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

