Share

บทที่ 12

last update Tanggal publikasi: 2026-07-29 20:50:06

ณ เรือนตงฝู

“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”

“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”

ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิด

เว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น

ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่

แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม

กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

ถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคือง

เพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกัน

เขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ยววินาทีนั้นจึงทำให้อี้รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากทีเดียว

อย่างน้อย ๆ เว่ยหลางก็คงไม่ได้เกลียดฉันจนอยากจะฆ่าให้ตายเหมือนในนิยายอีกต่อไป

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว อี้จึงนั่งอมยิ้มมองบาดแผลที่มืออย่างพอใจ เจ็บตัวแค่นี้แลกกับได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวร้ายที่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น

คุ้มมาก คุ้มกว่าโปรชิ้นที่สองหนึ่งบาทอีก!

“พี่เสี่ยวผิง...” เสียงหวานดังขึ้น ดวงตาหงส์ทอดมองไปยังผืนผ้าแพรสีขาวที่กำลังถูกพันรอบฝ่ามือตนอย่างสุขใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ “พรุ่งนี้เช้าตรู่ ช่วยปลุกข้าด้วย”

เพียงเท่านั้น บรรยากาศในห้องที่เงียบสงัดพลันสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย เสี่ยวผิงเงยหน้าขึ้นในทันที ชะงักไปชั่วครู่ ราวกับไม่แน่ใจนักว่าตนได้ยินคำสั่งนั้นถูกต้องหรือไม่

“คุณชายน้อย! ท่านยังจะไปหาเจ้าเด็กชั่วนั่นอีกหรือเจ้าคะ ทั้งที่ถูกกลั่นแกล้งจนได้แผลเช่นนี้แล้วแท้ ๆ”

เสี่ยวผิงตอบกลับทั้งเสียงสั่นพร่า ด้วยความโกรธเคืองและห่วงใยในคราเดียวกัน ก่อนถูกคุณชายน้อยที่นางรักจนยอมถวายหัวให้ขัดขึ้นแผ่ว ปรามไม่ให้ผิงเอ่ยถ้อยคำตำหนิคนผู้นั้นออกมาอีก

“ข้าบอกว่าข้าสะดุดชายผ้าล้มเองต่างหาก พี่เสี่ยวผิงโทษเว่ยหลางเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”

“ขออภัยเจ้าค่ะ บ่าวเพียงหวังดีต่อคุณชาย...”

“ข้ารู้ดีว่าพี่รักและหวังดี แต่พี่เสี่ยวผิง...เว่ยหลางไม่ได้คิดร้ายกับข้าหรอก” คุณชายน้อยกล่าวพลางกลั้วยิ้มจาง “เพราะตอนนี้... เขากับข้าเป็นสหายกันแล้วนี่นา”

แม้อยากจะพูดขัดหรือคัดค้านขึ้นมาในบัดดล แต่เสี่ยวผิงกลับไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ทำได้เพียงก้มหน้าลง ทำหน้าที่ของตนต่อไปอย่างเงียบ ๆ ความหวาดระแวงในใจของนางที่มีต่อตัวจ้าวเว่ยหลางนั้นยังไม่อาจลบเลือนได้โดยง่าย…

แต่ถึงกระนั้น เสี่ยวผิงก็ไม่อาจทำลายรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนของคุณชายเฟิ่งอี้ได้เลย

ซ่า ซ่า

เสียงน้ำที่ถูกตักขึ้นและเทลงถังไม้ยังคงดังซ้ำ ๆ สะท้อนก้องไปทั่วบริเวณริมธารเล็กหลังจวน ท่ามกลางความเงียบสงัดของช่วงเวลาต้นวัน

แสงอรุณแรกทอประกายอ่อนเหนือยอดไม้ใหญ่ ส่องลอดผ่านกิ่งก้านทอดเงายาวลงบนผิวน้ำใสที่ไหลเอื่อยเป็นประกายระยิบระยับ ไหวตามแรงลมอ่อน ๆ

แต่ความสงบตรงหน้านี้ กลับไม่อาจกล่อมใจเด็กหนุ่มให้ผ่อนคลายได้เลยแม้แต่น้อย

“…”

ร่างสูงใหญ่กำยำ ในชุดผ้าต่วนปักปะชุนจนเก่าซีดโน้มลำตัวก้มลงอย่างเชื่องช้า กล้ามเนื้อแขนแข็งแรงขยับไปตามแรงกดของร่างกาย ช้อนกระบวยไม้ที่ถูกจุ่มลงไปในน้ำใสสะอาดตักขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เติมเต็มลงในถังไม้ที่เตรียมไว้สำหรับแบกขึ้นบ่า

แม้จะพึ่งเริ่มต้นวันแต่บรรยากาศรอบกายของเว่ยหลางก็ยังคงอบอวลไปด้วยความหนักอึ้งเพราะความคิดบางอย่างที่กดทับอยู่บนบ่ามาตั้งแต่รุ่งสาง

วันนี้จ้าวเฟิ่งอี้ไม่ได้มารอเขาที่หน้าเรือน

คุณชายผู้นั้นที่มาคอยตามติดเขา ตลอดสามสี่วันที่ผ่านมาหายไปแล้ว

“…”

ริมฝีปากกระจับไม่ได้แค่นเสียงพูดคำใดออกมา มีเพียงแววตาเว้าลึกที่พลันอ่อนลงไปนิด เมื่อคิดถึงใครคนนั้น

เว่ยหลางยังคงจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้ดี หัวของเขาเอาแต่เล่นซ้ำภาพที่ตนเองเผลอตัวสะบัดแขนอย่างรุนแรงจนคุณชายร่างผอมผ่ายต้องล้มลงไป

เขาคงโกรธเคืองจนไม่อยากเป็นสหายกับข้าอีกแล้ว

แม้จะเกิดมาพร้อมบุญวาสนาและชาติกำเนิดสูงส่ง เป็นถึงบุตรชายคนรองของเจ้ากรมการคลังจ้าวเลี่ยงจิน ทว่าในสายตาของผู้คน เว่ยหลางกลับถูกมองเป็นเพียงเศษสวะถูกเหยียดหยาม ไม่ได้รับแม้กระทั่งความเคารพหรือการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเลย

ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะมารดาผู้วิปลาสทำให้บิดาแท้ ๆ รังเกียจจนไม่คิดจะเหลียวแล สถานะของสองแม่ลูกในจวนจ้าวจึงถูกลดทอนลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน อย่างเป็นที่รู้กันโดยทั่วว่าพวกเขาสองแม่ลูกคือสายเลือดที่จ้าวเลี่ยงจินไม่ใยดี

เพียงแค่ต้องดิ้นรนหาข้าวกินให้อยู่รอดไปวัน ๆ ก็หนักหนาสาหัสเกินพอแล้ว

เว่ยหลางไม่เคยมีใครพร่ำสอนให้รู้ว่าหากทำสิ่งใดผิดพลาดต่อผู้อื่นแล้ว จะต้องแก้ไขอย่างไรได้หรอก

[1] เขาไท่ซาน (Mount Tai) คือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดใน 5 ขุนเขาแห่งทิศบูรพาของจีน ตั้งอยู่ในมณฑลซานตง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของยูเนสโก (UNESCO) เป็นสถานที่แสวงบุญและประกอบพิธีบวงสรวงของจักรพรรดิจีนมานับพันปี

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 12

    ณ เรือนตงฝู“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิดเว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น…ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม…กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองเพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันเขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ย

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 11

    แฮ่ก แฮ่กเสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่“…”สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้นเว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดาจ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดีเอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไปยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตา

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 10

    “ท่านกำลังทำอะไร?!”เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”“…”ฟี่บ!ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจนท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันแ

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 9

    “...”ภาพตรงหน้าที่เว่ยหลางได้เห็น หาใช่ลานกว้างเงียบเหงาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา แสงยามสายทอดเคลียปลายผมดำขลับของจ้าวเฟิ่งอี้ ผู้ยืนงงงันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสน มือเล็กงุ่นง่านหยิบปลายเชือกผูกเอวขึ้นมาพลิกไปมาเหมือนกำลังไขปริศนาซับซ้อน ทั้งที่มันก็เป็นเพียงเชือกเส้นเดียว“ฮึ่ย… โลกนี้ไม่มีเสื้อยืดหรือไงเนี่ย อยากจะบ้าจริง ๆ”ริมฝีปากเล็กบ่นงึมงำเสียงแผ่ว มือซ้ายดึง มือขวาผูก แต่พอเผลอปล่อยก็หลุดออกหมดก่อนจะออกจากเรือน เสี่ยวผิงก็แสดงวิธีผูกให้ดูหลายตลบ ทว่าเพราะอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาไกลไม่ทันระวังตัว เชือกที่เคยผูกไว้แน่นมันจึงหลุดลุ่ยไปเสียหมด ครั้นต้องลองผูกใหม่เองอีกครั้ง มันกลับยิ่งพันกันจนกลายเป็นปมใหญ่ ราวกับตั้งใจจะท้าทายความอดทนของเขาโดยเฉพาะเกย์น้อยไทยแลนด์อยากจะเดินโทง ๆ ปล่อยเสื้อผ้าให้หลุด ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!“…”ร่างเล็กยืนงงงันกลางลานกว้าง ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าจ้าวเว่ยหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองนั้นอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ภาพความแตกต่าง กลับชัดเจนเกินกว่าคำใดจะบรรยายคนหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชั้นสูง

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 8

    “ไม่เจ็บแล้ว ขอบใจพี่เสี่ยวผิงมาก”ประโยคสั้น ๆ แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นถ้อยคำที่พิเศษเกินกว่าที่นางจะรับได้เสี่ยวผิงชะงักไปในทันที นิ้วมือที่แตะผ้าชุบน้ำหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เผยแววตาที่ผละจากความตกใจไม่ทันปิดบัง“ข้า…ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?” อี้เลิกคิ้วถามเสียงแผ่วเมื่อเห็นเสี่ยวผิงก้มหน้าวูบหรือสำนวนการพูดฉันมันยังไม่กลมกลืนกับคนในโลกนี้ แต่นี่ก็พูดตามสำนวนในนิยายที่อ่านมาแล้วนะ! จีนโบราณสุด ๆ แล้วเนี่ย!ร่างของเด็กสาวพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเสี่ยวผิงจะรีบละล่ำละลักตอบกลับมาแทบไม่เป็นเสียง “ไม่เจ้าค่ะคุณชาย! เพียงแต่บ่าวไม่คุ้นชินที่คุณชายกล่าวขอบคุณ อีกทั้งอย่าได้เรียกบ่าวเช่นนั้นเลย!”โอ้ย ไอ้เด็กเกรียนเฟิ่งอี้!ตอนที่อ่านนิยายเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าจ้าวเฟิ่งอี้มีนิสัยเอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ไร้น้ำใจและไม่เคยเห็นค่าผู้อื่น แต่ถึงขั้นที่บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวผิงนั้นไม่ได้เคยยินคำขอบคุณจากปากเจ้าเด็กเปรตนี่เลยสักครั้งมันก็เกินเยียวยาจริง ๆ“จากนี้ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยเอาเถอะนะพี่เสี่ยวผิง ถือเสียว่าเป็นคำสั่งของข้า”อี้กระตุกยิ้มเจื่อน ก่อนเอ่ยกลบเกลื่อนด้วยเส

  • พี่ชายตัวร้ายโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!   บทที่ 7

    ลมบ่ายเอื่อยพัดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุแกะลายสลักวิจิตร กลิ่นดอกเหมยฮวาหอมอ่อนพลันลอยผ่านตามเข้ามาเยือน เงาไผ่ยาวทอดทาบเป็นลายเส้นพลิ้วไหวบนพื้นภายในเรือนตงฝู หรืออีกชื่อที่บ่าวไพร่ย่อมรู้กันดีนั่นคือเรือนพักส่วนตัวของคุณชายน้อยจ้าวเฟิ่งอี้“เฮ้อ…”ร่างเล็กในอาภรณ์สีอ่อนทอดกายนิ่งอยู่บนตั่งไม้หอมลายเมฆมงคล คางมนวางเท้าเหนือหลังมืออย่างเหนื่อยหน่ายใจ ดวงตาทรงลูกท้อสีขลับเข้มเหม่อล่องลอยอยู่กลางห้วงความคิดเฮงซวยชะมัด…นี่ฉันต้องอยู่ในร่างของจ้าวเฟิ่งอี้ไปจนตายไม่มีทางกลับไปจริง ๆ หรือ?จ้าวเฟิ่งอี้ หรือก็คือ อี้ ที่ตระหนักได้แล้วว่าหลังเหตุการณ์รถพุ่งชนนั้น ด้วยเหตุผลลึกลับบางประการ เขากลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครประกอบที่ไร้ค่า อย่างคุณชายเกอน้อยจ้าวเฟิ่งอี้ผู้มีนิสัยย่ำแย่…พร้อมจุดจบที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนนั่นคือจะต้องถูกเว่ยหลางในวัยผู้ใหญ่ล้างแค้นจนสิ้นชีพ!“สุดจะเริ่ดเลยคุณแม่!” อี้พูดกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงประชดประชัน ริมฝีปากบางยิ้มเหยเก “ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังต้องมาอยู่ในร่างนี้ที่จุดจบก็ต้องตายซ้ำสองอีก แถมอนาถกว่าเดิมหลายเท่า”เสียงบ่นพึมพำแผ่วเบาแต่กลับหนักอึ้ง สะท้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status