LOGIN
เสียงของหนักหล่นจากกำแพงสูงลงมากองบนทางเท้า เรียกความสนใจจากคนเดินถนน พวกเขาพบร่างกายร้าวระบมของเด็กสาวคนหนึ่งนอนงอตัวบนพื้น คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตต่อไป ตัดสินเด็กสาวไปแล้วว่าใจแตก เกเร มีเด็กนิสัยดีที่ไหนจะปีนกำแพงออกมาทั้งที่โรงเรียนยังไม่เลิก มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่รุดเข้ามาพยุงเด็กสาวให้ลุกขึ้น แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าใบหน้า แขน ขาเด็กสาวเปื้อนคราบเลือดและร่องรอยถูกทำร้าย เครื่องแบบนักเรียนที่สวมใส่ก็ถูกกรีดจนเห็นไปถึงข้างใน
“ถูกใครทำร้ายมาเหรอน้อง ให้พี่พาไปหาหมอไหม”
ชายใจดีเสนอ เด็กสาวไม่ตอบรับดึงมือออกกิริยาหวาดผวา เดินโซซัดโซเซลากขาเดินหาป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด ระหว่างทางมีคนเสนอช่วยเป็นระยะ ทว่าเด็กสาวหวาดกลัวเกินกว่าจะรับความช่วยเหลือจากใคร ลากขาข้างขวาที่เจ็บหนักจากการถูกมีดกรีดมาตามทางเท้า ต่อสู้กับอากาศร้อนอบอ้าวจนเจอป้ายรถเมล์
มีรถคันหนึ่งจอดเทียบแต่กำลังเคลื่อนตัวออกไป สภาพร่างกายอย่างนี้ไม่มีทางตามทัน เด็กสาวขอให้รถเมล์รอ ทว่าเสียงร้องไห้และน้ำตาที่พรั่งพรูออกมามีมากเกินไปกลบเสียงจนหมด
ไม่รู้ว่ารถจะผ่านทางกลับบ้านหรือเปล่า แค่อยากไปจากที่นี่ กลัวครูสังเกตเห็นเครื่องแบบนักเรียนแล้วมาลากตัวกลับไป สำหรับเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวมีฐานะ โรงเรียนนานาชาติแห่งนั้นเปรียบเหมือนสวรรค์ แต่แกะดำเพียงหนึ่งเดียวในโรงเรียนอย่าง พิยดา ไม่ต่างไปจากนรก
เด็กสาวเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายเกือบจบชั้นปี แต่ไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียว ถูกเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นพี่รุมแกล้งทุกวัน คนเห็นกันหมดทั้งโรงเรียนทว่าไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ แม้แต่คนที่เรียกตัวเองว่าแม่พิมพ์ของชาติก็ไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้ามาช่วย มิหนำซ้ำพวกเขายังเรียกคนที่ถูกทำร้ายอย่างหล่อนเข้าไปต่อว่า เพียงเพราะเหตุง่ายๆ ต่อให้ด่าแทบตายพิยดาก็ไม่มีพ่อแม่มาปกป้อง
พ่อ คือคนที่ไม่เคยเห็นหน้าและไม่รู้ว่าเป็นใคร
แม่ คือหญิงพิการถูกหลอกเข้ามาทำงานกลางคืนในเมืองหลวง ตำรวจบุกเข้ามาจับเจ้าของสถานบันเทิง หลังได้รับรายงานว่าเป็นแหล่งมั่วสุมของพวกค้ามนุษย์ แม่หลุดพ้นมาได้ แต่เพราะความพิการหลายอย่างจึงไร้ที่ไป
นักธุรกิจคนหนึ่งสะดุดตาเข้ากับรูปร่างหน้าตาหญิงพิการที่สวยเกินกว่าจะเป็นคนเร่ร่อน รับแม่กลับมาอาศัยในบ้านคนรับใช้ เมตตาถึงขั้นสั่งสืบที่อยู่ และพากลับไปส่ง แต่เมื่อรู้ว่าแม่ไม่มีบ้านและไม่มีญาติคนไหนต้องการรับกลับไปเป็นภาระ เขาไม่มีทางเลือกจำใจรับกลับมากรุงเทพ ให้แม่ทำงานบ้านแลกกับเงินและพักบ้านคนรับใช้
ก่อนรับมาทำงานเขาคงคิดคำนวณมาเป็นอย่างดีว่าคุ้ม เทียบกับค่าแรงสมัยนั้น เขาสามารถจ้างหญิงพิการไม่มีที่ไปได้ราคาถูก แต่เขาคำนวณผิด เพราะเพียงแค่ไม่กี่เดือนต่อจากนั้นท้องหญิงพิการก็ขยายใหญ่จนคนรอบข้างผิดสังเกตและตรวจพบการตั้งครรภ์
เด็กคนนั้นคือ พิยดา หลายปีที่เกิดมาไม่เคยมีวันไหนไม่ถูกล้อเลียนชาติกำเนิด ว่ามีแม่เป็นคนพิการเคยขายตัวจนท้อง
“ขึ้นมาเลยน้อง!”
กระเป๋ารถเมล์ชายได้ยินเสียงผู้โดยสารบนรถทักท้วง สอดส่องสายตามองไปด้านหลังเห็นเด็กสาวมีสภาพย่ำแย่ร้องบอกคนขับให้จอดก่อนโหนประตูออกมาเรียก เด็กสาวเกือบจะทรุดตัวลงบนพื้นถนนด้วยความสิ้นหวัง ได้ยินเสียงทรงพลังเจือปนความเมตตาก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมา พาร่างกายบอบช้ำขึ้นไปบนรถคันนั้นสำเร็จ
“หนู หน้าไปโดนอะไรมาลูก”
ชายชราขาไม่ดีสละที่นั่งให้เด็กสาว รถเมล์กระชากตัวแกเกือบล้ม เด็กสาวคว้าแขนชายแก่กลับมานั่งที่เดิม ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นถัดจากที่นั่งของแกก้มหน้าร้องไห้ถูกคนมองทั้งรถ
“ไม่เป็นไรน้อง พี่ไม่คิดเงิน”
วินมอเตอร์ไซค์จากป้ายรถเมล์ มาส่งเด็กสาวหน้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่ติดป้ายชื่อ อัศวเมฆินทร์ ปฏิเสธการรับเหรียญจากฝ่ามือเด็กสาวจำนวนยี่สิบบาท เด็กสาวก้มมองเงินในมือ ซาบซึ้งในความมีน้ำใจของคนเดินดินกินข้าวแกงที่มักจะเห็นใจคนระดับเดียวกัน แตกต่างจากคนอีกชนชั้นที่รังเกียจคนจน
คฤหาสน์ตั้งอยู่บนพื้นที่สองพันตารางเมตร ตัวตึกสูงสองชั้น เก้าห้องนอน สิบห้าห้องน้ำ ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตัวบ้านไม่ได้ใหม่ก่อสร้างมานานกว่าห้าสิบปีตกทอดมรดกมาถึงคุณไกรสรประมุขคนปัจจุบัน
ช่วงบ่ายวันธรรมดานอกจากคนรับใช้ก็ไม่มีเจ้านายคนไหนอยู่บ้าน คุณไกรสรมีภาระงานในบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ ส่วนลูกๆ ของท่านทั้งสองคน คนโตเข้าไปช่วยงานบริษัท คนเล็กยังเรียนหนังสือ เป็นเหตุผลหลักที่เลือกกลับบ้านในช่วงเวลานี้ จะได้ไม่ต้องตอบคำถามคนเหล่านั้น ว่าไปถูกใครทำร้ายมา บอกไปไม่ถูกด่ากลับว่าสร้างปัญหาก็หนีไม่พ้นจะต้องถูกถากถาง
พื้นคอนกรีตพิมพ์ลายร้อนจากแสงแดด เด็กสาวลูบแขนบรรเทาความร้อน เดินอย่างระมัดระวังไม่ลงน้ำหนักบนท่อนขาข้างที่เจ็บ ลัดเลาะผ่านสวนดอกไม้เลียบคฤหาสน์ไปยังบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้
เด็กสาวปลดสายกระเป๋าวางลงเก้าอี้ไม้หน้าบ้าน ตักน้ำจากถังที่ตั้งไว้รองน้ำฝนมาล้างหน้าจนสะอาด บางส่วนกระเด็นข้ามาในปากก็กลืนกินมันลงไปด้วยอย่างไม่รังเกียจ นั่งพักจนขาสองข้างหายสั่น เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าประตูบ้านปิดสนิทราวกับว่าไม่มีใครอยู่ข้างใน แต่ถ้าไม่มีใครอยู่แล้วทำไมไม่ใส่กุญแจ ไม่ล็อกประตูรั้วป้องกันผู้ไม่หวังดีลักลอบเข้ามา
เด็กสาวเดินเท้าเปล่าบนพื้นปูนเย็นไปหมุนลูกบิดประตูก็แปลกใจไปกันใหญ่เมื่อบ้านไม่ได้ล็อก
“แม่จ๋า”
แม่บกพร่องทางการได้ยินต่อให้เรียกเสียงดังมากแค่ไหนก็ไม่รับรู้ แค่อยากส่งเสียงเผื่อว่าจะมีใครสักคนอยู่ข้างใน“ยายจ๋า พิมกลับมาแล้ว”
ส่งเสียงผ่านริมฝีปากแตกยับอีกครั้ง เปลี่ยนจากเรียกหาแม่เป็นเรียกหาหญิงชราที่เลี้ยงดูตนเองมาตั้งแต่แรกเกิด ทว่าก็ไม่มีเสียงใดตอบรับกลับมาเช่นเคย กระทั่งมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่จึงลากขาเจ็บๆ กลับไปเอากระเป๋า เดินขึ้นบันไดไม้ผุพังไปยังห้องนอนชั้นสองที่แชร์กับแม่สองคน ยกขาขึ้นบันไดแต่ละขั้นทำเอาเด็กสาวเจ็บจนน้ำตาเล็ด
เอี๊ยด เอี๊ยด
เสียงขาเตียงโยกดังมาจากห้องนอน ประสานกับเสียงทุ้มต่ำที่ถึงแม้เด็กสาวจะไม่ประสีประสาก็รู้ว่ามันคืออะไร เด็กสาวตัวสั่น จับราวบันไดด้วยมือที่สั่นเทาพยุงกายขึ้นไปบนยอดบันไดตั้งใจฟังให้ชัดเจนอีกครั้ง พลันเข่าอ่อนทรุดลงบนพื้นเมื่อมั่นใจว่าเสียงดังมาจากห้องนอนแม่
คำถามขึ้นมาเต็มหัวว่าแม่สมยอมหรือเปล่า ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ระหว่างลุงสมศักดิ์กับคุณไกรสรที่อยู่บ้านเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร เด็กสาวก็ยอมรับไม่ได้ แม่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ปกป้องลูกไม่ได้ ก็ไม่ควรจะปล่อยตัวเองให้ตั้งท้องและคลอดลูกคนที่สองออกมาให้คนรังเกียจ พิยดารูปร่างผอมบาง ส่วนสูงน้อย น้ำหนักน้อย ส่งผลให้ฝีเท้าเบาตามไปด้วย กว่าคนข้างในจะรู้ตัวว่าประตูไม้บานเก่าถูกผลักเข้ามาก็สายเกินไป
ทั้งสองคนประสานสายตากันด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง เด็กสาวแทบลืมหายใจ ส่วนคุณไกรสรคว้าผ้าห่มมาปิดบังร่างกายเปลือยเปล่า โดยไม่คิดจะห่มผ้าให้หญิงพิการตัวเปลือย ถูกกระทำลึกซึ้งทว่าหล่อนหลับใหลด้วยฤทธิ์ยา เด็กสาวน้ำตานองหน้า ลมหายใจติดขัดเป็นห้วงๆ อากาศรอบตัวหายไปหมดจวนเจียนจะขาดสติ
“นี่มันอะไร ฮือๆ คุณทำอะไรแม่หนู!”
“แกมาได้ยังไง นี่มันเวลาเรียนไม่ใช่เหรอ!”
เจ้าบ้านโกรธจนควบคุมสติไว้ไม่อยู่ ตวัดขอบผ้าห่มพันรอบท่อนล่าง ตรงรี่เข้าไปสะบัดข้อมือตบหน้าเต็มแรงจนแกฟุบล้มบนพื้น
“แกไม่มีสิทธิ์มองฉันด้วยสายตาแบบนั้น! ฉันจะทำอะไรกับแม่แกก็ได้! รู้บ้างไหมว่าฉันหมดเงินเท่าไหร่ให้แกได้เติบโต ได้เรียนหนังสือ ฉันต้องทุ่มเทเงินทองไปเท่าไหร่กับพวกแก!”
“คุณทำอย่างนี้กับแม่นานหรือยัง ฮือ... เพิ่งทำใช่ไหม ไม่ใช่ทำ... ตั้งแต่วันแรกที่พาแม่มาอยู่ด้วย”
“ทำไม สงสัยว่าฉันเป็นพ่อแกงั้นเหรอ! จะใช่ หรือไม่ใช่ ฉันก็ชุบเลี้ยงแกมาจนโต!”
“ที่ถาม ฮือ... เพราะหนูไม่อยากให้ใช่!”
“เด็กเนรคุณ แกไม่อยากให้ฉันเป็นพ่อแกงั้นเหรอ!”
กระหน่ำทุบตีเข้ากลางไหล่ลูกสาวที่ตนเองไม่ยอมรับ
“ใครจะอยากมีพ่อแบบนี้! ฮือๆ แค่โยนเศษข้าวมาให้ ยังกล้าทวงบุญคุณอีกเหรอ! คุณเลี้ยงหนูให้เป็นคนรับใช้! หนูถูกแกล้ง ถูกด่า ถูกทำร้ายมากแค่ไหนคุณก็ไม่เคยสนใจ! ปล่อยให้พวกเขาทำร้ายหนู! บังคับหนูเข้าโรงเรียนไฮโซไปให้พวกเขารุมตบทุกวัน คุณก็ไม่เคยสนใจ หนูไม่อยากเกิดมา! ไม่อยากมีชีวิตแบบนี้ หนูเกลียดคุณ! เกลียดแม่! เกลียดคนที่ทำให้หนูเกิดมา! ถ้าคนนั้นเป็นคุณ หนูก็ยิ่งเกลียด”
พฤติกรรมก้าวร้าวจากเด็กอ่อนต่อโลกแสดงออกมาครั้งแรกนับจากแรกเกิด เขาโกรธและเสียใจในเวลาเดียวกันที่ตบลูกสาวจนแกเลือดไหล และเพิ่งสังเกตเห็นว่าร่างกายเด็กสาวเต็มไปด้วยรอยแผล เสื้อกับกระโปรงก็ถูกกรีดจนขาด จะตามไปแต่ทำไม่ได้เนื่องจากร่างกายไม่มีเสื้อผ้า หงุดหงิดตัวเอง ย้อนกลับมาสวมเสื้อผ้าให้ตนเองและหญิงพิการ ที่มักจะอาศัยช่วงคนอื่นไม่อยู่บ้านวางยานอนหลับปลุกปล้ำ หญิงพิการอาจจะรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่หล่อนพูดไม่ได้จึงเก็บความเจ็บปวดไว้ในใจ กว่าจะจัดการเสื้อผ้าได้ก็เสียเวลาหลายนาที ตามมาถึงหน้าบ้านเด็กสาวก็หายตัวไปแล้ว
คิดตามขยับปลายนิ้วนับจำนวนไปด้วย ข้างขวาไม่พอย้ายมาข้างซ้าย สักพักปลายเท้าก็กระดิก ถ้าพูดได้ก็คงร้องบอกพ่อๆ ใช้นิ้วพวกหนูนับด้วยก็ได้นะ โอเค ยอมรับก็ได้ว่าเขาปากหมานิสัยเสีย แต่ก็แค่กับผู้หญิงที่ผู้ใหญ่บังคับจับคู่ให้ กับผู้หญิงคนอื่นเขาสุภาพบุรุษจะตาย“บอกแล้วว่าเกินสิบ ผิดจากที่สกาวพูดเมื่อไหร่”“จุ้น” ศรันย์จ้องหน้ายิ้มๆ ของแม่บ้าน อึดใจเดียวก็สะบัดคอเมินหน้าหนีไปทางอื่น เกลียดชะมัดคนรู้มาก รู้ทัน รู้ไปหมดสกาวใจกลั้นหัวเราะท้องแข็ง ร้องถามเจ้านายหนุ่มสุดหล่อที่เตรียมจะหนีเข้าบ้าน “สกาวยกกระเป๋าไปไว้บนห้องให้นะคะ”“ไม่ต้อง มันหนัก วางไว้หน้าบันไดก็พอฉันยกขึ้นไปเอง”“เป็นห่วงสกาวด้วย คิดอะไรหรือเปล่า”“เพ้อเจ้อ”ศรันย์ไม่ได้ใช้นามสกุล ชาน ของคุณปู่ แต่ใช้ อรัญรัตนา ของคุณย่า ท่านพบรักกันขณะที่คุณปู่ในวัยหนุ่มมาขยายธุรกิจในประเทศไทย คุณย่าทำงานเป็นล่ามและเลขานุการ อยู่ด้วยกันจนท่านตั้งท้องคุณพ่อศรันย์ เรื่องไปถึงหูผู้ใหญ่ที่ฮ่องกงทางนั้นกีดกันขั
รถแท็กซี่จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขับผ่านการจราจรแออัด จอดเทียบกำแพงหลังบ้านไม้เก่านานร่วมครึ่งชั่วโมงไม่มีทีท่าจะเคลื่อนไปข้างหน้า เจ้าของรถออกอาการเบื่อหันมาโวยวาย“ไปหรือยัง ที่บอกจะจ่ายเพิ่มน่ะเท่าไหร่ คุ้มค่าเสียเวลาข้าไหม” ผู้ว่าจ้างแสดงอารมณ์ไม่พอใจ แต่ไม่ได้ตอบโต้ เขาดึงแขนเสื้อขึ้นดูเวลาคำนวณค่าเสียโอกาสในการวิ่งรถรับผู้โดยสาร“ทิปเยอะนะเนี่ย เหมาไหม ข้าจะนอนเงียบๆ ไม่บ่นให้เอ็งรำคาญ” ผิวปากเป็นทำนองเพลง นับเงินมีความสุข“ไม่ครับ ผมพอแล้ว ช่วยไปส่งผมตามที่อยู่ที่เคยบอก”“แต่ดูเหมือนเอ็งจะยังไม่อยากกลับเลยนะ อยู่ต่อชั่วโมงเดียว สองชั่วโมงก็ได้ ข้าคิดเพิ่มไม่แพงหรอก จะเอนเบาะนอนรอเงียบๆ”“ถ้าไม่ออกรถก็คืนเงินส่วนหนึ่งให้ผม ผมเรียกรถคันอื่นได้”“ไปก็ได้ ยังหนุ่มยังแน่น ขี้น้อยใจเป็นบ้าเลยนะหนุ่มนะ”หน้าหล่อเข้มจัด เบือนจากคนขับรถวัยกลางคนกลับไปทางหน้าต่างบานเดิม ขอให้ไฟในห้องนอนส่องสว่างเพื่อจะได้มั่นใจอะไรบางอย่าง เขาเหนื่อยที่ต้องพลัดพรากจากคนรัก อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงหล่อนกลับมา สัญชาตญาณบางอย่างเตือนว่าหากช้ากว่านี้อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาคบกัน บ้านอัศวเมฆินทร์ถูกยึด หากห
“สัญญานะพิม ถ้าเคลียร์ปัญหาได้ แกจะกลับมาเรียนต่อให้จบ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ฉันจะขอแม่เป็นสปอนเซอร์ให้”“อย่าเลย แค่นี้ฉันก็รบกวนแกกับแม่มากพอแล้ว คนอย่างฉันได้มาเรียนต่อต่างประเทศ ถึงจะเรียนไม่จบก็คุ้มค่าที่ได้เกิดมา”“โอ๋... ไม่เอา ไม่พูดแบบนี้ แกเป็นคนเก่ง มีความสามารถ ไม่ว่าใครจะพูดถึงแกหรือดูถูกแกยังไง แต่ฉันเชื่อในตัวแก และอยากให้เพื่อนของฉันมีอนาคตที่ดีกว่านี้”“ขอบใจมากนะที่เชื่อมั่นในตัวฉัน ฉันจะไม่ทิ้งอนาคตตัวเอง จะทำงานหาเงิน มุ่งมั่นสร้างตัวหักหน้าพวกคนที่เคยดูถูกฉัน”“แกทำได้อยู่แล้ว เพื่อนฉันทั้งสวยทั้งเก่ง สู้เขานะ”“สู้ตาย!” ตอบกลับหน้าตามุ่งมั่น “ลากันไปลากันมามีหวังฉันตกเครื่องเพราะแกนี่แหละ ฝากขอบคุณพี่ไรอันด้วยนะที่ขับรถมาส่ง เรียนจบแล้วชวนพี่เขาไปเที่ยวเมืองไทยด้วยล่ะ”“ต้องชวนไปอยู่แล้ว รักนะ ถึงแล้วส่งข้อความมาบอกด้วย”“ได้เลย ฉันไปแล้วนะ”โบกมือลากันอยู่นาน กว่าจะหันหลังให้เพื่อนตามผู้โดยสารท่านอื่นเข้าไปด้านใน ผ่านด่านตรวจเอกสารมาถึงโถงทางเดินขนานข้างด้วยร้านค้าปลอดภาษี ห้ามใจไม่ไหวแวะชมลิปสติกคอลเล็กชันใหม่ เล็งไว้ว่าจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง เหลือเวลาห
พิยดามีเขาอยู่เคียงข้างมานาน ยกให้เขาเป็นโลกทั้งใบ ยอมหมดทุกอย่างรั้งเขาให้อยู่ข้างกาย แต่เขาก็สอนบทเรียนบทใหม่ให้หล่อนเรียนรู้ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป ดังเช่นเขาที่ได้สมใจอยากก็ตัดขาดการติดต่อเหมือนไม่เคยรักกัน ช่วงนั้นแย่เอาการ แต่ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น คุณไกรสรกลัวหล่อนใจแตกหนีออกจากบ้านรอบสอง ให้อิสระในการใช้ชีวิต ย้ายโรงเรียนไปเจอเพื่อนใหม่ที่ใจดีและคบหากันมาถึงปัจจุบันเรียนจบระดับมัธยมก็เข้ามหาวิทยาลัยไกลบ้าน เพื่อจะได้มีข้ออ้างในการพักหอ ไม่ต้องกลับมาอยู่ใกล้มือใกล้เท้าราเมศวร์ วุฒิการศึกษาแค่นั้นไม่พอให้หล่อนหลุดออกจากกะลาแคบที่คนบ้านอัศวเมฆินทร์นำมาครอบศีรษะ ทะเยอทะยานเก็บหอมรอมริบหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศตามฝัน หลังจากหลุดพ้นคนในบ้านอัศวเมฆินทร์และได้พบเจอโลกใหม่ๆ ก็ทำให้พิยดาเข้าใจ ทำไมศรันย์ถึงทิ้งหล่อนและเลือกเดินทางไปศึกษาต่อ อนาคตข้างหน้าสดใสมากกว่าจมปลักอยู่กับผู้หญิงที่ไม่คู่ควร ผู้ชายระดับเขาคู่ควรกับผู้หญิงดีๆ ฐานะเท่าเทียมกัน คนที่สามารถควงแขนออกงานสังคมโดยไม่อายสายตาใคร และคนนั้นไม่มีทางเป็นหล่อน ดังนั้นพิยดาจึงไม่คาดหวังให้เขากลับมา หากบังเอิญเจอกันก็พร้อมจะแย
“พิม! เดินระวังหน่อยสิ รถเข็นจะชนคนอื่น” แพทริเซีย สาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษพยุงรถเข็นไม่ให้เอียงไปชนนักเดินทางคนอื่น ในโถงกลางท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ประเทศอังกฤษ“โทษที มองหาห้องน้ำเพลินไปหน่อย”เจ้าของชื่อดึงตัวเองจากอดีตกลับสู่ปัจจุบัน ปรับสีหน้าแววตาจากเศร้าหมองกลับมาเป็นปกติ ดึงรถเข็นกระเป๋ากลับมาอยู่ในการควบคุมของตัวเองตามเดิม จะเข็นต่อไปทางเคาน์เตอร์เช็กอิน แต่แพทริเซียดึงแขนไว้เหล่ตามองไปอีกทาง“มองหาห้องน้ำหรือมองผู้ชายกันแน่ ร้ายไม่เบานะคุณเพื่อน”สาวลูกครึ่งกลอกสายตาขี้เล่นไปทางชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงสมส่วน ที่ยืนคุยโทรศัพท์หน้าตาเคร่งเครียดทางสองนาฬิกา ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรถึงนิ่วหน้าใส่อารมณ์กับคู่สนทนา ผู้ชายจริงจังสายดุแบบนี้ ถูกใจ ใช่เลย แต่สักพักรถแห้วแหกโค้งคว่ำลงตรงหน้าให้เลือกหยิบรับประทานได้ตามสบาย เพราะเมียเขาเข้ามาคล้องแขนแสดงความเป็นเจ้าของความสุขของคนแอบมอง ทำไมต้องจบลงด้วยคำว่าเขามีเมียแล้วทุกทีเลยนะ แพทริเซียถอนหายใจตบมือลงบนบ่าเพื่อน“สวยๆ อย่างเราต้องมีศักดิ์ศรี อย่าแอบมองผัวคนอื่น”“เพื่อนสวย ผู้ชายต้องมองสิจ๊ะจะไปมองเขาทำไม รีบไปเถอะ ปวดจริง อีกนิดเด
“นี่สินะ เขาถึงเรียกว่าคนรู้ใจ โทรมาตอนกำลังเครียดพอดี แต่ไม่น่านัดมาไกล นัดแถวบ้านก็ไม่น่าจะมีใครผ่านมาเห็นเรา”ศรันย์ อรัญรัตนา ทายาทคนโตของอาณาจักรแกรนด์อรัญ มาในมาดนักธุรกิจหนุ่มสวมสูทผูกไท ทิ้งตัวลงบนผืนหญ้าสวนสาธารณะข้างสาวนักเรียนมัธยมปลายที่ลักลอบคบหาดูใจกันมาระยะหนึ่ง พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากครอบครัวเขาสนิทกับครอบครัวคุณไกรสร ไปมาหาสู่กันบ่อย การที่ได้เจอหน้ากันทุกวันทำให้เขากับหล่อนชอบพอกัน“เป็นอะไรทำไมเงียบ” ถามต่อ เอียงหน้าเข้าไปชิดแก้มสาวน้อยของเขาอยากให้คบหากันโดยบริสุทธิ์ใจไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง สะดุ้งเล็กน้อยเผลอเงยหน้าขึ้นมามอง ทำให้ชายหนุ่มผู้มีแววตาขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อเห็นรอยแผลบนหน้า เขาจับกรอบใบหน้างดงามทะนุถนอม สบสายตาคู่หวานซึ้งที่มีหยดน้ำไหลริน“หน้าไปโดนอะไรมา ถูกเพื่อนรุมแกล้งอีกแล้วเหรอ”หล่อนหลบสายตา ไม่ยอมตอบคำถาม“ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะ ตายขึ้นมาจะว่ายังไง ดูแขนสิ มีแต่รอยเล็บ เสื้อผ้าก็ฉีกขาด” ห่วงใยถอดสูทตัวนอกมาวางบนหัวไหล่“ไม่เป็นไรค่ะ พิมไม่ได้เจ็บมากอีกหน่อยแผลก็หาย”“ไม่เป็นไรได้ยังไง ลงไม้ลงมือรุนแรงครั้งที่สองแล้ว







