Mag-log inบทที่ 7 แยกทาง
บนเตียงในยามเช้ามีสองร่างนอนกอดกันแน่น แม้ตื่นขึ้นมาสักพักแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังทิ้งตัวดื่มด่ำกับความสุข ทว่าความสุขก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
ก๊อก...ก๊อก
หมอกหันไปมองหน้านุดีอย่างประหลาดใจ ไม่รู้ว่า ใครกันคือผู้มาหาแต่เช้า
ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมมาสวมใส่ นุดีเองก็เช่นกัน แล้วเดินตามออกไปดู ก่อนคนทั้งสองจะมีความกังวลบนใบหน้าเมื่อคนหน้าประตูคือธัญญาเรศ
ด้านธัญญาเรศเดินเข้ามาภายในห้องแล้วตรงดิ่งไปนั่งยังโซฟา ทำตัวราวนางพญาที่กุมทุกลมหายใจไว้ในมือ แล้วยิ้มอย่างพึงพอใจยามเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของนุดี หลานสาวของผู้ชายที่เธอรักมากและเกลียดมากเช่นกัน
“นั่งสิหมอก ย่ามีเรื่องจะคุยด้วย”
น้ำเสียงแข็งกร้าวไม่ต่างจากที่พูดคุยกับคนอื่นๆ แต่แววตากลับอ่อนโยนกว่า แล้วหันมาตวัดสายตามองหญิงสาวพร้อมกับเอ่ยปาก “เธอด้วยนุดี” รับรองเรื่องนี้สนุกแน่ หากได้พูดในสิ่งที่ต้องการออกไป แทบจะรอดูความเสียใจและย่อยยับของอีกฝ่ายไม่ไหวแต่จะมาโทษเธอไม่ได้ ใครให้อีกฝ่ายเกิดมาเป็นหลานของผู้ชายสารเลวคนนั้น…คนที่ทิ้งเธอไปเลือกคนอื่น
ไม่กี่อึดใจนุดีก็มานั่งเผชิญหน้ากับคนที่เกลียดชังมากที่สุด เกลียดจนแทบแช่งชักหักกระดูกทุกวัน เกลียดจนไม่อยากใช้อากาศหายใจร่วมกัน แต่สวรรค์ช่างเล่นตลกทำให้เธอต้องตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นทาสแค้นที่ต้องแบกรับปัญหาในอดีต
“คุณย่ามีอะไรหรือครับ” สถานการณ์ตรงหน้าช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน แม้แต่หมอกก็ยังรู้สึกอยากจะเดินหนีไปให้ไกล นับประสาอะไรกับคนที่มีผลกระทบโดยตรงอย่างนุดี ชายหนุ่มจึงดึงมือนุ่มมากุมไว้แล้วบีบเบาๆ ส่วนคนใจคิดร้ายเห็นดังนั้นก็ไม่ได้โกรธหรือโวยวาย กลับยิ้มชอบใจ
ดี!! รักให้มาก เวลาเจ็บจะได้ทรมาน
ทำไมเธอจะดูไม่ออกว่านุดีนั้นตกอยู่ในมนตร์สะกดของหลานชาย เจ้าตัวคงหลงรักหมอกเข้าเสียแล้ว แต่ที่เหมือนจะผิดเพี้ยนไปนิดคือความรู้สึกของหมอก ไม่แน่ใจว่าไปถึงขั้นไหนแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง ความรู้สึกน่าขยะแขยงนั้นจะถูกกำจัดออกไปในไม่ช้า
“ย่าอยากจะให้หมอกย้ายออกจากที่นี่แล้วกลับไปอยู่บ้าน”
ถ้อยคำจากปากของธัญญาเรศทำให้ชายหนุ่มและหญิงสาวหันมองหน้ากัน แต่ยังเลือกจะนิ่งเงียบ เพราะรู้ว่าต้องมีบางอย่างแอบแฝง
“เพราะย่ากลัวหนูนิดจะรู้เข้า” นี่คงเป็นหมัดเด็ดเอาไว้น็อกนุดี
“หนูนิด?” หมอกเลิกคิ้วไม่เข้าใจ
“ก็หนูนิด นิตยา ลูกสาวหุ้นส่วนสำคัญของย่าไง” คนพูดปรายตามองนุดีแล้วเหยียดปาก
“คุณย่าหมายความว่ายังไงกันครับ”
“ย่าอยากให้หมอกลองคบหาดูใจกับหนูนิดดู ย่าอยากได้หนูนิดมาเป็นสะใภ้”
ที่ทนใจเย็น ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเพราะถือคติ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม เธอเป็นคนผลักนุดีให้เข้าไปใกล้กับหลานชายเพื่อรอเวลานี้
เวลาที่จะได้ใช้ปลายเท้าขยี้หัวใจของอัศวัฒน์ให้แหลกสลาย
“คุณย่า!”
ชายหนุ่มอุทานอย่างตกใจ ไม่คิดว่าเขาเองก็ไม่รอดพ้นจากการจับคู่ให้ของคนเป็นย่า ก่อนต้องนิ่งงันไป นี่ใช่ไหมการฆ่านุดีให้ตายลงอย่างช้าๆ ในแบบฉบับธัญญาเรศ สร้างไออุ่นเล็กๆ ให้เกิดขึ้น ก่อนจะเอาความเย็นและความเหน็บหนาวสาดเข้าใส่
นุดีหัวใจชาวาบ มันหวิวโหวงจนแทบขาดใจ เหมือนการถูกลงดาบในแดนประหาร และเพชฌฆาตเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากคนที่จิตใจเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
“ฉันเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีไง พอแล้วละกับการอยู่กับอดีต ทุกวันนี้ฉันมีแค่เธอกับลูกเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดจบลงแล้วตั้งแต่พาขวัญเป็นอิสระ ความใกล้ชิดที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้หัวใจได้มากขึ้น จึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน กว่าจะคิดได้ก็เกือบที่จะสายไปเสียแล้ว อึดใจต่อมาก็ได้หันไปดึงมือนุ่มมากุมไว้ “แล้วฉันก็อยากจะขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเธอเลย ตอนนี้คนของคุณย่าสารภาพแล้วว่า เธอไม่ได้เต็มใจ เธอเปลี่ยนใจไม่ยอมทำตามแผนแล้ว แต่โดนคุณย่าซ้อนแผน” เมื่อคนเป็นย่าถูกจับ คนสนิทของเจ้าตัวก็มาสารภาพกับเขา เพราะกลัวจะถูกลูกหลงไปด้วยและอยากจะให้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พ้นกฎหมาย เพราะช่วยธัญญาเรศทำผิดไว้หลายอย่าง พาขวัญรู้สึกคล้ายได้ปลดล็อกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รวมถึงไม่อยากคิดถึงอดีตอีกแล้ว แล้วมองคนที่ยื่นมือมาลูบหน้าท้อง “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้วนะ” เขาอยากจะอยู่กับพาขวัญต่อ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งที่ไร่ได้นาน แต่สัญญาว่าจะมาหาอีกแน่ จะมาจนกว่าพาขวัญจะใจอ่อน พาขวัญขบเม้มปากแน่น เพราะหัวใจบอกชัดว่า ไม่อยาก
“คุณโมกข์ทำหรือคะ” หญิงสาวร้องถาม บุญตาพยักหน้ารับ มือเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักกับข้าวหลายอย่างใส่ปาก บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจผสมกับความไม่คาดหมาย ส่วนชายหนุ่มก็ทำหน้าที่พ่อโดยการพาลูกไปเดินเลือกซื้อของในตัวจังหวัด แล้วต่อด้วยการไปห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็มีหนึ่งสิ่งที่เรียกความสนใจแก่เด็กๆ ได้ดี ไม่พ้นมุมของเล่น โมกข์จึงพาลูกไปเดินดู ไม่ได้สนใจกับเด็กผู้ชายวัยซนด้านหลัง ทว่าไม่นานสายตาคมกริบก็ต้องหันมองหลังจากพาณิธิดานั้นล้มลงหน้าคะมำ “แง...ป๊ะป๋า” เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บและตกใจที่จู่ๆ ก็โดนผลักเข้าเต็มแรง ทำให้โมกข์หันไปมองตัวต้นเหตุแล้วต้องส่ายศีรษะเมื่อพบว่าเป็นเด็กด้วยกันนี่เอง จึงต้องมองหาผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวแล้วพาไปหาเพื่อตักเตือน ทว่าเรื่องนี้กลับลุกลามกว่าที่ควรจะเป็น ในด้านเจ้าของร่างระหงจู่ๆ ก็มีอาการใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังนั่งรอสามคนพ่อลูกอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คงจะไม่มีอะไรหรอก อาจจะคิดมากไปเอง โมกข์กับลูกแค่ออกไปซื้อของกัน จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่นานเท้าก็ต้องก้าวขยับยามได้
ตกดึกพาณิภัคและพาณิธิดายังไม่ยอมห่างจากบิดา ทำให้พาขวัญต้องนำผ้าห่มมาปูให้พวกแกได้นอนด้วยกันสมใจที่ด้านหน้า มีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้นอยู่ตลอด ดูมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ เงินทองไม่ต้องมีเป็นถุงเป็นถัง แค่มีความสุขกองโตเท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มให้ได้มากมาย และคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว “ที่ไร่เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยังคิดถึงทุกคนเสมอ “ก็เหมือนเดิม ลุงไม้กับป้าพิมพ์บ่นว่าคิดถึง ครั้งหน้าว่าจะพามาหาด้วย” โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ของไร่บ่นให้ฟังทุกวันว่าอยากจะอุ้มเด็กๆ เหมือนก่อน “ขวัญเองก็คิดถึงลุงไม้กับป้าพิมพ์เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวยังพึงระลึกอยู่เสมอถึงความเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง คราแรกที่เธอเข้าไปอยู่ในไร่จอมใจนั้นแสนจะอ้างว้าง แต่พอทั้งสองเข้ามาพูดคุยด้วยก็ทำให้เธอคลายจากความกลัวไปได้เยอะ จนค่อยๆ สนิทมากขึ้น ไม่นานก็มีหนึ่งคำถามดังขึ้น “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ” คนฟังไม่ตอบ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่โมกข์ระบายยิ้มอมเศร้า “ช่างเถอะ” หลังจากนั้นพาขวัญและโมกข์ก็ไม่มีการสนทนา
“พี่นี่มัน...” “แล้วนี่รู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” โมกข์ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้หมอกต้องส่ายศีรษะ “ผู้ชายค่ะพี่โมกข์” นุดีตอบแล้วหันไปมองหน้าสามี เพราะถูกใจหมอกเป็นที่สุด ชายหนุ่มอยากจะมีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็ไม่ว่ากัน “เสียดายนะครับ ไม่ได้แบบยัยหนูภัค หนูดา” หมอกยังอดเสียดายไม่หาย อยากจะได้ควบสองแบบพี่ชายบ้าง แต่อย่างไรก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง “งั้นท้องหน้าก็มีแบบฉันให้ได้สิ” คนเป็นพี่คล้ายท้าน้อง ทำให้หมอกยักคิ้ว คอยดูสิ เขาจะต้องมีลูกฝาแฝดแบบพี่ชายให้ได้ คราวนี้ละคงสนุกน่าดู น่าจะทั้งแสบและซนไม่ต่างจากพาณิภัคและพาณิธิดา “แล้วนี่คิดจะทำอะไรครับ” อดถามไม่ได้กับอาการนิ่งๆ “เรียนรู้หัวใจของตัวเอง” โมกข์ตอบ “ระวังเถอะครับ สุนัขจะคาบไปรับประทาน” ถึงกับเตือนด้วยความหวังดี ชักช้าไปจะไม่ทันการณ์ พาขวัญเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ เธอมีเสน่ห์ แถมยังเป็นคนดี หนุ่มๆ คงอยากได้มาเป็นแม่ของลูก “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันส่งเจ้าเปี๊ยกไปเป็นทัพหน้าแล้ว” คนฟังทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ โมกข
ลุงไม้และภรรยาถึงกับออกอาการดีใจกับข่าวที่เจ้านายนำมาบอก สายตานั้นขยายกว้างขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าในประโยคถัดมาอยู่ดี “ทำไมถึงไม่พาหนูขวัญกับเด็กๆ กลับมาล่ะคะ” พิมพ์ผกาทำสีหน้าเศร้า คิดถึงพาขวัญและฝาแฝด เธอช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จากไปเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความโหยหาเป็นธรรมดา อีกอย่างอยากให้คนเป็นนายได้มีความสุข เชื่อว่าสายตาของตนไม่ผิดเพี้ยน คนหน้านิ่งกำลังมีความรักบรรจุอยู่ภายใน “ผมไม่อยากบังคับครับ พาขวัญเองก็ตกอยู่ภายใต้กรงขังมานาน เธอสมควรใช้ชีวิตตามต้องการ อีกอย่างเธอคงอยากจะอยู่กับแม่ของเธอด้วยครับ” เป็นเหตุผลง่ายๆ ซึ่งโมกข์ไม่เคยอธิบายให้เจ้าตัวรับรู้ เอาแต่ทำตัวทื่อๆ “แล้วทำไมไม่ลองพาคุณแม่ของหนูขวัญมาอยู่ที่นี่ด้วยกันล่ะครับ” ลุงไม้เสนออีกหนึ่งหนทาง “เรื่องนั้นผมทำแน่ครับ แต่อยู่ที่ว่าบทเรียนหัวใจของผมกับพาขวัญครั้งนี้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานไหม ผมไม่อยากไปเร่งอะไร ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าครับ” บทเรียนชีวิตของตนและภรรยาผ่านอะไรมามาก ทุกข์มากกว่าสุข กว่าจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
“หึ กล้าพูดนะพาขวัญ แล้วทีเธอล่ะยังจะไม่บอกฉันเรื่องลูกเลย” ประโยคที่สวนกลับมาทำให้เธอสะอึกแล้วนิ่งไป “แม่ว่าใจเย็นกันดีกว่านะ แล้วเราเข้าไปคุยกันในบ้าน ขวัญเองเรากำลังท้องกำลังไส้จะมาโมโหแบบนี้ได้ยังไง ไม่คิดถึงลูกหรือไง ส่วนคุณโมกข์ใจเย็นหน่อยนะคะ อย่าทำให้หลานๆ ต้องตกใจเลย” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนพอจะดูออก แท้จริงแล้วคนทั้งคู่ไม่ได้ถึงขั้นจะเกลียดกัน แต่ต้องปรับความเข้าใจกัน หนนี้คนที่ถอนหายใจระบายความเครียดเป็นชายหนุ่มเอง เขาพยักหน้าแล้วปล่อยลูกลง ก่อนจะหันมองแม่ของลูก แล้วยิ้ม เผลอแป๊บเดียวเขากำลังจะกลายไปเป็นคุณพ่อลูกสามแล้ว “เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่านะคะคุณโมกข์” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน เด็กๆ ก็วิ่งตามคอยเกาะแข้งเกาะขาด้วยความคิดถึง เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นซักถามบิดาถึงหลายวันที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นสะเทือนหัวใจคนยืนมองทั้งสองคน โดยเฉพาะคนที่หอบเด็กๆ หนีมา “เห็นความสุขของลูกไหมขวัญ” บุญตาตั้งคำถาม “แต่แม่ไม่ได้ยัดเยียดให้ขวัญต้องเลือกในสิ่งที่ฝืนใจนะลูก แม่แค่อยากให้คุยกัน และไม่ปิดบัง คุณโมกข์เองก็มีสิ
“ทำไมถึงให้หมอนั่นเข้ามาในห้อง” เขาถามอีกคำถามและต้องการคำตอบพอๆ กับคำถามแรก นุดียังไม่ยอมเปิดปากเอ่ยบอก และสงสัยว่าทำไมคนตัวโตถึงรู้ แต่ไม่อยากถามอะไรให้มากความ เลือกจะออกปากไล่ชายหนุ่มโดยไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร เธออยากให้เขาเจ็บบ้าง จะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร หมอกไม่ได้สนถ้
“เราไปมีเรื่องอะไรกับคุณธัญญาเรศหรือเปล่า” อดสงสัยไม่ได้ เพราะแววตาของนุดีมันฟ้องว่ามีความบาดหมางบรรจุอยู่ คนโดนถามชะงัก พริบตาต่อมาก็ส่ายหน้า จะให้บอกอย่างนั้นหรือ เธอทำไม่ได้หรอก เพราะรู้ว่าวาคิมจะไม่นิ่งดูดาย เขาต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแน่นอน ถึงแม้จะค่อนข้างมั่นใจว่ากำลังพลของคนตรงหน้ามี
“หน็อย ทำมาเป็นอวดเก่ง” ธัญญาเรศแทบดิ้นเร่าในท่าทางถือดีนั้น นึกตำหนิอีกฝ่ายที่ไม่รู้จักเจียมตัวเสียเลยว่าอาศัยอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน แค่ลงน้ำหนักหนึ่งครั้งก็จมธรณี ใบหน้าของชายที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นเจ้าของฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้นไม่แม้แต่จะแสดงอาการหึงหวงใด แค่หันหน้าไปมองเท่านั้น ก่อนจะกลับมาสนใจ
บทที่ 13 เริ่มต้นใหม่ “ป๊ะป๋าขา” เสียงหวานใสในลูกอ้อนของพาณิภัคทำให้คนที่กำลังเดินลงมาจากห้องนอนชะงักเท้าแล้วเลิกคิ้วขึ้นมอง วันนี้น้ำเสียงของลูกสาวคนโตฟังดูพิเศษ จนต้องหันไปมองมารดาของแกที่อยู่ในห้องครัว พาขวัญเสหน้าหลบสายตา ปล่อยให้พาณิภัคทำในสิ่งที่สมควรด้วยตนเอง โม







