로그인“หรือถ้าหมอกยังอยากอยู่กับแม่นุดีนี่ต่อ ย่าก็ไม่ว่า แต่อย่าทำให้หนูนิดรู้เป็นอันขาดนะ เก็บแม่นี่ไว้เป็นเมียลับๆ ห้ามเอามาเป็นตัวจริงเด็ดขาด”
รอยยิ้มกำชัยแต่งแต้มบนวงหน้าอีกรอบ นัยน์ตาสื่อความหมายอย่างชัดเจนว่า สะใจ ยิ่งอีกฝ่ายทุกข์เท่าใด เธอยิ่งสุขมากเท่านั้น แล้วนึกอยากจะไปเยี่ยมอดีตคนรักขึ้นมา อยากไปเห็นหน้าเวลาเป็นฝ่ายเจ็บบ้าง ได้ข่าวว่าเวลานี้อีกฝ่ายเครียดจนทำให้เส้นเลือดในสมองแตก กลายเป็นคนพิการต้องนั่งอยู่บนรถวีลแชร์
คนต้องตัดสินใจรู้สึกร้าวในอกทันใด มีทางไหนบ้างที่เดินไปแล้วนุดีจะไม่เจ็บปวด คำตอบคือไม่มีสักทาง
“งั้นย่ากลับก่อนละกัน ยังไงหมอกก็รีบๆ ตัดสินใจนะว่าจะเอายังไง แต่ทางที่ดีย่าอยากให้หมอกกลับบ้าน” ประโยคท้ายไม่ได้เป็นการบอกเล่า แต่เป็นคำสั่ง ชายหนุ่มต้องเลือกว่าจะทำตามหรือไม่ ไม่นานธัญญาเรศก็เดินหายออกไปจากห้อง
ทันทีที่คนใจมารจากไป...เสียงสะอื้นไห้ของนุดีก็ดังขึ้น
“ฮึก...ฮือ” บ่าเล็กงุ้มลง ยกมือขึ้นมาปิดหน้า ไม่สามารถต้านทานความเสียใจได้ มันรุนแรงและเร็วไว
ส่วนหมอกน่ะหรือ...แทบหยุดหายใจเมื่อเขาต้องเลือก
“นุดี”
มือแกร่งคว้าร่างนุ่มเข้ามาซบอก กอดรัดแนบแน่น ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดออกไปให้ดีขึ้น
หัวใจดวงน้อยๆ ร้าวละเอียด มันถูกทำให้แหลกครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังถูกปลายเท้าขยี้มาหลายหน แต่ครั้งนี้ถือว่าสาหัสที่สุด
สองมือเล็กๆ กอดรัดหมอกไว้แน่น รู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจประหนึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ แล้วจากนี้จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร จะหันหน้าไปทางไหน และปัญหาใหญ่ไม่พ้นเรื่องอำนาจในบริษัท การรุกคืบครั้งนี้หมายถึงรุกฆาตสำหรับธัญญาเรศ
“อย่าร้องนุดี ยังไงวันนี้ต้องมาถึง”
ถ้อยคำนี้ทำให้หญิงสาวสะอื้นไห้หนักกว่าเดิม เพราะหมายความว่าเขาเลือกจะไป“จบกันวันนี้ดีแล้ว เราจะได้ยุติความอึดอัดเสียที ถือว่าปลดพันธะนี้เพื่ออนาคตของพวกเรา”
น้ำเสียงของชายหนุ่มสั่นนิดหน่อย ภายในใจถือว่ายกภูเขาออกไปได้ ในเมื่อเขากำลังหลุดพ้นจากความแค้นของคนเป็นย่า
ถึงเวลานี้เสียที เวลาที่จะได้เริ่มต้นนับหนึ่ง...นับสองสิถึงจะถูก เพราะหนึ่งถูกนับไปก่อนหน้านี้แล้ว
“คะ…คุณหมอกจะไป…ใช่ไหมคะ” คำถามช่างโง่สิ้นดี รู้ทั้งรู้ว่าอย่างไรหมอกก็ต้องเลือกไป หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาไหวระริก ไม่น่าเลย ไม่น่าปล่อยใจให้หลงรักผู้ชายคนนี้
คนตัวโตแทบกลืนความลำบากใจไม่ไหว แต่อย่างไรก็ไม่มีทางเลี่ยง จึงพยักหน้าตอบกลับ
“ยิ้มนะนุดี ดีใจกับอิสรภาพของคุณนะ” ก่อนจากไป เขาอยากจะเห็นรอยยิ้มบนกรอบหน้านวล แม้มันจะขื่นขมก็
ตามที
คนเจ้าน้ำตายิ้มไม่ออกและร้องไห้หนักกว่าเดิมเสียอีก
เขากำลังจะไป จะให้ยิ้มได้อย่างไร ก่อนมือใหญ่จะยื่นมาเกลี่ยน้ำตาออกจากใบหน้า แล้วโน้มลงมาจูบเบาๆ ที่ดวงตาทั้งสอง
“ยิ้มเถอะนะ ผมจะได้ไปอย่างไม่ต้องห่วง” ใบหน้าคมคายฝืนยิ้มลวงๆ เขาเองก็เจ็บไม่น้อย แต่เพื่ออนาคตในวันหน้า อย่างไรก็ต้องจบความสัมพันธ์อันน่าอึดอัดนี้
คำร้องขอนั้นทำให้นุดีดิ้นขลุกขลักออกจากอกกว้าง จะให้ยิ้มอย่างนั้นหรือ ทำไม่ได้หรอก พลางห่อไหล่แล้วยกมือขึ้นมาปิดหน้า เธอตั้งตัวไม่ทัน ไม่ได้เตรียมใจว่าจะจบกันเร็วเพียงนี้ ทว่าน้ำตากลับเหือดหาย ไม่ยอมไหลออกมาเสียดื้อๆ เนื่องด้วยในอกบอกว่า ต้องยิ้มถึงจะถูก
เธอจำได้แม่น ว่าวันแรกอยากได้อิสรภาพคืนกลับมาขนาดไหน วันนี้มีโอกาสนั้นแล้ว ไยต้องมัวแต่เสียน้ำตา
อึดใจต่อมานุดีก็เงยหน้าขึ้น ก่อนรอยยิ้มขื่นขมจะปรากฏออกมา ส่วนหมอกรอยยิ้มเหือดหาย มันถึงเวลาแล้ว
ชายหนุ่มจูบลงบนขมับสวยอีกรอบ ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปในทันที ไม่มีการร่ำลาไปมากกว่านี้ เขาไม่อยากให้คนตัวเล็กเสียน้ำตา
“นุดีรักคุณหมอกนะคะ” สำหรับนุดีนี่คือคำร่ำลาที่มีค่าที่สุด แม้ชายหนุ่มจะไม่อยู่รับฟัง จากนั้นหญิงสาวก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดเรี่ยวแรง
“ฉันเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีไง พอแล้วละกับการอยู่กับอดีต ทุกวันนี้ฉันมีแค่เธอกับลูกเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดจบลงแล้วตั้งแต่พาขวัญเป็นอิสระ ความใกล้ชิดที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้หัวใจได้มากขึ้น จึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน กว่าจะคิดได้ก็เกือบที่จะสายไปเสียแล้ว อึดใจต่อมาก็ได้หันไปดึงมือนุ่มมากุมไว้ “แล้วฉันก็อยากจะขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเธอเลย ตอนนี้คนของคุณย่าสารภาพแล้วว่า เธอไม่ได้เต็มใจ เธอเปลี่ยนใจไม่ยอมทำตามแผนแล้ว แต่โดนคุณย่าซ้อนแผน” เมื่อคนเป็นย่าถูกจับ คนสนิทของเจ้าตัวก็มาสารภาพกับเขา เพราะกลัวจะถูกลูกหลงไปด้วยและอยากจะให้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พ้นกฎหมาย เพราะช่วยธัญญาเรศทำผิดไว้หลายอย่าง พาขวัญรู้สึกคล้ายได้ปลดล็อกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รวมถึงไม่อยากคิดถึงอดีตอีกแล้ว แล้วมองคนที่ยื่นมือมาลูบหน้าท้อง “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้วนะ” เขาอยากจะอยู่กับพาขวัญต่อ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งที่ไร่ได้นาน แต่สัญญาว่าจะมาหาอีกแน่ จะมาจนกว่าพาขวัญจะใจอ่อน พาขวัญขบเม้มปากแน่น เพราะหัวใจบอกชัดว่า ไม่อยาก
“คุณโมกข์ทำหรือคะ” หญิงสาวร้องถาม บุญตาพยักหน้ารับ มือเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักกับข้าวหลายอย่างใส่ปาก บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจผสมกับความไม่คาดหมาย ส่วนชายหนุ่มก็ทำหน้าที่พ่อโดยการพาลูกไปเดินเลือกซื้อของในตัวจังหวัด แล้วต่อด้วยการไปห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็มีหนึ่งสิ่งที่เรียกความสนใจแก่เด็กๆ ได้ดี ไม่พ้นมุมของเล่น โมกข์จึงพาลูกไปเดินดู ไม่ได้สนใจกับเด็กผู้ชายวัยซนด้านหลัง ทว่าไม่นานสายตาคมกริบก็ต้องหันมองหลังจากพาณิธิดานั้นล้มลงหน้าคะมำ “แง...ป๊ะป๋า” เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บและตกใจที่จู่ๆ ก็โดนผลักเข้าเต็มแรง ทำให้โมกข์หันไปมองตัวต้นเหตุแล้วต้องส่ายศีรษะเมื่อพบว่าเป็นเด็กด้วยกันนี่เอง จึงต้องมองหาผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวแล้วพาไปหาเพื่อตักเตือน ทว่าเรื่องนี้กลับลุกลามกว่าที่ควรจะเป็น ในด้านเจ้าของร่างระหงจู่ๆ ก็มีอาการใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังนั่งรอสามคนพ่อลูกอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คงจะไม่มีอะไรหรอก อาจจะคิดมากไปเอง โมกข์กับลูกแค่ออกไปซื้อของกัน จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่นานเท้าก็ต้องก้าวขยับยามได้
ตกดึกพาณิภัคและพาณิธิดายังไม่ยอมห่างจากบิดา ทำให้พาขวัญต้องนำผ้าห่มมาปูให้พวกแกได้นอนด้วยกันสมใจที่ด้านหน้า มีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้นอยู่ตลอด ดูมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ เงินทองไม่ต้องมีเป็นถุงเป็นถัง แค่มีความสุขกองโตเท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มให้ได้มากมาย และคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว “ที่ไร่เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยังคิดถึงทุกคนเสมอ “ก็เหมือนเดิม ลุงไม้กับป้าพิมพ์บ่นว่าคิดถึง ครั้งหน้าว่าจะพามาหาด้วย” โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ของไร่บ่นให้ฟังทุกวันว่าอยากจะอุ้มเด็กๆ เหมือนก่อน “ขวัญเองก็คิดถึงลุงไม้กับป้าพิมพ์เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวยังพึงระลึกอยู่เสมอถึงความเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง คราแรกที่เธอเข้าไปอยู่ในไร่จอมใจนั้นแสนจะอ้างว้าง แต่พอทั้งสองเข้ามาพูดคุยด้วยก็ทำให้เธอคลายจากความกลัวไปได้เยอะ จนค่อยๆ สนิทมากขึ้น ไม่นานก็มีหนึ่งคำถามดังขึ้น “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ” คนฟังไม่ตอบ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่โมกข์ระบายยิ้มอมเศร้า “ช่างเถอะ” หลังจากนั้นพาขวัญและโมกข์ก็ไม่มีการสนทนา
“พี่นี่มัน...” “แล้วนี่รู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” โมกข์ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้หมอกต้องส่ายศีรษะ “ผู้ชายค่ะพี่โมกข์” นุดีตอบแล้วหันไปมองหน้าสามี เพราะถูกใจหมอกเป็นที่สุด ชายหนุ่มอยากจะมีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็ไม่ว่ากัน “เสียดายนะครับ ไม่ได้แบบยัยหนูภัค หนูดา” หมอกยังอดเสียดายไม่หาย อยากจะได้ควบสองแบบพี่ชายบ้าง แต่อย่างไรก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง “งั้นท้องหน้าก็มีแบบฉันให้ได้สิ” คนเป็นพี่คล้ายท้าน้อง ทำให้หมอกยักคิ้ว คอยดูสิ เขาจะต้องมีลูกฝาแฝดแบบพี่ชายให้ได้ คราวนี้ละคงสนุกน่าดู น่าจะทั้งแสบและซนไม่ต่างจากพาณิภัคและพาณิธิดา “แล้วนี่คิดจะทำอะไรครับ” อดถามไม่ได้กับอาการนิ่งๆ “เรียนรู้หัวใจของตัวเอง” โมกข์ตอบ “ระวังเถอะครับ สุนัขจะคาบไปรับประทาน” ถึงกับเตือนด้วยความหวังดี ชักช้าไปจะไม่ทันการณ์ พาขวัญเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ เธอมีเสน่ห์ แถมยังเป็นคนดี หนุ่มๆ คงอยากได้มาเป็นแม่ของลูก “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันส่งเจ้าเปี๊ยกไปเป็นทัพหน้าแล้ว” คนฟังทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ โมกข
ลุงไม้และภรรยาถึงกับออกอาการดีใจกับข่าวที่เจ้านายนำมาบอก สายตานั้นขยายกว้างขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าในประโยคถัดมาอยู่ดี “ทำไมถึงไม่พาหนูขวัญกับเด็กๆ กลับมาล่ะคะ” พิมพ์ผกาทำสีหน้าเศร้า คิดถึงพาขวัญและฝาแฝด เธอช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จากไปเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความโหยหาเป็นธรรมดา อีกอย่างอยากให้คนเป็นนายได้มีความสุข เชื่อว่าสายตาของตนไม่ผิดเพี้ยน คนหน้านิ่งกำลังมีความรักบรรจุอยู่ภายใน “ผมไม่อยากบังคับครับ พาขวัญเองก็ตกอยู่ภายใต้กรงขังมานาน เธอสมควรใช้ชีวิตตามต้องการ อีกอย่างเธอคงอยากจะอยู่กับแม่ของเธอด้วยครับ” เป็นเหตุผลง่ายๆ ซึ่งโมกข์ไม่เคยอธิบายให้เจ้าตัวรับรู้ เอาแต่ทำตัวทื่อๆ “แล้วทำไมไม่ลองพาคุณแม่ของหนูขวัญมาอยู่ที่นี่ด้วยกันล่ะครับ” ลุงไม้เสนออีกหนึ่งหนทาง “เรื่องนั้นผมทำแน่ครับ แต่อยู่ที่ว่าบทเรียนหัวใจของผมกับพาขวัญครั้งนี้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานไหม ผมไม่อยากไปเร่งอะไร ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าครับ” บทเรียนชีวิตของตนและภรรยาผ่านอะไรมามาก ทุกข์มากกว่าสุข กว่าจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
“หึ กล้าพูดนะพาขวัญ แล้วทีเธอล่ะยังจะไม่บอกฉันเรื่องลูกเลย” ประโยคที่สวนกลับมาทำให้เธอสะอึกแล้วนิ่งไป “แม่ว่าใจเย็นกันดีกว่านะ แล้วเราเข้าไปคุยกันในบ้าน ขวัญเองเรากำลังท้องกำลังไส้จะมาโมโหแบบนี้ได้ยังไง ไม่คิดถึงลูกหรือไง ส่วนคุณโมกข์ใจเย็นหน่อยนะคะ อย่าทำให้หลานๆ ต้องตกใจเลย” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนพอจะดูออก แท้จริงแล้วคนทั้งคู่ไม่ได้ถึงขั้นจะเกลียดกัน แต่ต้องปรับความเข้าใจกัน หนนี้คนที่ถอนหายใจระบายความเครียดเป็นชายหนุ่มเอง เขาพยักหน้าแล้วปล่อยลูกลง ก่อนจะหันมองแม่ของลูก แล้วยิ้ม เผลอแป๊บเดียวเขากำลังจะกลายไปเป็นคุณพ่อลูกสามแล้ว “เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่านะคะคุณโมกข์” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน เด็กๆ ก็วิ่งตามคอยเกาะแข้งเกาะขาด้วยความคิดถึง เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นซักถามบิดาถึงหลายวันที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นสะเทือนหัวใจคนยืนมองทั้งสองคน โดยเฉพาะคนที่หอบเด็กๆ หนีมา “เห็นความสุขของลูกไหมขวัญ” บุญตาตั้งคำถาม “แต่แม่ไม่ได้ยัดเยียดให้ขวัญต้องเลือกในสิ่งที่ฝืนใจนะลูก แม่แค่อยากให้คุยกัน และไม่ปิดบัง คุณโมกข์เองก็มีสิ
“ทำไมถึงให้หมอนั่นเข้ามาในห้อง” เขาถามอีกคำถามและต้องการคำตอบพอๆ กับคำถามแรก นุดียังไม่ยอมเปิดปากเอ่ยบอก และสงสัยว่าทำไมคนตัวโตถึงรู้ แต่ไม่อยากถามอะไรให้มากความ เลือกจะออกปากไล่ชายหนุ่มโดยไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร เธออยากให้เขาเจ็บบ้าง จะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร หมอกไม่ได้สนถ้
“เราไปมีเรื่องอะไรกับคุณธัญญาเรศหรือเปล่า” อดสงสัยไม่ได้ เพราะแววตาของนุดีมันฟ้องว่ามีความบาดหมางบรรจุอยู่ คนโดนถามชะงัก พริบตาต่อมาก็ส่ายหน้า จะให้บอกอย่างนั้นหรือ เธอทำไม่ได้หรอก เพราะรู้ว่าวาคิมจะไม่นิ่งดูดาย เขาต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแน่นอน ถึงแม้จะค่อนข้างมั่นใจว่ากำลังพลของคนตรงหน้ามี
“หน็อย ทำมาเป็นอวดเก่ง” ธัญญาเรศแทบดิ้นเร่าในท่าทางถือดีนั้น นึกตำหนิอีกฝ่ายที่ไม่รู้จักเจียมตัวเสียเลยว่าอาศัยอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน แค่ลงน้ำหนักหนึ่งครั้งก็จมธรณี ใบหน้าของชายที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นเจ้าของฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้นไม่แม้แต่จะแสดงอาการหึงหวงใด แค่หันหน้าไปมองเท่านั้น ก่อนจะกลับมาสนใจ
บทที่ 13 เริ่มต้นใหม่ “ป๊ะป๋าขา” เสียงหวานใสในลูกอ้อนของพาณิภัคทำให้คนที่กำลังเดินลงมาจากห้องนอนชะงักเท้าแล้วเลิกคิ้วขึ้นมอง วันนี้น้ำเสียงของลูกสาวคนโตฟังดูพิเศษ จนต้องหันไปมองมารดาของแกที่อยู่ในห้องครัว พาขวัญเสหน้าหลบสายตา ปล่อยให้พาณิภัคทำในสิ่งที่สมควรด้วยตนเอง โม







