Mag-log inอี้ฟานยืนนิ่งไม่ต่างจากรูปปั้น เพราะประโยคที่ได้ยินทำเขาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่เลยทีเดียว
“ช่างเถิด ข้ารู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ได้ห่วงใย ทว่าเรื่องที่ข้าสั่งใต้เท้าก็ทำตามเถิด คนของข้าดูแลข้าได้ไม่จำเป็นต้องมีเพิ่ม” “แต่ว่า…” ตันหยางเงยหน้ามองพร้อมกับใช้สายตากดต่ำจ้องเขา สุดท้ายองครักษ์หนุ่มจึงต้องทำตามอย่างเลี่ยงมิได้ ขณะนั่นเอง…อรชรของสนมชิงก็ก้าวเข้ามาในห้องโถง “หม่อมฉันสนมชิงบุตรสาวเจ้ากรมขุนนาง ขอถวายพระพรพระชายารัชทายาทเพคะ” ชิงอวี้หรูกล่าวอย่างนอบน้อม ท่วงท่าที่แสดงออกมาก็อ่อนช้อยนัก “นั่งสิ เจ้ามาหาข้ามีธุระอันใดหรือ” ตันหยางเอ่ยอย่างเป็นมิตร เพราะนางไม่ใช่คนที่ชอบตั้งแง่กับผู้ใดตั้งแต่แรกเห็น “หม่อมฉันแค่อยากมาเยี่ยมเพคะ ก่อนนี้มาแล้วทว่าพระชายายังไม่ได้สติ วันนี้ได้ข่าวว่าฟื้นแล้วเลยรีบมาดู” “ขอบใจนะข้าสบายดี แค่หลับนานไปหน่อยเท่านั้น” “ดีจริงเพคะ เห็นเช่นนี้หม่อมฉันก็เบาใจ” อวี้หรูยิ้มจนเห็นฟันขาว ทว่าเมื่อเห็นผู้ที่ตนเอ่ยด้วยมีสีหน้าเรียบเฉย นางก็หุบปากลงในทันที “พระชายาทรงกำลังคิดว่าหม่อมฉันมาถามเพื่อเอาใจพระองค์ใช่หรือไม่เพคะ” ดวงตาเรียวเล็กกะพริบถี่รัว “แล้วมิใช่หรือ” ตันหยางย้อน “เปล่านะเพคะ หม่อมฉันมาด้วยใจแท้จริง ถึงแม้จะมีเรื่องอยากรู้แทรกเข้ามาด้วยก็เถอะ” นิ้วน้อย ๆ จีบเข้าหากัน พร้อมกับฉีกยิ้มเหมือนเด็กที่กำลังรอฟังเรื่องเล่า ‘สนมชิงผู้นี้ท่าทีดูไม่มีพิษภัยเลยจริง ๆ เหมือนเด็กที่ไร้เดียงสามากกว่า’ ตันหยางนึกในใจ ก่อนจะถามว่า “เจ้าอยากรู้เรื่องใด” ใช้เสียงเรียบข่มอีกฝ่าย แม้ความจริงจะเป็นคนง่าย ๆ ไม่ถือสาใคร ถึงกระนั้นนางก็ยังต้องรักษาสิทธิ์ความเป็นพระชายาเอาไว้ เพื่อไม่ให้ใครคิดกำแหงภายหน้า “เรื่องเพลิงไหม้เมื่อสองวันก่อนเพคะ ได้ยินว่าไฟโหมแรงมากมิใช่หรือเพคะ แล้วคนในตำหนักออกมาได้เยี่ยงไร” ได้โอกาสหรูอวี้ก็ถามในสิ่งที่ตนอยากรู้ทันที ดวงตาก็เปล่งประกายนัก ทำเอาตันหยางถึงกับนึกขันอยู่ในใจ เพราะเหมือนนางกำลังมองเงาสะท้อนของตนในกระจกก็มิปาน “ได้ ข้าจะเล่าให้ฟัง ทว่าเชิญคนด้านนอกเข้ามาด้วยดีกว่านะ จะได้เล่าเสียทีเดียว” ตันหยางเอ่ยเสียงดัง ทำให้คนที่ยืนหลบมุมอยู่ต้องรีบขยับเท้าโผล่ออกมา “หม่อมฉันเสียมารยาทแล้วเพคะ” “รู้ตัวก็ดี” ตันหยางย้อนอย่างไม่ไว้หน้า “ขะ… ขออภัยเพคะพระชายา พอดีหม่อมฉันเห็นท่านทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ จึงไม่กล้าเข้ามารบกวน” “ท่านก็เลยยืนแอบฟังกระนั้นหรือสนมเกา” มู่หลิงเอ่ยถามแทนผู้เป็นนาย พร้อมกับมองผู้มาใหม่อย่างไม่ชอบใจ “มะ… หม่อมฉันเปล่านะ หม่อมฉันเพิ่งมาถึงจริง ๆ” ตันหยางยกยิ้มก่อนจะเอ่ย “ช่างเถิด มาแล้วก็นั่งลง อยากรู้ข้าจะเล่าให้เจ้าสองคนฟัง ว่าแต่หมดแล้วใช่หรือไม่ สนมของรัชทายาท ถ้ายังก็เรียกมาฟังพร้อมกันเสียทีเดียว” “มีแค่นี้เจ้าค่ะ องค์รัชทายาททรงโปรดแค่เราสองคน มีแค่หม่อมฉันกับน้องหญิงชิงหรูอวี้ก็เพียงพอแล้วเพคะ” ตันหยางเอียงหน้ามองผู้มาใหม่ทันที “มะ…ไม่ใช่เพคะ หม่อมฉันหมายถึงก่อนหน้าจะอภิเษกพระชายาเข้ามา มิได้หมายความเป็นอย่างอื่นเพคะ” “งั้นหรือ” “พะ… เพคะ” เกาไห่ถังตอบเสียงติดขัด “ช่างเถิด เจ้าสองคนดูแลรัชทายาทดีข้าก็สบายใจ” “แค่สนมเกาคนเดียวเพคะ อย่านับหม่อมฉันรวมด้วย หม่อมฉันกับองค์รัชทายาทเราต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน” ตันหยางขมวดคิ้วมึนงงเป็นการใหญ่ เพราะสิ่งที่ได้ยินมันไม่น่าเชื่อเลยสักนิด “หมายความว่าอย่างไร ไยเจ้าถึงกล่าวเช่นนี้เล่า” ความอยากรู้ทำให้นางอดถามมิได้ “แหม…น้องชิงเจ้าอย่าได้พูดให้พระชายาเข้าใจผิดเลย หรือต้องการให้พระชายาเข้าใจว่าเจ้าไม่อยากแย่งชิงความโปรดปรานจากรัชทายาท ภายหน้าจะได้ไม่ต้องถูกเฝ้าระวัง” “ข้าเปล่านะ ข้าคิดอย่างไรก็เอ่ยไปอย่างนั้น มิได้มีเจตนาอย่างที่ท่านว่าสักนิด” สนมชิงแผดเสียงใส่ทันที ด้านสนมเกาก็ไม่ยอม นางยังคงกล่าวขึ้นมาอีก ตันหยางก็ได้แต่นั่งมองทั้งคู่สลับกันไปมาพร้อมกับเม้มปากกลั้นขำ เมื่อภาพตรงหน้ามันดันเหมือนฉากในซีรี่ย์ที่ตนเคยดูมา เหล่าเมียน้อยโต้เถียงกันเพราะสามี แย่ก็ตรงที่นางดันเป็นภรรยาเอก เลยต้องมาจัดการปัญหาตรงนี้อย่างเลี่ยงมิได้ “พอ! พอแล้ว ถ้าเจ้าสองคนไม่อยากฟังเรื่องราว ก็พากันกลับเรือนไปเสีย ข้าจะพักผ่อน” “ฟังเพคะ!!” สองเสียงประสานกันอย่างสามัคคี ‘เหอะ! ทีเมื่อครู่แทบจะกัดกันตาย’ ก่นด่าในใจ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวให้มันจบ ๆ สองคนนี้จะได้จากไปเสียที ไม่ถึงสองถ้วยชา ห้องโถงนี้ก็ไร้แขกมาเยือน “ปิดประตูเลยพี่” ตันหยางร้องสั่งเสียงห้วน จะว่านางโกรธก็ไม่ใช่ ทว่ามันเป็นนิสัยปกติของหญิงสาวอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงนี้มันถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายใต้ภาพลักษณ์ของตำแหน่งชายา ยามเมื่ออยู่กับคนของตนเอง ท่าทางเหมือนบุรุษจึงเผยออกมา “จะบ้า! ข้ามู่ตันหยางผู้องอาจ บัดนี้กลายเป็นกรรมการห้ามศึกเมียน้อยทะเลาะกันไปแล้วหรือนี่ น่าขายหน้าชะมัด” หญิงสาวบ่นพึมพำ พร้อมกับเดินตรงไปที่ห้องอาบน้ำ มู่หลิงยิ้มอ่อนด้วยความเอ็นดู “ทำอย่างไรได้ล่ะเพคะ ก็ยามนี้พระองค์ทรงกลายเป็นพระชายาไปแล้วนี่” ใบหน้างามจึงหันกลับมาพร้อมกับเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาจับแขนอีกฝ่ายเขย่าไปมา จากนั้นนางก็เอ่ยเสียงอ้อน “พี่หลิงหลิง ข้าอยากกลับไปเป็นมู่ตันหยางที่สามารถทำอะไรก็ได้ผู้นั้น ข้าไม่อยากเป็นพระชายาอะไรนี่เลย” คนฟังก็ได้แต่มองด้วยแววตาเศร้าหม่น เพราะนึกสงสารผู้เป็นนายจับใจ “หม่อมฉันอยากช่วยนะเพคะ ทว่าจนใจจริง ๆ” ตันหยางขยับถอยออก ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจยาวราวกับปลงได้แล้ว “ช่างเถิด ต่อให้ข้าคร่ำครวญจนน้ำตาเป็นสายเลือด ชะตาที่เหยียบย่างเข้ามาแล้วก็คงเปลี่ยนไปไม่ได้ ฉะนั้นทำสิ่งที่ยังพอทำได้แล้วมีความสุขกับมันดีกว่า” สิ้นคำนางก็เดินออกมานอกห้องอีกหน คนสนิทขึงรีบตามมา “จะไปไหนเพคะ ไม่สรงน้ำหรือ” “ไม่ข้าจะฝึกกระบี่” สิ้นคำมือขาวก็คว้าเอากระบี่ที่ซ่อนอยู่มุมเตียงออกมา โดยมีมู่หลิงเดินตามไปพร้อมกับส่ายศีรษะ ยามซวี [ 19:00-20:59] จิ่นหรงเดินนำคนสนิทตนกลับเข้าตำหนัก และก่อนจะขึ้นเรือนเขาก็นึกขึ้นได้ว่าควรต้องไปเยี่ยมชายาตนเสียหน่อย ร่างสูงจึงหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางตรงไปยังตำหนักชิงหลิวของชายา ทว่ายังไม่ทันถึงสองเท้าก็จำต้องหยุดชะงักอยู่ที่มุมสวนของเรือน “นั่นมันพระชายามิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ นี่นางมีวรยุทธด้วยหรือ เท่าที่เห็นเหมือนจะเก่งมากด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ” จินเฉิงรีบเอ่ย “นั่นสิ ท่วงท่าอ่อนช้อย ทว่าเพลงกระบี่กลับแข็งแกร่งนัก เหมือนปรมาจารย์ไม่มีผิดเพี้ยนเลยพ่ะย่ะค่ะ” อี้ฟานเอ่ยชม “ก็งั้น ๆ” จิ่นหรงตัดบทพร้อมกับก้าวเดินไปหา ซึ่งตันหยางรู้แล้วว่ามีคนแอบซุ่มดูอยู่ และนางก็จดจำฝีเท้าของอีกฝ่ายได้ จึงไม่ตื่นตระหนกและยังคงฝึกต่อ “หายดีแล้วหรือ ถึงได้มาร่ายรำกระบี่ตากน้ำค้างเช่นนี้” ผู้เอ่ยถาม เดินมานั่งบนตั่งมองชายาตนที่ยังคงขยับกายไปเรื่อย “หม่อมฉันไม่ได้เป็นอันใดนี่เพคะ ก็แค่ง่วงเท่านั้นเอง” เสียงตอบกลับไม่มีความเหนื่อยล้าเจือปนสักนิด “ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ควรจะพักให้มาก มิใช่ออกมาทำเรื่องเช่นนี้ หากคนภายนอกรู้จะเอาไปครหาได้” ร่างอรชรที่หมุนขยับไปมาหยุดลงทันที จากนั้นนางก็เดินตรงมาหาเขาพร้อมกับจ้องหน้าพระสวามีเขม็ง “เรื่องเช่นนี้นี่แหละที่มันปกป้องชีวิตท่านกับอีกหลายคนไว้ ส่วนเรื่องครหาข้าไม่หวั่น เพราะสิ่งที่ทำให้ข้ากลัวมิใช่คำพูดผู้อื่น สายตาเหยียดหยามดูแคลนของคนใกล้ตัวต่างหาก ที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างไร้ค่านัก ทำดีเกือบตาย แต่ค่าตอบแทนกลับเป็นศูนย์ น่าขันสิ้นดี” เอ่ยจบนางก็เดินตรงไปยังเรือนพักทิ้งให้พระสวามีนิ่งอึ้งไม่ต่างจากรูปปั้นที่ตั้งอยู่หน้าตำหนัก “จินเฉิง ข้ารู้สึกจุกแทนรัชทายาทเหลือเกิน” อี้ฟานกระซิบ “ข้าก็ไม่ต่างจากเจ้านักหรอก” สหายป้องปากเอ่ยเช่นกันสายวันใหม่…จิ่นหรงก็พาชายารักตนกลับเข้าวัง เพราะการอยู่ข้างนอกนาน ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำในช่วงเวลานี้เมื่อมาถึงตำหนักทั้งคู่ก็พบกับสนมชิงที่นั่งรออยู่ในศาลา คาดว่าเมื่อวานนางก็คงมารอพวกเขาด้วยกระมังพอตันหยางเห็นอีกฝ่าย จึงนึกขึ้นได้ว่าสนมชิงผู้นี้มีเรื่องต้องการพูดกับพระสวามี นางจึงพารัชทายาทเดินมาด้วย“ถวายพระพรรัชทายาทและพระชายาเพคะ” ชิงอวี้หรูย่อตัวให้ทั้งสอง ก่อนจะมองมายังตันหยางเป็นเชิงถาม“เจ้าพูดเลย” ตันหยางเอ่ย เพราะนางไม่อยากกล่าวเอง เกิดอีกฝ่ายบอกไม่ใช่ ตนคงถูกมองว่ามีใจริษยาเป็นแน่“ว่ามา เจ้าอยากได้สิ่งใด” จิ่นหรงถามเสียงเรียบ เมื่อเห็นท่าทางอึกอักเป็นกังวลของสนมตัวน้อยที่มีมากเหลือเกิน“หม่อมฉันอยากให้รัชทายาททรงปลดหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันไม่อยากเป็นสนมพระองค์แล้ว” สิ้นคำนางก็พ่นลมแรงๆ“ก็แค่นี้เอง เหตุใดต้องทำเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ได้ เช่นนั้นวันพรุ่งข้าจะจัดให้ ไม่ต้องห่วงข้าจะหาสามีดีดีให้เจ้าเอง ว่าแต่เจ้าพึงใจใครบ้างหรือไม่” จิ่นหรงถามเสียงอ่อนลงตันหยางจึงหันมาหาสตรีตัวเท่ากัน ทว่าบัดนี้นางกลับเอาแต่ก้มหน้าและมีท่าทางเขินอายจนสองสามีภรรยาต้องขมวดคิ้ว“ทำหน้าเ
ตันหยางขมวดคิ้วด้วยความมึนงง เพราะเท่าที่นางทราบ แม่ทัพที่เก่งกาจของแคว้นก็มีอยู่สองคนหลัก ๆ นั่นคือพี่ชายนางและแม่ทัพเล่ย ที่เหลือก็เป็นแม่ทัพที่กุมอำนาจเอาไว้เพื่อให้มันสมดุล ฝีมือยังอ่อนหัดหากเทียบกับแม่ทัพทั้งสอง“หมายความว่าอย่างไรเพคะ หากมิใช่พี่ชายหม่อมฉันผู้ใดจะนำทัพ แม่ทัพเล่ยหรือเพคะ หรือพระองค์จะยกทัพไปเอง เสด็จพ่อจะยอมหรือเพคะ” ตันหยางมองสามีอย่างฉงนจิ่นหรงยิ้มก่อนจะตอบให้นางเบาใจ เพราะยามนี้คิ้วงามผูกกันเป็นปมแล้ว “เสด็จอาจะเป็นผู้นำทัพเอง”“เอ๋! ฉินอ๋องมิได้ทรงวุ่นอยู่กับการสร้างเขื่อนหรือเพคะ แล้วพระองค์จะทรงนำทัพได้เยี่ยงไรกัน” นางยังถามต่อ“ไม่ผิด เสด็จอายังคงวุ่นวายกับการสร้างเขื่อนอยู่ ทว่าหากต้องรบกันจริง ๆ เสด็จอาจะเป็นผู้นำทัพเอง เอาล่ะ… อย่าใส่ใจเรื่องไกลตัวเลยนะ วางสิ่งที่เจ้ากังวลลงเถิด สงครามมิใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ แต่ถ้ารบจริงเราก็ไม่มีทางแพ้แน่”“ทรงมั่นใจเหลือเกินนะเพคะ” ตันหยางคว่ำปากใส่ท่าทางของพระสวามี ก่อนจะตีเข้าที่อกเขาอย่างหยอกเย้า“แน่นอนสิ ก็ข้างกายพี่มีชายาที่แสนเฉลียวฉลาดอยู่ด้วย ทำสิ่งใดก็ย่อมสำเร็จอยู่แล้ว” จิ่นหรงขยับตัวโยกไปมา ทำให้ร่างเ
หลังจากวันนั้น คนที่บอกว่าจะค้างแรมที่เรือนชายาเพียงแค่สามวัน กลับไม่ยอมทำอย่างที่พูดเอาไว้ และเหมือนยามนี้ องค์รัชทายาทจะไม่ยอมห่างชายารักของตนเลยแม้แต่ยามหารือวางแผน เขาก็ยังพานางมานั่งข้าง ๆ ด้วยณ ห้องโถงในเรือนลับของรัชทายาท ยามนี้มีขุนศึกสามคนร่วมหารืออยู่ หนึ่งคือฟู่อินโหวผู้ชำนาญการรบ ทว่าตั้งแต่รับตำแหน่งโหว เขาก็ไม่ค่อยได้ลงสนามสักเท่าไหร่ หากไม่มีศึกสงคราม ก็จะช่วยราชสำนักเสียมากกว่า ส่วนอีกสองคนคือ แม่ทัพเล่ยซีกวนและแม่ทัพมู่ตานชุย พี่ชายของพระชายามู่ตันหยาง และยังมีหัวหน้าองครักษ์ทั้งสองหน่วยรวมอยู่ด้วย “น้องหญิงบอกว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งเคยคุ้มกันสินค้าให้กับอ๋องลี่จาง สถานที่รับของอยู่ที่เมืองเจียง ฉะนั้นพวกมันต้องผลิตอาวุธอยู่ระแวกใกล้เคียงเป็นแน่” จิ่นหรงเอ่ยบอกแม่ทัพทั้งสอง ซึ่งยามนี้กำลังเดินวนรอบโต๊ะตัวใหญ่ที่ถูกยกเอามาตั้งไว้เป็นแผนผังเพื่อใช้ในการสำรวจดูว่าจุดไหนจะเป็นตำแหน่งผลิตอาวุธ“กระหม่อมอยู่ใกล้เมืองนี้ เมื่อกลับไปแล้วจะส่งทหารเข้ากวาดล้างทั่วทุกมุมมืองทันทีพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพเล่ยเอ่ยขึ้น“หากเราลงมือกวาดล้างจะไม่เป็นผลเสียมากกว่าดีหรือท่านแม่ทัพ” ซ่งเทียนทักท
ตันหยางครุ่นคิดถึงเรื่องที่ตนเคยได้ยินมาในช่วงที่เดินทางคุ้มกันสินค้า ซึ่งตนต้องพบเจอผู้คนมากมายหลากหลายประเภท และสาเหตุที่นางรู้เรื่องนี้ก็เพราะคนงานตนมีแต่บุรุษ บางคราพวกเขาก็พูดคุยถึงเรื่องสัปดนเหล่านี้ตามประสา และคนงานหนุ่มผู้หนึ่งก็เคยประสบปัญหาเฉกเช่นที่รัชทายาทพบเจอมา ต่างกันแค่ชายผู้นั้นไม่ได้หยุดเพียงเพราะมันเจ็บ ยามเมื่อมีโอกาสมีเงินพวกเขาก็ชักชวนกันไปหอนางโลมเช่นเคยแต่แล้วเหตุใดกันคนที่มีสตรีรายล้อมมากมายอย่างองค์รัชทายาทถึงได้เข็ดขยาดกับเรื่องพวกนี้กันเล่าแล้วมันเพราะเหตุใดกัน วันนี้ไยเขาถึงได้ยอมทำกับนาง เพราะอารมณ์มันชักนำให้เขาอยากลองอีกสักครั้งกระนั้นหรือ‘ถามดีไหมนะ’ ตันหยงมองหน้าเขา แววตานางมันสื่อความต้องการอย่างชัดเจน ผู้เป็นสามีจึงยิ้มอ่อนส่งให้“สงสัยอันใดอีกฮึ” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนัก ตันหยางจึงยิ้มแป้นให้เขา ก่อนจะพ่นลมหายใจแรงแล้วเอ่ยถามออกไป“แล้วเหตุใดวันนี้รัชทายาทถึงได้ทำกับหม่อมฉัน ทั้งที่ในใจยังคงหวาดกลัวว่ามันจะเจ็บเพคะ” ถามจบนางก็รู้สึกโล่งจิ่นหรงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยบอกสิ่งที่เขาคิดให้ชายาตัวน้อยฟัง “พอคิดว่าทำกับเจ้า พี่ก็ไม่รู้สึกกลัว คิด
แม้จิ่นหรงจะบอกกับชายาตนว่าไปที่เตียง ครั้นเมื่อเขากระเตงนางขึ้นกลับไม่ยอมก้าวเดิน เพราะท่วงท่าที่เป็นอยู่มันชวนให้เขาอยากขยับทำอย่างอื่นมากกว่า“อื้อ… เสด็จพี่เช่นนี้มัน อ๊ะ!... อ่า…” ตันหยางเผลอครางเมื่อร่างแกร่งขยับตัวนางโยกขึ้นลงอย่างเชื่องช้าจิ่นหรงยกยิ้มเมื่อได้ยินเสียงชายาตัวน้อยตนครางหวาน พร้อมกันนั้นเขาก็ร้องขอบางอย่างกับนาง“อ่า…น้องหญิงจูบพี่ที พี่ต้องการลิ้นของเจ้า”ตันหยางสบสายตาเว้าวอนของพระสวามี พรางขยับเข้าหาราวกับกำลังต้องมนต์ นางทำตามที่เขาเอ่ยอย่างว่าง่าย อึดใจต่อมา เสียงจูบผสานกับเสียงเนื้อกระทบกันด้านล่างก็ดังมาให้ได้ยิน มันช่างน่าขนลุกนัก ทว่ากลับเป็นที่ถูกใจผู้ที่ยืนเสยแท่งหยก เพราะเสียงนี้มันกระตุ้นกำหนัดได้ดีเหลือเกิน ยิ่งเขาก้าวเดินไป ร่างกายของทั้งคู่ก็เหมือนจะหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อร่างกำยำเปลือยเปล่าพาชายามาหยุดที่โต๊ะมุมห้องจิ่นหรงก็ไม่รีรอที่จะขยับสะโพกหนาเข้าหานางในท่วงท่าที่ดูหยาบโลนยิ่งนัก มองจากด้านหลังจะเห็นเพียงส่วนขาเรียวขาวอ้าออกกว้าง ร่างกายเย้ายวนของตันหยางถูกบังปิดด้วยร่างกำยำเปลือยเปล่า ซึ่งยามนี้มันกำลังขยับเข้าใส
ตันหยางทิ้งเวลาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนรู้เรื่องที่เขาลอบขโมยจูบนาง เมื่อผ่านไปหนึ่งจิบชานางก็แสร้งขยับร่างกาย“ตื่นแล้วก็ขึ้นเถิด ประเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้”“เอ๋! นี่หม่อมฉันหลับไปหรือเพคะ” นางถดตัวค่อย ๆ ถอยออกจากตัวเขา ทว่าแขนแกร่งกลับรั้งไว้“จะรีบไปไหน” จิ่นหรงยกยิ้ม แววตาที่เขามองนางดูมีเลศนัยอย่างไรชอบกล มิหนำซ้ำเขายังรั้งเอานางเข้ามาใกล้อีก ซึ่งครานี้มันต่างจากคราก่อน เพราะทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน“มะ… มีอะไรหรือเพคะ” มือขาวยกขึ้นดันอกเปลือยเปล่าของเขาทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างระคนตื่นตระหนก เมื่อมือเรียวเลื่อนจากรั้งเอวมาจับท้ายทอยตนตรึงไว้ใบหน้าเขาเริ่มขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ และนางก็ออกแรงดันเขาตามสัญชาตญาณความตื่นกลัว แต่ไหนเลยคนที่ปรารถนาริมฝีปากนุ่ม ๆ จะยอมหยุดการกระทำ ในที่สุดมันก็แนบสัมผัสกันอย่างใจเขาต้องการ ส่วนอีกคนก็ตาโตไปแล้วจิ่นหรงในยามนี้มิอาจห้ามใจตนได้จริง ๆ หลังจากเขาได้สัมผัสความนุ่มหยุนครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่อาจทนมองเพียงอย่างเดียวได้อีก หากไม่ทำให้นางรู้ ภายหน้าคงยากที่จะได้เชยชมอีกพอได้ลิ้มลอง เขาจึงไม่หยุดแค่การประกบปากแนบชิด เมื่อนางเริ่ม
หลังจากจัดการตนเองเรียบร้อย ตันหยางก็รีบออกจากห้อง วันนี้นางตั้งใจจะไปเยี่ยมไทเฮาที่ตำหนักใหม่ เพราะนี่ก็สามวันแล้วตั้งแต่เกิดเรื่อง ตนยังไม่ได้ไปถามไถ่อาการเลย แต่จะว่าไปนางเองก็เพิ่งฟื้นเมื่อบ่ายวาน จึงไม่ได้ไปเยี่ยมผู้ใด“เจ้าจะไปไหน” จิ่นหรงเอ่ยถามชายาตัวน้อยเสียงอ่อน วันนี้นางแต่งกายด้ว
ความเงียบเข้าปกคลุมในทันที ไม่มีใครกล่าวอันใดอีกจนกระทั่งเกศาที่ถูกเช็ดมันเริ่มแห้ง ตันหยางจึงเอ่ยว่า“หม่อมฉันจะไปเอาหวีมาสางให้นะเพคะ”“อืม” จิ่นหรงรับคำ พร้อมกับเหลือบมองร่างอรชรที่เดินห่างออกไป ‘ทำไมนางถึงได้ดีกับข้านัก ทั้งที่ข้ามักจะว่าร้ายนางอยู่ตลอด หรือนางจะตกหลุมรักข้าอย่างที่จินเฉิ
จิ่นหรงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมนานกว่าหนึ่งก้านธูป จนกระทั่งเสียงหวานของสนมเกาแว่วมาให้ได้ยิน ร่างสูงจึงรีบลุกพรวดแล้วเดินขึ้นเรือนชายาของตนไปในทันที ทำเอาสนมคนงามได้แต่ยืนนิ่งงัน เพราะไม่กล้าตามขึ้นไป “บ้าจริง ข้ามาช้าไปหรือนี่” นางบ่นพึมพำ ก่อนจะเดินย่ำเท้าย้อนกลับไปยังเรือนพักด้วยอาการหงุดหงิ
จิ่นหรงได้แต่นั่งนิ่งมองชายาของตนอย่างชื่นชม แต่ยังไม่ทันได้กล่าวอันใด ตำหนักอันสวยงามก็พังครืนลงมา และเป็นช่วงที่เหล่าองครักษ์ฝ่ายในดับไฟที่ประตูทางเข้าได้พอดี“ฝ่าบาท! กระหม่อมขออภัยที่อารักขาล่าช้าพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าองครักษ์จินอู่เอ่ยพร้อมกับหมอบลงอย่างสำนึกผิด“เรื่องสำคัญยามนี้ควรต้องรีบพาค







