LOGINหลังจากจัดการตนเองเรียบร้อย ตันหยางก็รีบออกจากห้อง วันนี้นางตั้งใจจะไปเยี่ยมไทเฮาที่ตำหนักใหม่ เพราะนี่ก็สามวันแล้วตั้งแต่เกิดเรื่อง ตนยังไม่ได้ไปถามไถ่อาการเลย แต่จะว่าไปนางเองก็เพิ่งฟื้นเมื่อบ่ายวาน จึงไม่ได้ไปเยี่ยมผู้ใด
“เจ้าจะไปไหน” จิ่นหรงเอ่ยถามชายาตัวน้อยเสียงอ่อน วันนี้นางแต่งกายด้วยอาภรณ์พลิ้วไหวสีชมพูอ่อน มันช่างขับกับผิวพรรณขาวผ่องของนางดีเหลือเกิน เสียก็ตรงเนินอกมันดูล้นจนเกินไป ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเดินมาหา แล้วยกผ้าที่คล้องอยู่บนแขนขึ้นมาพาดลงปิดส่วนที่ล้นออกมา “ใครเขาทำอย่างนี้กันเพคะ” ตันหยางท้วง พร้อมกับดึงผ้าลงมาไว้ที่แขนตนตามเดิม แต่อีกฝ่ายก็ยังจับพาดบ่าเช่นเคย “อย่าดื้อ มันดูไม่งามมิเห็นหรือ” เอ่ยพร้อมกับจ้องมาที่เนินเต้าอวบอิ่มของชายา และเขาก็ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น “คนชีกอ คิดว่าคนอื่นเขามีตามองแต่ตรงนี้เหมือนพระองค์หรือเพคะ ลามก” นางต่อว่าเขาก่อนจะรีบเดินหนี จิ่นหรงมองตามพร้อมกับขมวดคิ้ว แล้วหันมาหาคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกล “คนเช่นข้าหรือชีกอ นางแต่งกายไม่มิดชิดข้าก็แค่ตักเตือน แต่นางกลับด่าข้ากระนั้นหรือ” สองสหายยิ้มแหย แต่ไม่มีใครกล้าตอบอันใด “ว่ามา! ข้าชีกอ ลามกตรงไหน” จิ่นหรงถามเสียงดัง สองสหายมองหน้ากันอีกรอบ ก่อนจะเป็นจินเฉิงที่เอ่ยตอบด้วยเสียงแผ่วเบา “ปกติสตรีในแคว้นหนานเราก็แต่งกายเช่นนี้ พระชายาก็ทรงสวมชุดฮั่นฟู่ตามแบบขนบธรรมเนียมของแคว้นเรา มีตรงไหนผิดพลาดหรือพ่ะย่ะค่ะ” “ผิด! นางชอบใส่ชุดเผยเนื้อหนังมังสา” “รัชทายาทหวงหรือพ่ะย่ะค่ะ” อี้ฟานเอียงหน้ามอง จิ่นหรงเงียบไปทันที เมื่อตั้งสติได้จึงรีบเอ่ยว่า “ไม่มีทาง! ข้าแค่เกรงว่านางจะทำให้ราชวงศ์ต้องอับอายเท่านั้น ข้าเป็นถึงรัชทายาท จะมาเสียชื่อเพราะการแต่งกายของนางไม่ได้ หากไม่คุมเข้มนาง ภายหน้ามู่ตันหยางจะต้องนำเรื่องเสื่อมเสียมาให้ข้าต้องหงุดหงิดอีกเป็นแน่” “อ๋อ!!” สองสหายร้องออกมาพร้อมกัน ผู้เป็นนายเหลือบมองด้วยหางตาเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำออกไปเพื่อดูว่าชายาตนไปที่ใด พอรู้ว่านางไปเยี่ยมเสด็จย่าเขาจึงแยกไปทำงาน ด้านตันหยาง ยามนี้นางกำลังตรวจชีพจรให้ไทเฮา สร้างความปลาบปลื้มให้กับคนแก่ยิ่งนัก ถึงกับเอ่ยชมไม่หยุดปากเชียว “วาสนาของราชวงศ์เจิ้งของเราจริง ๆ ที่ได้เจ้ามาเป็นสะใภ้ ย่าดีใจเหลือเกินหยางเอ๋อร์” กล่าวพร้อมกับลูบหัวอย่างเอ็นดู “หม่อมฉันยินดีที่ได้รับใช้ราชวงศ์เจิ้งเพคะ” หญิงสาวตอบกลับด้วยถ้อยคำหวานหู เรื่องเอาใจคนนั้นไม่ต้องเป็นกังวลเลย ตันหยางมีวิธีทำให้คนรอบตัวรักใคร่ได้เสมอ เพราะเหตุนี้บิดาและพี่ ๆ จึงไม่ค่อยเป็นห่วง ห่วงก็แค่คนที่คิดร้ายกับตันหยางมากกว่า เพราะคนคนนั้นไม่มีทางอยู่ดีมีสุขแน่ “ไทเฮา คนจากตำหนักในมาเพคะ เห็นว่าฮองเฮาอยากเชิญพระชายาไปพบ มีของขวัญจะให้เพคะ” นางกำนัลเอ่ยรายงาน ก่อนจะถอยออกไปยืนที่มุมห้อง “ดูท่าฮองเฮาคงอยากขอบคุณเจ้าเรื่องวันนั้นกระมัง ไปเถิด เสร็จแล้วก็กลับไปพักผ่อนเสีย” ตันหยางยิ้มรับก่อนจะย่อตัวคารวะอีกฝ่าย แล้วเดินตามนางกำนัลที่มาเชิญตนออกไป โดยมีไทเฮามองตามจนลับตา “ทั้งงดงามและแข็งแกร่งนะเพคะ” หลี่หมัวมัวเอ่ย “ใช่… เป็นบุญของราชวงศ์เจิ้งเราจริง ๆ หากไม่มีนาง เรากับเยว่เอ๋อร์และคนอื่น ๆ คงตายไปแล้ว” “ทว่าหม่อมฉันได้ยินว่า องค์รัชทายาทไม่ค่อยใส่พระทัยพระชายาสักเท่าใดเพคะ” คนสนิทรีบรายงาน “จริงหรือ? จิ่นเอ๋อร์นี่ไม่ได้ความจริง ๆ ให้คนไปตามเขามา ข้าคงต้องอบรมนิสัยเจ้าเด็กคนนี้ใหม่เสียแล้ว” คนสนิทรับคำแล้วก็สั่งนางกำนัลไปทำหน้าที่ คาดว่าอีกไม่นานรัชทายาทก็คงเสด็จมา และคงได้หูชาอีกตามเคย ด้านตันหยาง เมื่อเดินเข้ามาในตำหนักในก็พบว่าฮองเฮามิได้อยู่ผู้เดียว แต่มีแขกคุ้นหน้านั่งรวมอยู่ด้วยอีกคน “ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ” “ตามสบายเถิด มา ๆ มานั่งตรงนี้” มารดาของแผ่นดินรีบเอ่ยกับคนที่ช่วยชีวิตตน พร้อมกับยิ้มกว้างต้อนรับอย่างเป็นมิตร ตันหยางจึงหันมายิ้มให้สตรีอีกคนก่อนจะนั่งลง “นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะโชคดีได้ยลโฉมพระชายารัชทายาทด้วย ทรงจำหม่อมฉันได้ไหมเพคะ” ผู้ที่นั่งอยู่เอ่ยทักทาย “จำได้ พี่กู้อิงเถา สบายดีหรือเจ้าคะ” “หม่อมฉันสบายดีเพคะ” อีกฝ่ายยิ้มอ่อนให้ “นี่เจ้าสองคนรู้จักกันด้วยหรือ” ฮองเฮารีบเอ่ยถาม เพราะนึกไม่ถึงว่าญาติผู้น้องตนจะรู้จักกับพระชายาของรัชทายาท “เราเคยเดินร่วมทางกันเพคะ ยามนั้นเกิดเหตุไม่คาดคิดด้วย มีกลุ่มคนถูกลอบทำร้ายมาขอความช่วยเหลือ พระชายารัชทยาทจึงช่วยเอาไว้ และยังรักษาบาดแผลให้ชายหนุ่มผู้นั้น จับเขาเปลื้องอาภรณ์ด้านบนจนหมดเพื่อใส่ยาให้ และยังคอยเฝ้าไข้ให้ตลอดทั้งคืนเลยนะเพคะ” กู่อิงเถายังคงจีบปากจีบคอกล่าว หมายจะให้ฮองเฮาเอาเรื่องนี้ไปทูลไทเฮาให้ทรงทราบ รับรองว่ามู่ตันหยางต้องถูกตำหนิและสอบสวนเป็นแน่ การทำผิดจารีตก่อนเข้าวังถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามอันร้ายแรงของสตรี หญิงสูงศักดิ์ไม่ควรแต่ต้องบุรุษอื่นนอกจากคู่ครอง “มะ… มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” เสียงของฮองเฮาติดขัดทันที พร้อมกับหันมามองหน้าตันหยางเป็นเชิงถาม “มีเพคะ และมันเป็นเรื่องปกติด้วย เพราะก่อนหน้าจะแต่งเข้าวัง หม่อมฉันคือผู้ดูแลสำนักคุ้มภัยของท่านปู่ คนรอบตัวส่วนมากมักจะเป็นบุรุษ และหลาย ๆ ครั้งที่ช่วยคนก็ไม่ได้นึกว่าอีกฝ่ายจะเป็นหญิงหรือชาย หากประสบเคราะห์มาทุกคนในสำนักย่อมช่วยเป็นธรรมดา ส่วนชายหนุ่มที่หม่อมฉันดูแลทั้งคืน เขาเจ็บหนักและเสียเลือดมาก ในฐานะคนเป็นหมอก็จำต้องเฝ้าดูอาการตลอด มิเช่นนั้นเขาอาจสิ้นชีพได้ทุกเมื่อ หม่อมฉันไม่อาจเห็นใครตายไปต่อหน้าได้เพคะ” ตันหยางเอ่ยบอกเหตุผล ทว่าสายตาที่มองกู้อิงเถาไร้ซึ่งความเป็นมิตรเช่นเคย เพราะคำพูดของสตรีผู้นี้เหมือนจงใจทำให้ฮองเฮาเข้าใจตนผิด “เป็นเช่นนี้เองหรือ หากเจ้าเป็นหมอ เรื่องช่วยคนย่อมไม่แบ่งหญิงชายเป็นเรื่องธรรมดา มิน่าเจ้าถึงยอมเสี่ยงช่วยพวกเราขนาดนั้น ขอบใจนะลูกสะใภ้” ฮองเฮาเผยยิ้มเอ็นดู ก่อนจะหันมาหาคนสนิท นางกำนัลจึงรีบยื่นกล่องให้ “นี่เป็นมุกที่เมืองเปี้ยนส่งมา มีแต่เม็ดงาม ๆ เลยนะ แม่ให้เจ้านะหยางเอ๋อร์ เจ้าอยากเอาไปทำเครื่องประดับแบบไหนก็ตามใจเจ้าเลย” ฮองเฮาเอ่ยเสียงอ่อนด้วยความเอ็นดู ทว่าผู้ที่นั่งมองกลับกำมือแน่น ‘หญิงหยาบกร้านเช่นนี้ ควรค่ากับมุกงาม ๆ ที่ไหนกัน เหตุใดท่านพี่ไม่เหลือแบ่งมอบให้ข้าบ้าง’ อิงเถาตำหนิญาติผู้พี่ตนในใจ แววตาที่มองทั้งคู่มิได้เป็นมิตรเลย ทว่าไม่ถึงอึดใจมันก็หายไป “อิงเถา พี่ก็มีของให้เจ้านะ” ฮองเฮาหันมาพยักหน้าให้คนสนิท หลี่หมัวมัวจึงถือเอากล่องไม้ไปส่งให้ ผู้รับก็รีบเปิดออกดูทันที “ชอบหรือไม่ อันนี้พี่สั่งทำให้เจ้ากับน้องรองเลยนะ” “ชอบเพคะ” อิงเถาเงยหน้าขึ้นมาตอบ ทว่าในใจยังคงอยากได้มากกว่าที่มือตนถือ เพราะในนี้ก็แค่ปิ่นมุกไม่กี่อัน ไหนเลยจะเทียบกับมุกล้วน ๆ ที่มีอยู่เต็มกล่องบนมือมู่ตันหยางได้ ทว่าความแค้นที่มีในใจกลับมลายหายไป เมื่อนางได้ยินรายงานจากนางกำนัลที่เดินเข้ามาหยุดกลางห้อง “ฮองเฮา รัชทายาททรงเสด็จมารับพระชายาเพคะ” “อะไรกัน ถึงกับห่างไม่ได้เลยหรือ ถึงได้รีบมารับกลับเช่นนี้ ข้ายังไม่ทันได้คุยอันใดกับสะใภ้เลยนะ” ฮองเฮาบ่นพึมพำ ก่อนจะมองไปยังร่างสูงที่เดินตรงเข้ามาและคำนับนาง “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพาพระชายาไปเข้าเฝ้าเสด็จย่าด้วยกัน ขอฮองเฮาทรงอนุญาตด้วย” จิ่นหรงเอ่ยจบก็หันไปหาชายาของตนที่นั่งอยู่ทางด้านขวามือ ทว่าเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นมาขัดจังหวะ ทำให้ทุกคนต้องหันไปสนใจ “ระ…รัชทายาท! นี่ท่านเป็นรัชทายาทหรือ จำหม่อมฉันได้ไหมเพคะ สตรีที่ช่วยพระองค์ไว้เมื่อครึ่งเดือนก่อน และคอยเฝ้าไข้พระองค์ตลอดทั้งวัน” กู้อิงเถารีบลุกขึ้นมาให้อีกฝ่ายเห็น พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้บุรุษตรงหน้าอย่างไม่เคอะเขินสายวันใหม่…จิ่นหรงก็พาชายารักตนกลับเข้าวัง เพราะการอยู่ข้างนอกนาน ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำในช่วงเวลานี้เมื่อมาถึงตำหนักทั้งคู่ก็พบกับสนมชิงที่นั่งรออยู่ในศาลา คาดว่าเมื่อวานนางก็คงมารอพวกเขาด้วยกระมังพอตันหยางเห็นอีกฝ่าย จึงนึกขึ้นได้ว่าสนมชิงผู้นี้มีเรื่องต้องการพูดกับพระสวามี นางจึงพารัชทายาทเดินมาด้วย“ถวายพระพรรัชทายาทและพระชายาเพคะ” ชิงอวี้หรูย่อตัวให้ทั้งสอง ก่อนจะมองมายังตันหยางเป็นเชิงถาม“เจ้าพูดเลย” ตันหยางเอ่ย เพราะนางไม่อยากกล่าวเอง เกิดอีกฝ่ายบอกไม่ใช่ ตนคงถูกมองว่ามีใจริษยาเป็นแน่“ว่ามา เจ้าอยากได้สิ่งใด” จิ่นหรงถามเสียงเรียบ เมื่อเห็นท่าทางอึกอักเป็นกังวลของสนมตัวน้อยที่มีมากเหลือเกิน“หม่อมฉันอยากให้รัชทายาททรงปลดหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันไม่อยากเป็นสนมพระองค์แล้ว” สิ้นคำนางก็พ่นลมแรงๆ“ก็แค่นี้เอง เหตุใดต้องทำเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ได้ เช่นนั้นวันพรุ่งข้าจะจัดให้ ไม่ต้องห่วงข้าจะหาสามีดีดีให้เจ้าเอง ว่าแต่เจ้าพึงใจใครบ้างหรือไม่” จิ่นหรงถามเสียงอ่อนลงตันหยางจึงหันมาหาสตรีตัวเท่ากัน ทว่าบัดนี้นางกลับเอาแต่ก้มหน้าและมีท่าทางเขินอายจนสองสามีภรรยาต้องขมวดคิ้ว“ทำหน้าเ
ตันหยางขมวดคิ้วด้วยความมึนงง เพราะเท่าที่นางทราบ แม่ทัพที่เก่งกาจของแคว้นก็มีอยู่สองคนหลัก ๆ นั่นคือพี่ชายนางและแม่ทัพเล่ย ที่เหลือก็เป็นแม่ทัพที่กุมอำนาจเอาไว้เพื่อให้มันสมดุล ฝีมือยังอ่อนหัดหากเทียบกับแม่ทัพทั้งสอง“หมายความว่าอย่างไรเพคะ หากมิใช่พี่ชายหม่อมฉันผู้ใดจะนำทัพ แม่ทัพเล่ยหรือเพคะ หรือพระองค์จะยกทัพไปเอง เสด็จพ่อจะยอมหรือเพคะ” ตันหยางมองสามีอย่างฉงนจิ่นหรงยิ้มก่อนจะตอบให้นางเบาใจ เพราะยามนี้คิ้วงามผูกกันเป็นปมแล้ว “เสด็จอาจะเป็นผู้นำทัพเอง”“เอ๋! ฉินอ๋องมิได้ทรงวุ่นอยู่กับการสร้างเขื่อนหรือเพคะ แล้วพระองค์จะทรงนำทัพได้เยี่ยงไรกัน” นางยังถามต่อ“ไม่ผิด เสด็จอายังคงวุ่นวายกับการสร้างเขื่อนอยู่ ทว่าหากต้องรบกันจริง ๆ เสด็จอาจะเป็นผู้นำทัพเอง เอาล่ะ… อย่าใส่ใจเรื่องไกลตัวเลยนะ วางสิ่งที่เจ้ากังวลลงเถิด สงครามมิใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ แต่ถ้ารบจริงเราก็ไม่มีทางแพ้แน่”“ทรงมั่นใจเหลือเกินนะเพคะ” ตันหยางคว่ำปากใส่ท่าทางของพระสวามี ก่อนจะตีเข้าที่อกเขาอย่างหยอกเย้า“แน่นอนสิ ก็ข้างกายพี่มีชายาที่แสนเฉลียวฉลาดอยู่ด้วย ทำสิ่งใดก็ย่อมสำเร็จอยู่แล้ว” จิ่นหรงขยับตัวโยกไปมา ทำให้ร่างเ
หลังจากวันนั้น คนที่บอกว่าจะค้างแรมที่เรือนชายาเพียงแค่สามวัน กลับไม่ยอมทำอย่างที่พูดเอาไว้ และเหมือนยามนี้ องค์รัชทายาทจะไม่ยอมห่างชายารักของตนเลยแม้แต่ยามหารือวางแผน เขาก็ยังพานางมานั่งข้าง ๆ ด้วยณ ห้องโถงในเรือนลับของรัชทายาท ยามนี้มีขุนศึกสามคนร่วมหารืออยู่ หนึ่งคือฟู่อินโหวผู้ชำนาญการรบ ทว่าตั้งแต่รับตำแหน่งโหว เขาก็ไม่ค่อยได้ลงสนามสักเท่าไหร่ หากไม่มีศึกสงคราม ก็จะช่วยราชสำนักเสียมากกว่า ส่วนอีกสองคนคือ แม่ทัพเล่ยซีกวนและแม่ทัพมู่ตานชุย พี่ชายของพระชายามู่ตันหยาง และยังมีหัวหน้าองครักษ์ทั้งสองหน่วยรวมอยู่ด้วย “น้องหญิงบอกว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งเคยคุ้มกันสินค้าให้กับอ๋องลี่จาง สถานที่รับของอยู่ที่เมืองเจียง ฉะนั้นพวกมันต้องผลิตอาวุธอยู่ระแวกใกล้เคียงเป็นแน่” จิ่นหรงเอ่ยบอกแม่ทัพทั้งสอง ซึ่งยามนี้กำลังเดินวนรอบโต๊ะตัวใหญ่ที่ถูกยกเอามาตั้งไว้เป็นแผนผังเพื่อใช้ในการสำรวจดูว่าจุดไหนจะเป็นตำแหน่งผลิตอาวุธ“กระหม่อมอยู่ใกล้เมืองนี้ เมื่อกลับไปแล้วจะส่งทหารเข้ากวาดล้างทั่วทุกมุมมืองทันทีพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพเล่ยเอ่ยขึ้น“หากเราลงมือกวาดล้างจะไม่เป็นผลเสียมากกว่าดีหรือท่านแม่ทัพ” ซ่งเทียนทักท
ตันหยางครุ่นคิดถึงเรื่องที่ตนเคยได้ยินมาในช่วงที่เดินทางคุ้มกันสินค้า ซึ่งตนต้องพบเจอผู้คนมากมายหลากหลายประเภท และสาเหตุที่นางรู้เรื่องนี้ก็เพราะคนงานตนมีแต่บุรุษ บางคราพวกเขาก็พูดคุยถึงเรื่องสัปดนเหล่านี้ตามประสา และคนงานหนุ่มผู้หนึ่งก็เคยประสบปัญหาเฉกเช่นที่รัชทายาทพบเจอมา ต่างกันแค่ชายผู้นั้นไม่ได้หยุดเพียงเพราะมันเจ็บ ยามเมื่อมีโอกาสมีเงินพวกเขาก็ชักชวนกันไปหอนางโลมเช่นเคยแต่แล้วเหตุใดกันคนที่มีสตรีรายล้อมมากมายอย่างองค์รัชทายาทถึงได้เข็ดขยาดกับเรื่องพวกนี้กันเล่าแล้วมันเพราะเหตุใดกัน วันนี้ไยเขาถึงได้ยอมทำกับนาง เพราะอารมณ์มันชักนำให้เขาอยากลองอีกสักครั้งกระนั้นหรือ‘ถามดีไหมนะ’ ตันหยงมองหน้าเขา แววตานางมันสื่อความต้องการอย่างชัดเจน ผู้เป็นสามีจึงยิ้มอ่อนส่งให้“สงสัยอันใดอีกฮึ” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนัก ตันหยางจึงยิ้มแป้นให้เขา ก่อนจะพ่นลมหายใจแรงแล้วเอ่ยถามออกไป“แล้วเหตุใดวันนี้รัชทายาทถึงได้ทำกับหม่อมฉัน ทั้งที่ในใจยังคงหวาดกลัวว่ามันจะเจ็บเพคะ” ถามจบนางก็รู้สึกโล่งจิ่นหรงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยบอกสิ่งที่เขาคิดให้ชายาตัวน้อยฟัง “พอคิดว่าทำกับเจ้า พี่ก็ไม่รู้สึกกลัว คิด
แม้จิ่นหรงจะบอกกับชายาตนว่าไปที่เตียง ครั้นเมื่อเขากระเตงนางขึ้นกลับไม่ยอมก้าวเดิน เพราะท่วงท่าที่เป็นอยู่มันชวนให้เขาอยากขยับทำอย่างอื่นมากกว่า“อื้อ… เสด็จพี่เช่นนี้มัน อ๊ะ!... อ่า…” ตันหยางเผลอครางเมื่อร่างแกร่งขยับตัวนางโยกขึ้นลงอย่างเชื่องช้าจิ่นหรงยกยิ้มเมื่อได้ยินเสียงชายาตัวน้อยตนครางหวาน พร้อมกันนั้นเขาก็ร้องขอบางอย่างกับนาง“อ่า…น้องหญิงจูบพี่ที พี่ต้องการลิ้นของเจ้า”ตันหยางสบสายตาเว้าวอนของพระสวามี พรางขยับเข้าหาราวกับกำลังต้องมนต์ นางทำตามที่เขาเอ่ยอย่างว่าง่าย อึดใจต่อมา เสียงจูบผสานกับเสียงเนื้อกระทบกันด้านล่างก็ดังมาให้ได้ยิน มันช่างน่าขนลุกนัก ทว่ากลับเป็นที่ถูกใจผู้ที่ยืนเสยแท่งหยก เพราะเสียงนี้มันกระตุ้นกำหนัดได้ดีเหลือเกิน ยิ่งเขาก้าวเดินไป ร่างกายของทั้งคู่ก็เหมือนจะหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อร่างกำยำเปลือยเปล่าพาชายามาหยุดที่โต๊ะมุมห้องจิ่นหรงก็ไม่รีรอที่จะขยับสะโพกหนาเข้าหานางในท่วงท่าที่ดูหยาบโลนยิ่งนัก มองจากด้านหลังจะเห็นเพียงส่วนขาเรียวขาวอ้าออกกว้าง ร่างกายเย้ายวนของตันหยางถูกบังปิดด้วยร่างกำยำเปลือยเปล่า ซึ่งยามนี้มันกำลังขยับเข้าใส
ตันหยางทิ้งเวลาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนรู้เรื่องที่เขาลอบขโมยจูบนาง เมื่อผ่านไปหนึ่งจิบชานางก็แสร้งขยับร่างกาย“ตื่นแล้วก็ขึ้นเถิด ประเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้”“เอ๋! นี่หม่อมฉันหลับไปหรือเพคะ” นางถดตัวค่อย ๆ ถอยออกจากตัวเขา ทว่าแขนแกร่งกลับรั้งไว้“จะรีบไปไหน” จิ่นหรงยกยิ้ม แววตาที่เขามองนางดูมีเลศนัยอย่างไรชอบกล มิหนำซ้ำเขายังรั้งเอานางเข้ามาใกล้อีก ซึ่งครานี้มันต่างจากคราก่อน เพราะทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน“มะ… มีอะไรหรือเพคะ” มือขาวยกขึ้นดันอกเปลือยเปล่าของเขาทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างระคนตื่นตระหนก เมื่อมือเรียวเลื่อนจากรั้งเอวมาจับท้ายทอยตนตรึงไว้ใบหน้าเขาเริ่มขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ และนางก็ออกแรงดันเขาตามสัญชาตญาณความตื่นกลัว แต่ไหนเลยคนที่ปรารถนาริมฝีปากนุ่ม ๆ จะยอมหยุดการกระทำ ในที่สุดมันก็แนบสัมผัสกันอย่างใจเขาต้องการ ส่วนอีกคนก็ตาโตไปแล้วจิ่นหรงในยามนี้มิอาจห้ามใจตนได้จริง ๆ หลังจากเขาได้สัมผัสความนุ่มหยุนครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่อาจทนมองเพียงอย่างเดียวได้อีก หากไม่ทำให้นางรู้ ภายหน้าคงยากที่จะได้เชยชมอีกพอได้ลิ้มลอง เขาจึงไม่หยุดแค่การประกบปากแนบชิด เมื่อนางเริ่ม
หลังจากฟังคำรัชทายาทแล้ว ทุกคนก็เริ่มหาหนทางใหม่ แม้จะเอาชีวิตอีกฝ่ายไม่ได้ในทันที ถึงกระนั้นแผนการนี้ก็ไม่ได้ปัดตกไป เพราะมันอาจเป็นหนทางสุดท้ายในการรักษาราชวงศ์ไว้ แม้อีกฝ่ายจะมีสิทธิ์กลับเข้ามาปกครองก็ตามทว่าคนใจเหี้ยมที่หมายเอาชีวิตผู้อื่นเพื่อตำแหน่งน่ะหรือจะคู่ควรปกครองบ้านเมือง สั่งให้เผาค
ด้านตันหยาง นางอดทนรอฟังข่าวไม่ไหวจึงชักชวนคนสนิทออกไปดูที่ตำหนักสนมผิง พอดีที่ฮ่องเต้ทรงเสด็จมา นางจึงได้โอกาสย่องตามไป กระทั่งถึงก็พบกับกลุ่มองครักษ์มากมาย และข้าราชบริพารในตำหนักนี้ ที่กำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่“ฝ่าบาท! ฝ่าบาทช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันถูกใส่ร้าย หม่อมฉันถูกใส่ร้ายเพคะ” สนมผ
หลังจากชายาตนกลับมาพูดดีด้วย จิ่นหรงก็เริ่มหันมาหารือกับขุนนางทั้งสามต่อ “วันพรุ่งข้าจะให้หัวหน้าองครักษ์จินอู่ตรวจสอบว่าตำหนักใดเลี้ยงนก รวมถึงคนที่มีบาดแผลขีดข่วน คาดว่าไม่เกินสามวันคงได้ความ เพราะช่วงนี้ในวังตรวจตราเข้มงวดขึ้น เราก็อาศัยเรื่องนี้ตรวจหนอนบ่อนไส้เสียเลย”“มันคงนึกไม่ถึงว่าเรา
หลังจากนั้นคนร้ายก็ถูกพาตัวกลับไปขังตามเดิม และยังคงคุมเข้มเพื่อไม่ให้สองคนนี้คิดสั้นปลิดชีพตน เพราะต้องเอาทั้งคู่ไว้เป็นพยานเอาผิดซูเหวินอี้ก่อนภายในห้องรับรองของคุกหลวง…กลุ่มขุนนางยังคงหารือกันต่อ แม้จะมีคำสั่งออกมาบ้างแล้ว ทว่าคนที่ออกไปทำงานก็ล้วนแต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาระดับล่าง เพราะจิ







