LOGIN...เบญรดาทวนชื่อที่แสดงบนหน้าจอในใจแล้วก็ได้คำตอบจากข้อสงสัยเกี่ยวกับเขาภายในทันที
(นี่เขาเป็นเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้คนเดียวกับที่จะส่งกล้วยไม้ให้พี่วิท และเป็นคนเดียวกับที่ป๊าเคยพูดให้ฟังเหรอเนี่ย!!) ...โอมเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเธออีกครั้ง พร้อมกับยื่นมือเพื่อขอโทรศัพท์มือถือจากเธอ “ฮัลโหล!!! สวัสดีครับคุณวิท” ...โอมรับสายพร้อมกับหันหลังเดินไปยังประตูอีกรอบ เขาเดินไปคุยไปเพราะไม่อยากให้เสียงคุยไปรบกวนคนเจ็บจึงเดินมาคุยนอกห้อง ...ทว่าโอมไม่รู้ตัวว่าคนเจ็บแอบเดินตามหลังมาเงียบๆ เพราะอยากรู้ว่าเขากับพี่ชายของเธอคุยอะไรกัน จะใช่เรื่องเธอหรือเปล่า!! พี่วิทจะทราบหรือเปล่าว่าไม่ควรบอกข้อมูลของเธอให้คนอื่นรู้ แล้วป๊าจะรู้หรือยัง!! ป๊าต้องกำชับพี่วิทสิว่าไม่ควรบอกคนอื่นว่าเธอคือใคร...แต่เพราะเธอยังมีอาการตาพล่ามัวอยู่จึงเดินได้ช้าและต้องหยุดอยู่แค่หน้าประตูเพราะเขาดันปิดประตูเสียตั้งแต่ตั้งแต่เธอเดินตามมาได้ไม่กี่ก้าว และถ้าเธอเปิดเพื่อจะตามไปฟังก็จะทำให้เขาสงสัยและรู้ว่าเธอแอบฟังเขาพูดโทรศัพท์ เบญรดาเลยต้องหยุดตัวเองไว้แค่หน้าประตูบานนั้น
...เสียงพูดของเขาค่อยๆ ดังห่างออกไปๆ จนฟังไม่รู้เรื่องฟังไม่ได้ศัพท์ว่าคุยอะไรกันบ้าง เธอเลยเปลี่ยนเป็นเดินเกาะผนังห้องมายังหน้าต่างซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาแล้วได้มายืนริมหน้าต่างที่มีผ้าม่านบางๆ สีน้ำตาลอ่อนคล้ายใบไม้แห้ง
...เมื่อเบญรดาได้มายืนตรงหน้าต่างเธอก็ใช้มือแหวกผ้าม่านไปด้านข้างเพราะคิดว่าอาจจะได้รับลมเย็นๆ จากข้างนอกให้รู้สึกสดชื่นบ้าง แต่กลายเป็นว่าภาพเบื้องหน้านอกหน้าต่างนั่นทำเอาหัวใจของเธอฟูฟ่องพองโตอย่างอัตโนมัติทีเดียว แม้สายตายังพล่ามัวอยู่แต่ยังพอมองเห็นว่าเบื้องหน้าคือความสวยงามของท้องฟ้าสีครามที่ช่างสบายตาเสียจริง ไหนจะเทือกเขาที่สลับซับซ้อนไล่เฉดสีจากเขียวเข้มไปจนเป็นสีฟ้าจางๆ นั่นอีก ยิ่งทำให้คิดว่าหากมองชัดกว่านี้คงได้เห็นว่าทิวทัศน์ที่นี่สวยงามน่าประทับใจแค่ไหน (โอ้โหสวยจังเลย!! นี่ถ้าได้เห็นชัดๆ เคลียร์ๆ คงจะสวยสุดยอดเลยนะเนี่ย!!) ...เบญรดารำพันในใจแล้วไล่สายตาจากสุดขอบฟ้ามองต่ำลงมาเรื่อยๆ จนเมื่อเห็นลางๆ ว่าเบื้องล่างเป็นหุบลึกลงไปก็รู้สึกตื่นตาอีกครั้งกับบ้านหลังนี้ เพราะนอกจากจะได้เห็นว่าที่นี่อยู่ท่ามกลางป่าเขาที่สวยงามแล้วก็ยังได้เห็นอีกว่าตรงที่ที่ยืนอยู่คือบ้านไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา เพราะมองลงไปก็เห็นว่าไม่มีแผ่นดินอยู่เลย บ้านหลังนี้ถูกออกแบบการสร้างได้น่าทึ่งจริงๆ ...เบญรดาเหมือนถูกสะกดด้วยความสวยงามของธรรมชาติโดยเธอค่อยๆ ชะโงกหน้าลงมองไปยังหุบลึกเบื้องล่างนั่น ม่านตาที่พล่ามัวทำให้เห็นไม่ถนัดนัก รู้แต่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นสีดำกินพื้นที่กว้างใหญ่ของที่ราบในหุบนั่น แล้วไล่สายตาขึ้นมาหาตัวเองก็เห็นต้นไม้น้อยใหญ่สูงต่ำลดหลั่นกันไปตามความชันของพื้นที่...เธอคิดว่านั่นคงเป็นผ้าสแลนกันแดดสีดำ และแน่นอนว่าใต้ผ้าสแลนกันแดดนั่นก็คงเป็นสวนกล้วยไม้อย่างที่เขาบอกแน่นอน ข้างล่างนั่นคงมีกล้วยไม้หลากหลายชนิดหลากหลายสายพันธุ์และหลากหลายสีสันเลยละมั้ง โอ้โหแค่คิดภาพก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว
...เบญรดากวาดสายตาพล่าๆ เก็บเกี่ยวภาพทิวทัศน์เบื้องนอกอีกครั้งอย่างช้าๆ ความสวยงามของธรรมชาติทำให้เกิดความสดชื่นขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ยาวๆ แล้วค่อยๆ หันกลับเพื่อจะลองเดินออกไปข้างนอกห้องดูบ้าง “โอ๊ะ!!!” ...เพราะไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่เธอจึงชนเข้ากับร่างสูงใหญ่นั้นอย่างจังจนเสียหลักเซไปด้านหลัง แต่โชคดีที่เขาช่วยยึดต้นแขนเธอไว้ทันก่อนที่แผ่นหลังเธอจะกระแทกเข้ากับขอบหน้าต่าง “คุณ!! ขอโทษค่ะ!! ฉันไม่รู้ว่าคุณอยู่ตรงนี้!!” ...เธอตกใจและขอโทษอย่างลนลาน เขาปล่อยแขนเธอหลังจากเธอยืนได้ปกติแล้ว แต่สายตานิ่งๆ ที่มองมานั่นทำให้เบญรดาเดาไม่ถูกว่าเขาคิดอะไรหรือจะพูดอะไร...โอมมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาคาดคั้น
“คุณเป็นญาติกับคุณวีรวิทย์เหรอ!!” ...คำถามนั้นทำให้เบญรดาถึงกับเหวอและตามด้วยความหวั่นใจว่าข้อมูลประวัติของเธอจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป “เอ่อออ!! คือออ...เอ่อวีรวิทย์ไหนคะ!! ฉันคลับคล้ายว่าเหมือนมีญาติชื่อนี้เหมือนกัน แต่...เอ่อคุณช่วยขยายความให้ชัดกว่านี้อีกหน่อยได้มั้ยคะ!!” ...เธอยังแกล้งทำเป็นไม่รู้เพื่อยื้อเวลาคิดและจับทิศทางว่าเขากับพี่ชายเธอคุยอะไรกันบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกประหม่าเพราะกลัวว่าพี่วิทจะบอกเขาว่าเธอเป็นใครและมาทำอะไร ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งเพราะร่างกายและวิญญาณของเธอกลายเป็นความลับของทางราชการไปแล้ว ...โอมยืนในท่ามือล้วงกระเป๋ากางเกงและยังคงจ้องนิ่งไปที่เธอแบบไม่กระพริบตา “คุณวิทบอกผมว่าคุณเป็นญาติที่หนีพ่อแม่มาหางานทำที่นี่ และก่อนจะมาคุณก็บอกคุณวิทคนเดียวว่าคุณมาทำงานที่เชียงใหม่ คุณวิทติดต่อคุณไม่ได้เลยให้ทางบริษัทที่ผลิตนาฬิกาช่วยหาจุดพิกัดของคุณว่าตอนนี้คุณอยู่ไหน เพราะนาฬิกาของคุณสามารถติดตามได้ด้วยระบบจีพีเอส จนทางผู้ผลิตแจ้งกลับมาว่าคุณอยู่จุดนี้ คุณวิทเลยเช็คสถานที่ตามจุดพิกัดดูแล้วบังเอิญมาตรงกับที่อยู่ของผม เขาเลยโทรมาหาผม สอบถามว่าสองสามวันมานี้มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า!! มีใครมาที่นี่หรือเปล่า!! ผมก็บอกว่ามีคนแปลกหน้าได้รับบาดเจ็บมาและกำลังพักอยู่ที่นี่ และผมก็เล่าให้เขาฟังว่าคุณไปโดนไอ้พวกสวะนั่นไล่ตีหัวเอา แล้วโทรศัพท์ก็หายเลยติดต่อกลับไม่ได้” ...โอมขยายความด้วยเสียงแน่นๆ เสียยาวพรืดจนเข้าใจแจ่มแจ้งและนั่นก็ทำให้เบญรดาที่ยืนฟังถึงกับอึ้ง แต่ทุกอย่างต้องรีบดึงเข้าสู่บทละครให้เร็วพอที่เขาจะไม่เห็นพิรุธอะไรไปมากไหกว่านี้ จากที่ฟังสิ่งที่พี่ชายบอกเขาก็พอจะจับทางได้ว่าควรสร้างบทไปทางไหน ...แต่เธอก็ยังไม่กล้าแสดงความรู้จักกับพี่ชายตัวเองมากนัก เพราะกำลังสวมบทบาทคนมีปัญหาด้านความจำอยู่ แต่แค่นี้ก็โล่งใจได้มากทีเดียวว่าที่บ้านรู้แล้วว่าเธออยู่ที่นี่ซึ่งถือว่าพี่ชายเธอก็เก่งมากที่หาวิธีรู้ข่าวเธอจนได้ แต่ไอ้การที่บอกว่าเราหนีพ่อแม่มาหางานทำที่นี่นี่สิ คิดได้ยังไงนะพี่เรา(แหมพี่เราก็โกหกเก่งไม่เบาเลยนะ!! หึหึ)
...จากที่กลัวๆ เกร็งๆ เมื่อสักครู่ว่าความจริงจะถูกเปิดเผยก็กลายเป็นตอนนี้ลองคิดให้เป็นเรื่องสนุกเสียเลย แต่เมื่อเหลือบมองเขาก็ยังเห็นทำหน้าดุเหมือนเดิม มันชักจะยังไงแล้วสิ
......................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







