LOGIN...วีรวิทย์กำลังทำงานอยู่ในห้องทำงานของบริษัท เขารู้สึกกระวนกระวายใจเพราะแม่โทรมาถามข่าวน้องสาวสามสี่รอบแล้ว เขาได้แต่ปัดไปว่ายังไม่ว่างโทรหาน้องสาว ทว่าความจริงคือเขาพยายามโทรติดต่อตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่ไม่สามารถติดต่อได้ และพยายามตรวจสอบสัญญาณจากจุดพิกัดด้วยจีพีเอสที่เชื่อมสัญญาณต่อเข้ากับระบบนาฬิกาก็แสดงผลไม่ชัดเจน เพราะสัญญาณขาดๆ หายๆ
..ขณะที่เขากำลังนั่งครุ่นคิดเพื่อจะหาวิธีติดต่อน้องสาวอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น วิทรีบยกมือถือขึ้นดู คนโทรมาคือนายพลตฤณพ่อเขาเอง เขาจึงรับสาย
“ฮัลโหล!!! พ่อครับ!! ผมติดต่อไอ้เบลไม่ได้เลย เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ!!” ...เขารีบบอกผู้เป็นพ่ออย่างร้อนใจ “คงมีอะไรขัดข้องแหละ ตอนนี้ท่านผอบอรู้เรื่องแล้วและกำลังเช็คอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อก็ห่วงน้องเหมือนกัน ยิ่งแม่ของแกนี่ไม่ต้องพูดถึง เดินไปเดินมาบ่นงึมงำตลอดเวลาจนไม่เป็นอันทำอะไรแล้วเนี่ย!!” ...นายพลตฤณพูดน้ำเสียงค่อนข้างเคร่งเครียด “เดี๋ยวผมจะติดต่อไปทางแบรนด์นาฬิกาดูนะครับพ่อ ว่าจะให้เขาช่วยเช็คพิกัดให้อีกทาง ผมหวั่นๆ ว่าจะเกิดอะไรไม่ดีหรือเปล่าเพราะไอ้เบลรู้อยู่ว่าทุกคนเป็นห่วงมากและต้องโทรกลับมาส่งข่าวเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง แต่นี่มันสองวันแล้วนะครับ!!” ...น้ำเสียงกังวลของวีรวิทย์ทำให้ผู้เป็นพ่อยิ่งกังวลเพิ่มขึ้น ...นายพลตฤณนั่งหน้านิ่งแต่ภายในใจไม่ได้นิ่งตามสีหน้าเพราะกำลังคิดถึงลูกสาวสุดที่รักว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้บ้าง ไหนจะต้องคอยพูดปลอบใจภรรยาว่าให้ใจเย็นๆ อย่าตีโพยตีพายไปกับการขาดการติดต่อของลูกสาว แต่ตัวเองก็อดหวั่นใจไม่ได้เพราะเกรงว่าลูกสาวจะได้รับอันตราย แม้รู้ว่าฝีมืออยู่ในระดับเชื่อใจได้แต่คนเราย่อมพลาดพลั้งได้เสมอ .................... ก๊อก...ก็อก...ก็อก ...เสียงเคาะประตูดังขึ้นแล้วบานประตูก็ค่อยๆ เปิดเข้ามา โอมมองเข้ามาในห้องก่อนก้าวเท้าเข้ามา เขาเห็นคนเจ็บนั่งอยู่ริมเตียงนอนในท่าหย่อนขาลงพื้นและกำลังมองมาทางประตู จนเขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “เป็นไงมั่งครับ!! ดีขึ้นกว่าเมื่อเช้ามั้ย!!” ...โอมถามเสียงเรียบๆ ก้มลงมองคนเจ็บที่เงยหน้าขึ้นมองเขา “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ยังปวดอยู่บ้างแต่กินยาแก้ปวดแล้วค่ะเลยช่วยได้เยอะเลย” ...เธอตอบเขาด้วยสีหน้าหม่นๆ เพราะกำลังนั่งคิดหาทางที่จะติดต่อกลับไปยังส่วนกลางซึ่งยังคิดไม่ออก แล้วไหนจะที่บ้านอีก ป่านนี้ม๊ากับป๊าจะร้อนใจแค่ไหนที่ไม่ได้โทรกลับไปเลย แล้วพี่วิทกับพี่วินพอจะเดาๆ ได้มั่งไหมว่าเราเกิดเหตุโดยไม่คาดคิด ...ทว่าอยู่ๆ เบญรดาก็ตาลุกวาวเมื่อนึกได้ว่าวีรวิทย์พี่ชายคนโตเคยบอกว่านาฬิกาข้อมือที่จัดหามาให้นั้นได้ทำการเชื่อมสัญญาณด้วยระบบจีพีเอสซึ่งสามารถรู้จุดพิกัดได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืนทันทีเพื่อจะขอนาฬิกาคืน “คุณคะ!!! นาฬิกาค่ะ!! ขอนาฬิกานะคะ!!” ...เธอบอกเขาเสียงรัวเร็วและแสดงความดีใจออกมา จนโอมเลิกคิ้วแปลกใจกับกิริยาของเธอ “ได้สิ!!! ว่าแต่ไม่ได้ขโมยมาใช่มั้ย!!” ...เขาถามมา แต่จะด้วยความอยากล้อเล่นหรือจะถามเพื่อความแน่ใจว่ามันไม่ได้ถูกขโมยมาก็ช่างเหอะ เพราะตอนนี้จิตใจคนเจ็บเริ่มมีความหวังที่จะได้หาทางติดต่อกลับไปยังที่บ้านและส่วนกลางได้แล้ว แต่ไม่วายที่มีสะดุดหูกับคำว่า “ขโมย” “โธ่คุณก็!!! นี่ตกลงจะไม่เชื่อใจกันเลยใช่มั้ยว่าไม่ได้เป็นคนร้ายน่ะ!!” ...เธอทำท่าอ่อนใจที่เขาไม่ยอมเชื่อเธอว่าไม่ได้เป็นคนร้าย “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่!!! แค่ถามเฉยๆ เอ้าเอาไป!! มันเป็นของคุณ ผมก็ต้องเก็บไว้ให้คุณนั่นแหละ หึหึ!!” ...เขาส่งนาฬิกาที่ล้วงจากกระเป๋าเสื้อให้เธอและทำหน้าเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาที่เหมือนถูกขัดใจนั่น ทั้งยังแอบยิ้มมุมปากนิดๆ เพราะขำคนเจ็บที่ทำท่าทางเหมือนเด็กเกือบไม่ได้ขนม ...เบญรดารีบรับนาฬิกามาถือไว้ แล้วคิดต่อว่าต้องทำอย่างไรต่อไป “คุณชื่ออะไรคะ!!” ...อยู่ๆ เธอก็ถามชื่อเขา เพราะได้ยินแต่พี่แสงดาวเรียกแต่ไม่มั่นใจว่าออกเสียงอย่างไรเพราะพี่แสงดาวพูดคำเมืองเธอจึงถามเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง “ผมชื่อโอมครับ ที่นี่บ้านผมและข้างล่างโน่นเป็นสวนกล้วยไม้ของผมเอง ผมเป็นพ่อค้าขายกล้วยไม้ครับ แล้วคุณล่ะชื่ออะไร!! จำชื่อตัวเองได้หรือยัง!!” ...โอมตอบแล้วถามกลับ แต่ฝ่ายนั้นเงียบไม่ตอบ และกลับยืนเหมือนใจลอยใช้นิ้วหัวแม่มือลูบหน้าปัดนาฬิกาในมือไปมาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ...เบญรดาได้ยินชื่อเขาแล้วก็รู้สึกเหมือนคุ้นๆ ว่าเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน ยิ่งเขาบอกว่ามีสวนกล้วยไม้ก็ยิ่งคุ้นมาก คล้ายๆ กับที่ป๊าเคยบอกว่าพี่วิทจะส่งดอกกล้วยไม้ไปขายต่างประเทศ ...คิ้วสองข้างค่อยๆ ขมวดเข้าหากันเพื่อพยายามคิด แต่เพราะเขามองเธออยู่ เธอจึงแกล้งก้มหน้าลงมองนาฬิกาในมือแล้วคิดในใจ หรือจะเป็นคนเดียวกันกับที่เป็นคู่ค้าของพี่วิทหรือเปล่า หรืออาจไม่ไช่ก็ได้ เชียงใหม่มีคนชื่อโอมที่ทำสวนกล้วยไม้กี่คนกันนะ ถ้าใช่มันจะบังเอิญเกินไปไหม...และสิ่งที่เธอคิดได้ต่อมาคือต้องส่งข่าวให้ที่บ้านรู้ก่อนเพราะไม่อย่างนั้นที่บ้านจะเป็นห่วงมาก เธอเหลือบมองเขา
“ฉันขอยืมโทรศัพท์ได้มั้ยคะ!!” ...โอมซึ่งยืนสังเกตอย่างไม่ยอมละสายตา เมื่อเธอขอยืมใช้โทรศัพท์มือถือเขาก็ดึงมันออกมาจากกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์แล้วส่งให้เธอ ...เบญรดารับโทรศัพท์มือถือแล้วนั่งลงบนขอบเตียงก่อนแอบเหลือบตาขึ้นมองเขาอีกครั้งว่าเขายังมองเธออยู่หรือเปล่า เรื่องของเรื่องคือเธอตั้งใจว่าโทรเสร็จจะลบเบอร์โทรติดต่อของพี่ชายทิ้งทันที ...โอมเหมือนรู้ว่าคนเจ็บคงอยากคุยกับญาติเป็นการส่วนตัว “ตามสบายครับ!! เดี๋ยวผมค่อยกลับมาเอาโทรศัพท์คืน คุณจะโทรบอกใครกี่คนก็ได้ ที่นี่ชื่อฟาร์มกล้วยไม้สิทธิชัยอยู่อำเภอแม่แจ่มครับ ถ้าคุณจะให้ใครโทรกลับมาก็ให้โทรกลับมาเบอร์ผมได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ” ...โอมพูดจบก็เดินผละไปกับความคิดว่าเธอคงอยากพูดเรื่องที่ปกปิดตัวตนไว้เลยไม่อยากให้เขาอยู่ด้วย เพราะโดยปกติทั่วไปคนที่ได้รับความช่วยเหลือแล้วไม่มีเงื่อนงำอะไรจะสามารถพูดโทรศัพท์ต่อหน้าผู้อื่นได้เพราะการแจ้งให้ญาติทราบเป็นเรื่องที่ไม่น่าต้องปกปิด ...ทว่าขณะที่โอมเปิดประตูห้องแล้วกำลังจะก้าวออกไปนั้น อยู่ๆ โทรศัพท์มือถือเขาซึ่งอยู่ในมือของเบญรดาก็ดังขึ้น และเขาก็ได้ยินเสียงว่าโทรศัพท์มือถือมีสายเข้าเลยทำให้ต้องเปลี่ยนจากที่จะออกไปเป็นเดินกลับมารับสายก่อน ...เบญรดามองหน้าจอแล้วเห็นชื่อคนโทรเข้ามาก็ตกใจตาเบิกกว้างปากอ้าค้างเหมือนโดนผีหลอก (วีรวิทย์) .........................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)