تسجيل الدخول...โอมหรี่ตามองคนที่ยืนตรงหน้า พยายามเก็บความไม่พอใจบางอย่างไว้
“อีกครึ่งชั่วโมงผมจะเข้าเมือง และคุณก็ต้องไปกับผม!! คุณต้องไปหาหมอ!!” ...เสียงดุแกมสั่งนั่นเล่นเอาคนฟังถึงกับเหวออีกครั้ง เหวอกับคำว่าจะพาไปหาหมอ “อ่าาา!!! เอ่อออ..ไม่เป็นไรค่ะ!! ฉันคิดว่าไม่ต้องหาหมอหรอกค่ะ ขอแค่ให้หมอที่อนามัยล้างแผลทำแผลให้ใหม่ก็โอเคแล้ว ฉันไม่รบกวนคุณหรอกค่ะ”...เธอพยายามพูดเพื่อให้เขาเปลี่ยนใจและอยากให้เขาลดความดุลงสักหน่อย แต่ดูสีหน้าเขาแล้วก็ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลย
“คุณวิทฝากให้ผมพาคุณไปพบหมอที่โรงพยาบาลในค่ายทหาร เขาบอกว่ามีเพื่อนเป็นหมออยู่ที่นั่น เดี๋ยวเขาจะโทรประสานงานให้ คุณจะได้ไม่ต้องกังวลว่าไม่มีบัตรหรือไม่มีเอกสารติดตัว แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายอะไรทั้งหมดเดี๋ยวคุณวิทเขาจัดการเอง หน้าที่ของคุณคือไปกับผม!!” ...เสียงห้าวๆ ของเขาทำให้เบญรดาแอบสะดุ้งแล้วห่อไหล่หดตัวเพราะไม่อยากไป ส่วนเขาก็หันหลังเดินออกไป ทิ้งให้เธอยืนเกร็งๆ เอ๋อๆ ว่าทำไมต้องทำเสียงดุขนาดนั้นด้วย...คิดๆ ดูการพูดดุๆ นั้นช่างผิดปกติที่น่าจะมีสาเหตุ เบญรดาคิดอีกว่าถ้าความจริงคือเขารู้จักกับพี่วิทแล้ว แล้วรู้ว่าเธอเป็นญาติกับพี่วิทก็น่าจะมีท่าทีที่ยินดีหรือเป็นมิตรมากขึ้น เพราะอย่างน้อยก็มั่นใจได้จริงๆ ว่าเธอไม่ไช่ผู้ร้าย แต่ทำไมเขากลับมีท่าทีดุๆ จนดูขุ่นเคืองอย่างไรชอบกล
...โอมเดินลงบันไดเพื่อไปยังกระท่อมปีกไม้สำหรับเตรียมเอกสารต่างๆ ซึ่งมีแผนจะแวะเอาแฟ้มงานของบริษัทไปฝากไว้ที่บ้านพ่อกับแม่ด้วย...แต่แล้วเขาก็คิดถึงสิ่งที่วีรวิทย์บอกว่าญาติคนนี้ค่อนข้างเกเร และเพราะตอนอยู่กรงเทพนั้นทั้งเสพยาและติดพนันจนพ่อแม่ระอาใจถึงกับตัดหางปล่อยวัด และเกือบจะโดนแก๊งส่งยาเล่นงานเอาเลยต้องหนีมาทำงานเชียงใหม่ และวีรวิทย์เป็นญาติคนเดียวที่รู้เรื่องนี้เพราะเธอไปขอให้ช่วยหางานให้และช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายเบื้องต้น จนเห็นว่าเงียบไปแบบผิดปกติ จึงกลัวจะเกิดอันตรายขึ้นเลยเกิดการตรวจสอบจุดพิกัดตามที่เล่า
...แล้วก็เป็นไปตามคาดจริงๆ คือไปมีเรื่องกับพวกอันธพาลตามที่โอมเห็น ซึ่งข้อมูลที่เขาได้รับจากวีรวิทย์ทำให้คิดว่าเพราะเธอข้องเกี่ยวกับยาเสพติดเลยไปมีเรื่องขัดแย้งกับพวกนั้นจนเกิดเหตุขึ้นมา
...เพราะเขาไม่ชอบคนที่พัวพันกับยาเสพติด และเพิ่งสูญเสียพี่สาวไปเพราะยาเสพติด เขาเลยพาลไม่ชอบเธอไปด้วย และนี่คือสาเหตุที่เขาไม่อยากจะพูดดีด้วย...โอมนั่งรวบรวมแฟ้มงานแต่ใจกลับคิดถึงเรื่องที่วีรวิทย์เพิ่งเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเธอ
(หน้าตาก็ดี ทรงก็ดี ดูมีการศึกษา แต่ทำไมกลับพาตัวเองเข้าสู่วงอโคจรเสียได้นะ!! เสียดายความสวยจริงๆ)
.................... โครมมมม!!! เพล้งงงงงง!!! ...เสียงข้าวของตกหล่น แก้วน้ำร่วงหล่นจากโต๊ะแตกกระจายเพราะแฟ้มงานใหญ่ๆ หลายๆ แฟ้มนั้นถูกพ่อเลี้ยงทั้งขว้างทั้งเหวี่ยงทั้งฟาดไปโดนข้าวของบนชั้นวางของ โดนสิ่งของบนโต๊ะทำงาน จนตกแตกแหลกกระจายเต็มพื้นห้อง “บัดซบที่สุด!!! พวกมึงทำงานกันยังไง!! แม่งงง..ทำงานเหี้ยเหี้ย!!” ...พ่อเลี้ยงทรงพลด่ากราดสาดเสียเทเสียอย่างโกรธจัดใส่ลูกน้องที่ยืนเอามือประสานกันและก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะทำงานสามสี่คนนั้นถึงกับสะดุ้งโหยงและหน้าถอดสี “ครั้งนี้กูไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าจะมีการอุ้มกันแบบนี้!!! กูเช็คไปทุกสายแล้ว!!! แม่งงงไม่มีใครรู้เรื่องไอ้อาซือถูกอุ้มเลย!! มันคืออะไรเนี่ยยย!! เหี้ยยยเอ้ยยยย!!” โครมมมม!!....โครมมมมมม!!!! ...ความเกรี้ยวกราดจนปรอทแตกทำให้พ่อเลี้ยงแสดงสันดานเถื่อนออกมาโดยการปาแฟ้มงานบนโต๊ะไปกระแทกฝาห้องจนโดนกรอบรูปราคาแพงร่วงหล่นระเนระนาด “พวกมึงทำเหี้ยอะไรสำเร็จมั่งเนี่ย!!! หา!!! ไหนบอกว่ามีอีตัวไหนที่มึงเห็นว่ามันเอาไอ้อาซือไป!! ไหน!!! มันอยู่ไหน!! มึงก็จับมันไมได้อีก สัดเอ้ยยย!!” ...คำหยาบคายที่พ่อเลี้ยงตะเบ็งออกมาด้วยความโกรธนั้นยังกับรัวปืนเอ็มสิบหกที่รวมสรรพสัตว์เอาไว้เท่าที่นึกได้ ใบหน้าแกงด่ำและถมึงทึงเหมือนยักษ์เหมือนมารนั้นมองลูกน้องเหมือนอยากจะฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ ...ลูกน้องทั้งสี่คนได้แต่ยืนก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองผู้เป็นเจ้านาย เพราะทุกคนรู้ดีว่าถ้าเจ้านายโมโหขึ้นมานี่ความแรงพอๆ กับภูเขาไฟระเบิดทีเดียว “กูให้เวลามึงห้าวัน!! ไปสืบมาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วไอ้อาซืออยู่ที่ไหน!! ไปสืบมาให้ได้ถ้าไม่รู้เรื่องล่ะก็!! พวกมึงไม่ต้องกลับมาหากูอีก!! เข้าใจมั้ย!!! ป๊ายยยย!! ถุ๊ยยยยย!!! ...ความหยาบช้าต่ำตมของคนชั่วนั้นเวลาโกรธก็เหมือนปีศาจที่แสดงความถ่อยสถุนออกมาอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งลูกน้องคนสนิทที่คอยจัดการด้านตลาดและขนย้ายสินค้ามาโดนอุ้มหายไปแบบไร้ร่องรอยแบบนี้ก็ยิ่งโกรธแค้นจนอยากกระซวกพวกที่ยืนอยู่ให้ตายกลายเป็นหมาข้างถนนไปเลย ......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







