تسجيل الدخول“เป็นไงมั่งหนู!! ข้าวมันป้าอร่อยมั้ย!!”
...คุณป้าหรือแม่เลี้ยงฟองจันทร์ถามเธอด้วยน้ำเสียงเอ็นดูหลังจากจัดการให้เธอมาลองชิมของหวานที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อสักครู่ ...เบญรดารู้สึกถูกปากกับข้าวเหนียวมูนกะทิที่มีรสชาติทั้งหวานมันเค็มนั่น “อร่อยมากค่ะ!! หนูเคยกินที่ม๊าซื้อมา เอ้ยยย!! เคยซื้อจากตลาดแต่ไม่เคยเห็นวิธีการทำและไม่เคยกินสดๆ แบบนี้ค่ะ” ...เธอบอกหญิงสูงอายุที่ดูใจดีใบหน้ามีความหม่นเศร้าอมทุกข์อยู่ด้วย “หึๆๆ!! ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ นะจ๊ะ ป้ามีอีกเยอะ นี่นะถ้ายายออมยังอยู่ก็คงกินเอาๆ เหมือนกันเพราะชอบกินมาก ที่นี่เขาเรียกว่าข้าวมันจ้ะ” ...คนที่เธอเรียกว่าคุณป้าพูดด้วยเสียงที่มีทั้งความดีใจเพราะเธอชมว่าอร่อยแต่เสียงกลับเศร้าในท้ายประโยคจนคนฟังรู้สึกสะดุดหูกับคำพูดนั่น “เหรอคะ!! แล้วยายออมนี่คือใครคะคุณป้า!!” ...เธอถามออกไปโดยไม่มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเธอไม่รู้จักคนที่ถูกเอ่ยชื่อ แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดช้อนเล็กๆ ในมือที่กำลังตักข้าวเหนียวใส่ปาก เพราะสีหน้าหญิงสูงอายุเศร้าลงทันทีและหันหน้าทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง “ยายออมก็คือลูกสาวของป้าเอง เป็นพี่สาวของตาโอม เขาจากป้าไปเกือบสองเดือนแล้ว จากไปแบบไม่มีวันกลับมา” ...เสียงพูดสั่นๆ จนจะร้องไห้นั้น เหมือนเป็นการบอกเล่าความเสียใจทั่วไปของหัวอกคนเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไป แต่เบญรดาฟังแล้วอึ้ง ...แล้วโปรแกรมในสมองก็ถูกเทียบเคียงกันไปมา ข้อมูลนั้นเข้าล็อคนี้ ข้อมูลนี้เข้าล็อคนั้น แล้วทุกอย่างก็ถูกประมวลผลออกมาอย่างรวดเร็ว (หา!!! คุณออมพี่สาวคุณโอม คือคนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพ่อเลี้ยงทรงพลจนโดนวางยาพิษในเรือนจำหญิง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่ในบ้านครอบครัวของผู้หญิงที่ใช้ความผิดพลาดพลิกกลับมาสร้างประโยชน์ให้ทางการจนต้องตายเพราะโดนอีกฝ่ายวางยาพิษเพื่อเป็นการฆ่าตัดตอน นี่เรากำลังนั่งอยู่ในบ้านของเธอผู้ที่เราระลึกถึงและขอบคุณเธอที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพ่อเลี้ยงเหรอเนี่ย!! แล้วเราก็กำลังทานของหวานที่แม่เธอทำขึ้นเพียงเพราะคิดถึงลูกสาวจึงทำของหวานที่ลูกสาวชอบกินนั่นเอง)...ข้อมูลต่างๆ ถูกเรียบเรียงขึ้นมาเป็นเรื่องราวภายในหน่วยความจำของหมวดเบ็ญรดา
“คุณป้าคะ!! คุณอุมาพรคือลูกสาวคุณป้าเหรอคะ!!”...เบญรดาถามอย่างตื่นเต้น หากแต่ทันใดนั้นโอมก็เข้ามา
“คุณรู้จักพี่สาวผมด้วยเหรอ!!!” ...เขาถามสวนกลับมาทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้นโดยไม่รอให้ผู้เป็นแม่ตอบ เธอหันขวับไปตามเสียงนั่นทันทีเช่นกัน ระยะห่างไม่ไกลมากที่แม้จะมองไม่ชัดแต่ก็พอมองเห็นว่าเขายืนอยู่กลางประตูห้องครัวพอดีและเขาคงคุยงานเสร็จแล้ว ...สมองหมวดเบญรดาทำงานอย่างรวดเร็วอีกรอบ เมื่อต้องรีบคิดเพื่อพลิกสถานการณ์ที่จู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว “เอ่ออออ!! ฉันก้อ...ก็ถามไปตามที่คุณป้าเล่าน่ะค่ะ” ...เธอแถแบบน้ำขุ่นคลักและรู้ตัวว่าเป็นการแถที่ไม่เนียนเอาเสียเลย จึงหันไปมองแม่เลี้ยงฟองจันทร์คุณแม่ของเขา แล้วส่งสายตาขอร้องให้ช่วยเธอ ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์เห็นหน้าลูกชายก็รู้แล้วว่าไม่ค่อยสบอารมณ์กับคำถามของแม่หนูคนนี้สักเท่าไหร่ เพราะคงเกิดความเสียใจขึ้นมาเมื่อมีคนเอ่ยชื่อพี่สาวของตัวเอง “มากินข้าวมันสิโอม แม่เตรียมไว้สำหรับทำใส่บาตรพรุ่งนี้ แล้วแบ่งออกมาไว้ให้ทานกันน่ะ นี่ๆ หนูคนนี้เขาทานแล้วนะ เขาบอกอร่อยด้วย” ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์พูดกับลูกชายพร้อมทั้งกวักมือเรียกให้ไปนั่งร่วมโต๊ะกันเพื่อทานของหวาน แล้วอยู่ๆ เหมือนแม่เลี้ยงฟองจันทร์จะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้อๆๆ เห็นโอมบอกว่าหนูเป็นญาติกับคุณวีรวิทย์ บริษัทที่โอมจะส่งกล้วยไม้ให้เหรอลูก!!”...แม่เลี้ยงฟองจันทร์หันกลับมาถามคนเจ็บที่นั่งทำหน้าเหวอค้างอยู่
“อ๋อค่ะ!!! คือหนูก็เหมือนจะลืมๆ น่ะค่ะเพราะหมอบอกว่าช่วงนี้ทั้งประสาทตาและสมองอาจมีปฏิกิริยาจากแรงกระแทกเลยทำให้ตาพล่าและสมองอาจมึนๆ งงๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่มันจะเป็นไม่นานค่ะคุณป้า ทีนี้หนูเลยจำได้แค่ว่าคุณวิทเป็นญาติ แต่ก่อนหน้านั้นหนูจำไม่ค่อยได้ว่าความสัมพันธ์เราสนิทกันมากแค่ไหนน่ะค่ะ แหะๆๆ” ...คนเจ็บหาช่องออกไปเรื่อย ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้โอมรู้สึกเหมือนถูกโกหกตลอดเวลา แต่เขาก็เดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะตามที่ผู้เป็นแม่เรียก และนั่นก็ให้คนเจ็บต้องเหนื่อยกับการคิดเรื่องต่อ...โอมนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สักฝั่งตรงข้ามเธอซึ่งมีโต๊ะกลมทำจากไม้สักเช่นกันคั่นกลาง เขาจ้องมาสายตาที่เบญรดาไม่ชอบเอาเสียเลย
“เขาคงสมองฟั่นเฟือนน่ะครับแม่ คุณวิทถึงได้ฝากผมให้ช่วยดูแลหน่อย จะปล่อยไปอยู่คนเดียวเดี๋ยวจำโน่นจำนี่ไม่ได้เกรงจะถูกจับไปฝากไว้ที่สวนปรุงน่ะครับ หึ!!” ...เขาแซะเธอ จนเธอเหรอหรารอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้เพราะสวนปรุงที่เขาพูดถึงคือโรงพยาบาลด้านจิตเวชหรือด้านโรคประสาท หรือตีความหมายง่ายๆ สั้นๆ คือเขาแกล้งพูดกระแทกว่าเธอเป็นบ้านั่นเอง “อ้ออย่างนั้นหรอกเหรอ!! หรือว่าพักที่นี่มั้ยล่ะหนู ห้องหับมีเยอะแยะแต่คนอยู่น้อยมาก มีป้ากับลุงแล้วก็มีอาของตาโอมที่เพิ่งมาอยู่ ก็มีกันแค่นี้เองแหละจ้ะ แล้วเผื่อเวลาหนูไปหาหมอจะได้สะดวกไงจ๊ะ” ...แม่เลี้ยงฟองจันทร์แสดงน้ำใจชวนเธอพักอยู่ที่นี่ และนี่คือจุดที่เบญรดากำลังคิดว่าน่าจะเข้าทางเธอหากได้พักอยู่ที่นี่ เพราะจะทำให้การสืบข้อมูลต่อคงสะดวกกว่าไปอยู่บนดอย ที่สำคัญครอบครัวนี้รู้จักและเกลียดพ่อเลี้ยงทรงพลมาก หากเธอจะสืบหาวิธีเพื่อเข้าถึงพ่อเลี้ยงต่อไปก็คงไม่ยาก “หนูพักได้เหรอคะคุณป้า!!” ...เบญรดาแกล้งถามกลับไปด้วยท่าทีเกรงใจ “คงจะไม่ได้หรอกครับ!! ผมไม่อยากให้คุณวิทหาว่าผมรับปากไปงั้นๆ แล้วเอาญาติเขามาทิ้งมาขว้างไว้อีกที่ อีกอย่างที่นี่อยู่ในเมืองเดี๋ยวถ้าพวกนั้นตามเจอขึ้นมาก็จะเดือดร้อนกันเปล่าๆ “ ...เขารีบแทรกขึ้นก่อนที่แม่เขาจะตอบรับ สายตาที่มองมาเหมือนเธอไปทำผิดอะไรมาอย่างนั้นแหละ เขาเลยดูจะไม่ค่อยชอบเธอ และที่ต้องรับผิดชอบขนาดนี้ก็คงเพียงเพราะถูกฝากฝังมาจากคุณวีรวิทย์เท่านั้น ...เบญรดาแอบถอนหายใจระบายความอึดอัด(หมดกัน!! กับช่องทางที่จะไปหาเป้าหมาย)
“ผมว่าจะกลับล่ะครับแม่ นี่จะสองทุ่มแล้ว กว่าจะถึงก็ดึกพอดี” “แล้วทำไมไม่ค้างเสียที่นี่ล่ะ พรุ่งนี้เช้าลูกก็เข้าไปสำนักงานสักหน่อยสิ” ...แม่เขาบอก และเพราะเห็นว่าค่ำมืดแล้วจึงไม่อยากให้เขาพาคนเจ็บขับรถขึ้นดอยไปอีกเกือบสองชั่วโมง “ไว้ผมมาค้างวันหลังนะครับ พรุ่งนี้เช้ามืดผมต้องให้เขาขนส่งกล้วยไม้ชุดแรกเข้ากรุงเทพให้คุณวิทน่ะครับ”.....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







