เข้าสู่ระบบ"นังปีศาจ! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเถียงข้า!” นักพรตกำมะลอตวาดก้อง ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาสะบัดแส้หางม้าชี้หน้าเซียวหลัน นิ้วมือที่สวมแหวนหยกปลอมสั่นระริก "ข้าคือนักพรตเต้าจีผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน! ข้ากำลังทำพิธีปัดเป่าโรคร้ายด้วยน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เจ้ากลับเอาน้ำมาต้มจนเดือดพรากวิญญาณแห่งสายน้ำไป แล้วยังบังอาจกันท่าไม่ให้ข้าเข้าไปช่วยเหลือคนป่วยอีก!"
"เผานางเลย! เผานาง!" ชาวบ้านบางคนที่หวาดกลัวเริ่มตะโกนสนับสนุน ก้อนหินก้อนหนึ่งถูกปาเข้ามาเฉียดไหล่เซียวหลันไปเพียงนิดเดียว
เซียวหลันไม่ขยับหนี แม้บาดแผลที่หน้าท้องจะประท้วงด้วยความเจ็บปวดแต่นางยังคงยืนหลังตรงสู้เพื่อสู้กับกลุ่มคนตรงหน้า แววตาที่มองผ่านใบหน้าบวมปูดนั้นนิ่งสงบจนน่าขนลุก
"น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ" นางเอ่ยเสียงเรียบแต่ดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบกริบลงชั่วขณะ “งั้นข้าขอถามท่านนักพรต น้ำมนต์ของท่าน รักษาคนหายไปกี่คนแล้ว"
นักพรตเต้าจีชะงัก "อะ... อะไรนะ?"
"ข้าถามว่าคนที่ดื่มน้ำมนต์ผสมขี้เถ้าของท่านรอดชีวิตกี่คน" เซียวหลันก้าวสามขุมเข้าไปหา อีกฝ่ายเผลอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "หรือว่าดื่มแล้วตายเร็วขึ้นกันแน่"
"สามหาว! พวกเขาตายเพราะกรรมหนัก! เพราะพวกเขามีปีศาจสิงสู่เหมือนเจ้า!"
"งั้นหรือ..." เซียวหลันแสยะยิ้มเย็นเยียบ นางหันกลับไปชี้ที่ร่างของอาหลงและเสี่ยวชุนที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ "ดูให้เต็มตา! เมื่อวานพวกเขานอนรอความตาย ร่างกายขาดน้ำจนช็อก ตาเหลือกค้าง แต่วันนี้พวกเขาลืมตาได้ ลุกขึ้นนั่งได้และมีชีวิตรอด นี่ไม่ใช่เพราะน้ำมนต์ของท่านแต่เป็นเพราะน้ำต้มสุกที่ท่านกล่าวหาว่าข้าลบหลู่นั่นแหละ!"
สายตาของฝูงชนหันขวับไปมองตามนิ้วของนาง ภาพที่เห็นคือเสี่ยวชุนกำลังจิบน้ำอย่างช้าๆ แม้จะยังดูอ่อนเพลียแต่สีหน้ากลับมีเลือดฝาด ไม่เหมือนคนใกล้ตายเมื่อวานเลยสักนิด
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น "เออจริงด้วย เมื่อวานข้าเห็นตาเฒ่านั่นแน่นิ่งไปแล้วนี่นา"
"หรือว่านางจะพูดจริง"
นักพรตเต้าจีเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแก้เกม "นั่นมันมนตร์ดำ! นางใช้วิชาไสยเวทปลุกผี! อย่าไปหลงเชื่อ! ใครเชื่อมันข้าจะไม่แจกน้ำมนต์ให้อีก!"
คำขู่ว่าจะงดแจกน้ำมนต์ทำให้ชาวบ้านเริ่มลังเลอีกครั้ง ความกลัวตายทำให้มนุษย์ขาดสติ
เซียวหลันถอนหายใจเฮือกใหญ่
'คนพวกนี้... ต้องเห็นด้วยตาถึงจะเชื่อ'
"ถ้าเช่นนั้น..." นางหันไปคว้าถ้วยดินเผาจากมือหญิงชาวบ้านคนหนึ่งภายในมีน้ำสีขุ่นคลั่กผสมเศษขี้เถ้าที่นักพรตเพิ่งแจกให้ "ท่านบอกว่าน้ำนี้บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่"
"แน่นอน! ข้าปลุกเสกมากับมือ!"
เซียวหลันหยิบผ้าขาวบางที่ฉีกจากชายเสื้อซับในสะอาดของนางเองแล้วเอาออกมาวางปิดปากถ้วยเปล่าอีกใบ ก่อนจะเทน้ำมนต์นั้นผ่านผ้ากรองลงไป ผู้คนต่างชะเง้อค้อมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อน้ำไหลผ่านจนหมดเซียวหลันก็ชูผ้าขาวบางขึ้นสู่แสงตะวัน
"ดูซะ! นี่หรือคือความศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเจ้าดื่มกิน!"
บนผ้าขาวนั้นปรากฏคราบโคลนตมสีดำ เศษแมลงที่ตายแล้ว และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือตัวอ่อนของพยาธิสีแดงตัวเล็กๆ ที่กำลังดิ้นอยู่บนผืนผ้านั้น
"กรี๊ดดด!" หญิงเจ้าของถ้วยกรีดร้องก่อนจะล้มพับลงไปกองกับพื้นแล้วเริ่มล้วงคออาเจียน
ความเงียบงันเปลี่ยนเป็นความแตกตื่นสยดสยอง
"สิ่งนี้คือหนอนพยาธิและสิ่งสกปรก" เซียวหลันประกาศก้องเสียงแข็ง "มันอยู่ในน้ำดิบที่พวกเจ้าตักมาดื่มกินโดยไม่ต้ม มันเข้าไปฟักตัวในท้อง กัดกินลำไส้ ทำให้พวกเจ้าถ่ายท้อง อาเจียนจนตาย ท่านนักพรตผู้นี้ไม่ได้ช่วยพวกเจ้า แต่เขากำลังป้อนยาพิษให้พวกเจ้าต่างหาก!"
นักพรตเต้าจีหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก "มะ... ไม่จริง! เจ้าเล่นกล! เจ้าเสกหนอนใส่!"
"ช่วยด้วย! ท่านหมอ! ช่วยลูกข้าด้วย!"
จังหวะนั้นเองหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งอุ้มเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา เด็กน้อยตัวเขียวคล้ำ ชักเกร็ง ตาเหลือกขึ้นบน น้ำลายฟูมปาก
"ท่านนักพรตบอกว่าลูกข้าหมดทางเยียวยาแล้ว แต่ท่าน... ท่านช่วยคนตายให้ฟื้นได้ ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วย!" หญิงคนนั้นคุกเข่าโขกศีรษะให้เซียวหลันจนเลือดซิบ
เซียวหลันทิ้งผ้าในมือทันที สัญชาตญาณแพทย์เข้าครอบงำ นางรับร่างเด็กน้อยมาวางราบกับพื้น
'ภาวะช็อกจากการขาดน้ำรุนแรง สมดุลเกลือแร่เสียจนเกิดอาการชัก'
"จับตัวเขาไว้!" นางสั่งแม่เด็กเสียงเฉียบขาด
มือข้างหนึ่งของเซียวหลันกดจุดเหรินจงบริเวณร่องเหนือริมฝีปากเพื่อเรียกสติ อีกมือคว้าเข็มเงินออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะปักลงไปที่จุดเน่ย-กวนตรงข้อมือและจู๋ซานหลี่บริเวณหน้าแข้ง เพื่อระงับอาการอาเจียนและปรับสมดุลช่องท้อง
การลงเข็มของนางรวดเร็ว แม่นยำ และเด็ดขาด ราวกับนางรำที่กำลังร่ายรำดาบ แค่เพียงไม่กี่อึดใจร่างที่เกร็งกระตุกของเด็กน้อยก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง ลมหายใจที่เคยติดขัดเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ เปลือกตาที่เหลือกค้างค่อยๆ ปิดลงเข้าสู่ห้วงนิทรา
“เขาปลอดภัยแล้ว แค่ต้องการน้ำเกลือแร่และการพักผ่อน" เซียวหลันกล่าวพลางปาดเหงื่อที่ซึมเข้าตา
เสียงเฮลั่นดังกึกก้องไปทั่วค่ายลี้ภัย ชาวบ้านที่เคยถือหินเตรียมปาใส่ บัดนี้ต่างทิ้งอาวุธแล้วทรุดตัวลงคุกเข่า คำนับนางราวกับนางคือเทพธิดาจำแลง
"ท่านหมอเทวดา!"
"ขอบคุณท่านหมอ!"
"ช่วยพวกเราด้วย!"
นักพรตเต้าจีเห็นท่าไม่ดีรีบมุดหนีหายไปในฝูงชนทิ้งไว้เพียงความอับอายและความแค้นที่ถูกหักหน้า
เซียวหลันลุกขึ้นยืน แม้ขาจะสั่นพับๆ ด้วยความอ่อนล้า แต่นางก็กัดฟันฝืนยืนหยัด นางกวาดสายตามองผู้คนที่กำลังกราบไหว้ นางไม่ได้ต้องการการบูชา แต่ต้องการความเป็นระเบียบ
"ฟังข้า!" นางตะโกนเสียงดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ถ้าพวกเจ้าอยากรอดชีวิต จงฟังและทำตามกฎของข้า ข้อหนึ่ง! ห้ามดื่มน้ำดิบเด็ดขาด ต้องต้มจนเดือดปุดๆ เท่านั้น ข้อสอง! ห้ามถ่ายอุจจาระเรี่ยราดให้ไปถ่ายในหลุมที่ข้าจะกำหนดให้ แล้วกลบฝังทุกครั้ง ข้อสาม! ใครที่มีอาการป่วยให้แยกตัวออกมาที่โซนนี้ ห้ามปะปนกับคนปกติ!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชนอีกครั้ง
"กฎของข้าคือกฎแห่งการอยู่รอด ใครทำตามรอด ใครฝ่าฝืนก็เชิญไปตามหานักพรตผู้นั้นที่ปรโลกซะ!"
กาลเวลา... คือสายน้ำที่ไหลเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันพัดพาเอาความรุ่งโรจน์ ความสูญเสีย และความทรงจำให้จางหายไปตามแรงลม ทว่าสำหรับบางคน กาลเวลากลับเป็นพยานหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่า "รัก" และ "การเสียสละ" นั้นมีอยู่จริงสิบปีผ่านไป...ประดุจชั่วพริบตาของสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดเขาชิงฝู ความเปลี่ยนแปลงได้คืบคลานเข้าสู่แผ่นดินจินหลิงทว่าในทิศทางที่งดงามขึ้น มหานครจินหลิงในวันนี้มิใช่สมรภูมิแห่งการแย่งชิงพลังงานเร้นลับอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นตำนานแห่งความรุ่งเรืองที่เล่าขานกันว่ามีรากฐานมาจากยุคสมัยที่ หมอเทวดา ผู้มาจากแดนไกล และ แม่ทัพพยัคฆ์ ผู้เกรียงไกร ยอมสละลาภยศและอำนาจเหนือคนทั้งปวง เพื่อวางรากฐานการแพทย์ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎรโรงเรียนแพทย์ที่อ๋องสิบเอ็ดจัดตั้งขึ้นตามโครงร่างวิจัยที่เซียวหลันทิ้งไว้ได้ผลิตหมอรุ่นใหม่ที่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่เคยเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือชำระเชื้อโรคด้วยแอลกอฮอล์ การแยกกักโรคอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันโรคระบาด หรือการปรุงยาด้วยหลักการสัณฐานวิทยาและเคมีพื้นฐาน นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้อัตราการตายของราษฎรลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ และทำ
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านประหนึ่งกระแสน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่เคยไหลย้อนกลับ หลายเดือนผ่านพ้นไปแล้วนับตั้งแต่วันที่รถม้าคันเล็กซอมซ่อลอบเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองมหานครจินหลิง ท่ามกลางแสงสลัวอันเหน็บหนาวของรุ่งสาง เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจบนบัลลังก์เลือด กลิ่นคาวของการทรยศ และเทคโนโลยีล้ำยุคที่แฝงตัวมาในคราบของปาฏิหาริย์ บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพจำที่พร่าเลือนและห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของคนทั้งสี่ภายใต้หุบเขาชิงฝูซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตรงรอยต่อของชายแดนทางทิศใต้ ภูมิประเทศที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนประหนึ่งป้อมปราการธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวายของราชสำนัก หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมลำธารใสแจ๋ว รายล้อมด้วยไร่ชาสีเขียวขจีที่ทอดตัวตามแนวเขาและป่าไผ่ที่ลู่ตามลมจนเกิดเสียงซ่าๆ บัดนี้ได้กลายเป็นที่พำนักแห่งใหม่และถาวรของอดีตหมอปีศาจผู้พลิกแผ่นดินและแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรที่นี่... ในหมู่บ้านชิงฝู ไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อของเซียวหลันในฐานะสตรีผู้กุมความลับแห่งกาลเวลาและพลังเหนือธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่านางคือผู้ที่เคยยืนหยัดต่อกรกับก
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินที่เย็นเยียบ ร่างของไป๋อวิ๋นทรุดลงในอ้อมแขนของหลี่หยาง ขณะที่กระบี่ของอ๋องสิบเอ็ดยังคงปักคาอยู่ที่หน้าอก แสงสว่างจากคบเพลิงบนผนังวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนของหัวหน้าหอเมฆาผู้อยู่เบื้องหลังความสงบสุขของจินหลิงมาเนิ่นนาน"เจ้า... เจ้าคนทรยศ!" อ๋องสิบเอ็ดตะโกนด้วยเสียงที่สั่นเครือ พระหัตถ์ที่กำด้ามกระบี่ยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธาและตระหนก "เจ้ากล้าเอาชีวิตมาแลกกับนังหมอโอหังนี่งั้นรึ!"ไป๋อวิ๋นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เขาพยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก "ฝ่าบาท... กระบี่ที่แทงข้า... คือกระบี่ที่ท่านใช้ปกป้องราษฎร... มิใช่กระบี่เพื่อกิเลส... ข้าเพียงช่วย... ให้ท่านไม่หลงผิดไปมากกว่านี้..."สิ้นคำพูดสุดท้ายมือที่กุมคมกระบี่ไว้แน่นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน ดวงตาของไป๋อวิ๋นปิดสนิทลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทับหัวใจของทุกคนในที่นั้นเซียวหลันน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางมองดูร่างของสหายผู้จงรักภักดีด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ทว่าในความโศกเศร้านั้นกลับมีความเด็ดเดี่ยวผุดขึ้นมา นางยันกายลุกขึ้นยืนประจันหน้า
ภายในห้องปฏิบัติการลับของสภาโอสถหลวง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของเซียวหลันที่กำลังหมกมุ่นอยู่หน้าเตากลั่นยาที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้พักผ่อน ริมฝีปากที่เพิ่งได้สัมผัสถึงรสชาติของน้ำชาบัดนี้แห้งผาก ทว่าแววตาของนางกลับฉายความมุ่งมั่นประหนึ่งประกายเพชรในความมืดเป้าหมายของนางไม่ใช่การปรุงโอสถอมตะตามรับสั่งของอ๋องสิบเอ็ด แต่คือการสกัดยาถอนพิษพันธุกรรม ยาที่จะทำให้พลังงานสีม่วงจากมุกมังกรในเลือดของนางและหลี่หยางเสื่อมสภาพลงจนกลับกลายเป็นเลือดมนุษย์ธรรมดา"มันต้องใช้กรดที่กัดกร่อนระดับเซลล์ แต่ต้องมีตัวกลางเป็นเมือกของกบภูเขาเพื่อไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อหลัก..." เซียวหลันพึมพำกับตัวเองขณะหยดของเหลวสีเขียวใสลงในหลอดทดลอง เสียงฟู่และควันบางๆ ลอยขึ้นมา นางยิ้มอย่างพึงพอใจ "สำเร็จ... มันเสถียรแล้ว"ขณะเดียวกันอ๋องสิบเอ็ดเริ่มไม่ไว้ใจความเคลื่อนไหวในห้องแล็บ พระองค์ทรงส่งองครักษ์เงาที่มีความสามารถในการพรางตัวระดับสูงไปสอดแนมเซียวหลันตลอดเวลา"กราบทูลฝ่าบาท นางไม่ได้ปรุงยาส่งเสริมพลังเลยพ่ะย่ะค่ะ... แต่ดูเหมือนนางกำลังปรุงยาที่ออกฤทธิ์สลายสิ่งเร้นลับในตัวนางเอง!" องครั
สายหมอกยามเช้าเหนือทะเลสาบจินหลิงค่อยๆ เลือนหายไปทิ้งไว้เพียงผิวน้ำที่สงบนิ่งประหนึ่งกระจกเงาบานยักษ์ที่คอยปกปิดความลับดำมืดใต้ก้นบึ้งไว้ตลอดกาล เซียวหลันนั่งอยู่ริมตลิ่งพลางทอดสายตามองดูเหล่าทหารที่กำลังเก็บกวาดซากเรือและอุปกรณ์ที่หลงเหลือจากการปะทะ แม้ร่างกายของนางจะได้รับการเยียวยาด้วยพลังแห่งมุกมังกรจนไร้ร่องรอยบาดแผล ทว่าความเหนื่อยล้าทางจิตใจกลับหนักอึ้งประหนึ่งแบกขุนเขาเอาไว้นางก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง แสงแดดที่ตกกระทบผิวทำให้เห็นเส้นเลือดจางๆ ที่ไหลเวียนด้วยประกายสีม่วงอ่อนลึกลับ นางรู้สึกได้ถึงจังหวะของพลังงานที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับหลี่หยางที่นั่งพักอยู่อีกด้านหนึ่ง"มันจบแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนกระซิบขณะยื่นน้ำขิงอุ่นๆ ให้ "เครื่องจักรนั่นพังแล้ว อาซานก็ตายแล้ว... เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่โรงหมอเหมือนเดิมใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู?"เซียวหลันไม่ได้ตอบแต่นางสังเกตเห็นทหารม้าเร็วกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดเกราะเต็มยศของวังหลวงกำลังมุ่งหน้าตรงมายังจุดที่พวกนางพักอยู่ พร้อมกับธงสีเหลืองอร่ามขององค์เหนือหัว"ราชโองการมาถึงแล้ว!" เสียงประกาศของขันทีหลวงดังก้องไปทั่วชายฝั่งหลี่หยางย
สายลมยามรุ่งสางพัดกระโชกเหนือพื้นผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบจินหลิงทว่าความหนาวเหน็บในครานี้กลับผิดแผกไปจากธรรมชาติ น้ำในทะเลสาบที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับหมุนวนเป็นน้ำวนขนาดมหึมาหลายจุด แสงสีฟ้าหม่นเรืองรองขึ้นมาจากก้นบึ้งประหนึ่งอสุรกายใต้บาดาลกำลังตื่นจากการหลับไหล เสียงหึ่งๆ ของเครื่องจักรที่ทำงานด้วยความถี่สูงสั่นสะเทือนไปถึงผืนดินรอบชายฝั่งจนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องอพยพหนีตายด้วยความหวาดกลัวเซียวหลันในชุดรัดกุมสีดำทับด้วยผ้าคลุมแพทย์ยืนอยู่บนเรือพายลำเล็กที่กำลังโคลงเคลงท่ามกลางคลื่นลม ข้างกายของนางคือหลี่หยางที่บัดนี้ดูองอาจและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม รอยแผลที่ไหล่ซึ่งเพิ่งถูกสมานด้วยโลหิตสีม่วงหลงเหลือเพียงรอยจางๆ ประหนึ่งปาฏิหาริย์และยังมีไป๋อวิ๋นที่คอยควบคุมทิศทางเรือด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ"นั่นไงเจ้าค่ะ..." เซียวหลันชี้ไปที่ใจกลางน้ำวน "ค่าสนามแม่เหล็กที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนั่น พาหนะกาลเวลามิได้เป็นเพียงเรือแต่มันคือเครื่องกำเนิดรูหนอนที่ขัดข้อง!"ทันใดนั้นผิวน้ำรอบเรือกลับระเบิดออก ร่างในชุดเกราะสีดำนับสิบพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พฤกษาใต้น้ำ พวกมันม
ม่านหมอกสีเทาจางๆ ยามรุ่งสางเข้าปกคลุมเส้นทางสู่เมืองจินหลิงประหนึ่งผืนผ้าคลุมศพที่ทอดตัวยาวเหยียด รถม้าเก่าๆ คันหนึ่งเคลื่อนที่ไปตามถนนดินอย่างเชื่องช้า เสียงล้อไม้บดลงบนกรวดหินฟังดูวังเวงท่ามกลางความเงียบงันของป่าละเมาะรอบข้างภายในรถม้าเซียวหลันกำลังตรวจดูบาดแผลที่เริ่มปิดสนิทของหลี่หยา
เสียงคำรามของน้ำตกเบื้องนอกยังคงดังกึกก้องประหนึ่งกลองศึกที่รัวไม่หยุดหย่อน ไอเย็นจากละอองน้ำแทรกซึมผ่านม่านน้ำเข้ามาปะทะกับบรรยากาศอันร้อนระอุด้วยรังสีฆ่าฟันภายในถ้ำ องค์ชายใหญ่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่สะท้อนกับใบดาบสีดำสนิทของเขาจนดูเหมือนงูพิษที่กำลังแลบลิ้นเลียหา
รุ่งอรุณแรกแห่งรัชสมัยใหม่สาดทอแสงสีทองอาบไล้ไปทั่วกำแพงเมืองจินหลิง เสียงระฆังจากอารามหลวงดังกังวานกึกก้อง มิใช่เสียงแห่งการอาลัยแต่เป็นเสียงแห่งการเริ่มต้นชำระล้างความหม่นหมองที่ฝังรากลึกมานานปีเซียวหลันในชุดรัดกุมสีครามเรียบง่ายทว่าดูทะมัดทะแมงยืนอยู่หน้าทางเข้าลับที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาด
หัวใจของเซียวหลันกระตุกวูบไปชั่วขณะหนึ่ง ทว่าสีหน้าภายใต้การตกแต่งด้วยคราบยาและสีสกัดจากรากไม้ยังคงนิ่งสนิทประหนึ่งผิวน้ำในบ่อน้ำลึก นางรู้ดีว่าในสงครามประสาทเช่นนี้ ใครที่กะพริบตาก่อนคือผู้พ่ายแพ้นางค่อยๆ เงยหน้าที่ดูแก่ชราขึ้นสบตาข้ามม่านมุกที่สั่นไหว แววตาของฮองเฮาเยี่ยเฟิ่งที่จ้องมองมานั้นแหลม







