LOGINเจ็ดวันผันผ่าน ค่ายลี้ภัยวัดกุ้ยหลินที่เคยเป็นดั่งขุมนรกบนดิน บัดนี้แปรเปลี่ยนไปจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ กลิ่นเหม็นเน่าจางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นควันไฟจากการต้มน้ำและสมุนไพร หลุมส้วมถูกขุดและจัดการอย่างเป็นระเบียบ ผู้คนเข้าแถวรับน้ำต้มสุกอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนกฎเหล็กของหมอหน้าผีแม้แต่คนเดียว เพราะศพของคนที่ดื้อดึงดื่มน้ำดิบแล้วตายตกไปเมื่อสองวันก่อนคือเครื่องเตือนใจชั้นดีที่สุด
ใต้ต้นไม้ใหญ่ท้ายค่ายเซียวหลันในคราบขอทานอัปลักษณ์กำลังนั่งบดยาสมุนไพรป่าที่ให้ชาวบ้านไปช่วยกันเก็บมา
"คุณหนูพักบ้างเถอะเจ้าค่ะ มือท่านลอกหมดแล้ว" เสี่ยวชุนที่อาการดีขึ้นมากจนลุกเดินได้คล่องเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะส่งถ้วยน้ำให้นายหญิง
เซียวหลันรับน้ำมาจิบ สายตามองไปยังมือของตนที่เคยนุ่มนิ่มบัดนี้หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน “ข้าพักไม่ได้เสี่ยวชุน ยาพวกนี้แค่พอประทังอาการแต่รักษาให้หายขาดไม่ได้ เราต้องการเสบียงที่ดีกว่านี้ และที่สำคัญเราต้องออกจากที่นี่ก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน"
อาหลงเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล "ข้าไปสืบข่าวมาแล้วขอรับคุณหนู การจะเข้าเมืองชายแดนหลี่เฉิงต้องใช้ป้ายผ่านทางและค่าธรรมเนียมคนละ 5 ตำลึงเงิน สำหรับสามคนก็ 15 ตำลึง"
15 ตำลึงเงิน...
สำหรับคนทั่วไปอาจจะไม่มากแต่สำหรับขอทานที่มีแต่ตัว เลขจำนวนนี้มันมหาศาลนัก
“เงิน...” เซียวหลันแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ในโลกนี้ไม่ว่ายุคไหน เงินก็ยังเป็นพระเจ้าสินะ"
สิ้นเสียงพึมพำของหมอหญิงเสียงฝีเท้าม้าและเสียงเอะอะโวยวายก็ดังสนั่นมาจากทางเข้าค่าย ฝุ่นตลบอบอวลพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มชายฉกรรจ์บนหลังม้านับสิบคน พวกเขาสวมชุดเกราะหนังหยาบๆ พกดาบเล่มโต ท่าทางดุดันป่าเถื่อน
"หลีกไป! ไอพวกสวะ!” ชายหัวหน้ากลุ่มตะคอกพลางควบม้าฝ่าฝูงชนเข้ามาจนชาวบ้านต้องกระโดดหลบจ้าละหวั่น บนหลังม้าของเขามีร่างของชายอีกคนพาดอยู่
ร่างนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด
แก๊งหมาป่าดำ กลุ่มอันธพาลเจ้าถิ่นที่คุมเส้นทางระหว่างเมืองชายแดนขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ปล้นฆ่าไม่เลือกหน้า
"ไหน! ใครคือหมอหน้าผี! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!" หัวหน้าโจรตะโกนก้อง "น้องข้าโดนหมีป่าตะปบ ไส้จะไหลออกมาแล้ว! ถ้ามันตายข้าจะล้างบางค่ายนี้ให้หมด!"
ชาวบ้านต่างตัวสั่นงันงก รีบชี้มือมาทางเซียวหลันเป็นตาเดียว
หัวหน้าโจรควบม้าตรงดิ่งมาหาเซียวหลันแล้วกระโดดลงมาประจันหน้า นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้จะยืนอยู่ต่อหน้าคมดาบ
"รักษาซะ" โจรหนุ่มสั่ง "ถ้ารอด ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า ถ้าตาย เจ้าตายตกไปตามกัน"
เซียวหลันปรายตามองร่างที่นอนพะงาบๆ อยู่บนพื้น แผลที่หน้าท้องเหวอะหวะจนเห็นลำไส้ไหลกองออกมา เลือดสีแดงฉานนองพื้น
นางไม่ขยับ
"ข้าบอกให้รักษา!" หัวหน้าโจรเงื้อดาบขึ้นจ่อคอหอยนาง
“ข้าเป็นหมอ ไม่ใช่นักบุญ" เซียวหลันเอ่ยเสียงเรียบท่ามกลางความตกตะลึงของอาหลงและเสี่ยวชุน "การรักษาต้องใช้ยา ใช้แรง และใช้ฝีมือ ทุกอย่างมีราคา"
"เจ้ากล้าต่อรองกับข้าเรอะ! ชีวิตเจ้านั่นแหละคือราคา!"
"ฆ่าข้าตอนนี้ น้องเจ้าก็ตายตามข้าไปในอีกไม่เกินหนึ่งก้านธูป" นางสวนกลับทันควันดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เกรี้ยวกราดของโจร "แผลฉกรรจ์ขนาดนี้ หมอทั่วไปในเมืองคงส่ายหน้า แต่ข้าสามารถต่อลำไส้ เย็บปิดปากแผล ดึงเขากลับมาจากประตูนรกได้ แต่คำถามคือเจ้าจ่ายไหวหรือไม่"
บรรยากาศเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ หัวหน้าโจรกัดฟันกรอดมองดูน้องชายที่หน้าซีดเผือดลงเรื่อยๆ
"เจ้าต้องการอะไร!"
"ค่าผ่านทางเข้าเมืองหลี่เฉิงสำหรับสามคน เสื้อผ้าชุดใหม่ที่อบอุ่น และเงินก้นถุง 50 ตำลึง"
"50 ตำลึง! เจ้าจะปล้นโจรหรือไง!" ลูกสมุนคนหนึ่งตะโกน
"ชีวิตน้องชายเจ้ามีค่าไม่ถึง 50 ตำลึงหรือ" เซียวหลันย้อนถาม "ถ้าคิดว่าไม่คุ้มก็เชิญหามไปฝังได้เลย"
หัวหน้าโจรสูดหายใจลึก เขาเห็นความมั่นใจที่น่าขนลุกในแววตาของขอทานอัปลักษณ์ผู้นี้ ความมั่นใจที่เขาไม่เคยเห็นจากหมอคนไหน
"ตกลง!" เขาโยนถุงเงินหนักอึ้งลงตรงหน้านาง "รักษาเดี๋ยวนี้! แต่ถ้าเจ้าเล่นตลก ข้าจะสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!"
เซียวหลันกระตุกยิ้มมุมปาก นางก้มลงหยิบถุงเงินโยนให้อาหลง "เตรียมน้ำต้มเดือด เตรียมเข็ม เตรียมเหล้าแรงๆ มาให้ข้า!"
การผ่าตัดกลางแจ้งเริ่มขึ้นในทันที
เซียวหลันล้างมือด้วยเหล้าแรงเพื่อฆ่าเชื้อเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็ราดเหล้าลงบนปากแผลเพื่อล้างสิ่งสกปรก ชายผู้บาดเจ็บสะดุ้งเฮือกแต่เซียวหลันกดจุดสลบที่คอเขาอย่างแม่นยำจนเขานิ่งไป
นางใช้เข็มเงินเกี่ยวรั้งเปิดปากแผล มือที่เปื้อนเลือดขยับอย่างรวดเร็วและชำนาญ นางล้างลำไส้ที่โผล่ออกมาด้วยน้ำเกลือแร่ที่นางผสมเองก่อนจะตรวจสอบรอยรั่ว แล้วใช้เส้นไหมที่นางดึงมาจากชายเสื้อไหมเก่าของตนเองซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติที่เหนียวที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ร้อยใส่เข็มและเริ่มเย็บ
ฉึก... ฉึก...
ฝีเข็มของนางละเอียดและเป็นระเบียบจนน่าทึ่ง นี่คือทักษะของศัลยแพทย์มือหนึ่งที่เคยเย็บเส้นเลือดฝอยในสมองมาแล้ว การเย็บลำไส้และหน้าท้องแค่นี้เป็นเรื่องพื้นฐานมากสำหรับนาง
กลุ่มโจรที่ยืนมุงดูต่างหน้าซีด บ้างก็เบือนหน้าหนีด้วยความหวาดเสียว แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวน
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) แผลที่เคยน่าสยดสยองก็ถูกเย็บปิดสนิทเรียบร้อย
"เสร็จแล้ว" เซียวหลันตัดด้ายลุกขึ้นยืนปาดเหงื่อ "อีกสองชั่วยามเขาจะฟื้น ห้ามขยับตัวแรง ห้ามกินอาหารหนัก ให้จิบแค่น้ำข้าวต้มเจ็ดวัน ถ้าทำตามนี้เขาจะรอด"
หัวหน้าโจรมองน้องชายที่ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอด้วยความทึ่ง เขาหันมามองเซียวหลันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ความโกรธแต่มีความยำเกรงปนอยู่ด้วย
“เจ้า ไม่ใช่ขอทานธรรมดา" เขาพึมพำ
“ข้าคือหมอ และข้าก็แค่ทำตามข้อตกลง" เซียวหลันเช็ดเลือดออกจากมือ "เงิน 50 ตำลึงแลกกับหนึ่งชีวิต การค้าของเราจบสิ้นแล้ว"
หัวหน้าโจรหัวเราะหึๆ เขาล้วงป้ายไม้สีดำอันหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้นาง
“นี่คือป้ายผ่านทางพิเศษของแก๊งหมาป่าดำ เอาไปให้ทหารหน้าเมืองดู พวกมันจะไม่กล้าตรวจค้นเจ้า" เขากล่าวเสียงเข้ม “ถือว่าเป็นของแถม เผื่อวันหน้าข้าต้องใช้บริการเจ้าอีก หมอปีศาจ"
กลุ่มโจรหามคนเจ็บจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบและความเงียบงัน เซียวหลันกำป้ายไม้ในมือแน่น นางหันไปพยักหน้าให้อาหลงและเสี่ยวชุนที่ยังยืนตัวสั่นงันงก
"เก็บของ..." นางสั่งเสียงเรียบ แววตาเป็นประกายวาวโรจน์มุ่งมั่น "เราจะเข้าเมืองหลี่เฉิงแล้วไปสร้างอาณาจักรของเราที่นั่นกัน!"
กาลเวลา... คือสายน้ำที่ไหลเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันพัดพาเอาความรุ่งโรจน์ ความสูญเสีย และความทรงจำให้จางหายไปตามแรงลม ทว่าสำหรับบางคน กาลเวลากลับเป็นพยานหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่า "รัก" และ "การเสียสละ" นั้นมีอยู่จริงสิบปีผ่านไป...ประดุจชั่วพริบตาของสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดเขาชิงฝู ความเปลี่ยนแปลงได้คืบคลานเข้าสู่แผ่นดินจินหลิงทว่าในทิศทางที่งดงามขึ้น มหานครจินหลิงในวันนี้มิใช่สมรภูมิแห่งการแย่งชิงพลังงานเร้นลับอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นตำนานแห่งความรุ่งเรืองที่เล่าขานกันว่ามีรากฐานมาจากยุคสมัยที่ หมอเทวดา ผู้มาจากแดนไกล และ แม่ทัพพยัคฆ์ ผู้เกรียงไกร ยอมสละลาภยศและอำนาจเหนือคนทั้งปวง เพื่อวางรากฐานการแพทย์ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎรโรงเรียนแพทย์ที่อ๋องสิบเอ็ดจัดตั้งขึ้นตามโครงร่างวิจัยที่เซียวหลันทิ้งไว้ได้ผลิตหมอรุ่นใหม่ที่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่เคยเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือชำระเชื้อโรคด้วยแอลกอฮอล์ การแยกกักโรคอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันโรคระบาด หรือการปรุงยาด้วยหลักการสัณฐานวิทยาและเคมีพื้นฐาน นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้อัตราการตายของราษฎรลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ และทำ
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านประหนึ่งกระแสน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่เคยไหลย้อนกลับ หลายเดือนผ่านพ้นไปแล้วนับตั้งแต่วันที่รถม้าคันเล็กซอมซ่อลอบเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองมหานครจินหลิง ท่ามกลางแสงสลัวอันเหน็บหนาวของรุ่งสาง เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจบนบัลลังก์เลือด กลิ่นคาวของการทรยศ และเทคโนโลยีล้ำยุคที่แฝงตัวมาในคราบของปาฏิหาริย์ บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพจำที่พร่าเลือนและห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของคนทั้งสี่ภายใต้หุบเขาชิงฝูซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตรงรอยต่อของชายแดนทางทิศใต้ ภูมิประเทศที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนประหนึ่งป้อมปราการธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวายของราชสำนัก หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมลำธารใสแจ๋ว รายล้อมด้วยไร่ชาสีเขียวขจีที่ทอดตัวตามแนวเขาและป่าไผ่ที่ลู่ตามลมจนเกิดเสียงซ่าๆ บัดนี้ได้กลายเป็นที่พำนักแห่งใหม่และถาวรของอดีตหมอปีศาจผู้พลิกแผ่นดินและแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรที่นี่... ในหมู่บ้านชิงฝู ไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อของเซียวหลันในฐานะสตรีผู้กุมความลับแห่งกาลเวลาและพลังเหนือธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่านางคือผู้ที่เคยยืนหยัดต่อกรกับก
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินที่เย็นเยียบ ร่างของไป๋อวิ๋นทรุดลงในอ้อมแขนของหลี่หยาง ขณะที่กระบี่ของอ๋องสิบเอ็ดยังคงปักคาอยู่ที่หน้าอก แสงสว่างจากคบเพลิงบนผนังวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนของหัวหน้าหอเมฆาผู้อยู่เบื้องหลังความสงบสุขของจินหลิงมาเนิ่นนาน"เจ้า... เจ้าคนทรยศ!" อ๋องสิบเอ็ดตะโกนด้วยเสียงที่สั่นเครือ พระหัตถ์ที่กำด้ามกระบี่ยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธาและตระหนก "เจ้ากล้าเอาชีวิตมาแลกกับนังหมอโอหังนี่งั้นรึ!"ไป๋อวิ๋นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เขาพยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก "ฝ่าบาท... กระบี่ที่แทงข้า... คือกระบี่ที่ท่านใช้ปกป้องราษฎร... มิใช่กระบี่เพื่อกิเลส... ข้าเพียงช่วย... ให้ท่านไม่หลงผิดไปมากกว่านี้..."สิ้นคำพูดสุดท้ายมือที่กุมคมกระบี่ไว้แน่นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน ดวงตาของไป๋อวิ๋นปิดสนิทลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทับหัวใจของทุกคนในที่นั้นเซียวหลันน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางมองดูร่างของสหายผู้จงรักภักดีด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ทว่าในความโศกเศร้านั้นกลับมีความเด็ดเดี่ยวผุดขึ้นมา นางยันกายลุกขึ้นยืนประจันหน้า
ภายในห้องปฏิบัติการลับของสภาโอสถหลวง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของเซียวหลันที่กำลังหมกมุ่นอยู่หน้าเตากลั่นยาที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้พักผ่อน ริมฝีปากที่เพิ่งได้สัมผัสถึงรสชาติของน้ำชาบัดนี้แห้งผาก ทว่าแววตาของนางกลับฉายความมุ่งมั่นประหนึ่งประกายเพชรในความมืดเป้าหมายของนางไม่ใช่การปรุงโอสถอมตะตามรับสั่งของอ๋องสิบเอ็ด แต่คือการสกัดยาถอนพิษพันธุกรรม ยาที่จะทำให้พลังงานสีม่วงจากมุกมังกรในเลือดของนางและหลี่หยางเสื่อมสภาพลงจนกลับกลายเป็นเลือดมนุษย์ธรรมดา"มันต้องใช้กรดที่กัดกร่อนระดับเซลล์ แต่ต้องมีตัวกลางเป็นเมือกของกบภูเขาเพื่อไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อหลัก..." เซียวหลันพึมพำกับตัวเองขณะหยดของเหลวสีเขียวใสลงในหลอดทดลอง เสียงฟู่และควันบางๆ ลอยขึ้นมา นางยิ้มอย่างพึงพอใจ "สำเร็จ... มันเสถียรแล้ว"ขณะเดียวกันอ๋องสิบเอ็ดเริ่มไม่ไว้ใจความเคลื่อนไหวในห้องแล็บ พระองค์ทรงส่งองครักษ์เงาที่มีความสามารถในการพรางตัวระดับสูงไปสอดแนมเซียวหลันตลอดเวลา"กราบทูลฝ่าบาท นางไม่ได้ปรุงยาส่งเสริมพลังเลยพ่ะย่ะค่ะ... แต่ดูเหมือนนางกำลังปรุงยาที่ออกฤทธิ์สลายสิ่งเร้นลับในตัวนางเอง!" องครั
สายหมอกยามเช้าเหนือทะเลสาบจินหลิงค่อยๆ เลือนหายไปทิ้งไว้เพียงผิวน้ำที่สงบนิ่งประหนึ่งกระจกเงาบานยักษ์ที่คอยปกปิดความลับดำมืดใต้ก้นบึ้งไว้ตลอดกาล เซียวหลันนั่งอยู่ริมตลิ่งพลางทอดสายตามองดูเหล่าทหารที่กำลังเก็บกวาดซากเรือและอุปกรณ์ที่หลงเหลือจากการปะทะ แม้ร่างกายของนางจะได้รับการเยียวยาด้วยพลังแห่งมุกมังกรจนไร้ร่องรอยบาดแผล ทว่าความเหนื่อยล้าทางจิตใจกลับหนักอึ้งประหนึ่งแบกขุนเขาเอาไว้นางก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง แสงแดดที่ตกกระทบผิวทำให้เห็นเส้นเลือดจางๆ ที่ไหลเวียนด้วยประกายสีม่วงอ่อนลึกลับ นางรู้สึกได้ถึงจังหวะของพลังงานที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับหลี่หยางที่นั่งพักอยู่อีกด้านหนึ่ง"มันจบแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนกระซิบขณะยื่นน้ำขิงอุ่นๆ ให้ "เครื่องจักรนั่นพังแล้ว อาซานก็ตายแล้ว... เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่โรงหมอเหมือนเดิมใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู?"เซียวหลันไม่ได้ตอบแต่นางสังเกตเห็นทหารม้าเร็วกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดเกราะเต็มยศของวังหลวงกำลังมุ่งหน้าตรงมายังจุดที่พวกนางพักอยู่ พร้อมกับธงสีเหลืองอร่ามขององค์เหนือหัว"ราชโองการมาถึงแล้ว!" เสียงประกาศของขันทีหลวงดังก้องไปทั่วชายฝั่งหลี่หยางย
สายลมยามรุ่งสางพัดกระโชกเหนือพื้นผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบจินหลิงทว่าความหนาวเหน็บในครานี้กลับผิดแผกไปจากธรรมชาติ น้ำในทะเลสาบที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับหมุนวนเป็นน้ำวนขนาดมหึมาหลายจุด แสงสีฟ้าหม่นเรืองรองขึ้นมาจากก้นบึ้งประหนึ่งอสุรกายใต้บาดาลกำลังตื่นจากการหลับไหล เสียงหึ่งๆ ของเครื่องจักรที่ทำงานด้วยความถี่สูงสั่นสะเทือนไปถึงผืนดินรอบชายฝั่งจนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องอพยพหนีตายด้วยความหวาดกลัวเซียวหลันในชุดรัดกุมสีดำทับด้วยผ้าคลุมแพทย์ยืนอยู่บนเรือพายลำเล็กที่กำลังโคลงเคลงท่ามกลางคลื่นลม ข้างกายของนางคือหลี่หยางที่บัดนี้ดูองอาจและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม รอยแผลที่ไหล่ซึ่งเพิ่งถูกสมานด้วยโลหิตสีม่วงหลงเหลือเพียงรอยจางๆ ประหนึ่งปาฏิหาริย์และยังมีไป๋อวิ๋นที่คอยควบคุมทิศทางเรือด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ"นั่นไงเจ้าค่ะ..." เซียวหลันชี้ไปที่ใจกลางน้ำวน "ค่าสนามแม่เหล็กที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนั่น พาหนะกาลเวลามิได้เป็นเพียงเรือแต่มันคือเครื่องกำเนิดรูหนอนที่ขัดข้อง!"ทันใดนั้นผิวน้ำรอบเรือกลับระเบิดออก ร่างในชุดเกราะสีดำนับสิบพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พฤกษาใต้น้ำ พวกมันม
เคร้ง! ฉัวะ! เสียงดาบปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวในห้องบรรทมฮ่องเต้ หลี่หยางยืนปักหลักอยู่หน้าประตูบานใหญ่เพียงคนเดียวรับมือกับทหารองครักษ์นับสิบที่กรูเข้ามา ดาบในมือของเขารวดเร็วและแม่นยำ ทุกการตวัดคือหนึ่งชีวิตที่ร่วงหล่น แต่ศัตรูมีมากเกินไปราวกับฝูงมดแตกรัง"ไปเร็วเข้า!" หลี่หยางตะโกนโดยไม่หันมอง "ข
กลิ่นเหม็นเน่าของเนื้อตายตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงชั้นล่างของหอโอสถเซียว แม้แต่กลิ่นปูนขาวที่ทาใหม่ก็ไม่อาจกลบมันได้มิด เซียวหลัน สั่งให้อาหลงนำโต๊ะไม้สักตัวยาวมาวางกลางห้องพร้อมเช็ดทำความสะอาดด้วยเหล้าแรงแล้วนำผ้าขาวมาปูทับ"เสี่ยวชุน ต้มมีดมีดสั้นและเข็มเงินในน้ำเดือด อาหลงเตรียมกะละมัง ถังน้ำสะอาด แล
“แป้งหอม?" หัวหน้าแก๊งมังกรดินเลิกคิ้วมองห่อกระดาษในมือหญิงสาวก่อนจะหัวเราะลั่นจนตัวงอ "ฮ่าๆๆ! นังหนูนี่จะมาไม้ไหนกันแน่ จะยั่วยวนข้าหรือไง ไหนๆ เอามาให้พี่ชายดมหน่อยซิ ถ้าหอมถูกใจพี่อาจจะลดค่าคุ้มครองให้ โอ๊ย!"ยังไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะเซียวหลันก็สะบัดข้อมือวูบ ผงสีขาวละเอียดฟุ้งกระจายออกจากห่อปะทะ
กำแพงเมืองสูงตระหง่านก่อด้วยอิฐสีเทาหมองคล้ำตั้งขวางกั้นระหว่างความป่าเถื่อนภายนอกและความศิวิไลซ์จอมปลอมภายใน ป้อมปราการแห่งนี้คือเมืองหลี่เฉิงด่านหน้าสุดขอบชายแดนที่เต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิช ทหารหนีทัพ และจอมยุทธ์พเนจรแถวของผู้คนที่รอตรวจเข้าเมืองยาวเหยียดไปจนสุดสายตา ทหารยามหน้าประตูตรวจค้นอย่างละเอี







![I'll follow Apollo [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)