Beranda / แฟนตาซี / มธุรสวาทเจ้าสำนัก / บทที่ 3 เขตหวงห้าม

Share

บทที่ 3 เขตหวงห้าม

last update Tanggal publikasi: 2025-08-30 16:15:07

ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทอแสงสีส้มหม่นทาบทับไปทั่วทุ่งหญ้ารกร้างทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง ที่นั่นคือจุดหมายปลายทางของเหล่าผู้สิ้นหวัง

ค่ายลี้ภัยวัดกุ้ยหลิน

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเซียวหลันมิใช่วัดวาอารามที่สงบร่มเย็นแต่เป็นดั่งขุมนรกบนดิน กระโจมผ้าใบขาดวิ่นนับร้อยหลังตั้งเรียงรายอย่างแออัด กลิ่นเหม็นเน่าของอุจจาระ ปัสสาวะ และซากศพที่ยังจัดการไม่ทันลอยโชยตลบอบอวลจนแมลงวันบินว่อนเสียงดังหึ่งๆ ราวกับฝูงผึ้งแตกรัง

เซียวหลันในคราบขอทานอัปลักษณ์เดินกะเผลกเข้าไปในค่าย สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

สุขอนามัยติดลบ...

นี่มันแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีเลยนี่

ผู้คนส่วนใหญ่นอนระเกะระกะอยู่บนพื้นดินที่เฉอะแฉะ หลายคนมีอาการถ่ายท้องรุนแรง อาเจียน และตัวร้อนจัด เสียงไอโขลกและเสียงครวญครางดังระงมไปทั่ว

ทันใดนั้นเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของค่าย กลุ่มชายฉกรรจ์สามสี่คนกำลังช่วยกันลากร่างของคนสองคนออกไป เป็นชายชราคนหนึ่งและเด็กสาวอีกคนหนึ่ง พวกเขาถูกลากถูไถไปกับพื้นดินหยาบกร้าน มุ่งหน้าไปยังหลุมลึกท้ายค่ายที่ใช้ทิ้งศพ

"ปล่อยนะ! ปล่อยท่านปู่! ปล่อยพี่สาวข้า!" เด็กสาวที่ถูกลากกรีดร้องเสียงแหบแห้งพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดไม่อาจสู้แรงผู้ชายได้

"นังตัวซวย! พวกเจ้ามันต้องสาป!" ชายหัวหน้ากลุ่มตะคอก "นอนซมไข้มาสามวัน ถ่ายจนเลอะเทอะไปหมด ผีห่าซาตานสิงสู่ชัดๆ ขืนให้อยู่ต่อ เดี๋ยวคนอื่นก็ติดเสนียดไปด้วย เอาไปโยนทิ้งหลุมซะ!"

"ไม่นะ! พวกเขายังไม่ตาย!"

เซียวหลันชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบเมื่อจำเสียงร้องนั้นได้แม้จะแหบพร่าแต่ก็คุ้นหูยิ่งนัก

นางเพ่งมองใบหน้าที่เปื้อนโคลนของคนทั้งสองก่อนจะพบว่านั่นคือ อาหลง บ่าวชราผู้ภักดี และ เสี่ยวชุน สาวใช้คนสนิทที่โตมาด้วยกัน

ทั้งคู่หลบหนีออกมาได้ก่อนคืนเกิดเหตุตามคำสั่งลับของบิดานาง ไม่คิดเลยว่าจะมาตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนี้

“หยุดเดี๋ยวนี้!" เสียงตวาดก้องดังขึ้นอย่างทรงพลังขัดแย้งกับรูปลักษณ์ขอทานอัปลักษณ์ เซียวหลันก้าวออกมาขวางทางกลุ่มชายฉกรรจ์ ยืนจังก้าด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ดวงตาที่บวมช้ำฉายแววอำมหิตจนคนที่สบตาต้องชะงัก

"เจ้าเป็นใครวะ! อย่ามาแส่ นังหน้าผี!" ชายคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้น

"ข้าเป็นใครไม่สำคัญ" เซียวหลันกล่าวเสียงเย็น “แต่คนที่พวกเจ้ากำลังลากไป พวกเขายังไม่ตาย และสิ่งที่พวกเขาเป็นไม่ใช่คำสาปหรือผีสิง"

"เฮอะ! รู้ดีนักนะ ถ่ายท้องจนไส้จะไหลออกมาขนาดนี้ ไม่ใช่โรคห่าลงตับรึไง!"

"มันคือโรคระบาดจากน้ำสกปรกต่างหาก" นางตอบกลับด้วยศัพท์ที่พยายามให้เข้าใจง่ายที่สุด "เกิดจากการกินอยู่สกปรก แมลงวันตอมอาหาร และดื่มน้ำที่มีเชื้อโรค ไม่ใช่ผีสางที่ไหน"

นางชี้นิ้วไปยังชายหัวหน้ากลุ่ม "และถ้าพวกเจ้าเอาพวกเขาไปโยนทิ้งรวมกับศพเน่าๆ เชื้อโรคมันก็จะยิ่งแพร่กระจายแล้วพวกเจ้าทุกคนในนี้ก็จะต้องตายตกไปตามกันจนหมด!"

คำขู่ของนางได้ผล ความกลัวตายทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์เริ่มลังเล

"ละ... แล้วจะให้ทำยังไง!"

"วางพวกเขาลงแล้วถอยไปห่างๆ" เซียวหลันสั่งเฉียบขาด "ข้าจะรักษาพวกเขาเอง แต่มีข้อแม้ว่าพื้นที่ตรงนี้ในรัศมีสิบก้าวคือเขตหวงห้าม ห้ามใครเข้ามาเด็ดขาด ถ้าไม่อยากติดโรค!"

กลุ่มชายเหล่านั้นมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะยอมวางร่างของอาหลงและเสี่ยวชุนลงแล้วรีบถอยกรูดออกไปเหมือนหนีตัวประหลาด

เซียวหลันรีบเข้าไปประคองร่างคนทั้งสอง อาหลงตัวร้อนจี๋ ตาเหลือกค้าง ริมฝีปากแห้งผากจนแตก ส่วนเสี่ยวชุนนอนหายใจรวยริน ชีพจรเต้นเร็วแต่เบาบาง

สัญญาณของภาวะช็อกจากการขาดน้ำ

"คุณ... หนู..." อาหลงปรือตาขึ้นมอง ภาพเลือนรางเบื้องหน้าคือขอทานหน้าตาน่ากลัวแต่แววตานั้นเขาจำได้แม่นยำ "คุณ... หนู... ปลอดภัย..."

"อย่าเพิ่งพูดอาหลง" เซียวหลันกระซิบ น้ำเสียงอ่อนลงวูบหนึ่ง "ข้าอยู่นี่แล้ว ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าตายแน่นอน"

นางเริ่มปฏิบัติการกู้ชีพทันทีในแบบฉบับหมอสนามที่นางเคยพอจะมีประสบการณ์มาบ้าง นางใช้มีดพกตัดชายกระโปรงของศพขอทานที่สวมใส่อยู่แล้วฉีกเป็นแถบยาวก่อนจะนำไปขึงกั้นเป็นเขตกักกันโรครอบบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ห่างไกลจากฝูงชน

จากนั้นนางก็รวบรวมเศษไม้แห้งมาก่อกองไฟขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบหม้อดินเผาแตกๆ ที่ตกอยู่แถวนั้นมาเช็ดทำความสะอาด แล้ววิ่งไปตักน้ำจากลำธารที่กำลังไหลไปตามทาง นำมาต้มจนเดือดปุดๆ เพื่อฆ่าเชื้อโรค

เพราะที่นี่ไม่มีน้ำเกลือ แต่หมออย่างนางรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำเกลือแร่จากธรรมชาติซึ่งจำเป็นมากในสถานการณ์นี้

เซียวหลันล้วงหยิบห่อเกลือและน้ำตาลอ้อยก้อนเล็กๆ ที่นางฉกฉวยมาจากครัวก่อนหนีออกมาผสมลงในน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้ให้อุ่นก่อนจะป้อนเข้าปากอาหลงและเสี่ยวชุนทีละน้อย

"กลืนลงไป... มันจะช่วยชีวิตเจ้า"

ตลอดทั้งคืนเซียวหลันไม่ได้พักเลยแม้แต่วินาทีเดียว นางคอยเช็ดตัวลดไข้ให้คนทั้งสองพร้อมจัดการกับสิ่งปฏิกูลของพวกเขาด้วยการขุดหลุมฝังกลบอย่างถูกสุขลักษณะ และล้างมือทุกครั้งด้วยน้ำต้มเดือด

ชาวค่ายลี้ภัยคนอื่นๆ เฝ้ามองดูการกระทำอันแปลกประหลาดของขอทานสาวด้วยความสงสัย บ้างก็ว่านางเป็นแม่มด บ้างก็ว่านางบ้าที่ต้มน้ำล้างมือจนมือแดงเถือก

จนกระทั่งรุ่งสางมาเยือน

เสี่ยวชุนที่นอนนิ่งมาตลอดคืนเริ่มขยับตัว ริมฝีปากที่เคยซีดขาวเริ่มมีสีเลือด นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น

"น้ำ..."

เซียวหลันยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน นางรีบป้อนน้ำเกลือแร่ให้ทันที "ค่อยๆ ดื่มนะเสี่ยวชุน"

อาหลงเองก็ไข้ลดลง แม้จะยังอ่อนเพลียแต่พ้นขีดอันตรายแล้ว

"รอดแล้วนะ" เซียวหลันพึมพำ นางทิ้งตัวลงนั่งพิงโคนต้นไม้ด้วยความเหนื่อยอ่อน

ทว่าความสงบอยู่ได้ไม่นาน เงาร่างของใครบางคนทาบทับลงมา

เซียวหลันเงยหน้าขึ้นก่อนจะพบกับชายวัยกลางคนสวมชุดนักพรตเก่าๆ ถือแส้ปัดรังควาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ด้านหลังมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่ตามมา

"นังปีศาจ!" นักพรตตวาดชี้หน้า "เจ้าทำพิธีกรรมอะไร! การต้มน้ำแล้วเททิ้งเทขว้างเป็นการลบหลู่ท่านเทพสายน้ำ! มิน่าเล่าโรคห่าถึงไม่หายไปจากค่ายนี้เสียที ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า!"

เซียวหลันค่อยๆ ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นออกจากชุดขอทาน แววตาที่มองนักพรตกำมะลอผู้นั้นว่างเปล่าและเย็นเยียบ

"ข้ากำลังช่วยคนให้รอด" นางเอ่ยเสียงเรียบ "แต่เจ้านั่นแหละที่กำลังจะพาคนไปตายด้วยความโง่เขลาของตัวเจ้าเอง"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 90 การบรรจบกันของกาลเวลา

    กาลเวลา... คือสายน้ำที่ไหลเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันพัดพาเอาความรุ่งโรจน์ ความสูญเสีย และความทรงจำให้จางหายไปตามแรงลม ทว่าสำหรับบางคน กาลเวลากลับเป็นพยานหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่า "รัก" และ "การเสียสละ" นั้นมีอยู่จริงสิบปีผ่านไป...ประดุจชั่วพริบตาของสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดเขาชิงฝู ความเปลี่ยนแปลงได้คืบคลานเข้าสู่แผ่นดินจินหลิงทว่าในทิศทางที่งดงามขึ้น มหานครจินหลิงในวันนี้มิใช่สมรภูมิแห่งการแย่งชิงพลังงานเร้นลับอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นตำนานแห่งความรุ่งเรืองที่เล่าขานกันว่ามีรากฐานมาจากยุคสมัยที่ หมอเทวดา ผู้มาจากแดนไกล และ แม่ทัพพยัคฆ์ ผู้เกรียงไกร ยอมสละลาภยศและอำนาจเหนือคนทั้งปวง เพื่อวางรากฐานการแพทย์ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎรโรงเรียนแพทย์ที่อ๋องสิบเอ็ดจัดตั้งขึ้นตามโครงร่างวิจัยที่เซียวหลันทิ้งไว้ได้ผลิตหมอรุ่นใหม่ที่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่เคยเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือชำระเชื้อโรคด้วยแอลกอฮอล์ การแยกกักโรคอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันโรคระบาด หรือการปรุงยาด้วยหลักการสัณฐานวิทยาและเคมีพื้นฐาน นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้อัตราการตายของราษฎรลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ และทำ

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 89 รสชาติของความธรรมดา

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านประหนึ่งกระแสน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่เคยไหลย้อนกลับ หลายเดือนผ่านพ้นไปแล้วนับตั้งแต่วันที่รถม้าคันเล็กซอมซ่อลอบเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองมหานครจินหลิง ท่ามกลางแสงสลัวอันเหน็บหนาวของรุ่งสาง เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจบนบัลลังก์เลือด กลิ่นคาวของการทรยศ และเทคโนโลยีล้ำยุคที่แฝงตัวมาในคราบของปาฏิหาริย์ บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพจำที่พร่าเลือนและห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของคนทั้งสี่ภายใต้หุบเขาชิงฝูซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตรงรอยต่อของชายแดนทางทิศใต้ ภูมิประเทศที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนประหนึ่งป้อมปราการธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวายของราชสำนัก หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมลำธารใสแจ๋ว รายล้อมด้วยไร่ชาสีเขียวขจีที่ทอดตัวตามแนวเขาและป่าไผ่ที่ลู่ตามลมจนเกิดเสียงซ่าๆ บัดนี้ได้กลายเป็นที่พำนักแห่งใหม่และถาวรของอดีตหมอปีศาจผู้พลิกแผ่นดินและแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรที่นี่... ในหมู่บ้านชิงฝู ไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อของเซียวหลันในฐานะสตรีผู้กุมความลับแห่งกาลเวลาและพลังเหนือธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่านางคือผู้ที่เคยยืนหยัดต่อกรกับก

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 88 คมกระบี่แห่งมวลชน

    กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินที่เย็นเยียบ ร่างของไป๋อวิ๋นทรุดลงในอ้อมแขนของหลี่หยาง ขณะที่กระบี่ของอ๋องสิบเอ็ดยังคงปักคาอยู่ที่หน้าอก แสงสว่างจากคบเพลิงบนผนังวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนของหัวหน้าหอเมฆาผู้อยู่เบื้องหลังความสงบสุขของจินหลิงมาเนิ่นนาน"เจ้า... เจ้าคนทรยศ!" อ๋องสิบเอ็ดตะโกนด้วยเสียงที่สั่นเครือ พระหัตถ์ที่กำด้ามกระบี่ยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธาและตระหนก "เจ้ากล้าเอาชีวิตมาแลกกับนังหมอโอหังนี่งั้นรึ!"ไป๋อวิ๋นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เขาพยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก "ฝ่าบาท... กระบี่ที่แทงข้า... คือกระบี่ที่ท่านใช้ปกป้องราษฎร... มิใช่กระบี่เพื่อกิเลส... ข้าเพียงช่วย... ให้ท่านไม่หลงผิดไปมากกว่านี้..."สิ้นคำพูดสุดท้ายมือที่กุมคมกระบี่ไว้แน่นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน ดวงตาของไป๋อวิ๋นปิดสนิทลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทับหัวใจของทุกคนในที่นั้นเซียวหลันน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางมองดูร่างของสหายผู้จงรักภักดีด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ทว่าในความโศกเศร้านั้นกลับมีความเด็ดเดี่ยวผุดขึ้นมา นางยันกายลุกขึ้นยืนประจันหน้า

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 87 ยาถอนพิษชะตากรรม

    ภายในห้องปฏิบัติการลับของสภาโอสถหลวง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของเซียวหลันที่กำลังหมกมุ่นอยู่หน้าเตากลั่นยาที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้พักผ่อน ริมฝีปากที่เพิ่งได้สัมผัสถึงรสชาติของน้ำชาบัดนี้แห้งผาก ทว่าแววตาของนางกลับฉายความมุ่งมั่นประหนึ่งประกายเพชรในความมืดเป้าหมายของนางไม่ใช่การปรุงโอสถอมตะตามรับสั่งของอ๋องสิบเอ็ด แต่คือการสกัดยาถอนพิษพันธุกรรม ยาที่จะทำให้พลังงานสีม่วงจากมุกมังกรในเลือดของนางและหลี่หยางเสื่อมสภาพลงจนกลับกลายเป็นเลือดมนุษย์ธรรมดา"มันต้องใช้กรดที่กัดกร่อนระดับเซลล์ แต่ต้องมีตัวกลางเป็นเมือกของกบภูเขาเพื่อไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อหลัก..." เซียวหลันพึมพำกับตัวเองขณะหยดของเหลวสีเขียวใสลงในหลอดทดลอง เสียงฟู่และควันบางๆ ลอยขึ้นมา นางยิ้มอย่างพึงพอใจ "สำเร็จ... มันเสถียรแล้ว"ขณะเดียวกันอ๋องสิบเอ็ดเริ่มไม่ไว้ใจความเคลื่อนไหวในห้องแล็บ พระองค์ทรงส่งองครักษ์เงาที่มีความสามารถในการพรางตัวระดับสูงไปสอดแนมเซียวหลันตลอดเวลา"กราบทูลฝ่าบาท นางไม่ได้ปรุงยาส่งเสริมพลังเลยพ่ะย่ะค่ะ... แต่ดูเหมือนนางกำลังปรุงยาที่ออกฤทธิ์สลายสิ่งเร้นลับในตัวนางเอง!" องครั

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 86 ราชโองการเลือด

    สายหมอกยามเช้าเหนือทะเลสาบจินหลิงค่อยๆ เลือนหายไปทิ้งไว้เพียงผิวน้ำที่สงบนิ่งประหนึ่งกระจกเงาบานยักษ์ที่คอยปกปิดความลับดำมืดใต้ก้นบึ้งไว้ตลอดกาล เซียวหลันนั่งอยู่ริมตลิ่งพลางทอดสายตามองดูเหล่าทหารที่กำลังเก็บกวาดซากเรือและอุปกรณ์ที่หลงเหลือจากการปะทะ แม้ร่างกายของนางจะได้รับการเยียวยาด้วยพลังแห่งมุกมังกรจนไร้ร่องรอยบาดแผล ทว่าความเหนื่อยล้าทางจิตใจกลับหนักอึ้งประหนึ่งแบกขุนเขาเอาไว้นางก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง แสงแดดที่ตกกระทบผิวทำให้เห็นเส้นเลือดจางๆ ที่ไหลเวียนด้วยประกายสีม่วงอ่อนลึกลับ นางรู้สึกได้ถึงจังหวะของพลังงานที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับหลี่หยางที่นั่งพักอยู่อีกด้านหนึ่ง"มันจบแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนกระซิบขณะยื่นน้ำขิงอุ่นๆ ให้ "เครื่องจักรนั่นพังแล้ว อาซานก็ตายแล้ว... เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่โรงหมอเหมือนเดิมใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู?"เซียวหลันไม่ได้ตอบแต่นางสังเกตเห็นทหารม้าเร็วกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดเกราะเต็มยศของวังหลวงกำลังมุ่งหน้าตรงมายังจุดที่พวกนางพักอยู่ พร้อมกับธงสีเหลืองอร่ามขององค์เหนือหัว"ราชโองการมาถึงแล้ว!" เสียงประกาศของขันทีหลวงดังก้องไปทั่วชายฝั่งหลี่หยางย

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 85 ความลับของพาหนะกาลเวลา

    สายลมยามรุ่งสางพัดกระโชกเหนือพื้นผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบจินหลิงทว่าความหนาวเหน็บในครานี้กลับผิดแผกไปจากธรรมชาติ น้ำในทะเลสาบที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับหมุนวนเป็นน้ำวนขนาดมหึมาหลายจุด แสงสีฟ้าหม่นเรืองรองขึ้นมาจากก้นบึ้งประหนึ่งอสุรกายใต้บาดาลกำลังตื่นจากการหลับไหล เสียงหึ่งๆ ของเครื่องจักรที่ทำงานด้วยความถี่สูงสั่นสะเทือนไปถึงผืนดินรอบชายฝั่งจนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องอพยพหนีตายด้วยความหวาดกลัวเซียวหลันในชุดรัดกุมสีดำทับด้วยผ้าคลุมแพทย์ยืนอยู่บนเรือพายลำเล็กที่กำลังโคลงเคลงท่ามกลางคลื่นลม ข้างกายของนางคือหลี่หยางที่บัดนี้ดูองอาจและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม รอยแผลที่ไหล่ซึ่งเพิ่งถูกสมานด้วยโลหิตสีม่วงหลงเหลือเพียงรอยจางๆ ประหนึ่งปาฏิหาริย์และยังมีไป๋อวิ๋นที่คอยควบคุมทิศทางเรือด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ"นั่นไงเจ้าค่ะ..." เซียวหลันชี้ไปที่ใจกลางน้ำวน "ค่าสนามแม่เหล็กที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนั่น พาหนะกาลเวลามิได้เป็นเพียงเรือแต่มันคือเครื่องกำเนิดรูหนอนที่ขัดข้อง!"ทันใดนั้นผิวน้ำรอบเรือกลับระเบิดออก ร่างในชุดเกราะสีดำนับสิบพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พฤกษาใต้น้ำ พวกมันม

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 50 บททดสอบหัวใจ

    รุ่งอรุณที่ชายฝั่งทิศเหนือนั้นช่างดูพร่าเลือนประหนึ่งภาพวาดพู่กันจีนที่ยังไม่แห้งสนิท ม่านหมอกสีเทาจางๆ ลอยปกคลุมเหนือผิวน้ำที่นิ่งสงบ ไร้ซึ่งลมแรงที่เคยพัดกระโชกเหมือนบนยอดเขาไท่ซาน คณะเดินทางที่เหลือเพียงสามคน นั่นก็คือเซียวหลัน หลี่หยาง และเสี่ยวชุนเดินลัดเลาะมาตามแนวป่าสนจนถึงท่าเรือลับที่ซ่อ

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 44 ยุทธนาวีมังกรวารี

    เหนือผืนน้ำกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เรือสำเภามังกรวารีแหวกฝ่าเกลียวคลื่นสีเงินยวงที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ ท้องทะเลในยามวิกาลดูเงียบสงบราวกับกระจกเงาบานยักษ์ที่สะท้อนภาพดารานับล้านดวง ทว่าภายใต้ความวิจิตรนั้นกลับมีกระแสคลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกรากประหนึ่งลางบอกเหตุร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเซียวห

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 41 วิหารพฤกษาพันปี

    ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมผืนป่าแดนใต้ แสงจันทร์เสี้ยวเบื้องบนช่างดูห่างไกลและซีดเซียวราวกับดวงตาของผู้วายชนม์ที่จ้องมองลงมายังโลกมนุษย์ ความเงียบสงัดของป่าดิบชื้นรอยต่อทิศตะวันตกไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบสุข หากแต่เป็นความเงียบที่กดดันประหนึ่งพายุใหญ่กำลังตั้งเค้าลึกเข้าไปในเงาไม้ที่บิดเบี้ยว

  • มธุรสวาทเจ้าสำนัก   บทที่ 33 ป่าร้อยพิษและคำสาปสีน้ำเงิน

    เสียงล้อรถม้าบดไปบนดินโคลนแฉะๆ ดังเอี๊ยดอ๊าดสลับกับเสียงร้องของนกและแมลงหน้าตาประหลาดที่ไม่เคยพบเห็นในเมืองหลวงหรือชายแดนเหนือ ยิ่งขบวนรถม้าของเซียวหลันรุกล้ำลึกเข้าไปในเขตแดนใต้มากเท่าไหร่ บรรยากาศก็ยิ่งเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ อากาศที่นี่ร้อนชื้นจนแทบหายใจไม่ออก ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นทึบจนบดบังแ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status